- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 3 หนังสือหย่าหนึ่งฉบับ
บทที่ 3 หนังสือหย่าหนึ่งฉบับ
บทที่ 3 หนังสือหย่าหนึ่งฉบับ
บทที่ 3 หนังสือหย่าหนึ่งฉบับ
ไม่ได้ฝึกฝนมาสามปี บัดนี้ได้กลับมาทบทวนความรู้สึกดั่งเปลวเพลิงแผดเผานี้อีกครั้ง เวลาล่วงเลยไปสิบวัน ราวกับเพียงชั่วพริบตา
ภายในสิบวัน โดยมี 'วิหคเพลิงนรกนิรันดร์' เป็นแกนหลักในการฝึกฝน หลี่เทียนมิ่งคอยเฝ้าสังเกตเรียนรู้ ผลลัพธ์การฝึกฝนถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียม จนถึงวันนี้ ทั้งคนและไก่ต่างมีพลังสัตว์ในปริมาณและคุณภาพเดียวกันไหลเวียนอยู่ในร่าง
เวลาเพียงสิบวัน ทะลวงถึงขั้นเส้นสัตว์ระดับที่สาม!
แม้จะเป็นการฝึกฝนซ้ำ แต่ความเร็วระดับนี้ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์สะท้านโลกสำหรับ 'ประเทศจู้เจ๋อ' ทั้งหมด
สาเหตุส่วนหนึ่ง น่าจะเกี่ยวข้องกับความยอดเยี่ยมเหนือฟ้าของ 'คัมภีร์นรกนิรันดร์' และเกี่ยวข้องกับ**ร่างกาย**ของเขาที่ถูกสัตว์ใหญ่โบราณอลเวงตนนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ร่างกายของเขาในตอนนี้ สามารถเรียกได้ว่า 'กายานรกนิรันดร์' พรสวรรค์ทางร่างกายของเขา ไม่ต่างจากสัตว์ประจำตัว 'ลูกไก่เหลือง' มากนัก
ร่างกายเช่นนี้ มีพรสวรรค์ด้านพละกำลังและความเร็วที่ท้าทายสวรรค์อยู่ในตัว ศักยภาพการเติบโตช่างยิ่งใหญ่มหาศาล
"บ้าจริง พลังสัตว์ขั้นเส้นสัตว์ระดับที่สามในตอนนี้ รู้สึกว่าแข็งแกร่งกว่าพลังสัตว์โลหะลึกลับระดับที่ห้าที่ข้าหลอมสร้างจาก 'คัมภีร์โลหะลึกลับ' ในตอนนั้นเสียอีก!"
หลี่เทียนมิ่งโคจรพลังสัตว์จากเส้นสัตว์ทั้งสามสาย 'พลังสัตว์นรกนิรันดร์' นี้ ราวกับหินหนืดใต้ปฐพี ร้อนแรงและเกรี้ยวกราด เมื่อพลังสัตว์นี้ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ร่างทั้งร่างของเขาก็ประดุจภูเขาไฟที่คลื่นใต้น้ำกำลังปั่นป่วน อุณหภูมิทั้งห้องสูงขึ้น หากปะทุออกมา นั่นก็คือการระเบิดของภูเขาไฟ
"ข้าเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งในเมืองหลีหัวนี้ ไฉนพื้นที่ประจำตัวนอกจากจะให้กำเนิดจินอวี่แล้ว ยังมีสัตว์ใหญ่โบราณอลเวงมากมายถึงเพียงนี้? ข้ามีอะไรพิเศษกันแน่?" เขารู้สึกสับสนกับชาติกำเนิดของตนเอง
"ในพื้นที่ประจำตัว ยังมีไข่อีกเก้าฟอง หนึ่งในนั้นกำลังส่งเสียงแกร็กๆ อยู่ แต่ยังไม่มีรอยแตก คาดว่าคงจะฟักออกมาในไม่ช้า ไม่รู้ว่าคราวนี้จะเป็นสัตว์ใหญ่โบราณอลเวงชนิดใด?"
หลี่เทียนมิ่งคาดหวังกับไข่ฟองที่สองนี้อย่างเต็มเปี่ยม และยิ่งจินตนาการไปไกลถึงไข่ที่เหลือทั้งหมด!
เขากำลังคิดว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่ตนเองจะมีสัตว์ใหญ่โบราณอลเวงถึงสิบตัวเป็นสัตว์ประจำตัว?
