- หน้าแรก
- ระบบเช็คอินยุทธภพ ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็ม
- บทที่ 52 สายตาที่อยากสังหารใครสักคน
บทที่ 52 สายตาที่อยากสังหารใครสักคน
บทที่ 52 สายตาที่อยากสังหารใครสักคน
บทที่ 52 สายตาที่อยากสังหารใครสักคน
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเอี้ยง้วยในยามนี้ มุมปากของตงฟางปู้ป้ายพลันยกสูงขึ้น
“นี่ถึงกับร้อนใจเชียวรึ? น่าสนใจ ดูท่าเจ้าจะใส่ใจบุรุษผู้นั้นจริงๆ เรื่องนี้ยิ่งทำให้ข้าใคร่รู้มากขึ้นไปอีก”
เอี้ยง้วยกล่าวเสียงเย็นชา “ฝีมือของเจ้าไม่เลว แต่พรรคสุริยันจันทราของเจ้าก็เป็นได้แค่ขุมกำลังชั้นหนึ่ง ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้ล้ำเส้นเกินไปนัก”
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการใช้อำนาจข่มขู่ของเอี้ยง้วย ตงฟางปู้ป้ายกลับไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย
“ชื่อเสียงของวังบุปผา ข้าประมุขย่อมทราบดี แต่ต่อให้วันพรุ่งเจ้าจะบดขยี้ผาไม้ดำจนราบเป็นหน้ากลอง มะรืนนี้ข้าก็แค่หาที่แห่งใหม่สร้างผาไม้ดำขึ้นมาอีกแห่ง แล้วจะทำไม?”
พรรคสุริยันจันทรา ผู้อื่นอาจให้ความสำคัญ แต่ตงฟางปู้ป้ายเคยใส่ใจมันจริงๆ หรือ?
ในใจของนาง พรรคสุริยันจันทราเป็นเพียงเครื่องมือ มิใช่ที่พึ่งพิง ที่พึ่งพิงที่แท้จริงมีเพียงตัวนางเองเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับขุมอำนาจใหญ่อย่างวังบุปผา ตงฟางปู้ป้ายก็หาได้ใส่ใจไม่ ความเผด็จการที่สุดโต่งเช่นนี้ ทั่วทั้งใต้หล้าจะมีผู้ใดเทียบเทียมได้อีก?
เมื่อได้ฟังคำพูดของตงฟางปู้ป้าย ดวงตาของเอี้ยง้วยก็หรี่ลงเล็กน้อย ปราณแท้เริ่มโคจรปั่นป่วนขึ้นมาในร่างอีกครั้ง
ทว่า... หลังจากผ่านไปเพียงสองสามลมหายใจ เอี้ยง้วยกลับสะบัดแขนเสื้ออย่างเด็ดเดี่ยว ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ร่างของนางก็พุ่งทะยานกลับไปยังทิศทางของเมืองฉางซาน ดุจลูกธนูที่หลุดจากแล่ง
ตงฟางปู้ป้ายมองตามร่างของเอี้ยง้วยที่กำลังมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองฉางซานอย่างรวดเร็ว ในหัวของนางพลันปรากฏภาพของหลี่ฉางอันขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ นางได้ใช้ปราณแท้ตรวจสอบเขาอย่างเงียบๆ แล้ว พบว่าเขามีพลังยุทธ์อยู่เพียงขั้นสองระดับกลางเท่านั้น
ด้วยอายุเท่านี้และระดับพลังบำเพ็ญนี้ กล่าวได้เพียงว่าธรรมดาหาได้โดดเด่นอันใดไม่
ต่อให้ไปอยู่ในพรรคสุริยันจันทรา ก็เป็นได้เพียงศิษย์ชั้นปลายแถวที่ไม่เป็นที่น่าจดจำ
แต่บุรุษเช่นนี้กลับสามารถทำให้จ้าววังบุปผาผู้ยิ่งใหญ่ต้องร้อนใจถึงเพียงนี้ได้..
