- หน้าแรก
- ข้าก็แค่ใช้ทางลัดในการฝึกเซียน ทำไมถึงหาว่าข้าเป็นผู้บำเพ็ญมาร
- บทที่ 19 มนุษยสัมพันธ์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
บทที่ 19 มนุษยสัมพันธ์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
บทที่ 19 มนุษยสัมพันธ์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
บทที่ 19 มนุษยสัมพันธ์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
หลังจากเข้าร่วมกับสายวิชาโอสถของศิษย์สายในแห่งภูเขาเจ็ดฉื่อแล้ว ย่อมต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา เวลาบำเพ็ญเพียรก็ถูกเบียดบังไปกว่าครึ่ง ทว่าในทางกลับกัน ตัวตนของเขาก็นับว่าได้ถูกจารึกไว้ในสารบบของผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสูงแห่งภูเขาเจ็ดฉื่อแล้ว
และแผนการของเฉินอวีเชาในครั้งนี้ ก็นับว่าไม่สูญเปล่า
พอได้ยินชื่อ ‘เชียนเฉิงอวี้’ จางเทียนอู่ก็บอกให้เฉินอวีเชารอสักครู่ เมื่อเขากลับมาอีกครั้งหลังเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ก็ได้ยื่นถุงไหมเก็บสมบัติใบหนึ่งให้แก่เฉินอวีเชา
“ศิษย์น้อง ในนี้มีศาสตราปราณชั้นต่ำสองชิ้นและโอสถอีกสองเม็ด เม็ดหนึ่งใช้รักษาอาการบาดเจ็บ อีกเม็ดหนึ่งใช้ถอนพิษ นี่เป็นของที่แลกมาจากหอสมบัติในของสายวิชาโอสถ มูลค่ารวมหกสิบศิลาปราณและห้าสิบแต้มวิชาโอสถ แต้มวิชาโอสถนั้นได้มาจากการทำภารกิจปรุงยาให้สำเร็จ หากต้องการแลกเปลี่ยนสมบัติจากหอสมบัติใน จำเป็นต้องใช้แต้มวิชาโอสถนี้”
“เรื่องของศิษย์น้องเฉินนั้นพิเศษ ข้าจึงช่วยเจ้าเบิกแต้มวิชาโอสถห้าสิบแต้มล่วงหน้า ถือเป็นสวัสดิการสำหรับศิษย์ใหม่ของสายวิชาโอสถเรา” จางเทียนอู่พูดพลางถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็ตบไหล่ของเฉินอวีเชา กล่าวอย่างจนใจว่า “ด้วยเหตุนี้ ภารกิจปรุงยาที่เจ้าต้องทำจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า”
“โอสถนำปราณเข้าสู่กายหนึ่งร้อยเม็ด... ทว่าข้าสามารถจัดหาสมุนไพรปราณให้เจ้าได้เพียงสี่สิบส่วนเท่านั้น!”
เฉินอวีเชาได้ฟังก็ย่อมรู้ดีว่าความจริงไม่เป็นดังที่จางเทียนอู่กล่าวเป็นแน่ อีกฝ่ายหักค่าหัวคิวสมุนไพรปราณไปอย่างน้อยสิบส่วน โอสถนำปราณเข้าสู่กายหนึ่งเตาจะได้โอสถสามเม็ด หากต้องการหนึ่งร้อยเม็ดก็หมายความว่าจะต้องปรุงยาถึงสามสิบสี่เตาโดยห้ามผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งอัตราความล้มเหลวที่ยอมรับได้จากสมุนไพรปราณเพียงหกส่วนนั้นต่ำเกินไปนัก
ทว่าหากไม่มีผลประโยชน์เช่นนี้ อีกฝ่ายก็คงไม่กระตือรือร้นถึงเพียงนี้
ดังนั้นเฉินอวีเชาจึงเพียงยิ้มและตอบตกลง
เขาใช้ชีวิตมาถึงสองชาติภพแล้ว เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้จึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์
พลันเขาก็หยิบศิลาปราณที่สมบูรณ์ออกมาหกสิบก้อน ยื่นให้อีกฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นถุงไหมเก็บสมบัติใบนี้ หรือศาสตราปราณและโอสถทิพย์ที่อยู่ภายใน ล้วนเป็นการเบิกแต้มวิชาโอสถล่วงหน้าเท่านั้น ส่วนศิลาปราณยังคงต้องจ่ายเอง
อีกทั้งเฉินอวีเชาก็ได้ตรวจสอบดูแล้ว แม้ยังไม่รู้ว่าโอสถทิพย์ในนั้นเป็นอย่างไร แต่ศาสตราปราณทั้งสองชิ้นนั้นไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ พื้นที่ภายในถุงไหมเก็บสมบัติใบนี้ยังใหญ่กว่าใบที่เขาได้มาจากตระกูลหลิ่ว