ถึงตอนนั้น ขี่สัตว์ใหญ่โบราณอลเวงสิบตัว ครองความเป็นใหญ่ในใต้หล้า เป็นหนึ่งในจักรวาล สร้างสามพันฮาเร็ม...
แค่คิดมากไปหน่อย น้ำลายก็ไหลออกมาแล้ว
"แม้ว่าจะได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่ เท่ากับได้เกิดใหม่ครั้งหนึ่ง และการเกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะต้องเดินในทุกย่างก้าวต่อไปให้ดี ไม่เปิดโอกาสให้ใครมารังแกข้าได้อีก"
ดวงตาเขาร้อนแรงมองออกไปนอกหน้าต่าง หลังจากนี้เขาอยากจะทำอะไร ในใจเขารู้ดีอย่างยิ่ง
"ที่สำคัญกว่านั้น คือต้องไม่ทำให้มารดาต้องเจ็บปวดอีก"
เดิมทีชีวิตนี้ของมารดา 'เว่ยจิง' ก็โชคร้ายมากพอแล้ว ยิ่งบวกกับการที่ตนเองถูกขับออกจากสำนักยั้นหวง สามปีมานี้ ภาพที่นางโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง สลักลึกลงในใจของหลี่เทียนมิ่ง
การฝึกฝนครั้งนี้สิ้นสุดลง เจ้าลูกไก่เหลืองยังคงนอนหลับอุตุอยู่ในห้อง ส่วนหลี่เทียนมิ่งหยุดการฝึกฝน เขาจำได้แม่นว่า วันนี้เป็นวันเกิดของมารดา ตนเองรอดชีวิตจากหายนะมาได้ ถึงเวลาที่ต้องเริ่มดูแลนางให้ดีขึ้นแล้ว
...
"เทียนมิ่ง ฝึกเสร็จแล้วหรือ?" เพิ่งเปิดประตูออกมา ก็เห็นมารดายกเก้าอี้มาตัวหนึ่ง พิงหลับอยู่ตรงประตู เสียงเปิดประตูของเขาทำให้นางตื่น
นางเป็นเช่นนี้เสมอมา ตลอดสามปีนี้นางกลัวว่าตนจะสิ้นหวังจนฆ่าตัวตาย จึงคอยเฝ้าตนเองอยู่ทุกขณะ แม้ว่าสภาพร่างกายของนางจะย่ำแย่เต็มทีแล้วก็ตาม
"ท่านแม่ ขอบอกข่าวดีกับท่าน สัตว์ประจำตัวของลูกตัวนี้ แข็งแกร่งเหนือกว่าสัตว์ประจำตัวชั้นห้าอย่างแน่นอน ไม่นานลูกของท่านจะสามารถกลับมาทวงคืนทุกสิ่ง และกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง"
สามปีแล้ว อารมณ์ของหลี่เทียนมิ่งไม่เคยผ่อนคลายเท่านี้มาก่อน
ความลับเรื่องไข่อีกสิบฟองในพื้นที่ประจำตัวของเขา ทั่วทั้งฟ้าดินนี้มีเพียงมารดาของเขาคนเดียวที่รู้
ตั้งแต่เด็กมารดาก็คอยย้ำเตือนตน ว่าอย่าได้บอกความลับนี้กับผู้ใด
และข้อเท็จจริงก็พิสูจน์แล้วว่า มารดาคือคนที่ไม่มีวันหักหลังตนเอง
"เจ้าเด็กคนนี้นะ ช่างคุยโตเสียจริงเลย แม่แอบดูที่หน้าต่างแล้ว ก็แค่ลูกไก่ตัวหนึ่ง เจ้าต้องดูแลมันให้ดีหน่อย ระวังจะโดนคนจับไปต้มนะ"
เว่ยจิงยิ้มพลางกล่าว
"ท่านเห็นแล้วหรือ? งั้นคืนนี้เราต้มมันเลยดีไหม เพิ่งเกิด รสชาติอาจจะสดหวานก็ได้"
หลี่เทียนมิ่งประคองนางลุกขึ้น พานางไปตากแดดที่ลานบ้าน
"อย่าเหลวไหลน่า เจ้าเด็กซน ลูกไก่เขาก็น่ารักดีออก"
เว่ยจิงตำหนิ
"ฮ่าๆ ลูกล้อท่านเล่น"
หลี่เทียนมิ่งให้นางนั่งลงที่ลานบ้าน จากนั้นก็ต้มน้ำร้อนถังหนึ่ง แล้วนั่งยองๆ ลงล้างเท้าให้เว่ยจิง
"จำไว้นะ ต้องบอกคนอื่นว่า นี่เป็นสัตว์ประจำตัวที่ได้มาจาก 'สัญญาเทพเลือด'"
เว่ยจิงกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ลูกเข้าใจแล้ว!"
'สัญญาเทพเลือด' ที่ว่านี้ คือเคล็ดวิชาลับที่ผู้ควบคุมสัตว์ที่สูญเสียสัตว์ประจำตัวไปแล้ว ตามหาไข่ที่ยังไม่ฟักตัวเต็มที่หรือลูกอ่อนของสัตว์ป่าที่เพิ่งเกิดไม่ถึงวัน จากนั้นใช้เคล็ดวิชาบูชายัญโลหิตพิเศษชักนำ อัดฉีดสายเลือดของตนเข้าไปอย่างรุนแรง บังคับให้อีกฝ่ายกลายเป็นสัตว์ประจำตัวของตน
'สัตว์ป่า' นั้นแตกต่างจากสัตว์ประจำตัว สัตว์ป่าไม่มีผู้ควบคุมสัตว์อยู่ร่วมกัน ซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขา ดุร้ายและโหดเหี้ยม
จริงๆ แล้วหลี่เทียนมิ่งเคยได้ยินมาว่า สมัยสาวๆ เว่ยจิงไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์และฝีมือที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง แต่ยังเป็นหญิงงามล่มเมืองอีกด้วย ตอนนั้นนางเจิดจ้าหาใครเปรียบมิได้ จากนั้นก็แต่งงานกับบิดาของเขา 'หลี่เหยียนเฟิง'
ทว่า ตั้งแต่เว่ยจิงให้กำเนิดหลี่เทียนมิ่ง นางก็ป่วยเป็น 'โรคประหลาด' ชนิดหนึ่ง โรคประหลาดนี้เร่งให้นางและสัตว์ประจำตัวแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนางอายุเพิ่งสี่สิบ แต่กลับมีผมขาวโพลนเต็มศีรษะ ราวกับไม้ใกล้ฝั่ง มีเพียงเค้าโครงใบหน้าเท่านั้น ที่ยังพอบอกได้ว่าสมัยสาวๆ นางเป็นหญิงงามที่หาตัวจับยากจริงๆ
สัตว์ประจำตัวของนางก็คือ 'นกเพงไนปีกทองสี่ปีก' เช่นกัน ตอนนี้มันกำลังหมอบอยู่ในลานบ้าน ขนทั่วร่างแทบร่วงจนหมด เคลื่อนไหวเชื่องช้าอย่างมาก ส่วนใหญ่แทบจะขยับตัวไม่ได้เลย
การที่ผู้ควบคุมสัตว์และสัตว์ประจำตัวป่วยพร้อมกันนั้น หาได้ยากอย่างยิ่ง ว่ากันว่านางเดินทางไปทั่วทุกหนแห่ง ก็ยังหาวิธีรักษาโรคประหลาดนี้ไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าอีกเพียงครึ่งปี นางก็คงจะแก่ชราจนตาย
"เอ๋ เสื้อตัวนี้ปกติท่านไม่ค่อยใส่ไม่ใช่หรือครับ"
"วันนี้ท่านสวยมากเลย"
"อืม"
เว่ยจิงยิ้มอย่างอ่อนโยน ทว่าดวงตากลับทอดมองออกไปนอกประตู ดูเหมือนนางกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
หลี่เทียนมิ่งนึกขึ้นได้ ตลอดสามปีที่ตนกลับมา บิดา 'หลี่เหยียนเฟิง' มาหาไม่บ่อยนัก แต่อย่างน้อยในวันเกิดของมารดาตนทุกปี เขาจะมาดูครั้งหนึ่ง วันนี้นางตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษ ก็น่าจะเพื่อรอการมาถึงของชายคนนั้นกระมัง
"หลี่เหยียนเฟิง"
เมื่อนึกถึงบิดา หลี่เทียนมิ่งก็ขมวดคิ้ว เรื่องนี้สวรรค์อาจจะยุติธรรมก็ได้ ที่มอบมารดาที่น่าอิจฉาให้เขาคนหนึ่ง จึงต้องแถมบิดาที่ไม่ถูกกันราวน้ำกับไฟมาให้อีกคน โดยเฉพาะหลังจากที่เขาถูกขับไล่กลับมา จนถึงวันนี้ ยังพูดคุยกันไม่ถึงสามประโยคเลย
เมื่อนึกถึงชายคนนั้น สายตาที่เขามองมายังตนเองตลอดสามปีนี้ มีแต่ความผิดหวัง! จากนั้นคือความเหยียดหยาม และสุดท้ายคือการเมินเฉย
วันเกิดมารดาเมื่อปีที่แล้วเขามา แต่ก็เพียงแค่เหลือบมองเว่ยจิงแวบหนึ่งแล้วก็รีบจากไป
พูดให้ถึงที่สุด เขาอาจจะแค่มาดูว่าเว่ยจิงตายแล้วหรือยังกระมัง!
น่าสงสารสตรีผู้นี้ ที่ยังคงรอคอยคำตอบจากหลี่เหยียนเฟิง
แต่ที่ทำให้หลี่เทียนมิ่งประหลาดใจก็คือ นี่เพิ่งจะเช้าตรู่ ด้านนอกก็มีเสียงความเคลื่อนไหว ฟังจากเสียงแล้วน่าจะมุ่งหน้ามายัง 'หอฟังพิรุณ' ที่พวกเขาอาศัยอยู่
สองแม่ลูกอาศัยอยู่ที่ 'หอฟังพิรุณ' แห่งนี้มาหลายปีแล้ว นี่คือเรือนพักที่มีสภาพแวดล้อมงดงามที่สุดใน 'คฤหาสน์ผู้ว่าเมือง' แห่งเมืองหลีหัว เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสถานะในอดีตของเว่ยจิงในคฤหาสน์ผู้ว่าเมือง
ถูกต้อง บิดาของหลี่เทียนมิ่ง หลี่เหยียนเฟิง คือผู้ว่าเมืองที่ควบคุมเมืองหลีหัว ส่วนเว่ยจิงคือภรรยาเอกของหลี่เหยียนเฟิง ท่านผู้หญิงแห่งคฤหาสน์ผู้ว่าเมือง
"เขามาแล้ว"
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เว่ยจิงก็จับไหล่เขาพยุงตัวลุกขึ้น ดวงตาทั้งสองจ้องเขม็งไปที่ประตูใหญ่ของหอฟังพิรุณ
"ไม่ใช่เขา"
หลี่เทียนมิ่งฟื้นคืนพลังมาบ้างแล้ว เขาฟังออกว่า กลิ่นอายของฝีเท้านี้ไม่หนักแน่นพอ อีกทั้งยังมีเสียงสองแบบ น่าจะเป็นคนอื่นสองคนมา
แน่นอนว่า ในวินาทีต่อมา โดยไม่มีการเคาะประตู ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกโดยตรง
ด้านนอกมีสตรีสองคนเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นสวมกระโปรงสีแดง เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ดูมั่งคั่ง ดวงตาของนางเรียวยาว มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ
อีกคนหนึ่งเป็นเด็กสาวในชุดรัดกุมสีเหลือง รูปร่างปราดเปรียว ท่าทางองอาจ ทุกการเคลื่อนไหวแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเก่งกาจองอาจของลูกหลานตระกูลใหญ่ ระหว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยรัศมีของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงมานาน พูดง่ายๆ ก็คือ กลิ่นอายความหยิ่งยโสโอหัง
"น้องสาม เซว่เจียว..." เว่ยจิงผงะไปเล็กน้อย นางค่อนข้างสับสน ในวันเกิดของนาง ไฉนถึงเป็นสองคนนี้ที่มา
สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นคือภรรยาคนที่สามของผู้ว่าเมืองหลี่เหยียนเฟิง ผู้คนเรียกขานนางว่า 'นางหวง' ประเทศจู้เจ๋ออนุญาตให้บุรุษมี สามภรรยาสี่อนุ*ได้ นางหวงถือเป็นภรรยาที่มีศักดิ์เสมอภรรยาเอก (ผิงชี) มีสถานะสูงมากในคฤหาสน์ผู้ว่าเมือง ตระกูลฝ่ายบิดาของนางก็เป็นบุคคลสำคัญในเมืองหลีหัวเช่นกัน
ส่วนเด็กสาวในชุดรัดกุมผู้นั้น ก็คือบุตรสาวของนางหวง เป็นน้องสาวต่างมารดาของหลี่เทียนมิ่ง นามว่า หลี่เซว่เจียว อายุน้อยกว่าหลี่เทียนมิ่งไม่กี่ปี สามปีมานี้นางโดดเด่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วในเมืองหลีหัว พรสวรรค์ในการฝึกฝนยอดเยี่ยมอย่างมาก