แม้ว่ารูปลักษณ์ของหลี่ฉางอันจะงดงามจนแม้แต่ตงฟางปู้ป้ายเองก็ยังต้องยอมรับ
แต่หากจะบอกว่าเอี้ยง้วยใส่ใจเขาเพียงเพราะรูปโฉมภายนอก
ในความเห็นของตงฟางปู้ป้ายแล้ว นางไม่เชื่อเด็ดขาด
เพราะผู้ที่สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทพยุทธ์ในวัยเดียวกับนางได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ ทรัพยากร หรือความพยายาม ล้วนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
คนเช่นนี้จะเป็นเพียงคนตื้นเขินที่ลุ่มหลงเพียงรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างไร?
นี่คือเหตุผลหลักที่ว่าเหตุใดตงฟางปู้ป้ายจึงเปลี่ยนใจกะทันหันและตัดสินใจจะพักอยู่ที่นี่กับหลี่ฉางอันเป็นการชั่วคราวหลังจากที่ได้พบกับเอี้ยง้วย
นางอยากจะเห็นกับตาตัวเอง ว่าหลี่ฉางอันผู้นี้มีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่กันแน่ ถึงได้สามารถดึงดูดใจจ้าววังบุปผาผู้ยิ่งใหญ่ได้
……
เมื่อเอี้ยง้วยกลับมาถึงลานเรือน หลี่ฉางอันยังคงนั่งตวัดพู่กันเขียนหนังสืออยู่ในห้อง ส่วนในครัว นอกจากกลิ่นควันไฟแล้ว ก็เริ่มมีกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจางๆ
บรรยากาศที่คุ้นเคยและกลิ่นอายที่คุ้นชินนี้ ทำให้จิตใจของเอี้ยง้วย ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ความรุ่มร้อนในใจนางค่อยๆ สงบลงอย่างรวดเร็ว
ทว่าเมื่อเห็นร่างในอาภรณ์สีแดงเพลิงของตงฟางปู้ป้ายเดินกลับเข้ามาในลานเรือนเช่นกัน ความรุ่มร้อนในใจของเอี้ยง้วยที่เพิ่งจะสงบลงก็พลันปะทุขึ้นอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารที่ลอยออกมาจากครัว หลี่ฉางอันก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป
เขาวางพู่กันในมือลง ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้องมา
เมื่อเห็นเอี้ยง้วยยังคงนั่งซักผ้าอยู่ข้างกะละมังไม้ หลี่ฉางอันก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “วันนี้ซักนานถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
เอี้ยง้วยชำเลืองมองหลี่ฉางอันแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ก็เพราะมันสกปรก”
หลี่ฉางอัน: “…”
พูดจาเช่นนี้ระวังจะไม่มีใครคบนะ!
“ไร้สาระ! วันๆ หนึ่งข้าแทบไม่ได้ออกไปไหน เหงื่อสักหยดก็ไม่มี แถมทุกคืนยังไปแช่บ่อน้ำพุร้อนอีก เสื้อผ้าจะสกปรกได้อย่างไร?”
จากนั้นหลี่ฉางอันก็หันไปมองตงฟางปู้ป้ายที่อยู่ในชุดสีแดงเพลิงกลางลานเรือนแล้วยกมือทักทาย “แม่นางตงฟาง”
เมื่อได้ยินคำทักทายของหลี่ฉางอัน ตงฟางปู้ป้ายก็พยักหน้ารับ
รอจนหลี่ฉางอันเดินเข้าไปในครัวแล้ว ตงฟางปู้ป้ายจึงหรี่ตามองไปยังเอี้ยง้วยที่อยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยถาม “เจ้าบอกเขารึ?”
