- หน้าแรก
- จอมเวทอย่างข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ
- บทที่ 6 ท้าทาย
บทที่ 6 ท้าทาย
บทที่ 6 ท้าทาย
บทที่ 6 ท้าทาย
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างสัตว์อสูรกับสัตว์ป่าทั่วไป ก็คือภายในร่างกายมีพลังเวทหรือไม่
สัตว์อสูรได้รับอิทธิพลจากพลังธรรมชาติที่ไม่ปกติ ทำให้รูปร่างหน้าตาบิดเบี้ยวพิสดาร และยังพัฒนาความสามารถพิเศษแปลกประหลาดที่คาดเดาได้ยาก
มิหนำซ้ำ ความสามารถพิเศษบางอย่างยังร้ายกาจถึงขั้น “ฆ่าได้ตั้งแต่แรกพบ” ซึ่งรับมือได้ยากเป็นที่สุด
หากปาร์ตี้นักผจญภัยเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรโดยขาดข้อมูลที่เพียงพอ อัตราการตายจะสูงจนน่าตกใจ
ด้วยเหตุนี้ สมาคมนักผจญภัยจึงทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อรวบรวมและจัดทำ สารานุกรมสัตว์อสูรฉบับสมาคมนักผจญภัย ขึ้นมาเป็นพิเศษ
ภายในเล่มบันทึกข้อมูลของสัตว์อสูรทุกชนิดที่เคยมีนักผจญภัยพบเจอ ทั้งลักษณะภายนอก พฤติกรรมการใช้ชีวิต ความสามารถพิเศษ และจุดอ่อนสำคัญ ล้วนถูกแจกแจงไว้อย่างละเอียด
สารานุกรมเล่มนี้ยังใช้เทคโนโลยีคัดลอกด้วยอักขระเวทขั้นสูง เมื่อสาขาใดสาขาหนึ่งของสมาคมมีการอัปเดตข้อมูล สารานุกรมในสาขาอื่นๆ ทั่วทวีปก็จะอัปเดตเนื้อหาตามโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ สมาคมยังมีระบบรางวัลเพื่อจูงใจ
ใครก็ตามที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรชนิดใหม่ จะได้รับรางวัลตามระดับความอันตรายของสัตว์อสูรนั้นๆ เริ่มต้นที่สามเหรียญทองเป็นอย่างต่ำ
แต่ระบบรางวัลนี้ก็นำมาซึ่งการต้มตุ๋นหวังเงินรางวัลแบบแปลกๆ อยู่บ้าง
เช่น มีบางปาร์ตี้อ้างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าค้นพบสัตว์อสูรชนิดใหม่ อย่าง “ก็อบลินถือฉมวก” “ก็อบลินใส่หมวกฟาง” หรือ “ก็อบลินสวมสร้อยคอ” เล่นเอาเจ้าหน้าที่สมาคมปวดหัวไปตามๆ กัน
อิงตามระดับความอันตราย สมาคมนักผจญภัยได้แบ่งระดับสัตว์อสูรในเชิงยุทธวิธีไว้ 7 ระดับ ได้แก่ [ง่าย] [ยาก] [ท้าทาย] [โหดร้าย] [นองเลือด] และ [หายนะ]
เหนือกว่าระดับหายนะขึ้นไป คือสัตว์อสูรระดับ [ฝันร้าย] ซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในทวีปแคนเดีย
แต่ไอ้ตัวระดับนั้นคงไม่จำเป็นต้องบันทึกอะไรมาก เพราะถ้าเจอเข้า ก็มีค่าเท่ากับตายสถานเดียว
ระดับความอันตรายของมิสต์วอล์คเกอร์อยู่ที่ [ท้าทาย]
นั่นหมายความว่า มันมีความสามารถในการฆ่านักผจญภัยได้ง่ายๆ หากรับมือไม่ดีอาจถึงขั้นเสียสมาชิกในทีม จึงจำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบโดยเน้นโจมตีที่จุดอ่อน
เสียงคำรามต่ำยังคงดังต่อเนื่อง หมอกรอบด้านหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์อันตรายตรงหน้าเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน เดิมทีแค่กะจะรับงานง่ายๆ หาค่าขนม กลับต้องมาเจอสัตว์อสูรระดับ [ท้าทาย] เข้าอย่างจัง
ทุกคนปลดสัมภาระทิ้งลงพื้นทันที
“หนีกันดีไหม...” เกรย์กระซิบถามเสียงเครียด
พอได้ยินคำถาม เซลเลียร์ก็พลอยตื่นตระหนกไปด้วย เขากวาดตามองรอบตัวโดยสัญชาตญาณ
มีแต่หมอกหนาทึบ มองไม่เห็นทิศทาง
แถมเขาไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศแถวนี้เลย ถ้าหนีตอนนี้ โอกาสรอดยิ่งน้อยจนน่าใจหาย
“จะหนีไปไหน? เตรียมรับมือ!”