ถุงไหมเก็บสมบัติใบเก่าจากตระกูลหลิ่ว มีพื้นที่ภายในเทียบเท่ากระเป๋าเดินทางแบบหิ้วในชาติก่อนของเขา...แบบที่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้
ส่วนถุงไหมเก็บสมบัติใบใหม่นี้ มีพื้นที่ภายในพอๆ กับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
พื้นที่จัดเก็บมากกว่าใบก่อนหน้าอย่างน้อยห้าเท่า
“ศิษย์น้องช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริง!” เมื่อจางเทียนอู่เห็นเฉินอวีเชาทำเช่นนี้ก็อดทอดถอนใจมิได้ เขารู้ว่าเฉินอวีเชาตระหนักแล้วว่าตนเองหักผลประโยชน์ไว้ แต่การกระทำของเฉินอวีเชาครั้งนี้ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับวิธีการของเขาโดยปริยาย
อันที่จริง นี่นับเป็นกฎใต้ดินที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรของสายวิชาโอสถแห่งภูเขาเจ็ดฉื่อไปแล้ว
“ในภายภาคหน้ายังต้องขอให้ศิษย์พี่โปรดชี้แนะด้วย”
เฉินอวีเชากล่าว มนุษยสัมพันธ์ก็เป็นเช่นนี้... เมื่อตนเองอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่า แม้จะเสียเปรียบก็ยังต้องเอ่ยขอบคุณ
น่าจนใจยิ่งนัก แต่ก็ไร้ซึ่งทางเลือก
ภูเขาเจ็ดฉื่อมีปรมาจารย์ระดับทารกวิญญาณอยู่ ตราบใดที่เขายังไม่มีพลังพอจะกดข่มผู้บำเพ็ญเพียรระดับทารกวิญญาณได้ ต่อให้มี ‘ความมุมานะและความพยายาม’ ที่วิถีสวรรค์มอบให้ ก็ยังทำได้เพียงก้มหน้าอดทนไปก่อนชั่วคราว
จางเทียนอู่ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เพียงยิ้มแล้วหาเหตุผลจากไป ครั้งนี้เขาได้กำไรจากสมุนไพรปราณยี่สิบส่วน หากเพียงขายมันไปตรงๆ ย่อมไม่ได้กำไรมากนัก ดังนั้นเขาจึงต้องนำไปปรุงเป็นโอสถแล้วจึงนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง
หากโชคดี ครั้งนี้เขาสามารถทำกำไรได้มากกว่าสองร้อยศิลาปราณ
“มิน่าเล่าถึงมีคนพูดกันว่าการดูแลศิษย์ใหม่นั้นได้กำไรที่สุด แม้ศิษย์ใหม่จะเสียเปรียบก็ไม่กล้าปริปาก” จางเทียนอู่เดินไปพลางทอดถอนใจจากก้นบึ้งของหัวใจ
...
ส่วนเฉินอวีเชา ในที่สุดตอนนี้เขาก็พอจะมีความมั่นใจที่จะเดินทางไปยังภูเขาหลัวฝูแล้ว
ดังนั้น เขาจึงกลับไปยังหอเสี่ยวหวนซึ่งเป็นที่พักของตน
เขาจะต้องหลอมรวมศาสตราปราณที่เพิ่งได้มา
ทว่า เพียงผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ก็มีคนมาส่งข่าว ให้เขาไปยังยอดเขาเตาอัคคีเพื่อปรุงยา สมุนไพรปราณทั้งสี่สิบส่วนนั้นได้เตรียมพร้อมไว้ให้เขาแล้ว
และแม้เฉินอวีเชาผู้ซึ่งผ่าน ‘ความมุมานะและความพยายาม’ จนมีความสามารถที่โดดเด่นเป็นพิเศษ จะต้องเปิดเตาปรุงยาถึงสี่สิบเตาติดต่อกัน ก็ยังอดล้มเหลวไปสามเตาไม่ได้
แต่โชคดีที่หลังจากทำภารกิจปรุงยาในครั้งนี้เสร็จสิ้น ตลอดหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาก็ไม่ต้องทำภารกิจปรุงยาอีก
คำกล่าวที่ว่าการเข้าร่วมสายวิชาโอสถแล้วเวลาบำเพ็ญเพียรจะถูกเบียดบังไปกว่าครึ่งนั้น มิใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เฉินอวีเชาหลอมรวมศาสตราปราณต่อไป
ในที่สุด เขาก็หลอมรวมศาสตราปราณชั้นต่ำทั้งสองชิ้นได้สำเร็จ ก่อนที่เชียนเฉิงอวี้จะส่งคนมาแจ้งข่าว
ศาสตราปราณทั้งสองชิ้นนี้ ชิ้นหนึ่งใช้สำหรับโจมตี อีกชิ้นหนึ่งใช้สำหรับป้องกัน ทั้งยังสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อปลดปล่อยอานุภาพที่ใกล้เคียงกับศาสตราปราณชั้นสูงได้อีกด้วย เรื่องนี้ทำให้เฉินอวีเชาอดทอดถอนใจในใจมิได้ สมแล้วที่เป็นศาสตราปราณจากสำนักใหญ่แห่งแคว้นหนานในโลกเจียหมิง
