- หน้าแรก
- จอมเวทอย่างข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ
- บทที่ 2 จอมเวททรงเสน่ห์
บทที่ 2 จอมเวททรงเสน่ห์
บทที่ 2 จอมเวททรงเสน่ห์
บทที่ 2 จอมเวททรงเสน่ห์
“นี่คือสูตรโกงของข้าสินะ...”
เซลเลียร์เกาหัวแกรกๆ
ประเภทของค่าสถานะแบ่งออกเป็นพื้นฐาน ขั้นสูง และสูงสุด แถมยังมีคำอธิบายกำกับไว้อย่างใส่ใจอีกด้วย
ถ้าเทียบกับมาตรฐานคนทั่วไปที่อยู่ที่ 60 แต้ม ค่าสถานะพื้นฐานของเขาก็นับว่าแน่นปึกใช้ได้เลยทีเดียว
ในฐานะนักเวท ค่าสถานะที่สำคัญที่สุดอย่างจิตและสติปัญญาไม่เป็นตัวถ่วง มิหนำซ้ำยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก ถือเป็นข่าวดีทีเดียว
ส่วนค่าสถานะขั้นสูง การเพิ่มแต่ละครั้งต้องใช้ 2 แต้ม แสดงว่าค่าเฉลี่ยก็น่าจะลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือสัก 30 แต้มใช่ไหมนะ?
การรับรู้ 30 แต้มถือว่ากลางๆ แต่เสน่ห์ 45 แต้มนี่สิ น่าสนใจ
เป็นเพราะรูปร่างหน้าตาของร่างเดิมดีอยู่แล้วหรือเปล่านะ
แล้วก็โชค
เจ้าค่าสถานะพึ่งดวงนี่ดันเป็นค่าสถานะสูงสุดซะงั้น แถมการเพิ่มแต่ละครั้งต้องใช้ถึง 4 แต้ม
ถ้าคำนวณตามน้ำหนัก ค่าเฉลี่ยของโชคก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 15 แต่ค่าสถานะของเขากลับพุ่งไปถึง 41 แต้มอย่างน่าตกใจ ซึ่งสูงกว่าการรับรู้เสียอีก
ชักจะเว่อร์ไปหน่อยแล้วมั้ง... หรือว่าข้าจะเป็นลูกรักของพระเจ้าจริงๆ?
จากนั้น เซลเลียร์ก็เลื่อนสายตาไปมองช่องทักษะพรสวรรค์ที่อยู่ล่างสุดของหน้าต่าง
ทักษะพรสวรรค์ของนักเวท จะปลดล็อกหลังจากอัปเกรด
ให้เลือกหนึ่งในสอง
อย่างแรก: คลื่นมนตราถาโถม
เพิ่มขีดจำกัดการกักเก็บพลังเวท เพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังเวท และเพิ่มความรุนแรงของพลังเวท ตามเปอร์เซ็นต์ของค่าสถานะจิต ทำให้รากฐานการเป็นนักเวทของเจ้ามั่นคงดั่งหินผา
“พลังทำลายล้าง! คือความถูกต้อง!”
อย่างที่สอง: วิถีมนตราจำลอง
สามารถวิเคราะห์โครงสร้างเวทของเวทมนตร์ใดๆ ก็ตามที่มองเห็น และจำลองมันออกมาเพื่อนำมาใช้เป็นของตัวเองได้
แต่ความเร็วในการวิเคราะห์จะขึ้นอยู่กับค่าสติปัญญา ยิ่งสติปัญญาสูง ยิ่งวิเคราะห์ได้เร็ว ความซับซ้อนของโครงสร้างเวทก็จะส่งผลต่อระยะเวลาเช่นกัน
“เวทมนตร์ของเจ้าเจ๋งดีนี่ แต่อีกเดี๋ยวเดียวมันก็จะกลายเป็นของข้าแล้ว”
เซลเลียร์ลูบปลายคางพลางใช้ความคิด
ถ้าเปรียบเทียบกันแบบนี้ อันหนึ่งดูเหมือนจะเน้นอัดค่าพลัง อีกอันดูเหมือนจะเน้นลูกเล่นแพรวพราวสินะ...
ถ้าเลือกคลื่นมนตราถาโถม ปริมาณมานาสำรองและพลังเวทของเขาจะได้รับการยกระดับขึ้น ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญของนักเวททั้งสิ้น
แต่วิถีมนตราจำลอง...
แค่อ่านคำอธิบายก็รู้แล้วว่า วิถีมนตราจำลองต้องเป็นทักษะระดับสุดยอดแน่ๆ
ในต่างโลกแห่งนี้ การจะเรียนเวทมนตร์ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลซื้อคัมภีร์เวท เวทมนตร์หายากบางชนิดแทบจะประเมินค่าไม่ได้ หาซื้อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
หากเลือกวิถีมนตราจำลอง เพียงแค่เห็นคนอื่นร่ายเวท เขาก็สามารถแกะโครงสร้างเวทออกมาได้ นี่มันทักษะเทพชัดๆ
แต่ความเร็วในการวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับสติปัญญา...
งั้นก็ต้องเน้นอัปค่าสติปัญญาสินะ แล้วตามที่หน้าต่างบอกไว้ สติปัญญากับเสน่ห์มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น สติปัญญาสี่แต้มช่วยเพิ่มเสน่ห์หนึ่งแต้ม
หรือว่าจะต้องเดินสายจอมเวททรงเสน่ห์กันล่ะเนี่ย?
เซลเลียร์สะบัดหัวแรงๆ
ช่างเถอะ ตอนนี้คิดไปก็เท่านั้น
ทักษะพรสวรรค์ต้องอัปเลเวลก่อนถึงจะปลดล็อกได้ เขาต้องหาทางเพิ่มค่าประสบการณ์เสียก่อน
พูดกันตามตรง แม้นักเวทจะเป็นอาชีพที่ดูสูงส่ง แต่ก็ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลในการปูทาง
สำหรับนักเวทมวยวัดที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยอย่างเซลเลียร์ ก่อนจะเก่งขึ้นมาได้ แทบจะไร้ประโยชน์สิ้นดี
สู้ตัวต่อตัวก็สู้นักดาบไม่ได้ รับตีนก็ไม่เก่งเท่าแนวหน้า หนีก็ไม่เร็วเท่านักฆ่า แถมก่อนจะเรียนเวทโจมตีแรงๆ ได้ การโจมตีระยะไกลก็ยังสู้เรนเจอร์ไม่ได้อีก
ตลอดห้าวันนี้ ปาร์ตี้สังหารหมาป่าไปทั้งหมด 22 ตัว มาร์คัสฆ่าไป 9 ตัว เกรย์กับวอลเลซฆ่าไปคนละ 6 ตัว
ส่วนเซลเลียร์ เขาฆ่าไปแค่ตัวเดียวถ้วน
แบบนี้มันไม่ใช่นักผจญภัยแล้ว เซลเลียร์เหมือนเด็กมัธยมต้นที่มาเข้าค่ายลูกเสือมากกว่า
เขาคลำกระเป๋าผ้า นอกจากเสบียงกรังแล้ว ก็มีแค่มีดสั้นเล่มเดียว
ถ้าพกหน้าไม้พกพามาสักอัน ก็คงไม่ถึงขนาดได้แค่คิลเดียวหรอก... โง่ชะมัด เซลเลียร์อดบ่นร่างเดิมในใจไม่ได้
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน หอบเอาความเย็นสดชื่นมาพร้อมกับกลิ่นแปลกๆ
กลิ่นสาบสางจากตัวหมาป่า!
เซลเลียร์ที่กำลังเหม่อลอยสะดุ้งสุดตัว เขาตะโกนลั่นโดยสัญชาตญาณทันที!
“ระวังตัว!!!”
เสียงกรนและเสียงกัดฟันในเต็นท์เงียบกริบ ตามมาด้วยเสียงขลุกขลัก ม่านเต็นท์ถูกเปิดออกอย่างแรง
เกรย์ถือดาบวิ่งพรวดออกมาคนแรก ตามด้วยมาร์คัสและวอลเลซ
ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที จุดแสงสีเขียวเรืองรองค่อยๆ ปรากฏขึ้นในพุ่มไม้ทีละจุดๆ อย่างต่อเนื่อง
เซลเลียร์กำหมัดแน่น เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่ไฟวิญญาณ แต่เป็นดวงตาของหมาป่า
พวกมันมาแล้ว
จากตำแหน่งของดวงตา หมาป่าได้โอบล้อมเป็นรูปครึ่งวงกลมทางด้านหลังของปาร์ตี้แล้ว
เซลเลียร์อดตื่นตระหนกไม่ได้
ชาติก่อนอย่างมากเขาก็เคยแค่เชือดไก่ การต้องมาเผชิญหน้ากับหมาป่าดุร้ายในค่ำคืนมืดมิดแบบนี้ ในใจย่อมรู้สึกหวั่นไหวเป็นธรรมดา
“ไม่ต้องกลัว ไอ้หนู ก็แค่พวกเดรัจฉานเท่านั้น”
เกรย์จับจ้องพุ่มไม้เขม็ง พร้อมควงดาบโชว์ลีลาไปหนึ่งที
“มาหาถึงที่ก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินหาให้ทั่วป่า”
มาร์คัสและวอลเลซเองก็เตรียมพร้อมแล้ว คนหนึ่งยกโล่ตั้งรับอยู่หน้าสุด อีกคนง้างสายธนูจนสุด เตรียมยิงทุกเมื่อ
การต่อสู้ปะทุขึ้นในชั่วพริบตา เสียงเห่าหอนของหมาป่าดังประสานกับการพุ่งโจมตี!
สายตาของวอลเลซวาวโรจน์ เล็งศรไปที่หมาป่าตัวหน้าสุด เสียง "ฟิ้ว" ดังขึ้น ศรพุ่งเข้าเป้าอย่างแม่นยำ!
ลูกธนูเจาะทะลุเบ้าตา จมหายเข้าไปเกือบครึ่งด้าม เลือดสาดกระเซ็น ร่างหมาป่าพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อยอีกสองก้าว ก่อนจะล้มคว่ำลงกับพื้น
ในขณะเดียวกัน เกรย์และมาร์คัสก็เริ่มลงมือ
“ฮ่าห์!”
สิ้นเสียงคำรามกึกก้อง มาร์คัสก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ดึงความสนใจของฝูงหมาป่าเป็นคนแรก
รูปร่างสูงใหญ่ของเขาคือข้อได้เปรียบ หมาป่าไม่อาจกระโดดกัดคอเขาได้ง่ายๆ
บวกกับมาร์คัสเหวี่ยงโล่กลมป้องกันอย่างรัดกุม หมาป่าตัวไหนที่คิดจะกระโจนเข้าใส่ต้องเจอกระแทกสวนกลับไปอย่างหนักหน่วง
กระดูกสัตว์ไม่อาจต้านทานแรงกระแทกมหาศาลได้ มักได้ยินเสียงกระดูกหักดังลั่น จากนั้นดาบศึกของมาร์คัสก็จะตามมาปิดฉากในดาบเดียว แผ่นหลังกำยำของเขาท่ามกลางฝูงหมาป่าดูราวกับเทพสงคราม
ส่วนเกรย์คอยระวังปีกข้างให้มาร์คัส เพลงดาบของเขาเฉียบคม รับมือกับหมาป่าได้สบายๆ เพียงตวัดดาบวูบเดียวก็ฟันหมาป่าขาดครึ่งตัวได้
เสียงเห่าหอนโหยหวนดังระงม นกในป่าแตกตื่นบินหนี เลือดข้นคลั่กสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผืนหญ้า ปะปนไปกับเศษเครื่องในที่แตกกระจาย
มาร์คัสและเกรย์ยืนตระหง่านอยู่แนวหน้าต้านทานฝูงหมาป่า ผสานกับการยิงสนับสนุนของวอลเลซ แนวรบของทีมจึงมั่นคงแข็งแกร่ง
รูปแบบการต่อสู้ของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไป จากการฟันแหลกเป็นการแทงจุดตายอย่างแม่นยำ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดในตัวหมาป่าคือหนัง หากรักษาไว้ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งขายได้ราคาดีเท่านั้น
มาร์คัส เกรย์ และวอลเลซ ฆ่าฟันอย่างเมามัน ผิดกับเซลเลียร์ที่ดูเป็นส่วนเกินอย่างเห็นได้ชัด
เขากำมีดสั้นแน่น ขยับตัวจะเข้าไปช่วยหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอดใจ เพราะไม่มีช่องว่างให้เขาแทรกเข้าไปได้เลย
“เฮ้อ...”
เซลเลียร์ถอนหายใจ ในใจรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก
ช่วยไม่ได้ ชีวิตช่วงต้นเกมของพวกนักเวทมันก็เป็นแบบนี้แหละ
จบบทที่ 2