มาร์คัสถือโล่ด้วยมือซ้าย มือขวากระชับดาบ คิ้วขมวดมุ่น คิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว
“ข้าจะชนอยู่ข้างหน้า เกรย์คอยสนับสนุนข้า วอลเลซหาจังหวะโจมตี ส่วนเจ้า เซลเลียร์ ในทีมเรามีแค่เจ้าคนเดียวที่ทำลายม่านพลังงานของมิสต์วอล์คเกอร์ได้ ระหว่างที่พวกเราถ่วงเวลาไว้ เจ้าต้องหาโอกาสร่ายเวทใส่มันให้ได้!”
“เข้าใจแล้ว...” เซลเลียร์พยักหน้าช้าๆ
หมอกหนาจัดกับสัตว์อสูรที่ไม่รู้จัก เหงื่อเย็นๆ เริ่มซึมออกมาเต็มฝ่ามือ แรงกดดันครั้งนี้มหาศาลกว่าเมื่อคืนเทียบกันไม่ติด
ต้องแบกรับความหวังของทุกคนไว้แบบนี้ จะไม่ให้เซลเลียร์ประหม่าก็คงเป็นไปไม่ได้
ถ้าเขาพลาด ทุกคนในทีมมีจุดจบเดียวคือตายหมู่
แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าม่านพลังงานที่กันการโจมตีกายภาพนั้นมันแข็งแกร่งขนาดไหน... เกิดยิงไม่เข้าจะทำยังไง?
เซลเลียร์นึกดีใจขึ้นมาตะหงิดๆ ที่เมื่อคืนตัดสินใจอัปค่าจิต
อย่างน้อยไฟบอลก็น่าจะแรงขึ้นบ้างแหละน่า
ปาร์ตี้เริ่มจัดขบวนทัพ
มาร์คัสยืนระวังภัยอยู่หน้าสุด ด้านขวาหลังคือเกรย์ ด้านซ้ายหลังคือวอลเลซ ส่วนเซลเลียร์ยืนอยู่ตรงกลางวง
ทัศนวิสัยลดลงเหลือเพียงห้าหกเมตร กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไม่จางหาย
การต่อสู้เสี่ยงตายกำลังจะเปิดฉากขึ้นในป่าเกรย์วู้ดยามเช้าตรู่นี้!
มาร์คัสค่อยๆ ขยับตัว สามคนที่เหลือรักษารูปขบวนอย่างเคร่งครัด ไม่แตกแถว
สถานการณ์ตอนนี้เหมือนการเล่นงูกินหาง
ตามข้อมูลในสารานุกรม มิสต์วอล์คเกอร์มีพละกำลังมหาศาล มีเพียงมาร์คัสที่มีโล่เท่านั้นพอจะต้านทานไหว
หากปล่อยให้มิสต์วอล์คเกอร์ฝ่าเข้ามาจากทิศอื่นได้ รับรองว่าต้องเกิดการสังหารหมู่แน่
หมอกทางด้านขวาหน้าเริ่มม้วนตัวอย่างรุนแรง สัญชาตญาณเฉียบคมของมาร์คัสจับสังเกตได้ทันที
“ระวัง!!!”
ในที่สุด มิสต์วอล์คเกอร์ก็เผยโฉม
ม่านหมอกถูกฉีกกระชาก สัตว์ประหลาดรูปร่างบิดเบี้ยวขนาดมหึมาปรากฏแก่สายตา กลิ่นคาวเลือดรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัวจนแทบอาเจียน
เมื่อเห็นตัวจริงของมิสต์วอล์คเกอร์ เซลเลียร์รู้สึกเหมือนลมหายใจจะหยุดชะงัก
มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าจะหลุดออกมาจากนิยายสยองขวัญเท่านั้น
ร่างหลักของมิสต์วอล์คเกอร์สูงอย่างน้อยสองเมตรครึ่ง เหมือนสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่ถูกลอกหนังออกทั้งตัว และสีหน้าของมัน... เหมือนกำลังยิ้มอยู่หรือเปล่านะ?
