เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า คิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?

บทที่ 50 เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า คิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?

บทที่ 50 เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า คิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?


บทที่ 50 เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า คิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?

ตงฟางปู้ป้ายแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเอี้ยง้วยที่ยืนอยู่ใต้ชายคาเรือน

สายตาของนางค่อยๆ กวาดมองสำรวจไปทั่วร่างของเอี้ยง้วย ในฐานะที่เป็นสตรีด้วยกัน แม้แต่ตงฟางปู้ป้ายผู้หยิ่งในศักดิ์ศรี ยังอดรู้สึกตื่นตะลึงในความงามอันเลิศล้ำของนางไม่ได้

สตรีสองนางในใต้หล้าที่ไม่ว่าจะเป็นสถานะ ชื่อเสียง รูปโฉม หรือแม้กระทั่งพลังฝีมือ ล้วนทัดเทียมกัน ได้มาพบพานกันในลานเรือนด้านหลังของหลี่ฉางอันเช่นนี้

เมื่อสี่สายตาประสานกัน ราวกับมีประกายดาบอันคมกริบเชือดเฉือนกันอย่างเงียบๆ!

หลังจากพาตงฟางปู้ป้ายเข้ามาในลานเรือนแล้ว หลี่ฉางอันก็ชี้ไปยังห้องทางด้านขวาแล้วกล่าว “ห้องของแม่นางคือห้องนั้น ด้านในมีเครื่องนอนพร้อมสรรพ หากขาดเหลือสิ่งใดก็บอกข้าได้”

เมื่อได้ยินเสียงของหลี่ฉางอัน ตงฟางปู้ป้ายจึงยอมละสายตาจากเอี้ยง้วย

นางเหลือบมองไปยังทิศที่หลี่ฉางอันชี้เพียงครั้งหนึ่ง แต่มิได้มีทีท่าว่าจะเข้าไปดูห้องแต่อย่างใด กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

“ข้ารู้แล้ว!”

สิ้นเสียงนั้น หลังจากปรายตามองเอี้ยง้วยอีกครั้ง ตงฟางปู้ป้ายก็หมุนกายเดินกลับออกไปด้านนอก

ทิ้งให้เสี่ยวเจียวที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ

ร่างระหงวูบไหว เพียงไม่นานตงฟางปู้ป้ายก็ออกจากลานเรือนของหลี่ฉางอันมายังโรงเตี๊ยมเหิงไหล

เมื่อเห็นตงฟางปู้ป้ายกลับมา ถงไป่สง ซางซานเหนียง และคนอื่นๆ ที่อยู่ในโรงเตี๊ยมต่างก็รีบคุกเข่าลงในทันที

“ท่านประมุข!”

หลังจากครางรับในลำคอเบาๆ ตงฟางปู้ป้ายจึงเอ่ยปาก “ลุกขึ้น”

เมื่อลุกขึ้นยืนแล้ว ถงไป่สงก็ก้มศีรษะลงเอ่ยถาม “ท่านประมุข พบเบาะแสอันใดหรือไม่ขอรับ?”

ตงฟางปู้ป้ายพยักหน้ารับเบาๆ “เป็นเอี้ยง้วยจริงๆ”

แม้ว่าก่อนหน้านี้ตงฟางปู้ป้ายจะไม่เคยพบหน้าเอี้ยง้วยมาก่อน

ทว่าในแวบแรกที่นางเห็นเอี้ยง้วยในลานเรือนของหลี่ฉางอัน นางก็สามารถตัดสินยืนยันสถานะของอีกฝ่ายได้ทันที

ไม่มีเหตุผลอื่นใด หากแต่เป็นสัญชาตญาณล้วนๆ

ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉม กลิ่นอาย หรือแม้กระทั่งความรู้สึกหนักอึ้งที่สัมผัสได้ในใจยามที่เผชิญหน้ากับเอี้ยง้วย ล้วนทำให้ตงฟางปู้ป้ายสามารถยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายได้

เมื่อได้รับการยืนยันจากปากของตงฟางปู้ป้ายแล้วว่าเจ้าวังเอี้ยง้วยแห่งวังบุปผาอยู่ที่เมืองฉางซานแห่งนี้จริงๆ สีหน้าของถงไป่สงและซางซานเหนียงกลับยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้น

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถงไป่สงก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย “เช่นนั้น... ท่านประมุขต้องการจะ...?”

ตงฟางปู้ป้ายรับถ้วยชาที่ซางซานเหนียงประคองส่งมาให้อย่างระมัดระวัง จิบเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่ต้องรีบร้อน!”

นางหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปากสั่งการ “ซางซานเหนียง เจ้าพร้อมด้วยศิษย์อีกส่วนหนึ่งจงอยู่ที่เมืองฉางซานแห่งนี้”

“ส่วนถงไป่สง เจ้าจงเดินทางกลับไปยังผาไม้ดำ จัดการเรื่องอื่นๆ ในพรรคต่อไป”

เมื่อคำสั่งนี้ออกมา ถงไป่สงและซางซานเหนียงต่างก็สบตากัน

ทั้งสองลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยมิได้นัดหมาย

อย่างไรเสีย ครั้งนี้ผู้ที่ต้องเผชิญหน้าด้วยก็คือวังบุปผา

หาใช่พันธมิตรห้าขุนเขากระบี่ไม่

หากต้องกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันจริงๆ ด้วยสถานการณ์ของพรรคสุริยันจันทราในปัจจุบัน หากเปิดศึกขึ้นมา พวกเขาจะรับมือขุมกำลังระดับสุดยอดอย่างวังบุปผาได้อย่างไร?

ก่อนหน้านี้ พวกเขาทั้งสองกังวลใจอย่างยิ่งว่าตงฟางปู้ป้ายจะเปิดศึกกับเอี้ยง้วย

เมื่อคิดได้ดังนั้น คนทั้งสองจึงโค้งคำนับรับคำสั่ง

รอจนกระทั่งถงไป่สงและศิษย์พรรคสุริยันจันทราส่วนใหญ่จากไป มุ่งหน้ากลับไปยังผาไม้ดำแล้ว

ตงฟางปู้ป้ายจึงหันไปมองซางซานเหนียง

“เมืองฉางซานอยู่ในเขตปกครองของพรรคสุริยันจันทราเรา พรรคไผ่เขียวสิ้นชื่อไปแล้ว... เจ้าคงรู้ว่าควรทำเช่นไรต่อ?”

ซางซานเหนียงรีบก้มศีรษะลงขานรับ

“ท่านประมุขโปรดวางใจ บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”

ทว่า...นางรออยู่เนิ่นนาน ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากตงฟางปู้ป้าย

นางจึงเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง แต่กลับพบว่าเบื้องหน้าไหนเลยจะมีเงาร่างของตงฟางปู้ป้ายอยู่?

ถึงตอนนี้ ซางซานเหนียงจึงได้ระบายลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาเฮือกใหญ่

บนหน้าผากของนางปรากฏเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาอย่างหนาแน่น

สามารถจินตนาการได้เลยว่า ความกดดันมหาศาลเมื่อครู่นี้ทำเอานางแทบหยุดหายใจ

………

ในขณะเดียวกัน

ณ ลานเรือนของหลี่ฉางอัน

เมื่อเห็นหลี่ฉางอันกลับมานั่งจิบชาใสบนม้านั่งหินอย่างสบายอารมณ์ อึ้งย้งก็ถึงกับพูดไม่ออก

“เจ้ายังมีแก่ใจมานั่งจิบชาอีกรึ เจ้ามองไม่ออกหรือไรว่าสตรีเมื่อครู่นี้ไม่ธรรมดา?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ฉางอันก็เอ่ยตอบเสียงเรียบ“ข้ารู้! ก็ตงฟางปู้ป้ายแห่งพรรคสุริยันจันทราอย่างไรเล่า!”

หลี่ฉางอันไม่ใช่คนโง่

สตรีผู้ที่มีกลิ่นอายเผด็จการ รูปโฉม และการแต่งกายเช่นนี้ ทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ นอกจากยอดฝีมือผู้นั้นบนผาไม้ดำแล้ว จะยังมีผู้ใดที่ตรงตามลักษณะนี้อีก?

