เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 พัฒนาเกม [3]

บทที่ 21 พัฒนาเกม [3]

บทที่ 21 พัฒนาเกม [3]


“แล้ว… นายคิดยังไง?”

เราหยุดอยู่หน้าห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ฉันมองไปยังพื้นที่ที่แทบจะวางได้แค่โต๊ะกับเก้าอี้เพียงตัวเดียว ก่อนจะหันไปมองไคล์

“นี่น่ะเหรอที่นายเรียกว่าออฟฟิศ?”

“…..”

ใบหน้าของไคล์กระตุกเล็กน้อยก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น พร้อมยกกำปั้นขึ้นปิดปากแล้วไอเบา ๆ

“ก็… ช่วงนี้ฉันอาจจะทำผลงานได้ดีอยู่ แต่ในเมื่อ นายไม่ได้เป็นสมาชิกของกิลด์อย่างเป็นทางการ นี่คือสิ่งที่ฉันพอจะทำได้ดีที่สุดแล้วล่ะ และมันก็ไม่ใช่ว่าสถานที่นี่จะเลวร้ายอะไรนะ ถึงจะเล็ก แต่ก็เป็นสัดส่วนดี นายจะได้ทำงานเกมของนายได้โดยไม่มีอะไรมารบกวน”

“…ก็จริง”

ฉันมองพรมสีเทาด้านล่างกับหลอดไฟที่กระพริบอยู่ด้านบน ส่องแสงสลัว ๆ ไปทั่วห้อง ไม่มีหน้าต่าง ส่วนโต๊ะไม้ก็ดูเก่า ๆ หน่อย

นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนห้องเก็บของภารโรงมากกว่าออฟฟิศซะอีก

แต่ก็อีกนั่นแหละ ฉันจะไปบ่นอะไรได้?

“ที่นี่ก็โอเค”

ฉันนั่งลงบนเก้าอี้แล้วหยิบแล็ปท็อปออกมาจากกระเป๋า

เวลาไม่เคยรอใคร ฉันต้องเริ่มโปรเจ็กต์ของตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

ฉันนึกขึ้นได้ถึงบางเรื่อง

“เรื่องที่..”

“นายไม่รู้จริง ๆ เหรอ?”

“อะไรนะ..?”

“...เรื่องที่เกิดกับโซอี้น่ะ”

เรื่องที่เกิดกับโซอี้? เธอเกิดเรื่องอะไรขึ้น? หรือว่าเขาหมายถึงเรื่องในอดีตของเธอ?

“เฮ้อ”

ไคล์ถอนหายใจ เหมือนจะรู้ว่าฉันกำลังสับสน

“รู้จักนิสัยที่บางทีนายก็ไม่ค่อยทันโลกของตัวเองดี ฉันว่านายคงไม่รู้แน่ ๆ”

“ไม่รู้อะไร?”

เขากำลังพูดเรื่องบ้าอะไรของเขาเนี่ย?

เดี๋ยวนะ...

“โซอี้...”

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวฉันทันที

“...พ่อแม่เธอตายแล้ว”

คำพูดของไคล์ทำให้ฉันเหมือนถูกดึงคำออกจากปาก ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและรีบค้นหาข่าวที่เกี่ยวข้อง ไม่นานก็เจอหลายบทความที่เกี่ยวข้อง

[ด่วน : โศกนาฏกรรมสั่นคลอน บริษัทเทอร์ลิน : ประธานบริษัทและครอบครัวหายสาบสูญหลังเกิดอุบัติเหตุบนเกาะ ลูกสาวรอดชีวิต]

<8 ข่าว> ….[บริษัทเทอร์ลิน เผชิญวิกฤตเสี่ยงล่มสลาย]

ฉันหลับตาลงหลังจากอ่านเพียงสองพาดหัวแรก

‘ให้ตายสิ’

ฉันแทบไม่รู้สึกแปลกใจแล้วด้วยซ้ำ จริง ๆ ฉันควรเดาได้ตั้งแต่แรก ว่าไม่มีอะไรการันตีได้ว่าฉากหลังของตัวละครที่หลุดเข้ามาในโลกนี้จะต้องเหมือนในเกมเป๊ะ ๆ

“ก็อย่างที่คิด นายไม่รู้จริง ๆ”

ฉันละสายตาจากโทรศัพท์แล้วมองไปที่ไคล์ เขาถอนหายใจอีกครั้ง

“ฉันบอกเธอแล้วว่านายคงไม่รู้ แต่ถ้าให้ดี นายควรเคลียร์ความเข้าใจกับเธอเอง”

“ไม่มีทางที่เธอ…”

ฉันหยุดพูดกลางประโยค ก่อนที่จะเผลอพูดว่า ‘ไม่มีทางที่เธอจะรับคำขอโทษของฉัน’ ออกมา

“หือ? นายว่าอะไรนะ?”

“อ่า เปล่า ไม่มีอะไร เดี๋ยวฉันจะหาโอกาสทำ”

“โอเค”

ไคล์พยักหน้าอย่างโล่งใจ

“ฉันไม่ได้ขอให้นายไปสนิทกับเธอหรอกนะ แต่เธอค่อนข้างมีชื่อเสียงในที่นี่ นายอาจจะไม่มีปัญหากับฉัน แต่ก็ไม่ควรไปมีเรื่องกับเธอ”

“..อ๋อ”

มุมปากฉันกระตุก

ฉันรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว รู้ดีกว่าใครด้วยซ้ำว่าเธอเป็นพวกขี้แค้นจริง ๆ ขี้แค้นจนบางทียังสงสัยว่าทีมออกแบบตอนสร้างเกมคิดอะไรอยู่

แต่ก็ต้องยอมรับว่าบุคลิกของเธอได้รับความนิยมจากผู้เล่นอยู่ไม่น้อย ส่วนที่เกมเจ๊งเพราะตอนจบนั่นแหละตัวการ

“งั้นถ้านายเข้าใจแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะ”

ไคล์ดูเวลาที่ข้อมือ

“ฉันต้องไปทำงานต่อ เจอกันทีหลัง”

“อืม…”

ไคล์เดินไปที่ประตู แต่ก่อนจะเปิด เขาก็หันกลับมามองฉันด้วยสีหน้ากังวล

“อีกเรื่องหนึ่ง”

“อะไรเหรอ?”

“....นายน่ะ ควรไปนอนซะบ้าง”

“หา?”

เขาเปิดประตูแล้วส่ายหัว

“ตอนนี้นายดูเหมือนศพเดินได้เลย”

แกร๊ก!

เสียงประตูปิดลงทันทีที่เขาเดินออกไป ฉันนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ยังงงกับสิ่งที่เขาหมายถึง จนกระทั่งเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนในจอคอมพิวเตอร์ และเห็นถุงใต้ตาดำคล้ำของตัวเอง

‘เออ ก็ไม่ผิดแฮะ…’

“โธ่เว้ย!”

แล้วจู่ ๆ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องอยากถามเขา

เรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่หลุดเข้ามาในโลกมนุษย์ เขาเคยบอกว่าพวกนั้นต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อปรับตัว มันใช้ได้กับทุกตัวหรือเปล่านะ?

“ช่างเหอะ เดี๋ยวค่อยถามทีหลัง”

ฉันยังมีเวลาเหลืออยู่

ตอนนี้สิ่งสำคัญคือเริ่มสร้างเกมให้ได้ก่อน

“เอาล่ะ…”

ฉันบูตเครื่องแล็ปท็อป เอนหลังพิงเก้าอี้แล้วถอนหายใจ

“...แล้วฉันจะเริ่มยังไงดีล่ะเนี่ย?”

ทันทีที่ไคล์ก้าวออกจาก “ห้องทำงาน” คับแคบที่เขาเพิ่งพาเซธไป เขาก็มาหยุดอยู่มุมหนึ่งของห้องกว้างซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนหลายสิบคนเดินไปมา ท่ามกลางพื้นที่ที่กั้นเป็นคูบิกเคิล บางคนก้มหน้าขีดเขียนรายงานบนโต๊ะอย่างจริงจัง

แม้ภาพตรงหน้าจะดูแปลกตา แต่นี่คือแผนกสายลับภาคสนาม

พูดอีกอย่างก็คือ นี่คือพื้นที่ของเหล่าคนที่ทำหน้าที่เข้าไปในเกท(ประตูมิติ)

เพราะลักษณะงานต้องอาศัยการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างหนัก พวกเขาส่วนใหญ่จึงใช้เวลาส่วนมากในการสืบสวนเกทและอ่านรายงาน มากกว่าจะเข้าเกทไปเผชิญหน้ากับสิ่งผิดปกติหรือวัตถุต้องสาปโดยตรง

นั่นจึงเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมบรรยากาศถึงเหมือนออฟฟิศทั่วไป

“ไคล์”

ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาไคล์ เขาสูงพอ ๆ กับไคล์ ใบหน้าเป็นคนเอเชีย ผมตัดสั้นเรียบร้อย และมีไฝอยู่ข้างคาง

เทอร์แรนซ์ หลี่ เดินมาใกล้ไคล์ ก่อนจะหยุดมองบานประตูเล็กข้างตัวไคล์ คิ้วเขายกขึ้นเล็กน้อย

“คนที่นายพามาอยู่ในนั้นเหรอ?”

“...ใช่”

เมื่อเทอร์แรนซ์ถามถึงเซธ ไคล์ก็เกร็งไปเล็กน้อย ถึงทั้งคู่จะสนิทกันเพราะอยู่หน่วยเดียวกันคือทีมเดลต้า แต่คำถามนี้ก็ทำให้เขาระแวงขึ้นนิดหน่อย

ทว่าเทอร์แรนซ์กลับหัวเราะเบา ๆ แทน

“ฉันยังแปลกใจอยู่ว่านายกล่อมให้หัวหน้าทีมงก ๆ คนนั้นยอมให้ห้องนี้มาได้ไง แต่คิดอีกที มันก็เคยเป็นห้องสูบบุหรี่มาก่อนนี่นะ ก็คงพอเข้าใจได้”

“พูดเหมือนมันง่ายเลยนะ”

ไคล์ยิ้มแห้ง มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ กว่าที่เขาจะทำให้หัวหน้าทีมยอมให้ห้องนี้มาได้

หัวหน้าทีมของพวกเขา... จะมีคนที่โลภได้ขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ?

“ช่างมันเถอะ ฉันได้ยินข่าวลือหลายอย่างเกี่ยวกับคนที่นายพามา”

“ได้ยินเหรอ?”

จากที่แปลกใจในตอนแรก ไคล์ก็กลับมาตั้งสติ ตอนนี้คงเกือบทุกคนแล้วที่ได้ยินเรื่องที่เซธทำ

ไคล์มั่นใจว่าภายในองค์กรทุกคนต้องรู้เรื่องนี้แล้ว

สิ่งที่เซธทำมันน่าทึ่งมาก การทำลายสถิติใหม่ในการทดสอบมือใหม่ แถมยังทำด้วยวิธีที่ไม่เคยมีมาก่อน และโดยไม่มีพลังพิเศษ มันย่อมเป็นข่าวดัง ไม่มีทางที่มันจะไม่แพร่ไปทั่ว

“แน่นอนสิ เหล่ามือใหม่เอาแต่พูดถึงเขา”

“โอ้...?”

ไคล์เริ่มสนใจขึ้นมา

“แล้วพวกเขาพูดว่าไงบ้าง?”

“....ว่ามันเป็นเพราะโชค”

สีหน้าของไคล์แข็งค้างทันทีที่ได้ยิน

“โชค? หมายความว่า..”

“เอาน่าไคล์ อย่าบอกนะว่านายไม่คิดว่าเขาแค่ดวงดีล่ะ?”

เทอร์แรนซ์มองไคล์ด้วยแววตาประหลาด ก่อนจะเหลือบไปทางประตูห้องของเซธ ไคล์รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...

“ฉันไม่คิดแบบนั้น”

เขาส่ายหัว

ไม่มีทางที่มันจะเป็นแค่โชค เขาอยู่ที่นั่นและได้ฟังคำอธิบายของเซธกับหูตัวเอง

เขา…

“ดูจากสีหน้าของนาย ฉันเดาว่านายเชื่อจริง ๆ ว่าไม่ใช่แค่โชค”

ก็เพราะมันไม่ใช่...

ไคล์ฝืนยิ้ม

เมื่อเห็นเขาเป็นแบบนั้น เทอร์แรนซ์ก็ไหวไหล่เปลี่ยนเรื่อง

“ว่าแต่นายบอกว่าเขาเป็นนักพัฒนาเกม?”

“ใช่”

“...แล้วเขามาที่นี่เพื่อหาข้อมูลไปทำเกม?”

“ประมาณนั้น”

ไคล์พยักหน้า ทำให้สายตาของเทอร์แรนซ์ดูแปลกขึ้นกว่าเดิม เขามองไปทางห้องของเซธแล้วถอนหายใจ

“ฉันได้ยินมาว่าเขาได้รับข้อเสนอจากหัวหน้าแผนกนะ ควรจะรับไว้สิ”

ไคล์ขมวดคิ้ว

“ทำไมล่ะ?”

“จะทำไมอีกล่ะ?”

เทอร์แรนซ์มองเขาเหมือนจะบอกว่า ‘นี่ต้องให้ฉันพูดจริง ๆ เหรอ?’

“...ก็เพราะทุกวันนี้เกมสยองขวัญมันเจ๊งกันเกือบหมดแล้ว ไม่มีใครกลัวพวกนั้นอีกต่อไปแล้วน่ะสิ เอาจริง ๆ เราเจออะไรที่น่ากลัวกว่านั้นเยอะ”

“ไม่ แต่ว่า...”

ไคล์อยากเถียง แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะสิ่งที่เทอร์แรนซ์พูดมันก็มีเหตุผล และเขาเองก็ยอมรับอยู่ลึก ๆ

ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเชื่อในตัวเซธ ว่าอีกฝ่ายสามารถสร้างเกมดี ๆ ได้แน่

“เพื่อนนายน่ะกำลังเดินเข้าสู่ทางตัน นายควรคุยกับเขาให้รับข้อเสนอก่อนจะสายเกินไป”

“.....”

ไคล์เม้มปาก กำลังจะส่ายหัว แต่เทอร์แรนซ์ยกมือขึ้นหยุดเขา

“เอางี้ดีไหม?”

เขามองไปทางห้องของเซธ

“เรียกฉันมาเลยตอนที่เพื่อนนายทำเกมเสร็จ ฉันจะเป็นคนทดสอบเบต้าให้เอง”

“อะไรนะ นั่นมัน…”

“ทำไมล่ะ? หรือว่านายไม่เชื่อในเพื่อนตัวเอง?”

จบบทที่ บทที่ 21 พัฒนาเกม [3]

คัดลอกลิงก์แล้ว