เพียงแค่หยิบออกมา ก็ถือเป็นสุดยอดของดีในบรรดาศาสตราปราณชั้นต่ำจากภายนอกแล้ว
นี่เป็นของระดับเดียวกับหยกวิเศษชำระปราณชิ้นนั้น
ไม่รู้ว่าหยกวิเศษชำระปราณระดับศาสตราปราณชั้นต่ำชิ้นนั้นสืบทอดมาจากตระกูลใด? เฉินอวีเชาค่อนข้างสนใจเรื่องนี้ เพราะเขาเองก็อยากจะได้หยกวิเศษชำระปราณระดับศาสตราปราณชั้นสูงสักชิ้น
บัดนี้ วิหคเพลิงชิงเหนี่ยวตัวนั้นกำลังบรรทุกเฉินอวีเชาและ ‘ศิษย์พี่หญิงชิว’ มุ่งหน้าไปยังภูเขาหลัวฝู
ครั้งนี้เชียนเฉิงอวี้ไม่ได้ปรากฏตัว
เรื่องนี้ทำให้เฉินอวีเชาประหลาดใจอยู่บ้าง เพราะท่าทีที่ศิษย์พี่เชียนผู้นี้แสดงออกมาก่อนหน้านี้ ล้วนบ่งบอกว่าเขาให้ความสำคัญกับภูเขาหลัวฝูอย่างยิ่ง
วิหคเพลิงชิงเหนี่ยวตัวนี้ยังไม่ถึงขอบเขตสร้างฐานเพราะยังไม่ใช่ร่างที่สมบูรณ์ แต่ความเร็วในการบินของมันกลับไม่ช้าเลยแม้แต่น้อย ส่วนวิชาตัวเบาเอกะปราณที่เฉินอวีเชาได้มาจากการฝึกฝน《มหาหัตถ์เอกะปราณเสวียนหยวน》นั้นเทียบไม่ติดเลยสักนิด
ทว่าสำหรับเรื่องนี้ เฉินอวีเชาก็ไม่แปลกใจ ท้ายที่สุดแล้วสัตว์วิญญาณจำพวกวิหคนั้นย่อมเชี่ยวชาญการบินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นวิหคเพลิงชิงเหนี่ยวตัวนี้ยังเป็นหนึ่งในตัวที่โดดเด่นที่สุดอีกด้วย
“หลังจากไปถึงภูเขาหลัวฝูแล้ว สิ่งที่ศิษย์พี่ต้องการให้เจ้าตามหา เจ้าจดจำได้ทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่” ขณะนั้น ‘ศิษย์พี่หญิงชิว’ ก็เอ่ยถามขึ้นกะทันหันด้วยน้ำเสียงเย็นชาเฉยเมย
“จำได้แล้ว ปราณวายุวิญญาณเก้าเปลี่ยน หรือปราณวายุคำรามมังกรไร้เงา” เฉินอวีเชาตอบ ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนถูกบันทึกไว้ในแผ่นหยกอาคมโลหิตแผ่นนั้น
นี่คือสิ่งที่เชียนเฉิงอวี้ต้องการตามหาในภูเขาหลัวฝู
และไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง ล้วนถูกกล่าวถึงอย่างละเอียดในแผ่นหยกนั้น อีกทั้งยังมีภาพประกอบเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าเกรงว่าผู้อ่านจะไม่เข้าใจและทำผิดพลาด
“จำได้ก็ดีแล้ว ข้าจะไม่ปิดบังเจ้า ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่เคยส่งคนไปมากมาย แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนล้มเหลวโดยไม่มีข้อยกเว้น บางคนรอดชีวิตกลับมาได้ บางคนก็มิอาจรอดชีวิตกลับมา อันตรายในนั้นข้าคิดว่าเจ้าน่าจะจินตนาการได้ และหากเจ้าสามารถนำของสิ่งนั้นกลับมาได้ ศิษย์พี่ก็ย่อมไม่ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม บัดนี้ข้าบอกเจ้าได้เลยว่าของรางวัลนั้นคือโอสถสร้างฐานหนึ่งเม็ด”
‘ศิษย์พี่หญิงชิว’ ผู้นี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเปิดเผยของรางวัลออกมาเอง
“โอสถสร้างฐาน?”
เฉินอวีเชาประหลาดใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่ใคร่สนใจนัก ท้ายที่สุดแล้ว หากเขาต้องการทะลวงสู่ขอบเขตสร้างฐาน ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งนี้
เพียงแต่เขาไม่ได้แสดงความไม่สนใจนั้นออกมา ดังนั้นท่าทีประหลาดใจของเขา ในสายตาของ ‘ศิษย์พี่หญิงชิว’ ผู้นี้ จึงกลายเป็นการตกตะลึงจนพูดไม่ออกด้วยความตื่นเต้นยินดี
เรื่องนี้ทำให้นางแอบหัวเราะเยาะเฉินอวีเชาอยู่ในใจ
เพราะจะรอดชีวิตกลับมาได้หรือไม่ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้จะตื่นเต้นไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด?