- หน้าแรก
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ เกมของฉันไม่น่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ นะ
- บทที่ 3 เจสเตอร์ [2]
บทที่ 3 เจสเตอร์ [2]
บทที่ 3 เจสเตอร์ [2]
อืม…รู้แล้วน่า กำลังอ่านรายงานอยู่เนี่ย ไม่มีแม้แต่บรรทัดเดียวที่พูดถึงตัวตลกเจสเตอร์เลย
เสียงผู้หญิงทุ้มลึกดังลอดออกมาทางวิทยุสื่อสาร
ทันทีที่เธอพูดจบ ความตื่นตระหนกก็ปะทุขึ้นมาทันที
พวกงี่เง่า…อย่าบอกนะว่าพวกมันพลาดเรื่องง่ายๆ แบบนี้?
ใจเย็นก่อน อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้ เจสเตอร์อาจเป็นแค่ตัวแปรก็ได้ ไม่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้ซะหน่อย
แต่ว่า!
เงียบ
เพียงแค่เสียงผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ทุกเสียงก็หยุดลงทันที
สถานการณ์กำลังจะเริ่ม ปล่อยเจสเตอร์ไว้ก่อนก็ได้ แต่อย่างน้อยให้ใครสักคนคอยจับตาดูเอาไว้ ถ้าจำเป็นค่อยลงมือ
รับทราบ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
ทำไมพวกเขาถึงฟังดูเหมือนคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้อยู่แล้ว?
พวกนั้นเป็นใคร? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?
แล้วที่สำคัญที่สุด…ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย?
ความคิดในหัวฉันพลุ่งพล่านด้วยคำถามนับไม่ถ้วน แต่ยังไม่ทันจะเรียบเรียง บรรยากาศในโรงละครก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและกะทันหัน!
“....!?”
เสียงปรบมือหยุดลงอย่างกะทันหัน ความเงียบเข้าครอบงำราวกับมีใครกดปิดสวิตช์ทั้งห้อง และในวินาทีนั้น ศีรษะของผู้ชมทั้งหมดก็หันไปยังเวทีกลางพร้อมกัน ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจะเริ่มต้นขึ้น
วิทยุสื่อสารในมือส่งเสียงซ่าเบาๆ พร้อมเสียงกระซิบแผ่ว
สถานการณ์กำลังเริ่ม เตรียมตัว!
ฟึ่บ!
ในที่สุดม่านเวทีก็ค่อยๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห็นภาพเบื้องหลัง
กลางเวทีมีเปียโนหลังใหญ่ตั้งเด่นอยู่ ผิวเงาวับสะท้อนแสงไฟสปอตไลต์รุนแรงจนแสบตา ทางด้านขวาของเวที มีเก้าอี้สิบสองตัวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
ความเงียบปกคลุมจนรู้สึกอึดอัดผิดธรรมชาติ ราวกับแม้แต่อากาศรอบตัวก็หยุดหายใจไปพร้อมกัน
แอ๊ด...
เสียงเสียดแหลมฉีกทึ้งความเงียบ เมื่อร่างหนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังเวที การเคลื่อนไหวแข็งทื่อ ราวกับกลไกที่ติดขัด
“.....!”
ความรู้สึกจุกแน่นที่ลำคอขึ้นมาทันทีที่ภาพตรงหน้าปรากฏชัดเจน
ในจังหวะเดียวกันนั้น วิทยุสื่อสารก็สั่นอีกครั้ง
มันมาแล้ว เหมือนในรายงานเป๊ะ ระวังตัวให้ดี
ร่างนั้นสวมสูทสีดำตัดเนี้ยบ โบว์ไทคมกริบโผล่พ้นจากลำคอผอมแห้งเกินมนุษย์ มือที่ผอมจนเห็นกระดูกกำไวโอลินแน่น เส้นสายตึงจนสั่นเล็กน้อย
ใบหน้า...ถ้าจะเรียกแบบนั้นได้ ก็ราวกับหลุดออกมาจากฝันร้าย ผิวแห้งกรังตึงติดกระโหลก เข็มโลหะเงาวับปักเย็บปากและเบ้าตาทั้งสองปิดสนิท
มันเดินไปนั่งลงบนหนึ่งในเก้าอี้ ดวงตาที่ถูกเย็บปิดยังคงหันมาทางพวกเราอย่างแน่วแน่
นี่มาอีกตัวแล้ว
ร่างต่อมาคือผู้หญิงในเดรสยาวสีดำสนิท ก้าวเท้าอย่างแข็งกระด้างแต่แฝงความสง่างาม มืออุ้มเชลโล่ที่เนื้อไม้ขัดเงาเป็นประกาย
คอนทราบาสซูน (เครื่องดนตรี)
ทุกตัวที่ตามมามีความน่าขนลุกไม่ต่างกัน การเคลื่อนไหวแม้จะลื่นไหล แต่กลับให้ความรู้สึกผิดปกติ เหมือนหุ่นเชิดที่มองไม่เห็นเชือก
ทุกครั้งที่มีใครนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว อากาศในห้องก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้น จนเมื่อเก้าอี้ทั้งสิบสองตัวถูกจับจองครบ ก็เต็มไปด้วยร่างเหล่านั้น
ความเงียบเกาะกินทั่วทั้งห้อง
จากนั้น วิทยุสื่อสารก็ดังขึ้นอีกครั้ง
วงออเคสตร้าครบแล้ว
อุณหภูมิในห้องลดฮวบจนฉันตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว มือที่กำวิทยุอยู่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
และฉันก็รู้...บางสิ่งที่เลวร้ายกว่านี้กำลังจะมา
….!