เลือดสดๆ ไหลซึมหยดลงพื้นไม่ขาดสาย เส้นใยกล้ามเนื้อสีเทาดำพันกันยุ่งเหยิง เส้นเลือดปูดโปนราวงูเลื้อย
บนหลังของมันมีหัวหมาป่าจำนวนมากฝังอยู่อย่างสะเปะสะปะ เบ้าตาของหัวเหล่านั้นกลวงโบ๋ แต่ยังคงรักษาสีหน้าเจ็บปวดทรมานก่อนตายเอาไว้
แต่สิ่งที่ประหลาดที่สุดคือ แสงสลัวที่ปกคลุมผิวหนังของมัน ม่านพลังงานกระเพื่อมไหวราวกับผิวน้ำ ทำให้รูปร่างโดยรวมดูพร่ามัวไม่ชัดเจน
ภาพสยดสยองตรงหน้ากระแทกใจเซลเลียร์อย่างจัง จนเขาทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
“เซลเลียร์! อย่าเหม่อ!”
มาร์คัสตะโกนลั่น เรียกสติเขากลับมา พร้อมกับพุ่งเข้าใส่ศัตรูเป็นคนแรก
เสียงคำรามของมาร์คัสปลุกเซลเลียร์ตื่นจากภวังค์ เขาเกร็งคอสะบัดหัวไล่ความกลัว
จะมาสติแตกตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
เขาสูดหายใจลึกข่มอารมณ์ พร้อมกับเริ่มรวบรวมพลังเวท
พลังเวทในห้วงจิตถูกดึงออกมา และหมุนวนตามเจตจำนงของเซลเลียร์!
โล่กลมของมาร์คัสปะทะเข้ากับพายุแห่งความตายอย่างจัง
“เคร้ง!”
มาร์คัสถูกแรงมหาศาลของมิสต์วอล์คเกอร์กระแทกจนเซถลาถอยหลังไปหลายก้าว แขนข้างที่ถือโล่สั่นระริก
มิสต์วอล์คเกอร์คำรามลั่น พุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
มือซ้ายของมันกลายสภาพเป็นกรงเล็บยักษ์สามนิ้ว บนเล็บสีซีดเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง
การปะทะซึ่งหน้าเกิดขึ้นอีกครั้ง!
มาร์คัสรีบก้มหัวหลบพร้อมยกโล่ขึ้นรับอย่างทุลักทุเล
“แคว่ก!”
กรงเล็บฉีกกระชากผิวหน้าของโล่ไม้จนยับเยิน!
เศษไม้ปลิวว่อน แม้แต่ขอบเหล็กที่หุ้มโล่ไว้ยังเปิดออก
โชคดีที่ช่างตีเหล็กฝีมือดีไม่ลดเกรดวัสดุ ไม่อย่างนั้นมาร์คัสคงได้ใช้เนื้อตัวเองรับกรงเล็บแทนโล่ไปแล้ว
“ตายซะ!”
เงาร่างหนึ่งพุ่งวูบเข้ามา เกรย์อาศัยจังหวะที่มิสต์วอล์คเกอร์ยังไม่ทันตั้งตัวจากการโจมตี ก้าวเท้าแทงดาบเล็งเข้าที่เอวของมัน!
แต่เหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น
คมดาบที่สัมผัสถูกม่านพลังงาน จมหายลงไปเหมือนแทงก้อนสำลี ไร้ซึ่งแรงปะทะใดๆ และค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น
หางตาของเกรย์กระตุกวาบ เขาสัมผัสได้ถึงอันตราย
มิสต์วอล์คเกอร์ไม่แม้แต่จะหันมามอง มันเพียงแค่สะบัดแขนกลับหลัง
ท่อนแขนล่ำสันที่ปกคลุมด้วยเปลือกแข็งฟาดเข้าเต็มอกเกรย์!
“กร๊อบ!”
รอยยิ้มบนหน้าเกรย์แข็งค้าง เกราะหนังแข็งหน้าอกยุบลงทันที
เขาพ่นละอองเลือดออกมาคำโต ร่างลอยกระเด็นไปไกล กลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้นหลายตลบกว่าจะหยุดนิ่ง
จบบทที่ 6