- หน้าแรก
- ระบบเช็คอินยุทธภพ ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็ม
- บทที่ 51 นี่มันใช่เรื่องที่คนเขาทำกันหรือ?
บทที่ 51 นี่มันใช่เรื่องที่คนเขาทำกันหรือ?
บทที่ 51 นี่มันใช่เรื่องที่คนเขาทำกันหรือ?
บทที่ 51 นี่มันใช่เรื่องที่คนเขาทำกันหรือ?
หลี่ฉางอันมองท่าทีประหลาดใจของอึ้งย้ง แต่กลับทำตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขายักไหล่แล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ช่วยไม่ได้ ชีวิตคนเราจะให้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกเรื่องได้อย่างไร การมีที่พึ่งคอยช่วยแก้ไขปัญหาให้ย่อมดีที่สุดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
บอกตามตรง สตรีอย่างเอี้ยง้วย ต่อให้ความสัมพันธ์จะก้าวหน้าไปกว่านี้ หลี่ฉางอันก็ไม่ขัดข้อง
อย่างไรเสีย การกินข้าวนุ่ม*ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร การไม่ได้กินต่างหากที่น่าหงุดหงิดใจยิ่งกว่า
"กินข้าวนุ่ม" (吃软饭) เป็นสำนวนจีน หมายถึง ผู้ชายที่พึ่งพิงผู้หญิงในเรื่องการเงินหรือสถานะทางสังคม
หากเป็นไปได้ อึ้งย้งกับเสี่ยวเจียวก็ใช้ได้เช่นกัน
เพียงแต่ตอนนี้พลังฝีมือของพวกนางทั้งสองดูเหมือนจะยังห่างชั้นอยู่มากนัก ยังไม่ถึงระดับของเอี้ยง้วย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่ฉางอันก็ถอนหายใจออกมาแล้วพูดกับเสี่ยวเจียวและอึ้งย้งว่า
“พวกเจ้าเองก็โตกันแล้ว ต่อไปต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี ในอนาคตจะได้คอยคุ้มครองข้าได้”
อึ้งย้ง: “?????”
เสี่ยวเจียว: “…”
พอได้ฟังคำพูดของหลี่ฉางอัน เสี่ยวเจียวยังพอทำเนา
แต่อึ้งย้งกลับรู้สึกอยากจะบ้าตายขึ้นมาทันที
และเมื่อได้พูดออกไปแล้ว หลี่ฉางอันยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม
ทันใดนั้น เขาก็กล่าวต่อ “เอาอย่างนี้แล้วกัน ตั้งแต่นี้ไป หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ พวกเจ้าลดเวลาเล่นลงหนึ่งชั่วยาม เอาเวลามาฝึกฝนเสีย”
อึ้งย้งเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา “ได้อย่างไรกัน? พรสวรรค์ของเจ้าสูงส่งถึงเพียงนั้น เหตุใดเจ้าถึงไม่ตั้งใจฝึกฝนเองเล่า?”
หลี่ฉางอันกางมือออกแล้วตอบว่า “ก็เพราะข้าขี้เกียจอย่างไรเล่า!”
ถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยเหตุผล ท่วงท่าที่มั่นคงและสมเหตุสมผล
แต่เมื่อมันมาอยู่บนตัวของหลี่ฉางอัน กลับดูกลมกลืนอย่างน่าประหลาด ไม่รู้สึกขัดเขินแม้แต่น้อย
เมื่อเผชิญกับคำอธิบายของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งได้แต่ชี้นิ้วไปที่เขา อ้าปากค้าง กล่าววาจาใดไม่ออก
นางไม่เคยพบพานคนหน้าหนาไร้ยางอายถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต!
เพียงเพราะตนเองขี้เกียจฝึกฝน ก็เลยจะมาบังคับให้พวกนางต้องฝึกฝนแทน…
นี่เป็นเรื่องที่คนปกติเขาทำกันหรือ?
อึ้งย้งกัดฟันกรอดแล้วกล่าว “ฝันไปเถอะ!”
หลี่ฉางอันเอ่ยขึ้นเนิบๆ “วันนี้ข้าจะเขียนนิยายเรื่องใหม่ เจ้าจะอ่านหรือไม่?”
อึ้งย้ง: “…”
“อ่าน!”
เมื่อเจอข้อเสนอเช่นนี้ของหลี่ฉางอัน ในที่สุดอึ้งย้งก็ยอมจำนน
ไม่ใช่ว่านางไม่แน่วแน่พอ แต่เป็นเพราะข้อเสนอของหลี่ฉางอันมันช่างยั่วยวนเกินไป นางไม่อาจปฏิเสธได้จริงๆ
เมื่อบรรลุเป้าหมายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค หลี่ฉางอันจึงอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนอึ้งย้งนั้น ใบหน้าก็พลันฉายแววตัดพ้อน้อยใจ
ขณะที่เสี่ยวเจียวยังคงมีสีหน้างุนงง จวบจนบัดนี้นางก็ยังคงตามสถานการณ์ทั้งหมดไม่ทัน
ยามเที่ยงวัน ขณะที่ควันจากเตาหุงเริ่มลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ภายในลานเรือน เอี้ยง้วยกำลังนั่งซักผ้าอยู่หน้ากะละมังไม้ พลันมีเสียงเย็นชาและหยิ่งทระนงดังขึ้นข้างหู
“เหอะ เจ้าวังบุปผาผู้ยิ่งใหญ่ กลับมาซุกตัวอยู่ในสถานที่เล็กๆ เพื่อซักผ้าให้บุรุษผู้หนึ่งเช่นนี้”
เมื่อเสียงนั้นดังเข้าหู เอี้ยง้วยก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังกลางลานเรือน
ก็เห็นตงฟางปู้ป้ายที่จากไปก่อนหน้านี้ ได้กลับมาปรากฏตัวอยู่กลางลานตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ อีกฝ่ายกำลังจ้องมองมาที่ตนด้วยสายตาที่เจือไปด้วยความประหลาดใจสามส่วนและความดูแคลนอีกสามส่วน
แม้จะเผชิญกับคำพูดถากถางของตงฟางปู้ป้าย ทว่าสองมือของเอี้ยง้วยยังคงขยี้เสื้อผ้าในอ่างไม้ด้วยจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าน้ำเสียงเย็นเยียบกลับดังขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ไสหัวไป!”
คำพูดที่เปล่งออกมานั้นกลับเปี่ยมด้วยอำนาจและจิตสังหารอันเย็นเยียบ
ทำให้ตงฟางปู้ป้ายต้องขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าพลันเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นเจตนาที่จะลงมือไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเย็นชาว่า “จ้าววังเอี้ยง้วย ท่านไม่คิดจะอธิบายเรื่องของพรรคไผ่เขียว และการตายของศิษย์พรรคสุริยันจันทราของข้าในช่วงนี้หน่อยหรือ?”
เอี้ยง้วยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น “ข้าจำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าฟังด้วยหรือ?”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ การกระทำในมือของเอี้ยง้วยพลันหยุดชะงักลงเล็กน้อย นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับตงฟางปู้ป้ายด้วยประกายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งหมื่นปี
“เป็นเพียงขุมกำลังชั้นหนึ่ง เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถกวาดล้างผาไม้ดำของเจ้าให้ราบเป็นหน้ากลองได้ทุกเมื่อ?”
หากเป็นผู้อื่นได้ฟังคำพูดนี้ คงจะบังเกิดความหวาดหวั่นจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว แต่ตงฟางปู้ป้ายเป็นใครกัน?
ขนาดไป่เสี่ยวเซิงยังเคยประเมินนางไว้ว่า “ทระนงองอาจในศักดิ์ศรี มิยำเกรงผู้ใดในใต้หล้า”
ในฐานะยอดฝีมือขอบเขตเทพยุทธ์เช่นเดียวกัน นางจะยอมถอยได้อย่างไร?
ทันใดนั้น สีหน้าของนางก็มืดครึ้มลง นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สะกดกลั้นคลื่นโทสะไว้ “เจ้าคิดว่า ข้าประมุขจะหวาดหวั่นต่อคำขู่ของเจ้ารึ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับวาจาท้าทายครั้งแล้วครั้งเล่าของตงฟางปู้ป้าย เส้นความอดทนสุดท้ายของเอี้ยง้วยก็ขาดสะบั้นลง
นางค่อยๆ วางเสื้อผ้าของหลี่ฉางอันในมือ ชำเลืองมองไปยังห้องของเขาแวบหนึ่ง ก่อนที่ร่างจะพลันเลือนหายไปจากที่เดิมในพริบตา
และในขณะเดียวกับที่เอี้ยง้วยจากไป
ตงฟางปู้ป้ายก็แค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง ก่อนที่ร่างของนางจะกลายเป็นเงาภูตพรายหายวับไปจากลานเรือนเช่นกัน
…..
ณ ป่าสนที่อยู่ห่างจากเมืองฉางซานออกไปราวสิบลี้ เอี้ยง้วยและตงฟางปู้ป้ายปรากฏขึ้นประจันหน้ากัน ต้นสนโดยรอบถูกพลังปราณอันมหาศาลซัดกระหน่ำจนโค่นล้มระเนระนาดโดยมีพวกนางเป็นศูนย์กลาง เกิดเป็นลานประลองกลางป่าขึ้นในทันที
ร่างของคนทั้งสองวูบไหวปะทะกันอย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน กลายเป็นเพียงเงาเลือนรางสองสาย หนึ่งขาว หนึ่งแดง พัวพันเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
ทุกครั้งที่ทั้งสองปะทะกัน สะเก็ดปราณแท้อันแหลมคมจะสาดกระเซ็นออกไปรอบทิศ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังที่มองแทบไม่เห็น แต่กลับมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรง สามารถทะลวงต้นสนขนาดสองคนโอบที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรได้อย่างง่ายดาย
ภายใต้การปะทะของปราณแท้ ทั่วทั้งป่าสนบังเกิดความโกลาหล ก้อนหินแตกกระจาย ต้นไม้ใหญ่โค่นล้มต่อเนื่อง แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแม้แต่ผู้ที่อยู่นอกป่ายังรับรู้ได้
จนกระทั่งฝ่ามือทั้งสองปะทะกัน ร่างของเอี้ยง้วยและตงฟางปู้ป้ายต่างฝ่ายต่างเซถอยหลังไปคนละหลายก้าว ปราณแท้ทั่วร่างปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ระหว่างที่ปรับลมหายใจ เมื่อเอี้ยง้วยเงยหน้ามองตงฟางปู้ป้ายอีกครั้ง แววตาดูแคลนก่อนหน้านี้ก็ได้มลายหายไปสิ้นแล้ว
กลับกลายเป็นความเคร่งขรึมจริงจัง เช่นเดียวกับตงฟางปู้ป้ายในยามนี้
ก่อนหน้านี้แม้ตงฟางปู้ป้ายจะเคยคาดเดาถึงความแข็งแกร่งของเอี้ยง้วยไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าวรยุทธ์ของเอี้ยง้วยจะแข็งแกร่งเหนือกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงเพียงนี้
หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ จนกระทั่งปราณแท้ในร่างสงบลง เอี้ยง้วยก็ไม่ได้ลงมือต่อ แต่กลับจ้องมองตงฟางปู้ป้ายอย่างเงียบงัน
“ฝีมือของเจ้านับว่าไม่เลวเลย!”
ตงฟางปู้ป้ายแค่นเสียงเบาๆ แล้วกล่าวอย่างไม่ยอมน้อยหน้า “เจ้าก็เช่นกัน!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่สองสามลมหายใจ ตงฟางปู้ป้ายก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“แต่ข้าไม่เข้าใจ ด้วยฐานะและทิฐิของเจ้า ไฉนจึงยอมมาพำนักอยู่ที่เมืองฉางซานแห่งนี้”
“ว่าตามตรง... ยามนี้ข้ายิ่งสงสัยในตัวบุรุษผู้นั้นมากขึ้นทุกที... เขามีดีอันใดกันแน่ ถึงทำให้จ้าววังบุปผาผู้หยิ่งทระนงเช่นเจ้ายอมลดตัวลงมาได้ถึงเพียงนี้”
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของตงฟางปู้ป้ายในยามนี้กำลังกล่าวถึงหลี่ฉางอัน
นัยน์ตาของเอี้ยง้วยที่เพิ่งจะสงบลงเมื่อครู่ พลันฉายประกายเยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปี
“เจ้าอยากตายรึ?”