พูดพลาง หลี่ฉางอันก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะในปาก “สมกับคำร่ำลือจริงๆ แม้กายจะเป็นสตรี แต่กลับแผ่กลิ่นอายเผด็จการออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม!”

อึ้งย้งเบิกตากว้าง “เจ้ารู้แล้วยังจะยอมให้นางพักที่นี่อีกรึ? เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร?”

ในต้าหมิงนั้นมีขุมกำลังมากมาย แต่พรรคสุริยันจันทรากลับถูกจัดอยู่ในประเภทพรรคมาร ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีเหตุผล

ชื่อเสียงของพรรคสุริยันจันทราและตงฟางปู้ป้ายในยุทธภพนั้นเป็นที่รู้กันดี

แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หลี่ฉางอันกลับยังยินยอมให้ประมุขพรรคมารอย่างตงฟางปู้ป้ายเข้ามาพักอาศัยอยู่ด้วย

นี่มันไม่ต่างอะไรกับเซียนโอสถดื่มยาพิษเลย รนหาที่ตายชัดๆ!

หลี่ฉางอันเหลือบมองอึ้งย้งแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า? เห็นได้ชัดว่านางมาที่นี่ก็เพราะเรื่องของพรรคไผ่เขียว”

“ถ้าข้าปฏิเสธไป...มิใช่ว่าพวกเจ้าจะต้องเปิดศึกกันทันทีหรอกรึ?”

อึ้งย้งมองหลี่ฉางอันอย่างตกตะลึง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่พรรคไผ่เขียวถูกทำลายเกี่ยวข้องกับพวกเรา?”

หลี่ฉางอันมองอึ้งย้งด้วยสายตาดูแคลน

“ข้าแค่เกียจคร้าน ไม่ได้โง่เง่า! เมืองฉางซานก็มีอยู่แค่นี้…..”

เอี้ยง้วยซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินบทสนทนานี้ มุมปากของนางก็ยกขึ้นเล็กน้อยในแววตาที่มองไปยังหลี่ฉางอันฉายแววขบขันขึ้นหลายส่วน

ส่วนอึ้งย้งนั้นถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ครู่ต่อมา อึ้งย้งก็เท้าคางแล้วกล่าว “ในเมื่อเจ้ารู้ เจ้าก็ยิ่งควรจะรู้ว่าตงฟางปู้ป้ายผู้นั้นมาอย่างไม่เป็นมิตร”

“ตอนนี้เจ้าพานางเข้ามา ไม่เท่ากับว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้านหรอกรึ?”

หลี่ฉางอันตอบเสียงเรียบ “มีอะไรต้องกังวล? มิใช่ว่า ‘นาง’ ยังอยู่ที่นี่หรอกรึ?”

พูดพลาง หลี่ฉางอันก็พเยิดหน้าไปยังเอี้ยง้วยที่นั่งอยู่ข้างๆ

หลังจากบิดขี้เกียจหนึ่งครั้ง หลี่ฉางอันก็กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “หากเรื่องราวมันบานปลายจนควบคุมไม่ได้จริงๆ ถึงตอนนั้นก็ยังมีเอี้ยง้วยอยู่มิใช่รึ!”

พูดจบ หลี่ฉางอันก็หันไปมองเอี้ยง้วยพร้อมกับเผยรอยยิ้ม

เขากล่าวพลางหันไปส่งยิ้มให้เอี้ยง้วย รอยยิ้มนั้นช่างสดใสชวนให้สบายตายิ่ง

เอี้ยง้วยเพียงทอดสายตามองเขาอย่างขบขัน แต่กลับมิได้เอ่ยปฏิเสธ

เมื่อเห็นเช่นนี้ ความมั่นใจในใจของหลี่ฉางอันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

เมื่อเข้าใจความคิดของหลี่ฉางอันแล้ว อึ้งย้งก็เบะปากอย่างดูแคลนแล้วกล่าว

“เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า กลับคิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?”

จบบทที่ บทที่ 50 เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า คิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว