- หน้าแรก
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ เกมของฉันไม่น่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ นะ
- บทที่ 28 เสียงกรีดร้อง [2]
บทที่ 28 เสียงกรีดร้อง [2]
บทที่ 28 เสียงกรีดร้อง [2]
“กำลังโหลดแล้ว…”
ลอว์เรนซ์ขยับถอยไปด้านข้าง เปิดทางให้เทอร์แรนซ์นั่งลงบนเก้าอี้ เขายกมือขึ้นถูต้นคอ พลางจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่กะพริบ
ไม่นาน เกมก็เริ่มบูทขึ้นมา พร้อมแท็บสีเทาเรียบง่ายปรากฏตรงหน้า
[กดเพื่อเล่น]
“ดูเหมือนเกมสมัครเล่นเลยนะ” หนึ่งในรุคกี้พึมพำออกมา
“…อาจเพราะมันยังอยู่ในขั้นพัฒนา?”
“ก็คงงั้นแหละ”
เสียงพูดคุยของเหล่ารุคกี้ดังเข้าหู เทอร์แรนซ์เลิกคิ้วเล็กน้อยขณะมองแท็บสีเทานั้น แต่เขาไม่ได้รีบตัดสินอะไร เขาเข้าใจว่านี่เป็นเพียงเกมที่ยังไม่สมบูรณ์
ถึงอย่างนั้น ต่อให้เกมเสร็จสมบูรณ์จริง ๆ เขาก็คงไม่สนใจมากอยู่ดี
‘สมัยนี้ยังมีคนโง่ที่คิดจะทำเกมสยองขวัญอยู่อีกงั้นเรอะ?’
เหตุผลที่เขาอาสาจะเล่นมีอยู่ไม่กี่ข้อ หนึ่งในนั้นคือความสงสัยเกี่ยวกับ “เซธ” ชื่อที่กำลังถูกพูดถึงในกิลด์ ข่าวลือแพร่กระจายรวดเร็วเกี่ยวกับชายคนนี้ ที่ถึงขั้นปฏิเสธข้อเสนอจากหัวหน้าแผนก ข้อเสนอที่แทบไม่มีใครจะกล้าปฏิเสธ
เขาอยากรู้ให้ได้ ว่าคนบ้าที่กล้าปฏิเสธข้อเสนอระดับนั้น เพื่อแลกกับการพัฒนาแค่ “เกม” …มันเป็นคนแบบไหนกันแน่
แต่สิ่งที่มากกว่านั้น…คือ “ไคล์”
ความสัมพันธ์ระหว่างเทอร์แรนซ์กับไคล์ลึกซึ้ง ทั้งคู่เริ่มต้นพร้อมกันในปีเดียวกัน แต่ตอนนี้กลับยืนอยู่คนละโลก ไคล์พุ่งทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งราวกับดาวตก ในเวลาเพียงสองปีสามารถไต่ไปถึง ลำดับที่สี่ ขณะที่เขายังติดแหง็กอยู่แค่ ลำดับที่สอง
เขายังนึกไปถึงตอนที่อีกฝ่ายสามารถผ่านการทดสอบแรกได้ง่ายดายและรวดเร็วแค่ไหน
ยิ่งคิด…ความขุ่นเคืองก็ยิ่งก่อตัว
เขาเหมือนไคล์ไม่มีผิด
ชายที่เต็มไปด้วย “โชค”
“ลองมาดูกันสิ ว่าเกมนี้มันดีแค่ไหน”
เทอร์แรนซ์กดปุ่มเพลย์ลงไปโดยไม่ลังเล หน้าจอค่อย ๆ ดับวูบกลายเป็นสีดำสนิท
“เอ๋…?”
“ค้างไปแล้วหรือเปล่า?”
ความมืดมิดยังคงปกคลุมหน้าจอนานกว่าที่ใครคาดคิด จนทุกคนเริ่มหงุดหงิด แต่แล้วตัวอักษรก็เริ่มปรากฏขึ้น
‘นี่เป็นปีที่สามแล้วที่ฉันทำงานอยู่ในบริษัท แต่ละวันเต็มไปด้วยความกดดัน ฉันแทบไม่ได้หลับเลยสักคืน ร่างกายเหนื่อยล้าจนเริ่มรู้สึกเหมือนหูแว่วทุกครั้งที่ออกจากออฟฟิศ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันยังคงมีสติอยู่ได้คือเครื่องเพลย์บ็อกซ์…มีเพียงตอนที่ฉันเล่นมันเท่านั้น ที่ฉันรู้สึกปลอดภัย’
“อินโทรงั้นเหรอ?”