"ท่านพี่ ท่านสบายดีหรือ?" นางหวงเมื่อเห็นพวกเขาก็ฉีกยิ้มกว้างบนใบหน้าทันที พาบุตรสาวเดินเยื้องย่างเข้ามา
"ใกล้จะลงโลงอยู่แล้ว จะสบายดีได้อย่างไร"
หลี่เซว่เจียวเหลือบมองด้วยสายตาล้อเลียน อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
"ไม่มีมารยาท"
นางหวงถลึงตาใส่บุตรสาว แต่กลับไม่มีท่าทีตำหนิเลยแม้แต่น้อย ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส พูดกับเว่ยจิงว่า "ได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเกิดท่านพี่ ท่านเจ้าเมืองเลยตั้งใจเตรียมของขวัญไว้ให้ท่านพี่ชิ้นหนึ่ง วันนี้ท่านต้องต้อนรับแขกเหรื่อ ยุ่งมากหน่อย จึงสั่งให้ข้าเป็นคนนำมามอบให้ท่านพี่"
"พรืด!" หลี่เซว่เจียวอดกลั้นไม่ไหว หลุดหัวเราะออกมา แต่ก็ยังพยายามกลั้นไว้
"ของอะไรหรือ?" เว่ยจิงงุนงงเล็กน้อย เพราะไม่ว่าจะส่งของอะไรมา ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะให้นางหวงเป็นคนนำมาด้วยตนเอง
"ก็สิ่งนี้อย่างไรเล่า ท่านพี่โปรดดู"
นางหวงหยิบม้วนเอกสารออกมาจากอกเสื้อ นางเองก็กำลังกลั้นหัวเราะเช่นกัน ยื่นเอกสารนั้นส่งไปถึงมือเว่ยจิง
นิ้วของเว่ยจิงสั่นเทาเล็กน้อย นางค่อยๆ คลี่ม้วนเอกสารนั้นออก เห็นเพียงตัวอักษรบนนั้นทรงพลัง ลายเส้นตวัดดุจมังกรเหิน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลายมือของหลี่เหยียนเฟิง
เว่ยจิงกวาดสายตาเพียงครั้งเดียว ดวงตาก็แดงก่ำ เส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้นเต็มไปหมด นางถึงกับยืนทรงตัวไม่อยู่ ต้องให้หลี่เทียนมิ่งประคองนั่งลง
หลี่เทียนมิ่งก็เหลือบมองเช่นกัน แม้ว่าหลี่เหยียนเฟิงจะเขียนไว้ในเอกสารอย่างสุภาพและอ้อมค้อมอย่างมาก แต่ใจความหลักก็ดูออกได้ทันที: นี่คือหนังสือหย่า!
เขาขอบคุณเว่ยจิงที่อยู่เคียงข้างมานานหลายปี ขอบคุณที่นางทุ่มเทให้กับตระกูล จากนั้นก็ยกถ้อยคำสละสลวยมาอีกหนึ่งกอง สุดท้ายคือการเชิญเว่ยจิงออกจากคฤหาสน์ผู้ว่าเมือง ไม่เพียงแต่ปลดนางออกจากตำแหน่งภรรยาเอก แต่ยังถอดถอนสถานะท่านผู้หญิงแห่งคฤหาสน์ผู้ว่าเมืองอีกด้วย!
พูดง่ายๆ ก็คือ ขับออกจากคฤหาสน์ผู้ว่าเมือง
สุดท้ายยังมีการกล่าวถึงหลี่เทียนมิ่ง เป็นข้อความสั้นๆ ให้เว่ยจิงพาหลี่เทียนมิ่งไปด้วย นี่มันคือการปลดสถานะ 'บุตรชายคนโตจากภรรยาเอก' ของหลี่เทียนมิ่งชัดๆ! ต้องไม่ลืมว่า หลี่เทียนมิ่งเป็น 'ผู้สืบทอดเมืองหลีหัว' มาโดยตลอด!
