เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 หมูตัวเมียปีนต้นไม้

บทที่ 4 หมูตัวเมียปีนต้นไม้

บทที่ 4 หมูตัวเมียปีนต้นไม้


บทที่ 4 หมูตัวเมียปีนต้นไม้

สมัยที่หลี่เทียนมิ่งยังเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่คนรุ่นเยาว์ของเมืองหลีหัว หลี่เซว่เจียวยังเป็นเพียงเด็กน้อย

สามปีนี้นางก้าวหน้าไปไม่น้อย อายุเพียงสิบห้าปีก็ฝึกฝนจนถึงขั้นเส้นสัตว์ระดับที่ห้าสมกับเป็นบุตรีของหลี่เหยียนเฟิง พ่อเสือย่อมไม่ให้กำเนิดลูกสุนัข

สัตว์ประจำตัวของนางคือสัตว์ประจำตัวชั้นสี่–ปักษีเพลิงหงอนอัคคี (หั่วหลิง) จัดเป็นสัตว์ประจำตัวประเภท 'ปักษาธาตุอัคคี'

เมื่อหลี่เทียนมิ่งแสดงท่าทียั่วยุ หลี่เซว่เจียวก็เรียกปักษีเพลิงหงอนอัคคีออกมาจากพื้นที่ประจำตัวแล้ว พื้นที่ประจำตัวของผู้ควบคุมสัตว์ คือสถานที่พักฟื้นที่ดีที่สุดของสัตว์ประจำตัว

ในตอนนี้ ปักษีสีแดงเพลิงตัวหนึ่งกำลังบินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของหลี่เซว่เจียว ขนบนตัวปักษีนั้นมีประกายเพลิงไหลเวียน ราวกับกำลังลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา นัยน์ตาของมันเป็นแนวตั้ง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือกรงเล็บของมัน ที่กรงเล็บนั้นลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน ทั้งยังแหลมคมอย่างยิ่ง ประดุจดังมีดสั้นอาบยาพิษ

"พี่เทียนมิ่ง เจ้าไม่มีสัตว์ประจำตัว ข้าก็ไม่อยากรังแกเจ้า ให้ 'หั่วหลิง' ของข้า มอบความสุขจากเปลวเพลิงที่แผดเผาให้เจ้าสัมผัสหน่อยดีหรือไม่?" หลี่เซว่เจียวหัวเราะเยาะ

"ใครบอกว่าข้าไม่มีสัตว์ประจำตัว?" หลี่เทียนมิ่งเดินกลับไป เจ้าลูกไก่เหลือง ยังคงนอนหลับอุตุอยู่ ถึงเวลาลากเขาออกมาแล้ว

"แกล้งทำเป็นลึกลับมันน่าสนุกหรือ? ใครบ้างไม่รู้ว่าจินอวี่ ของเจ้าถูกถอนขน ศพยังไม่สมบูรณ์เลย" หลี่เซว่เจียวเบ้ปาก

หลี่เทียนมิ่งไม่ตอบ เขาเปิดประตูห้อง จับเจ้าลูกไก่เหลืองที่กำลังนอนหลับครอกฟี้อยู่บนเตียงลากออกมา

"หลี่เทียนมิ่ง ..ไอ้บ้าเอ๊ย! ข้ากำลังโปรดปรานฮาเร็มแม่ไก่สามพันนางของข้าอยู่ เจ้ากล้ามากวนข้า!" 'วิหคเพลิงนรกนิรันดร์' ถูกหิ้วขาห้อยต่องแต่งออกมา สีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง

ทันทีที่หลี่เซว่เจียวเห็นเจ้าลูกไก่เหลือง นางก็ถึงกับหัวเราะจนตัวงอ แทบจะหัวเราะจนเป็นตะคริว

"พี่เทียนมิ่ง เจ้าช่างตลกสิ้นดีจริงๆ พรสวรรค์ด้านความตลกของเจ้านี่ พอจะออกไปหากินข้างนอกได้เลยนะ"

"ไก่ของเจ้าตัวนี้คงได้มาจากสัญญาเทพเลือดสิท่า จะเอามาเป็นอาหารเช้าให้หั่วหลิงของข้าหรือ?" หลี่เซว่เจียวหัวเราะจนหายใจหายคอไม่ทัน

"แม่สาวน้อย เจ้าว่าใครเป็นไก่?" เจ้าลูกไก่เหลืองขนลุกชัน เขากระโดดขึ้นไปบนหัวของหลี่เทียนมิ่ง ทำหน้าตาดุร้าย

ทว่า รูปร่างหน้าตาของเขามันน่ารักเกินไป ต่อให้ทำสายตาดุร้ายเพียงใด ก็ยังดูตลกขบขันอยู่ดี

"อย่าพูด" หลี่เทียนมิ่งปวดหัวเล็กน้อย สัตว์ประจำตัวตนอื่นทำได้เพียงสื่อสารทางจิตกับผู้ควบคุมสัตว์ แต่เจ้าหมอนี่กลับพูดออกมาตรงๆ โชคดีที่นกแก้วก็พูดได้ พอมีตัวอย่างให้เทียบเคียง มิฉะนั้นคงเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษ

"เจ้าอย่ามายุ่ง" เจ้าลูกไก่เหลืองโกรธแล้ว เขาจ้องเขม็งไปที่หลี่เซว่เจียว แล้วเงยหน้ามองปักษีเพลิงหงอนอัคคีที่บินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือหัว ทันใดนั้นน้ำลายก็ไหลยืด

"แม่สาวน้อย เจ้าเชื่อหรือไม่ ว่าข้าจะทำให้นกของเจ้าท้องป่อง" ดวงตาของเจ้าลูกไก่เหลืองลุกเป็นไฟ

"เจ้าเอาไก่มาเป็นสัตว์ประจำตัว ผลลัพธ์ก็คือมันไร้ยางอายลามกเหมือนเจ้า" หลี่เซว่เจียวหมดคำจะพูดกับเขาจริงๆ คนเราต้องล้มเหลวเพียงใด ถึงจะตกต่ำถึงขั้นนี้ได้?

"กินเขาซะ" หลี่เซว่เจียวพูดกับปักษีเพลิงหงอนอัคคีอย่างไม่ใส่ใจ

ฟุ่บ!

ปักษีเพลิงหงอนอัคคีกลายร่างเป็นเงามายาเพลิงสีแดงฉาน พุ่งเข้าใส่เจ้าลูกไก่เหลือง

"ความรักมาเร็วดั่งพายุหมุน" เจ้าลูกไก่เหลืองอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ขยับปีกเล็กๆ ของเขาทันที พุ่งเข้าใส่ปักษีเพลิงหงอนอัคคีที่มีขนาดใหญ่กว่าเขาหลายเท่า

"เพลาๆ หน่อย ขนาดพวกแกมันไม่คู่ควรกัน อย่าไปขายหน้าเขา" หลี่เทียนมิ่งปวดขมับ เจ้าลูกไก่เหลืองนี่ช่างกล้าบ้าบิ่นเรื่องกามารมณ์จริงๆ แต่พูดตามตรง หลี่เทียนมิ่งไม่ได้กังวลเรื่องพลังต่อสู้ของเขาเลย เพราะบนร่างของวิหคเพลิงนรกนิรันดร์ตัวนี้ มีพลังสัตว์และระดับขั้นเช่นเดียวกับตน เขารู้ดีว่าตอนนี้ตนเองแข็งแกร่งเพียงใด!

พลังสัตว์นรกนิรันดร์ขั้นเส้นสัตว์ระดับที่สามของเขา เทียบได้กับขั้นเส้นสัตว์ระดับที่ห้าธรรมดาอย่างแน่นอน! ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีประสบการณ์การต่อสู้และคัมภีร์วิชายุทธ์ ของขั้นเส้นสัตว์ระดับที่เก้า!

"ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานแล้ว กระสอบทรายเนื้ออย่างเจ้า ต้องทนทายาทหน่อยนะ" เขาจ้องไปยังหลี่เซว่เจียว ขยับคลายกระดูกของตน เขาคือคนที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้ ในตอนนี้เขาได้ค้นพบตัวตนเดิมกลับคืนมา แม้จะยังไม่ได้เริ่มสู้ โลหิตในกายก็เดือดพล่านแล้ว

"ประหลาดคน" หลี่เซว่เจียวไม่เข้าใจสายตาแบบนี้ของเขา นางถึงกับอยากจะหัวเราะ "ยังนึกว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะแห่งเมืองหลีหัวอยู่หรือ?"

นางขี้เกียจพูดมาก ลงมือทันที มุ่งหน้าบดขยี้หลี่เทียนมิ่ง

นางจู่โจม อย่างรวดเร็ว ดูจากท่าเริ่มต้นแล้ว น่าจะเป็น 'ผนึกเพลิงผลาญ'

ว่าไปแล้ววิชายุทธ์บทนี้ เมื่อก่อนก็เป็นหลี่เทียนมิ่งที่ชี้แนะการฝึกฝนให้นาง ตอนนี้กลับนำมาใช้จัดการตนเอง ช่างน่าหัวเราะสิ้นดี

วิชายุทธ์หนึ่งท่าเคลื่อนไหว ฝ่ามือประสานผนึก ผลักออกไปอย่างรวดเร็ว ลมปราณฝ่ามือลุกไหม้ดังลั่นเปรี๊ยะๆ อยู่ในอากาศ ภายใต้การกระตุ้นของ 'พลังสัตว์เพลิงฉาน' ของนาง บังเกิดเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นกลางอากาศ!