“…ใช่”
เทอร์แรนซ์พยักหน้า มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างขบขัน
เขามองทะลุเจตนาของเซธออกทันที นี่คือการสร้างจุดยึดทางจิตวิทยาเป็นเหมือนตะขอเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ดึงผู้เล่นให้จมลึกลงไปในเกม ปลูกเมล็ดบางอย่างไว้ในใจ แล้วปล่อยให้มันเติบโตไปพร้อมกับการดำเนินเรื่อง
แต่ในสายตาเทอร์แรนซ์ นี่คือ “ลูกเล่นราคาถูก” เท่านั้น
อีกบรรทัดปรากฏขึ้น
‘…ฉันหวังว่านี่จะเป็นเพียงความเหนื่อยล้าเท่านั้น แต่ฉันก็ได้ยินข่าวลือว่า มีคนในแผนกไอทีฆ่าตัวตายเพราะถูกงานโถมเกินไป ฉันไม่อยากลงเอยแบบนั้นเลย’
หน้าจอกระพริบถี่ ๆ คล้ายดวงตาที่กำลังจะปิดเพราะความง่วง ก่อนจะนิ่งสนิท แล้วภาพค่อย ๆ ชัดขึ้น เผยให้เห็นออฟฟิศเก่าโทรม แสงสลัวขับเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่ทรุดโทรมและโทนสีหม่น ๆ จนบรรยากาศชวนอึดอัดตั้งแต่แรกเห็น
“นี่คือกราฟิกงั้นเหรอ?”
“…น่าจะใช่”
ทุกคนหันมามองหน้ากัน
จะบรรยายกราฟิกนี้ยังไงดี
“เขาทำเกมคนเดียวทั้งเกมนะ”
“…งั้นก็ไม่เลวเลย สำหรับงานของคน ๆ เดียว”
กราฟิกนั้นยากจะอธิบาย มันถูกเคลือบด้วยฟิลเตอร์เกรน ๆ คล้ายภาพจากเทปวีเอชเอส ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองผ่านเลนส์กล้องแคมคอร์เดอร์เก่า สีสันซีดหม่นกลมกลืนกับบรรยากาศออฟฟิศได้อย่างพอดี ภาพดูเหมือนจริง…แต่ก็แฝงความรู้สึก “ผิดเพี้ยน” ไปพร้อมกัน
รายละเอียดในห้องไม่มากนัก ทุกอย่างเรียบง่ายจนแทบดูน่าเบื่อ
และถึงอย่างนั้น…
บรรยากาศกลับแผ่ความอึดอัดเย็นเยียบออกมา กดทับจิตใจด้วยความรู้สึกขนลุกแปลก ๆ ที่แทรกซึมเข้ามาตั้งแต่วินาทีแรก
ฟลิก…ฟลิก…
ไฟด้านบนกระพริบวูบวาบ พร้อมกับตัวละครที่หาวเสียงดัง ก่อนเหยียดยืดร่างกาย
‘…ถึงเวลาแล้ว ฉันควรกลับบ้านได้สักที’
ตัวหนังสือปรากฏบนจอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนภาพตัดเข้าสู่มุมมองบุคคลที่สาม ร่างหนึ่งในเสื้อสูทสีดำยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่า ๆ มือหนึ่งถือถุงสีน้ำตาล อีกมือกำเครื่องเล่น MP3 ขนาดเล็ก
บนจอมีภาพไอคอนเล็ก ๆ พร้อมคำสั่งควบคุม
◆ W — เดินหน้า
◆ D — เคลื่อนที่
◆ คลิกขวา — เปิดเพลง
◆ Shift — วิ่ง
[คลิกซ้ายเพื่อเล่นต่อ]
คำสั่งควบคุมนั้นพื้นฐานจนเกินไป เมื่อเห็นดังนั้น เทอร์แรนซ์ก็เลิกคิ้วขึ้น
“ง่ายแค่นี้เอง?”
ความคาดหวังที่ต่ำอยู่แล้วของเขาตกฮวบลงไปอีก
เขาไม่รอช้า กดคลิกซ้ายทันที
ภาพบนจอเปลี่ยนจากออฟฟิศเข้าสู่โถงทางเดินยาวว่างเปล่าในพริบตา
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที
“เดี๋ยวนะ…นี่มัน..?”
“…จะบ้าหรือ”
ถึงจะมีรายละเอียดเล็กน้อยต่างไป แต่ทุกคนก็จำได้ทันที นี่คือแบบเดียวกับการทดสอบของรุคกี้ไม่มีผิดเพี้ยน!
เทอร์แรนซ์ระเบิดหัวเราะออกมาในทันที
‘จริงจังเหรอ? นี่น่ะเหรอจะมาทำให้ฉันกลัว?’
เขาจำได้ดีถึงตอนที่ตัวเองเคยเข้าร่วมการทดสอบนั้นและเคลียร์มันได้สบาย ๆ ตอนนั้นยังไม่กลัว แล้วนี่…เขาจะต้องมากลัวอะไรจากเกมแบบนี้งั้นเหรอ?