นี่นับเป็นเรื่องใหญ่ของเมืองหลีหัว แต่กลับถูกระบุเป็นเพียงหมายเหตุในหนังสือหย่าฉบับนี้ เห็นได้ชัดว่าการกระทำของหลี่เหยียนเฟิงนั้นอำมหิตเพียงใด ปลดภรรยาเอก ปลดบุตรชายคนโต!
หากเป็นเมื่อสามปีก่อน คงเพียงพอที่จะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ว แต่ในวันนี้ บางทีไม่ว่าใครมอง ก็คงเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่สลักสำคัญอะไรกระมัง!
เพราะในสายตาผู้คน สิ่งเดียวที่หลี่เทียนมิ่งเหลือให้พูดถึง ก็คือเรื่องอื้อฉาวที่เขาไล่ตามมู่ชิงชิงไม่สำเร็จ จึงวางยาหวังกระทำการลามก นี่คือเรื่องตลกที่เอาไว้คุยกันหลังมื้ออาหาร
หลี่เทียนมิ่งเชื่อว่าโลกนี้มีคนมากมายที่ชอบเหยียบย่ำคนที่ล้ม เขาก็รู้ว่าหลี่เหยียนเฟิงนั้นเด็ดขาดและไร้หัวใจ แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า คนที่จะมาเหยียบย่ำซ้ำเติมจะเป็นบิดาของตนเอง แถมยังมีดเล่มนี้ยังแทงได้โหดเหี้ยมกว่าใคร ที่สำคัญคือคนที่เจ็บปวดที่สุด จริงๆ แล้วคือมารดาของเขา
นางทุ่มเทให้กับความรักครั้งนี้ ทุ่มเทให้กับตระกูลนี้มากเพียงใด หลี่เทียนมิ่งนับไม่ถ้วน บัดนี้กลับได้ผลลัพธ์เช่นนี้ ช่างน่าโมโหจนไฟลุกท่วมหัวจริงๆ!
พบพานคนไม่ดี ชีวิตก็พังทลาย
เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่เทียนมิ่งและเว่ยจิงที่เปลี่ยนไปในตอนนี้ สองแม่ลูกนางหวงและหลี่เซว่เจียวก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป หลี่เซว่เจียวกอดแขนนางหวง แม้จะพยายามกลั้นเพียงใด สุดท้ายก็ยังหลุดหัวเราะออกมา
"ท่านพ่อข้าก็นะ ปกติดูเคร่งขรึมจะตาย ของขวัญวันเกิดที่ส่งมาให้ช่างเร้าใจจริงๆ"
หลี่เซว่เจียวหัวเราะ
จริงๆ แล้วที่น่าโมโหยิ่งกว่าก็คือ เรื่องเช่นนี้ เขาไม่แม้แต่จะมาด้วยตนเอง แต่กลับให้นางหวงเป็นคนนำมา ให้นางมาดูเว่ยจิงเป็นตัวตลก นี่ต่างหากคือการกระทำที่โหดร้ายที่สุด
"ท่านพี่ ท่านอย่าได้โทษท่านเจ้าเมืองเลย ท่านเจ้าเมืองทำไปก็เพื่อท่านพี่นะ แล้วก็เพื่อเทียนมิ่งด้วย พูดให้ฟังดูไม่ดีหน่อย ก็คือสภาพของพวกท่านตอนนี้ ก็เหมือนครองส้วมแต่ไม่ยอมถ่าย มันง่ายที่จะทำให้เมืองหลีหัวเสื่อมเสียชื่อเสียง การรีบถอยออกมา ก็ถือเป็นความเมตตาแล้ว ท่านพี่เข้าใจหรือไม่?" นางหวงหุบยิ้ม พูดอย่างจริงจัง
"อีกอย่าง ท่านเจ้าเมืองก็คำนึงถึงชีวิตในอนาคตของท่านพี่และเทียนมิ่งแล้ว ท่านจึงตั้งใจให้ข้านำ 'หยกวิเศษ' มากมายขนาดนี้มามอบให้ นี่คือทรัพย์สมบัติที่มีเพียงผู้ควบคุมสัตว์เท่านั้นที่ได้ใช้ แค่เม็ดเดียวก็มีค่าเท่ากับทองคำและเงินมากมาย เพียงพอให้ท่านทั้งสองใช้ชีวิตไปได้ตลอดชาติแล้ว"
ขณะที่พูด นางหวงก็หยิบห่อของหนักๆ ออกมาอีกห่อ โยนลงตรงหน้าเว่ยจิง ราวกับโยนทานให้ขอทาน
"น่าอิจฉาพวกท่านจริงๆ หยกวิเศษมากมายขนาดนี้ ข้าอยากได้ยังขอไม่ได้เลย"
หลี่เซว่เจียวพูดอย่างอิจฉา บอกตามตรง นางเองก็อยากได้หยกวิเศษพวกนี้จนตาเป็นมัน เพียงแต่เป็นของที่บิดามอบให้ นางจึงยังไม่กล้ายักยอกไว้เอง
ที่เรียกว่า คนเลวเปรียบดั่งภูตผี
ในเวลาเช่นนี้ ยังมีคนเลวสองคนนี้คอยสุมไฟอีก ก็เพียงพอที่จะทำให้คนโกรธจนตายได้แล้วกระมัง หลี่เทียนมิ่งคิดว่ามารดาคงจะเจ็บปวดจนทนรับเรื่องนี้ไม่ไหว แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่นางเหม่อลอยไปในตอนแรก สีหน้าของนางกลับสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ราวกับว่าในชั่วพริบตา นางได้มองเห็นหลายสิ่งหลายอย่างทะลุปรุโปร่ง
"จบลงด้วยบทสรุปเช่นนี้ จริงๆ แล้วก็ดีเหมือนกัน"
"จะได้ไม่ติดค้างอะไรกันอีก"
นางพึมพำพลางส่ายหน้า
"ท่านพี่ หากเจ็บปวดทนไม่ไหวก็ร้องไห้ออกมาเถอะ น้องสาวไม่หัวเราะเยาะท่านหรอก"
นางหวงยกมือขึ้นปิดปาก พยายามซ่อนรอยยิ้มที่มุมปาก
"พวกเจ้าไสหัวไปได้หรือยัง?" ความโกรธของหลี่เทียนมิ่งจุกขึ้นมาถึงลำคอแล้ว
"ไสหัวอะไรกันพี่เทียนมิ่ง รู้หรือไม่ว่าทำไมถึงให้พวกเรามาแจ้ง? ท่านพ่อตกลงแล้ว ต่อไปนี้หอฟังพิรุณเป็นของพวกเรา พวกเจ้าถูกหย่าถูกปลดแล้ว ตอนนี้คนที่ต้องไสหัวไปคือพวกเจ้า เข้าใจหรือไม่?" หลี่เซว่เจียวกอดอก สายตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน พูดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
"เซว่เจียวพูดถูกนะ ท่านพี่ เห็นแก่ที่เราเป็นพี่เป็นน้องกันมานาน ข้าก็จะไม่ทำให้พวกท่านลำบากใจ ข้าให้เวลาพวกท่านครึ่งชั่วยามเก็บข้าวของ ท่านว่าอย่างไร?" นางหวงเลิกคิ้ว พูดพลางหัวเราะ
หลี่เทียนมิ่งถึงกับหัวเราะ
คนพวกนี้ ช่างอำมหิตกว่ากันทีละคนๆ หากไม่ใช่เพราะตนเองได้พบเจอโชควิเศษ เกรงว่าคงถูกพวกเขาบดขยี้จนตายไปแล้วจริงๆ
เรื่องนี้ เขาไม่ยอม!
ด้วยเหตุใด ต้องให้มารดาต้องมาเผชิญกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ต่อให้ต้องไป เขาก็จะไปอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ใช่ไปอย่างสุนัขจรจัด
ขณะที่เขาตัดสินใจจะไปถามหลี่เหยียนเฟิงให้รู้เรื่อง ไม่มีใครรู้ใจบุตรเท่ามารดา เว่ยจิงคว้าแขนเขาไว้ ร่างกายที่บอบบางของนางกลับส่งผ่านพละกำลังมหาศาล เพียงพอที่จะเห็นถึงความเด็ดเดี่ยวของนาง
"เทียนมิ่ง เราไปกันเถอะ ไม่มีอะไรน่าอาลัยอาวรณ์อีกแล้ว ในยามที่เราตกต่ำ เราอย่าดิ้นรนให้สูญเปล่า รอวันที่เจ้ากลับมาผงาดอีกครั้ง เราค่อยกลับมาทวงคืนศักดิ์ศรีของเรา"
นางกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
คำพูดนี้ทำให้หลี่เทียนมิ่งตกตะลึงอย่างมาก จริงๆ แล้วเขารู้มาตลอดว่า มารดาของเขาไม่ใช่คนธรรมดา เพียงแต่โรคประหลาดนี้ทรมานนางมาครึ่งชีวิต หากไม่ใช่เพราะโรคประหลาดนี้ แค่นางหวงที่อยู่ตรงหน้า จะมีปัญญาอะไรมาทำท่าทีอวดดีต่อหน้านางได้!
ในเวลาที่ควรปล่อยวาง นางคิดได้ทะลุปรุโปร่งกว่าหลี่เทียนมิ่ง และเด็ดขาดยิ่งกว่า
วันนี้คือวันที่ตกต่ำ ผู้อื่นต่างเย็นชาไร้หัวใจถึงเพียงนี้แล้ว หากยังไปอ้อนวอนขอให้ผู้อื่นเปลี่ยนใจ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะหรอกหรือ?
บางที นางคงจะสิ้นหวังกับทุกสิ่งในคฤหาสน์ผู้ว่าเมืองแห่งนี้โดยสิ้นเชิงแล้ว รวมถึงชายคนนั้นด้วย ไม่มีอะไรโหดร้ายไปกว่าการได้รับหนังสือหย่าเป็นของขวัญวันเกิดอีกแล้ว แต่นางก็ทนรับมันไหว
"กลับมาผงาดอีกครั้ง? อย่าทำให้ข้าขำตายหน่อยเลยท่านป้า สัตว์ประจำตัวของลูกชายท่านตายไปแล้ว แถมยังตายเพราะความหน้าด้านไร้ยางอายของเขาเอง ตัวตลกแห่งเมืองหลีหัวผู้นี้ หากกลับมาผงาดได้ หมูตัวเมียคงปีนต้นไม้ได้แล้ว"
หลี่เซว่เจียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
"อย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นวันนี้ ข้าก็คงต้องทำให้เจ้าปีนต้นไม้ให้ได้"
หลี่เทียนมิ่งพลันจ้องเขม็งไปที่นาง ดวงตาทั้งสองลุกโชนราวกับดวงตะวัน
"พี่เทียนมิ่ง เจ้ากำลังยั่วโมโหข้าหรือ? ข้าไม่ปรานีเจ้าเพียงเพราะเจ้าเป็นแค่ไอ้ขยะหรอกนะ"
หลี่เซว่เจียวหุบยิ้ม สายตาเย็นเยียบ
"เซว่เจียว จำได้หรือไม่? ตอนเจ้าอายุสามขวบ ซุกซนจนถูกคนลักพาตัวไป เป็นข้าที่ตามโจรไปสามวันสามคืน ทิ้งร่องรอยไว้ ถึงได้ช่วยเจ้าออกมาได้ ไม่อย่างนั้น ป่านนี้เจ้าคงตายอยู่ที่มุมไหนสักแห่งโดยไม่มีใครรู้แล้ว"
หลี่เทียนมิ่งหรี่ตาลงกล่าว
บางคน สันดานก็คือคนที่ไม่รู้จักบุญคุณ
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เซว่เจียวก็เบ้ปาก
"นั่นก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าตอนนี้เจ้าเป็นตัวตลกไม่ได้หรอก พี่เทียนมิ่ง"
หลี่เซว่เจียวกล่าวอย่างไม่แยแส
"ข้าถึงได้เสียใจที่ช่วยเจ้าไว้ ในลานนี้มีต้นไม้อยู่สามต้น เจ้าเลือกมาสิ ว่าอยากจะปีนต้นไหน? ต้นส้ม ต้นไหว หรือว่าต้นอู๋ถงต้นนี้?"
-สองสิงห์:ผู้แปล- // “จากขำๆ ตอนที่แล้ว มาตอนนี้นั่งแปลนั่งเครียดไป..”
*สำนวนนี้มักจะแปลมาจากสำนวนจีนว่า "三妻四妾" (ซานชีซื่อเชี่ย) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า "ภรรยา 3 คน อนุภรรยา 4 คน/แต่ไม่ได้หมายความว่า กฎหมายอนุญาตให้มีภรรยาได้ 3 คน และอนุได้ 4 คน เป๊ะๆ แต่เป็นการใช้ในความหมายเชิงสำนวน ที่แปลว่า "การมีภรรยาและอนุภรรยาจำนวนมาก" หรือ "การมีภรรยาหลายคน"