ผนึกเพลิงผลาญฝ่ามือนี้ ดุดัน และครอบงำ พุ่งตรงไปยังทรวงอกของหลี่เทียนมิ่ง ผู้ที่โดนเข้าไปราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผา ทรวงอกแหลกสลาย

ปัง!

นางคาดไม่ถึงเลยว่า หลี่เทียนมิ่งจะไม่หลบหลีกแม้แต่น้อย แต่กลับใช้ทรวงอกรับกระบวนท่านี้โดยตรง! ผนึกเพลิงผลาญนั้นปะทะเข้าบนร่างของเขาเต็มๆ!

จินตนาการได้เลยว่า อวัยวะภายในของเขาตอนนี้ คงจะถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว!

เสียงทุ้มหนักหน่วงนั้น แทบจะประกาศการตายของคนผู้หนึ่งได้

"นี่เจ้าอาศัยมือข้าฆ่าตัวตาย! จิตใจของเจ้าเปราะบางถึงเพียงนี้เชียวหรือ?" หลี่เซว่เจียวเข้าใจในที่สุด มิน่าเล่าเขาถึงยั่วโมโหนาง ที่แท้เพราะจิตใจบอบช้ำจนอยากฆ่าตัวตายนี่เอง

หลี่เซว่เจียวรีบชักมือกลับ นางรู้ว่าตนเองฆ่าคนแล้วแน่ๆ ศพตรงหน้าอย่างไรก็มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตน นางถึงกับใจตื่นตระหนก เพราะบิดาจะต้องลงโทษนางแน่

"เซว่เจียว เจ้ายังไม่ได้กินข้าวหรืออย่างไร?" ในขณะที่หลี่เซว่เจียวกำลังสับสนวุ่นวาย เด็กหนุ่มที่ควรจะตายไปแล้วกลับเงยหน้าขึ้น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาราวปุยนุ่น...

หลี่เซว่เจียวงุนงงไปหมด นางเห็นทรวงอกของหลี่เทียนมิ่งไร้ซึ่งรอยขีดข่วน ในสมองขาวโพลน เพราะนี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ความจริงก็คือ: หลี่เทียนมิ่งมีภูมิต้านทานธาตุไฟ!

นี่คือพลังสายเลือดที่ได้มาจากวิหคเพลิงนรกนิรันดร์ พลังสัตว์นรกนิรันดร์ของเขาก็คือหินหนืดที่ร้อนระอุที่สุด ร่างกายของเขาเหมือนกับเจ้าลูกไก่เหลือง คือมีภูมิต้านทานธาตุไฟโดยสมบูรณ์ เปลวเพลิงของผนึกเพลิงผลาญไม่สามารถแผดเผาเขาได้เลยแม้แต่น้อย มีเพียงพลังปะทะของพลังสัตว์เพลิงฉาน ที่สั่นสะเทือนอวัยวะภายในเล็กน้อย แต่ก็ถูกสายเลือดอันแข็งแกร่งและพลัง**ร่างกาย**ของเขาต้านทานไว้ได้

ลองคิดดูว่าวิหคเพลิงนรกนิรันดร์ตนนั้นกินดวงตะวันเหมือนกินเส้นบะหมี่ กินทีเป็นสายๆ ก็รู้แล้วว่าทำไมถึงมีภูมิต้านทานธาตุไฟ

"น้องสาว เบิ่งตาหมาของเจ้าดูให้ชัดๆ ว่าอะไรคือผนึกเพลิงผลาญที่แท้จริง!"

ทุกคนควรต้องชดใช้ให้กับปากสุนัขของตนเอง หลี่เซว่เจียวก็ไม่มีข้อยกเว้น ในชั่วขณะที่นางเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก การเคลื่อนไหวของหลี่เทียนมิ่งกลับรวดเร็วและดุดัน ยิ่งกว่า ผนึกเพลิงผลาญท่าหนึ่งถูกสะบัดออกไป '

เพียะ' เสียงดังลั่น ฟาดเข้าบนใบหน้าของนาง!

อ๊า!

เสียงกรีดร้องนี้ช่างเร้าใจอย่างยิ่ง ฝ่ามือนี้ของหลี่เทียนมิ่งหอบหิ้วพลังอันน่าสะพรึงกลัวของพลังสัตว์นรกนิรันดร์ ฟาดลงบนใบหน้าของนางโดยตรง เห็นเพียงชั่วพริบตานั้น ใบหน้าครึ่งซีกของหลี่เซว่เจียวก็ไหม้เกรียมเป็นสีดำ แม้แต่ฟันยังร่วงหล่นไปหลายซี่ ร่างทั้งร่างหมุนคว้างกลางอากาศ ถูกเหวี่ยงไปปะทะกับต้นอู๋ถงที่ดีที่สุดในลานบ้าน!

"หมุนตัวกลางอากาศสามรอบ หมูตัวเมียปีนต้นไม้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!" หลี่เทียนมิ่งตบฝ่ามือ การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เขาได้รับความมั่นใจกลับคืนมาทันที ท่าแม่พูดถูก เขาสามารถกลับมาผงาดได้อีกครั้ง

เขารีบหันกลับไปมองทันที เมื่อเขาเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีและโล่งใจของมารดา ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา เขากลับมาแล้วจริงๆ และในดวงตาของมารดา เขาได้เห็นความสงบและความอุ่นใจที่ห่างหายไปนาน เห็นความพึงพอใจอย่างที่สุด

ยังจะมีสิ่งใด ที่น่ายินดีไปกว่าการได้เห็นบุตรชายของตนกลับมามีความหวังอีกครั้งในยามนี้อีกหรือ?

สำหรับเว่ยจิงแล้ว หนังสือหย่าหนึ่งฉบับนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือความสุขภายในใจในยามนี้

"ลูกชายแม่ เก่งมาก!" นางยังคงเหมือนเช่นเคย ชูนิ้วโป้งให้กับตนเอง

ภาพที่ห่างหายไปนานนี้ ทำให้หลี่เทียนมิ่งยิ้มออกมาทั้งน้ำตา จำได้ว่าเมื่อก่อนนางก็คอยให้กำลังใจตนเช่นนี้เสมอ วันนี้ ในที่สุดมันก็กลับมาแล้ว

"นั่นเพราะท่านให้กำเนิดลูกมาดีต่างหาก" หลี่เทียนมิ่งยิ้มพลางกล่าว

"ถ้าอย่างนั้นเราก็เหมือนกัน" เว่ยจิงยิ้มอย่างอ่อนโยน ในชั่วขณะนี้ นางราวกับไม่ได้แก่ชราลง รอยยิ้มของนางงดงามถึงเพียงนี้ ราวกับว่านางยังคงเป็นหญิงงามล่มเมืองคนนั้น

ฝ่ายของพวกเขางดงามถึงเพียงนี้ แต่นางหวงกลับไม่เป็นเช่นนั้น นางกรีดร้องออกมาเสียงหนึ่ง งุนงงไปทั้งร่าง ที่สำคัญคือหลี่เซว่เจียวยังคงห้อยอยู่บนต้นไม้ และนางยังเป็นคนเดียวในบรรดาภรรยาและอนุของหลี่เหยียนเฟิงที่แทบไม่มีพลังฝึกฝนเลย ต้นอู๋ถงต้นนี้นางปีนขึ้นไปไม่ได้ ทำได้เพียงกรีดร้องโหยหวนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น ตะโกนลั่น: "ใครก็ได้ มาที!"

"หลี่เทียนมิ่ง ตอนนี้เจ้าไม่ใช่ทายาทแล้วนะ เจ้ากล้าตีลูกสาวข้า ข้าจะทำให้เจ้าตายไร้ที่ฝัง!" นางหวงร่ำไห้ด่าทอ ในสมองขาวโพลน นางไม่เข้าใจเรื่องยุทธภพมากนัก แต่ไหนว่ากันว่าหลี่เทียนมิ่งสิ้นสภาพไปแล้วไม่ใช่หรือ ไฉนถึงเป็นเช่นนี้ไปได้!

หลี่เทียนมิ่งขี้เกียจจะสนใจนาง นางจะกลิ้งเกลือกบนพื้นไป ไม่ถ่มน้ำลายรดหน้านางก็บุญแล้ว

ที่สำคัญคือหลี่เซว่เจียว ยังคงห้อยกรีดร้องอยู่บนนั้น ใบหน้าครึ่งซีกของนางพังพินาศโดยสิ้นเชิง ต่อไปนี้ไม่ต้องพูดถึงรูปร่างหน้าตาอีก อาจจะไม่เป็นที่ต้องการเท่าหมูตัวเมียเสียด้วยซ้ำ

กลับเป็นทางฝั่งเจ้าลูกไก่เหลือง ที่ทำให้หลี่เทียนมิ่งต้องเบิกตากว้าง: เขาเห็นเจ้าลูกไก่สีเหลืองตัวหนึ่งกำลังอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง วิธีการโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง ปักษีเพลิงหงอนอัคคีตัวนั้นจับเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ในเวลาเพียงสั้นๆ กลับถูกเจ้าลูกไก่เหลืองฉีกกระชากจนเกิดเป็นรูเลือดหลายแห่ง!

"แม่สาวน้อย ไม่ต้องร้องแล้ว ต่อให้เจ้าร้องจนคอแตก ก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้าหรอก" เจ้าลูกไก่เหลืองกดปักษีเพลิงหงอนอัคคีร่างยักษ์ลงกับพื้น ใบหน้าเปื้อนยิ้มชั่วร้าย ปักษีเพลิงหงอนอัคคีตัวนั้นกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งอยู่ใต้เท้าของเขา แต่ก็ไร้ประโยชน์ ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล

"ยอมรับการปรนเปรอจากข้าผู้นี้ ถือเป็นเกียรติของเจ้า" เจ้าลูกไก่เหลืองกำลังจะเริ่มปฏิบัติการ ทำให้ปักษีเพลิงหงอนอัคคีตัวนี้ท้องป่อง

หลี่เทียนมิ่งเหงื่อท่วมหน้าผาก เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าเจ้าตัวเล็กนี่มันมี 'ปัญญา' อะไรตรงไหนไปหยามเกียรติปักษีเพลิงหงอนอัคคีตัวนี้ได้!

"ให้ตายสิ เป็นตัวผู้ทำไมไม่บอกแต่แรก! ยังจะแต่งตัวยั่วยวนขนาดนี้!" ในวินาทีต่อมา เจ้าลูกไก่เหลืองก็สติแตก ภายใต้ความสติแตก มันก็โกรธจัดจนขาดสติ ไล่สังหารปักษีเพลิงหงอนอัคคีจนร้องโหยหวนร่ำไห้

"เจ้าไก่ พอแล้วๆ" หลี่เทียนมิ่งรีบดึงเขากลับมา มิฉะนั้นหากปล่อยไว้เช่นนี้ ปักษีเพลิงหงอนอัคคีที่น่าสงสารคงถูกเขาฆ่าตายแน่

"ไอ้ตัวผู้แต่งหญิงสารเลว คราวหน้าอย่าให้พ่ออย่างข้าเจออีกนะ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตาย" เจ้าลูกไก่เหลืองยังคงบ่นพึมพำไม่หยุด ท่าทางเหมือนพวกเหลิงอำนาจ

ท่าทางเช่นนี้ของเขา ทำให้เว่ยจิงอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ วันนี้เป็นวันที่นางเจ็บปวดที่สุดจริงๆ และในตอนนี้ ก็เป็นวันที่นางมีความสุขที่สุดเช่นกัน

"หลี่เทียนมิ่ง! ข้าคาดไม่ถึงว่าเจ้าจะฟื้นคืนพลังฝึกฝน เจ้ากล้าหยามข้าถึงเพียงนี้ ความแค้นในวันนี้ข้าจำไว้แล้ว สักวันหนึ่ง ข้าจะให้เจ้าชดใช้เป็นร้อยเท่า!" ถึงตอนนี้นี่เอง หลี่เซว่เจียวถึงกระโดดลงมาได้ นางรีบนำยามาทาบนใบหน้า พลางกัดฟันจ้องมองหลี่เทียนมิ่ง

"ข้าจะไม่ไปจากเมืองหลีหัว เจ้าอยากแก้แค้น ก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ แต่ข้าไม่รับประกันว่า ใบหน้าอีกครึ่งซีกของเจ้าจะยังอยู่ดีหรือไม่" หลี่เทียนมิ่งกล่าวเรียบๆ

"เจ้าจะไม่ไปจากเมืองหลีหัว?" หลี่เซว่เจียวหรี่ตา สองแม่ลูกถูกหย่าถูกปลด ตามหลักแล้วควรจะจากไป มิฉะนั้นตราบใดที่พบเจอผู้คน ก็มีแต่จะเป็นตัวตลก

"มีปัญหาหรือ?" สำหรับหลี่เทียนมิ่งแล้ว การที่เขาจะอยู่ในเมืองหลีหัวยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ เขาไม่มีวันจากไปอย่างสุนัขจรจัดแน่ สิ่งที่เขาต้องการคือการจากไปอย่างสง่าผ่าเผย และต้องให้หลี่เหยียนเฟิงเป็นคนส่งเขาไป

เขาไม่ได้อาลัยอาวรณ์เมืองหลีหัว แต่สองแม่ลูกต้องการศักดิ์ศรี

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมท่านพ่อถึงต้องเลือกปลดเจ้า และหย่าท่านป้าในจังหวะนี้?" หลี่เซว่เจียวกล่าวอย่างเหี้ยมเกรียม

"ข้ายินดีรับฟัง" จริงๆ แล้วหลี่เทียนมิ่งก็แปลกใจเช่นกัน เพราะการทำเช่นนี้จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของหลี่เหยียนเฟิง เว่ยจิงป่วยมานานหลายปี หลี่เทียนมิ่งก็สิ้นสภาพมาสามปี หลี่เหยียนเฟิงไม่จำเป็นต้องเลือกหย่าภรรยาในวันนี้

"ท่านพ่อจะแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง และจะให้นางเป็นภรรยาเอก! แน่นอนว่าต้องกำจัดแม่ของเจ้าทิ้ง" หลี่เซว่เจียวกล่าว

กฎหมายภายในประเทศจู้เจ๋อนอกจากประมุขแห่งรัฐแล้ว บุรุษใดก็สามารถมีสามภรรยาสี่อนุได้เป็นอย่างมาก ในบรรดาภรรยาทั้งสาม ประกอบด้วยภรรยาเอกหนึ่งคนและภรรยาผิงชีสองคน หลี่เหยียนเฟิงมีครบตามอัตรานานแล้ว เขาจะแต่งภรรยาหรืออนุเพิ่มย่อมต้องหย่าคนเก่าออก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแต่งภรรยาเอก

"เขาอายุขนาดนี้แล้ว ยังไหวอยู่หรือ? ไม่กลัวว่าสากเหล็กจะฝนจนกลายเป็นเข็มหรืออย่างไร" หลี่เทียนมิ่งอดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะ

"เจ้าจะต้องสนใจแน่ ว่าคนที่เขาแต่งงานด้วยคือใคร" หลี่เซว่เจียวมีท่าทีเหมือนรอสมน้ำหน้า

"เจ้าพูดมา"

"ผู้หญิงคนนั้นชื่อ หลิวชิงอายุยี่สิบกว่าๆ แก่กว่าเจ้าไม่เท่าไหร่ เป็นโฉมงามเลื่องชื่อ ที่สำคัญกว่านั้นคือ นางเป็นคนของคฤหาสน์เหลยจุน คนของคฤหาสน์เหลยจุนกลายมาเป็นภรรยาของท่านพ่อ เจ้าว่าในเมืองหลีหัวนี้ ยังจะมีที่ให้เจ้าซุกหัวอยู่อีกหรือ?" หลี่เซว่เจียวแค่นหัวเราะ

"คฤหาสน์เหลยจุน!" เปลวเพลิงในใจของหลี่เทียนมิ่งลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เมื่อก่อนคนที่ฆ่าจินอวี่ แย่งชิงสมบัติล้ำค่าวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไป ก็คือหลินเสี่ยวถิง ซึ่งเป็นสายตรงของคฤหาสน์เหลยจุน

คฤหาสน์เหลยจุน กล่าวได้ว่าเป็นตระกูลชั้นนำสูงสุดของประเทศจู้เจ๋อ มียอดฝีมือนับไม่ถ้วน เป็นผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายหนึ่งของประเทศจู้เจ๋อ ควบคุมเส้นเลือดใหญ่เกือบครึ่งประเทศของจู้เจ๋อไว้!

ใครๆ ก็รู้ว่า หลี่เทียนมิ่งมีความแค้นกับหลินเสี่ยวถิงแห่งคฤหาสน์เหลยจุน แถมยังเป็นความแค้นที่ไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้ หลี่เหยียนเฟิงจะแต่งงานกับคนของคฤหาสน์เหลยจุน ย่อมไม่อาจเก็บแมลงวันที่น่ารังเกียจสำหรับคฤหาสน์เหลยจุนไว้ในเมืองหลีหัวได้

"ท่านพ่อคงอยากจะเกาะเกี่ยวความสัมพันธ์กับคฤหาสน์เหลยจุนสักหน่อย เขาอยากจะไปให้ไกลกว่านี้ ดังนั้นจึงต้องเสียสละพวกเจ้าสองคน ท้ายที่สุด ในใจของเขาพวกเจ้ามันไร้ค่า ดังนั้น หากเจ้ายังดึงดันจะอยู่ในเมืองหลีหัว ก็คือการต่อต้านเขา อีกสิบวันเขาก็จะจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่แล้ว หากเจ้าไม่ไป ถ้าหากคนของคฤหาสน์เหลยจุนมาเห็นเข้า อาจจะตายได้นะ"

ที่หลี่เซว่เจียวพูดเรื่องเหล่านี้กับเขา ไม่ใช่เพื่อปกป้องเขาแน่ แต่เพื่อทำให้เขาสิ้นหวัง ทำให้เขารู้ว่าตนเองในยามนี้ต่ำต้อยเพียงใด

ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้นางพ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้ ในใจย่อมมีความแค้นและโทสะ หากหลี่เทียนมิ่งไปจากเมืองหลีหัว นางก็จะไม่มีโอกาสแก้แค้น หากสามารถล่อหลอกให้หลี่เทียนมิ่งไปเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟในงานแต่งงานของบิดา ให้เขาได้เจอกับความพ่ายแพ้ปราชัยอย่างหนักอีกครั้ง นางถึงจะระบายความแค้นในวันนี้ได้!