‘ง่ายชะมัด’
เขากดปุ่ม W บังคับตัวละครเดินไปตามโถง เสียงฝีเท้าดังสะท้อนเบา ๆ จากลำโพง
เมื่อเลี้ยวมุมหนึ่งไปก็พบกับทางเดินยาวอีกเส้น
“เหมือนทดสอบรุคกี้เป๊ะเลย” ใครบางคนกระซิบ
เพราะคุ้นเคยกันดีแล้ว ทั้งเทอร์แรนซ์และเหล่ารุคกี้จึงไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจ มีเพียงส่ายหัวน้อย ๆ
นี่แทบจะเป็นการก็อปปี้การทดสอบมาทั้งดุ้น
“คิดว่าไฟจะดับตอนไหน?”
“…เดี๋ยวก็คงดับแหละ”
พวกเขาตั้งตารอ
ขณะที่รุคกี้คุยกันเสียงแผ่วอยู่ด้านหลัง เทอร์แรนซ์ก็กดเดินลึกเข้าไปในทางเดินเรื่อย ๆ เขาแทบจะคาดเดาได้เลยว่า อีกไม่นานไฟคงต้องกระพริบดับเหมือนตอนการทดสอบ
ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น
แทนที่จะดับ ตัวละครกลับหยิบเครื่องเล่น MP3 ออกมา แล้วเปิดมันขึ้น
เสียง “ตุบ” เบา ๆ ดังลอดออกมา เสียงเบสต่ำหนักและช้าราวกับจังหวะหัวใจ ตามด้วยเสียงเปียโนที่ค่อย ๆ ไหลรินทับลงมาอบอุ่นและนุ่มนวล
เสียงดนตรีดึงดูดความสนใจของทุกคนทันที
“…เพลงอะไรกันเนี่ย?”
“ก็…เพราะดีเหมือนกันนะ”
ยิ่งฟัง ดนตรีก็ยิ่งทำให้บรรยากาศสงบลง ราวกับคลื่นอุ่นซัดเข้ามาในหัวใจ มันช่างน่าฟังจนทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย และแม้แต่เทอร์แรนซ์เอง เมื่อเสียงไหลเข้าหู ความคิดในใจก็ค่อย ๆ คลายลง
‘นี่มันควรจะน่ากลัวงั้นเหรอ? แต่ทำไมฉันกลับรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า’
เขากะพริบตาช้า ๆ จิตใจเริ่มนิ่งสงบลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งนึกขึ้นได้ถึงเป้าหมายของตัวเอง จึงกดเดินต่อ
ตอนนี้เขาแทบไม่คิดอะไรกับเกมอีกแล้ว สิ่งเดียวที่อยากทำคือเล่นให้จบ ขณะปล่อยให้เสียงทำนองนั้นไหลผ่านหู
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นจุดเด่นเพียงอย่างเดียวของเกมนี้
ซี๊งงง!!..
เมื่อดนตรีดังต่อเนื่อง จิตใจของเทอร์แรนซ์ก็ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงสงบมากขึ้น ร่างกายจมลึกลงในเก้าอี้ ปลายนิ้วยังคงกดค้างอยู่บนปุ่ม W อย่างมั่นคง และในตอนนี้ เขาและรุคกี้ทั้งหลายก็ได้แต่นั่งรอว่าไฟในเกมจะดับลงเมื่อไหร่
แต่ไม่มีใครสังเกตเลยว่า…ช้า ๆ อย่างไม่รู้ตัว
ทุกคนต่างโน้มตัวเข้าหาหน้าจอทีละน้อย
เสียงพัดลมคอมดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ
และพวกเขาทุกคน…กลับยืนนิ่ง จ้องมองภาพตัวละครที่กำลังเดินอยู่ตรงหน้า ลืมเลือนแม้แต่สถานการณ์รอบตัว ราวกับตกอยู่ในภวังค์ต้องมนตร์
จนกระทั่ง
แปะ!
ไฟดับลง หน้าจอทั้งบานพลันมืดสนิท
เสียงดนตรีเงียบหายไปในพริบตา เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ดังลอดออกมาจากลำโพง
“ฮ่า… ฮ่า…”
...การเปลี่ยนแปลงนั้นฉับพลันและไม่ทันตั้งตัว ทำให้ทุกคนสะดุ้งเฮือกโดยไม่รู้ตัว
กว่าที่พวกเขาจะรู้สึกตัว ร่างกายก็เกร็งแน่น ดวงตาจ้องเขม็งไปยังหน้าจอมืดสนิทอย่างไม่กะพริบ
“ฮ่า… ฮ่า…”
เสียงหอบหายใจดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเป็นเสียงของตัวละครที่พวกเขากำลังบังคับอยู่ เสียงนั้นสะท้อนก้องออกมาจากลำโพง นักหน่วง ชัดเจน
แต่ที่น่าขนลุกกว่านั้นคือ…
เสียงหายใจของพวกเขาเองในตอนนี้
กลับสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกับมันโดยไม่รู้ตัว