- หน้าแรก
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ เกมของฉันไม่น่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ นะ
- บทที่ 14 วันปฐมนิเทศ [4]
บทที่ 14 วันปฐมนิเทศ [4]
บทที่ 14 วันปฐมนิเทศ [4]
“อย่าเฉื่อยชา?”
ยิ่งเราเดินห่างจากห้องประชุมไปตามหลังหัวหน้าแผนกลงสู่ชั้น -4 คำพูดนั้นก็ยิ่งฝังลึกลงในความคิดของฉัน
‘เขาก็พูดมีเหตุผลนะ การปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อจะยิ่งทำให้สถานการณ์ลำบากขึ้น ฉันควรบอกไคล์เกี่ยวกับสถานการณ์ของฉันตอนนี้ เพื่อที่จะได้จัดการมันก่อนที่มันจะแข็งแกร่งเกินไป’
ฉันพยายามเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ถึงไคล์
แต่ก่อนที่ฉันจะทำได้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดฉัน
“เฮ้”
ฉันหันไปมอง เห็นไมลส์ยิ้มจนลักยิ้มชัดเจน
"อ้าว เฮ้"
เขาเหลือบมองไปทางหัวหน้าแผนกที่อยู่ด้านหน้าเรา
"ว่าไง... คิดยังไงกับเมื่อกี้?"
"หมายถึงการบรรยาย หรือหมายถึงตัวหัวหน้าแผนก?"
"…ทั้งคู่"
ฉันหยุดคิดไปครู่หนึ่ง เขาก็หยุดเช่นกัน
แล้วเราทั้งคู่ก็หลุดหัวเราะเบา ๆ ราวกับเข้าใจความคิดของกันและกันโดยไม่ต้องพูด
"ฉันไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนที่มาบริหารงานที่นี่"
"นั่นสิ"
ไมลส์ยกมือปิดปาก พลางเหลือบมองรอบ ๆ
"ที่นี่ดูธรรมดากว่าที่คิดไว้เยอะเลย"
"อ๋อ ใช่"
ฉันเหลือบมองรอบตัว ตอนนี้เรากำลังเดินไปตามระเบียงยาวสีขาว มีไฟสีขาวกระพริบอยู่ด้านบน ผู้คนในชุดขาวเดินสวนเราไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง พวกเขาถือสมุดบันทึกและกำลังจดอะไรบางอย่าง
"ฉันเคยได้ยินมาว่าชั้นสี่ลงไปคือที่เก็บเกทใช่ไหม?"
"ไม่เชิง"
ไมลส์ส่ายหัว
"ชั้นสี่คือแผนกกักกัน เป็นที่ที่เก็บวัตถุและสิ่งมีชีวิตวิปลาสส่วนใหญ่เอาไว้"
"อ๋อ"
ฟังดูสมเหตุสมผลดี
และมันก็น่าจะอธิบายได้ว่าทำไมถึงมีคนใส่ชุดขาวเยอะขนาดนี้ พวกเขาน่าจะเป็นนักวิจัยกันทั้งนั้น
นั่นทำให้ฉันคิดอีกอย่างขึ้นมา
"งั้นนายจะไม่ได้เข้าไปในเกทเหรอ?"
"ไม่หรอก พวกเรายังไม่พร้อม เราเพิ่งเป็นหน้าใหม่"
"อ๋อ งั้นเหรอ"
ก็ฟังดูสมเหตุสมผลอีกนั่นแหละ
"มีโอกาสสูงว่าพวกเราจะถูกทดสอบด้วยหนึ่งในวัตถุที่ถูกกักกัน… หรือไม่ก็ถูกโยนเข้าไปในสถานการณ์จำลองโดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย ฉันคิดว่ามันคงไม่อันตรายหรอกนะ เพราะนี่เป็นวันแรกของพวกเรา"
ฉันนิ่งคิดครู่หนึ่ง พลางมองหัวหน้าแผนกที่อยู่ไกลออกไป
แต่ฉันไม่ค่อยมั่นใจนัก…
"ถึงแล้ว"
หัวหน้าแผนกหยุดอยู่หน้าประตูโลหะขนาดใหญ่ เขาสแกนบัตรประจำตัว และด้วยเสียงฟู่เบา ๆ ประตูก็เลื่อนออก เผยให้เห็นห้องสีขาวขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์หลากชนิดและจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ติดกับผนัง ด้านในสุดมีประตูโลหะอีกบานที่เหมือนกันทุกประการ
"ทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม เราจะเริ่มกันเร็ว ๆ นี้ จะไปฉี่ ไปขี้ หรือไปซ้อมท่ากระทืบอะไรก็ไปซะ ฉันไม่สน แค่เตรียมให้พร้อมก็พอ"
เขาหาวออกก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ข้างจอมอนิเตอร์ เลื่อนตัวไปไม่กี่เมตรแล้วใช้ส้นเท้าตะกุยพื้นเพื่อไถตัวกลับมา
ฉันมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะรู้สึกมีมือตบเบา ๆ ที่ไหล่
เป็นไมลส์
"งั้น… ฉันไปเตรียมตัวก่อน"
รอยยิ้มเขาดูฝืน ๆ ขณะที่เขากำบัตรประจำตัวไว้แน่น
“ว่าแต่นาย… มาอยู่ที่นี่เพื่อสังเกตการณ์ หมายความว่านายจะไม่เข้าร่วมการทดสอบใช่ไหม?”
“…ใช่”
“อ้อ”
รอยยิ้มของเขาดูฝืนกว่าเดิม
“ก็ดีแล้ว” เขาพูด
ฉันมองเขาแล้วก็รู้สึกสงสารอยู่นิด ๆ
ได้แต่พูดให้กำลังใจแบบขอไปที ก่อนจะหามุมเงียบ ๆ นั่งแล้วไถลตัวลงไปนั่งกับพื้น
ฉันหยิบแล็ปท็อปออกมาจากกระเป๋า
ระหว่างที่แอปกำลังโหลดขึ้นมา เงาหนึ่งก็มาบังฉัน
“นี่ นายจะนั่งตรงนี้ดูคนอื่นทำการทดสอบอย่างเดียวเหรอ?”
“หืม?”
ฉันเงยหน้าขึ้น เห็นไคล์ยืนมองลงมา บัตรประจำตัวที่คล้องคอเขาแกว่งไปมา จนปลายบัตรกระแทกหน้าผากฉัน
“จริงจังป่ะเนี่ย…?”
“ขอโทษ”
เขาดึงบัตรกลับไป แล้วหันไปมองด้านหลัง
“หัวหน้าแผนกบอกว่านายจะเข้าร่วมทดสอบก็ได้นะถ้าสนใจ มันค่อนข้างง่าย นายไม่ตายหรอกแต่ฉันไม่รับปากนะว่าจะไม่เจ็บตัว”
“นายต้องฝึกพูดชวนคนให้ดีกว่านี้นะ บอกว่าจะไม่รับปากว่าไม่เจ็บเนี่ย? ฉันยิ่งไม่อยากทำเลย”
“ฉันพูดเพราะรู้ว่านายจะไม่ทำ”
“ก็ดีแล้วที่รู้นะ”
ฉันก้มลงมองแล็ปท็อป สายตาจับจ้องที่แอปที่ใกล้จะโหลดเสร็จ ระหว่างมองแถบความคืบหน้าที่ค่อย ๆ ขยับ ความคิดก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
“อ้อ จริงสิ ฉันมีเรื่องจะบอกนาย”
ฉันเอ่ยขึ้น สีหน้าจริงจัง
ไคล์เลิกคิ้วสงสัยเมื่อเห็นน้ำเสียงและสีหน้าที่เปลี่ยนไปของฉัน
“อะไรเหรอ?”
“มันคือ..”
ติ๊ง!
พูดไปได้ครึ่งประโยค แล็ปท็อปก็สั่น ฉันชะงักไป
หัวใจฉันบีบรัดขณะที่ค่อย ๆ ก้มลงมองหน้าจอ
“อะไร?”
ไคล์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นปฏิกิริยาของฉัน แต่ฉันไม่สนใจ ยังคงจ้องข้อความบนหน้าจออย่างเคร่งเครียด
มันเป็นเพียงข้อความเดียว แต่ก็ทำให้หัวใจฉันจมดิ่งลงทันที
[คุณต้องไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม]
“นายทำตัวแปลก ๆ นะ ทำไมไม่ตอบฉัน?”
ฉันยังคงเมินเขาแล้วพิมพ์ข้อความลงในแอปพลิเคชัน
ถ้าฉันทำล่ะ?
พอกดส่ง หัวใจก็บีบรัดยิ่งกว่าเดิม และไม่นานข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้น
[คุณจะตาย]
ฉันสูดลมหายใจเย็นเยียบ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองไคล์
“…นายโอเคไหม?”
เขามองฉันด้วยสายตาเป็นห่วงจริง ๆ
ฉันหันไปมองกลุ่มพนักงานใหม่ที่รอทำการทดสอบ
โดยไม่รู้แน่ชัดว่าทำไม ปากฉันก็ขยับพูดออกไปว่า
“การทดสอบ… ฉันขอเข้าร่วมด้วยได้ไหม?”
“หา?”
ไคล์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้าง
“เดี๋ยวนะ จริงดิ? นายเนี่ยนะ? ฉันนึกว่านายกลัวอะไรพวกนี้ซะอีก ทำไมอยู่ ๆ ถึง..”
“…อย่าเป็นพวกเฉื่อยชา”
ฉันพึมพำคำพูดของหัวหน้าแผนกกลับไป พลางเก็บแล็ปท็อปใส่กระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืน
หลังจากการโต้ตอบสั้น ๆ กับระบบเมื่อครู่ ก็มีบางอย่างชัดเจนขึ้นมาทันทีในใจฉัน
“ฉันจะนิ่งเฉยไม่ได้”
เพราะการนิ่งเฉย หมายถึงการไม่เตรียมพร้อม
มันชัดเจนมากว่า ไม่ว่าระบบนี่มันจะเป็นอะไรก็ตาม มันไม่ใช่เพื่อนของฉัน
ฉันไม่สามารถนั่งรอแล้วปล่อยให้มันเป็นฝ่ายกำหนดการกระทำของฉันได้
ฉันต้องเป็นฝ่ายรุก และหาทางรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง แม้ว่ามันจะถูกโยนใส่ฉันแบบไม่ทันตั้งตัวจากระบบก็ตาม
คนเดียวที่ฉันพึ่งพาได้… คือฉันเอง
และระบบก็เพิ่งย้ำเรื่องนี้ให้ฉันรู้เมื่อกี้นี้
“เดี๋ยวนะ อะไรนะ… ฉัน”
ไคล์กระพริบตาปริบ ๆ มองฉัน ปากขยับจะพูดแต่ก็หยุดไป ฉันไม่สนใจ เดินผ่านเขามุ่งตรงไปยังกลุ่มคนที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งกำลังทยอยเดินไปที่ประตูเพื่อเข้าไปข้างใน
“เดี๋ยว..”
ไคล์เรียก แต่ฉันไม่สนใจ
หัวหน้าแผนกเหลือบมามองฉันตอนที่ฉันไปต่อแถวด้านหลังพวกเขา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาไม่ได้บอกคำแนะนำอะไรเลย มีแค่บอกให้พวกเราหาทางแก้สถานการณ์กันเอง และถ้าใครอยากยอมแพ้ ก็พูดคำว่า “ฉันขอถอนตัว” แล้วจะถูกส่งออกมาโดยอัตโนมัติ
ฉันหลับตาลงอย่างเงียบ ๆ รอคิวของตัวเอง
ในที่สุดเวลาก็มาถึง และทันทีที่ก้าวเข้าไป โลกก็พลันมืดสนิท
เมื่อสายตากลับมามองเห็นอีกครั้ง ฉันก็เซถอยหลังไปชนผนังด้านหลัง
“…”
ฉันเงยหน้ามอง เห็นไฟเหนือศีรษะกะพริบเป็นจังหวะ
แวบ
มืด
แวบ
สว่าง
แต่ละครั้งกินเวลาประมาณห้าวินาที
ฉันกลั้นหายใจแล้วมองรอบ ๆ พบว่าตัวเองอยู่ในโถงทางเดินแคบและยาว ผนังสีขาวเรียบ ด้านหน้ามีมุมอับที่ทอดเงายาวผิดธรรมชาติ
ความเงียบปกคลุมจนแทบอึดอัด
‘โอเค นายทำได้ นี่น่าจะเป็นสถานการณ์เลเวลต่ำมาก ไม่น่ากลัวเกินไป เป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้’
ก้าว…
เสียงฝีเท้าของฉันดังสะท้อนลั่น ขณะที่เดินไปข้างหน้า
โถงทางเดินดูยาวไม่สิ้นสุด เสียงฝีเท้าดังก้องในหัว ราวกับจังหวะหัวใจของฉันเอง
ก้าว..
ฉันเดินต่อไป แต่ละก้าวหนักขึ้นเรื่อย ๆ ความเงียบยิ่งกระตุ้นประสาทสัมผัส อากาศรอบตัวเย็นยะเยือก พอฉันผ่อนลมหายใจออกมาก็เห็นเป็นไอสีขาวจาง ๆ ลอยออกจากปาก
แต่ฝีเท้าของฉันไม่เคยหยุด
ในที่สุดก็ถึงมุมโค้ง และฉันเลี้ยวไป
แต่…
“…”
อีกด้านกลับเป็นโถงทางเดินแบบเดิมเป๊ะ
ฉันหยุดชั่วครู่แล้วเหลียวหลัง ไม่มีอะไร ไม่มีเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ
แวบ
ไฟกะพริบอีกครั้ง ความมืดกลืนกินทุกอย่าง
หูฉันตื่นตัว ความเงียบยิ่งชัดเจนขึ้น
ฉันเดินต่อ เสียงฝีเท้าดังก้องยาวไกลในความมืด
ก้าว ก้าว
ฉันหยุดลงทันที
มีบางอย่างรู้สึกไม่ชอบมาพากล
แล้วฉันก็ได้ยินมัน…
ก้าว
เสียงฝีเท้า
เสียงฝีเท้าที่… ไม่ใช่ของฉันเอง