เอี้ยง้วยแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน “เขารู้ตั้งแต่แรกที่เจ้ามาถึงแล้ว”
“โอ้?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ตงฟางปู้ป้ายก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววครุ่นคิด
จากนั้นนางก็เหลือบมองเอี้ยง้วยในลานเรือน ก่อนจะค่อยๆ เดินไปยังห้องของตน
ห้องพักสะอาดสะอ้านราวกับใหม่ ไม่มีฝุ่นจับแม้แต่น้อย ดูออกว่ามีการทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ
โดยรวมแล้วนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
หลังจากเดินสำรวจทั่วห้องแล้ว ตงฟางปู้ป้ายก็เดินออกมา
สิ่งแรกที่นางเห็นก็คือหลี่ฉางอันที่กำลังนั่งอยู่ในลานเรือน
ที่มุมปากของเขายังมีคราบมันติดอยู่เล็กน้อย มือข้างหนึ่งกำลังเท้าคาง ขณะที่จับจ้องไปยังประตูห้องครัวอย่างไม่ไหวติง ในแววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เห็นดังนั้น ตงฟางปู้ป้ายขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาไปจับจ้องที่ชิงช้าซึ่งตั้งอยู่ในลานเรือนแทน
ขณะที่สายตาของนางหยุดนิ่ง ในแววตาก็ฉายแววหวนรำลึกและความครุ่นคิด
หลังจากเหลือบมองเอี้ยง้วยที่กำลังตากผ้าอยู่แวบหนึ่ง ตงฟางปู้ป้ายก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง ก่อนจะเบือนสายตากลับไปอย่างเงียบๆ
ในไม่ช้า ท่ามกลางความคาดหวังของหลี่ฉางอัน แม่ครัวที่ยุ่งอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามก็ยกอาหารออกมาในที่สุด
หลี่ฉางอันที่เมื่อครู่ยังดูหมดเรี่ยวหมดแรงพลันกลับมากระปรี้กระเปร่าในทันที
“กินข้าวได้แล้ว!”
หลังจากอาหารถูกจัดวางบนโต๊ะ หลี่ฉางอันก็ร้องเรียกทุกคน
เมื่อเห็นเอี้ยง้วยเดินไปนั่งลงข้างกายหลี่ฉางอัน มุมปากของตงฟางปู้ป้ายก็ยกสูงขึ้น ก่อนที่นางจะเดินไปอีกฝั่งหนึ่งของหลี่ฉางอัน แล้วนั่งลงขนาบข้างเขาเช่นเดียวกับเอี้ยง้วย
เอี้ยง้วยมองการกระทำของตงฟางปู้ป้ายพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
‘สตรีผู้นี้ ช่างน่ารำคาญเสียจริง’
หลายครั้งที่แววตาซึ่งอยากจะสังหารใครสักคนนั้นเป็นสิ่งที่ซ่อนไว้ไม่มิด เฉกเช่นเอี้ยง้วยในยามนี้
ไม่เคยมีครั้งไหนที่นางอยากจะลงมือสังหารใครสักคนเท่าวันนี้มาก่อน
ตงฟางปู้ป้ายนับเป็นคนแรกที่ทำให้นางรู้สึกเช่นนี้ได้
ส่วนอึ้งย้งที่ยกอาหารจานที่เหลือออกมาจากครัวก็ถึงกับยืนตะลึงงันไป
ปกติแล้ว เอี้ยง้วยจะนั่งอยู่ทางซ้ายของหลี่ฉางอัน ส่วนอึ้งย้งจะนั่งทางขวา แต่วันนี้ การปรากฏตัวของตงฟางปู้ป้ายทำให้ที่นั่งประจำของนางถูกแย่งไปเสียแล้ว
‘ข้าแค่เดินเข้าไปยกกับข้าว... เหตุใดที่นั่งของข้าจึงถูกแย่งไปได้เล่า!?’
หากเป็นผู้อื่น ด้วยนิสัยของอึ้งย้งแล้ว ป่านนี้นางคงเริ่มวางแผนร้ายเอาคืนอยู่ในใจแล้ว
แต่เมื่อนางมองไปยังตงฟางปู้ป้ายในอาภรณ์สีเพลิงและรัดเกล้าทองคำบนศีรษะ
และสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นใต้น้ำอันเยียบเย็นยามที่สายตาของนางปะทะกับเอี้ยง้วย...
เมื่อคำนึงถึงฐานะและพลังฝีมือของอีกฝ่าย อึ้งย้งก็พลันหมดแรงใจในทันที
ช่างอ่อนแอ น่าสงสาร และสิ้นไร้หนทาง...