"อีกสิบวัน ไม่ใช่วันที่ตัดสินจำนวนศิษย์ที่จะรับเข้า 'สำนักยั้นหวง' พอดีหรือ?" หลี่เทียนมิ่งขมวดคิ้ว นี่ต่างหากคือเหตุผลที่เขาต้องอยู่ในเมืองหลีหัว เพราะเขาจะกลับไปยังสำนักยั้นหวง

สำนักยั้นหวง คือสถานที่ที่เขาแตกสลาย แต่ก็เป็นดินแดนในฝันของผู้ควบคุมสัตว์รุ่นเยาว์ทุกคน คนสองคนนั้นยังคงอยู่ที่นั่น เขาต้องการแก้แค้น จะต้องกลับไปยังสำนักยั้นหวงอย่างสง่าผ่าเผย มีสถานะเป็นศิษย์ของสำนักยั้นหวง

เมืองหลีหัวมีตำแหน่งสำหรับเข้าสำนักยั้นหวงอยู่หนึ่งที่ และจัดขึ้นสี่ปีต่อครั้ง เมื่อสี่ปีก่อน คนที่ได้รับตำแหน่งนี้จากการคัดเลือกและได้เข้าสู่สำนักยั้นหวง ก็คือเขา หลี่เทียนมิ่ง และในครั้งนี้ เขาก็จะต้องคว้าตำแหน่งนี้มาให้ได้ เช่นนี้แล้ว เขาถึงจะสามารถจากเมืองหลีหัวไปได้อย่างสง่าผ่าเผย และยังสามารถพามารดาไปยังสำนักยั้นหวงได้ ที่สำคัญกว่านั้น คือสามารถให้หลี่เหยียนเฟิงเป็นคนส่งพวกเขาจากไป ไม่ใช่จากไปอย่างสุนัขจรจัด!

"ใช่แล้ว งานแต่งงานกับการคัดเลือกของสำนักยั้นหวงชนกันพอดี ความหมายของท่านพ่อก็คือ ให้การคัดเลือกของสำนักยั้นหวงมาสร้างความครึกครื้นให้กับงานแต่งงานของเขากระมัง ยังไงเสีย คนที่จะได้ตำแหน่งศิษย์ของสำนักยั้นหวงในครั้งนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คือบุตรชายของเขาอยู่ดี" คำพูดของหลี่เซว่เจียว ฟังดูคล้ายจะไม่พอใจอยู่บ้าง

บุตรชายที่นางพูดถึง ไม่ใช่หลี่เทียนมิ่ง แต่เป็นบุตรชายของภรรยาคนที่สองของหลี่เหยียนเฟิง น้องชายรองของหลี่เทียนมิ่ง นามว่า หลี่จื่อเฟิง

เขาอายุน้อยกว่าหลี่เทียนมิ่งสามปี เลยไม่ทันการแข่งขันเข้าสำนักยั้นหวงในครั้งก่อน ตลอดสามปีที่หลี่เทียนมิ่งสิ้นสภาพไป หลี่จื่อเฟิงก็ผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อายุและระดับพลังของเขาในตอนนี้ แทบไม่ต่างจากหลี่เทียนมิ่งในตอนที่ได้ตำแหน่งศิษย์สำนักยั้นหวงเลย

การผงาดขึ้นมาของหลี่จื่อฟง ทำให้ชาวเมืองหลีหัวลืมเลือนหลี่เทียนมิ่งไป หลี่เทียนมิ่งสร้างความอับอายให้กับเมืองหลีหัว ตลอดสามปีมานี้ เป็นหลี่จื่อเฟิงที่นำความหวังใหม่มาสู่เมืองหลีหัว!

ท้ายที่สุด ในฐานะเมืองชายขอบ ผู้คนในเมืองหลีหัวย่อมหวังว่าอัจฉริยะของพวกเขา จะสามารถไปเยือนสำนักยั้นหวง ไปท้าทายเหล่าบุตรสวรรค์ผู้ภาคภูมิที่อยู่ในใจกลางประเทศจู้เจ๋อได้!

"พี่เข้าใจแล้ว" หลี่เทียนมิ่งเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ งานแต่งงานของเขาในอีกสิบวันข้างหน้า เขาก็ยิ่งต้องไป

ศักดิ์ศรีบางอย่าง ต้องใช้มือของตนเองไปทวงคืนกลับมา

รวมถึงสตรีที่มาจากคฤหาสน์เหลยจุน รวมถึงบิดาผู้ไร้หัวใจคนนั้น

ทุกสิ่งที่เคยสูญเสียไป ก็ต้องอาศัยตนเองกลับไปเหยียบบนเส้นทางนี้อีกครั้ง ไปต่อสู้อย่างกล้าหาญ ทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของตนกลับมา!

จริงๆ แล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ก่อนที่หลี่เทียนมิ่งจะอายุสิบหกปี เขาเคยถามเว่ยจิงว่ามีวิธีรักษาโรคประหลาดนี้ของนางหรือไม่ ตอนนั้นเว่ยจิงบอกสถานที่แห่งหนึ่ง นั่นก็คือ 'เขตสวรรค์' ของสำนักยั้นหวง!

จนถึงบัดนี้ มารดาก็ยังไม่เคยบอกว่าทำไมนางถึงรู้ว่าเขตสวรรค์สามารถรักษาโรคประหลาดนี้ของนางได้ หลี่เทียนมิ่งก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ เขารู้เพียงว่า ตนเองไม่เพียงแต่ต้องเข้าไปฝึกฝนในสำนักยั้นหวง แต่ยังต้องพยายามเข้าสู่เขตสวรรค์ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่สุดของสำนักยั้นหวงให้ได้ ขอเพียงได้เข้าเขตสวรรค์ มารดาก็ย่อมต้องให้คำตอบแน่

เมื่อสามปีก่อน จริงๆ แล้วเขามีพรสวรรค์ใกล้เคียงที่จะได้เข้าเขตสวรรค์ หลังจากได้รับสมบัติล้ำค่ำวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขายิ่งมั่นใจว่าจะได้เข้าเขตสวรรค์อย่างแน่นอน สามารถรักษามารดา ยืดชีวิตให้นางได้ แต่ทว่าหลินเสี่ยวถิงและมู่ชิงชิงกลับทำลายความหวังของเขาจนป่นปี้

ตอนนี้เขาอายุยี่สิบแล้ว เว่ยจิงก็เหลือเวลาอีกไม่มาก การคัดเลือกเข้าสำนักยั้นหวงในครั้งนี้ คือโอกาสเดียวของเขา หากพลาดไป ก็ทำได้เพียงมองดูมารดาจากไปต่อหน้าต่อตา

ไม่ว่าจะเป็นชีวิตนี้ของนาง หรือชีวิตนี้ของหลี่เทียนมิ่ง หากต้องจบลงเช่นนี้ เขาไม่ยอมรับ!

"ก็ให้มันเริ่มจากการคัดเลือกของสำนักยั้นหวงนี่แหละ เริ่มจากงานแต่งงานของเขานี่แหละ!"

หย่ากับมารดา ก็เพื่อแต่งงานกับสตรีจากคฤหาสน์เหลยจุนคนนี้ เพื่อให้หลี่เหยียนเฟิงอย่างเขาได้ปีนป่ายขึ้นไปสูงขึ้นอีก

ส่วนเรื่องที่บุตรชายของตนถูกคนของคฤหาสน์เหลยจุนทำลายสิ้นสภาพไปแล้ว สำหรับหลี่เหยียนเฟิง มันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว เพราะบุตรชายคนโตจากภรรยาเอกของเขา ไม่ใช่หลี่เทียนมิ่งคนที่เขาเคยฝากความหวังไว้อีกต่อไปแล้ว

"ในเมืองหลีหัวมีผู้มีหน้ามีตามากมาย หากทำให้เขาต้องขายหน้าในงานแต่งงาน เขาจะฆ่าข้าหรือไม่?"

หลี่เทียนมิ่งสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก เขาปรารถนาอย่างแรงกล้า ให้วันนั้นมาถึงโดยเร็ว

ท้ายที่สุด เงียบงันมาสามปีแล้ว ใครบ้างจะไม่อยากกลับไปสู่สมรภูมิที่เป็นของตน ให้ทุกคนได้เห็นว่า เขายังไม่ได้พ่ายแพ้!

"เทียนมิ่ง เราไปกันเถอะ" เว่ยจิงไม่คิดจะเก็บข้าวของอะไรแล้ว

"ครับ ท่านแม่" หลี่เทียนมิ่งประคองนางลุกขึ้น เขาก้าวเดินอย่างเด็ดเดี่ยว เพราะเขาไม่มีเยื่อใยใดๆ เหลือให้กับคฤหาสน์ผู้ว่าเมืองแห่งนี้อีกแล้ว

"เก็บหยกวิเศษ พวกนี้ไปด้วย" เดินไปได้ไม่ถึงสองก้าว เว่ยจิงก็พลันเอ่ยขึ้น

หลี่เทียนมิ่งรู้สึกต่อต้านเล็กน้อย จริงๆ แล้วเขาไม่เต็มใจที่จะรับความเมตตาครั้งสุดท้ายนี้จากหลี่เหยียนเฟิง นี่มันคือการหยามเกียรติกันชัดๆ

"ลูกแม่ ยอดบุรุษย่อมรู้จักยืดหยุ่น ประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้าย่อมต้องคว้าไว้ ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง คือชั่วขณะที่เราทวงคืนศักดิ์ศรีกลับมา ไม่ใช่การมัวกังวลว่าจะสูญเสียศักดิ์ศรีไปมากกว่านี้" เว่ยจิงกล่าวอย่างอ่อนโยน

หลี่เทียนมิ่งเข้าใจแล้ว

เว่ยจิงได้ชี้ทางสว่างให้เขาแล้ว

พูดง่ายๆ ก็คือ มีของฟรีอยู่ตรงหน้า ไม่คว้าไว้ก็โง่แล้ว!

-สองสิงห์:ผู้แปล- // “แปลไปอ่านไปสะใจไป”

จบบทที่ บทที่ 4 หมูตัวเมียปีนต้นไม้

คัดลอกลิงก์แล้ว