เตรียมตัวไว้ วาทยกรกำลังจะออกมา จำที่หน่วยสอดแนมรายงานไว้ให้ดีนะ เพราะทันทีที่มันมาถึง สถานการณ์จริงจะเริ่มต้นขึ้น
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากแห้งผาก
พวกนั้นเป็นใครกัน? ทำไมถึงรู้เรื่องสถานการณ์นี้ละเอียดขนาดนี้? แล้วหน่วยสอดแนมที่ว่าคือใคร?
หรือว่าพวกเขาก็เป็นคนที่ได้รับ “ระบบ” แปลกๆ แบบฉัน?
ถ้าใช่…
จงจับตาดูบทโหมโรงให้ดี ซิมโฟนีแรกจะกินเวลาราวสิบนาที ในช่วงนั้นอารมณ์ของพวกนายอาจถูกดนตรีครอบงำ ต้องต้านให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!
บทโหมโรง? ซิมโฟนีแรก? มัน
มาแล้ว! วาทยกรมาแล้ว!
แอ๊ด!
เสียงไม้ดังลั่น คราวนี้คมและหนักกว่าเดิม!
หัวใจฉันเต้นโครมครามแทบทะลุอก
วาทยกรก้าวออกมา รูปร่างของมันบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ แขนขายาวเกินมนุษย์ ผิวหนังตึงรั้งไปตามกระดูกคมกริบ
ถึงแม้รูปลักษณ์จะน่าสะอิดสะเอียน แต่มันกลับก้าวเดินอย่างสงบเยือกเย็น ราวกับนี่คือที่ของมันโดยแท้จริง
มันหยุดยืนที่แท่น ด้านหน้าเวที ราวกับกำลังสำรวจห้องทั้งห้อง
จากนั้น ค่อยๆ หันศีรษะอย่างเชื่องช้า น่าสยดสยอง
แม้ดวงตาจะถูกเย็บปิดแน่น แต่มัน “มอง” ตรงมาที่พวกเราอย่างแม่นยำ
“...”
ฉันกลืนน้ำลายเงียบๆ มือสั่นเทา
“...”
มันยังคงมองอยู่
“...”
แล้วมันก็ยกมือขึ้น
“....”
และ
ตึ้ง!
เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นทันที
ทุกคน เตรียมตัว! จากนี้ไปบทโหมโรงกำลังจะเริ่ม! ต้องต้านเอาไว้ให้ได้ทุกวิถีทาง!
เสียงผู้หญิงดังขึ้นในวิทยุสื่อสารอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูเร่งรีบและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก จนสีหน้าของคนกลุ่มที่อยู่ตรงหน้าฉันเปลี่ยนไปในทันที
ฉันยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เตรียมใจรับสิ่งที่จะตามมา กัดริมฝีปากแล้วรีบเอามือปิดหู
แต่เปล่าประโยชน์...
เสียงดนตรียังเล็ดลอดเข้ามา
ท่วงทำนองอ่อนโยน คล้ายกระซิบเบาๆ ที่นุ่มนวลจนทำให้หูรู้สึกจั๊กจี้
‘ก็ไม่ได้แย่นี่นา’ ฉันคิดในใจ
จริงๆ แล้ว มันเพราะมากด้วยซ้ำ
เสียงไวโอลินไหลลื่นไปพร้อมกับเสียงทุ้มลึกของเชลโล ประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบในทุกจังหวะ จนฟังแล้วหัวใจสงบลงเหมือนทุกอย่างรอบตัวค่อยๆ เลือนหายไป
ฉันเผลอพยักหน้าตามจังหวะอย่างเคลิบเคลิ้ม
ความเครียดหายไป ความคิดก็จางลงเรื่อยๆ
ร่างกายค่อยๆ จมลงไปในบทเพลง
มันคือสิ่งเดียวที่ฉันคิดถึง มันคือ...
“...!?”
ฉันสะดุ้งลืมตา รีบกำมือขวาเอาไว้แน่น แต่มันกลับสั่นระริก นิ้วกดลงบนเสื้อจนยับเยิน เหงื่อชุ่มทั่วตัวซึมผ่านเสื้อผ้าออกมา
ลมหายใจสั้นถี่ รุนแรง
‘พระเจ้า...’
ฉันมองขึ้นไปที่เวที แล้วหัวใจก็แทบหยุดเต้น วาทยกรกำลัง “มอง” มาที่ฉัน แม้ว่าดวงตาจะถูกเย็บปิดด้วยด้ายสีดำหยาบ แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่ามันสบตากับฉันตรงๆ
ริมฝีปากมันค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มชวนขนลุก ด้ายเย็บดึงเนื้อผิวซีดเน่าให้ตึงขึ้นอย่างน่าสยดสยอง
ฉันลืมหายใจไปชั่วขณะ
ท้องไส้ปั่นป่วน
‘พระเจ้า...’
ดนตรีเริ่มดังขึ้น หนักขึ้น
‘ไม่...ต้องโฟกัส ต้องมีสติ’
ฉันพยายามจริงๆ พยายามมาก...
จนกระทั่ง
ปัง!
“อ๊ากกกก!”
เสียงกรีดร้องแหลมเย็นเยียบดังลั่นทั่วห้องโถง พร้อมกับเสียงดัง ‘ปัง’ เมื่อหนึ่งในคนแปลกหน้าที่นั่งอยู่ ลุกพรวดขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างผิดรูป
“อ๊ากกก!”
เสียงกรีดร้องยังคงดังต่อเนื่อง
ฉันเห็นคนอื่นๆ หันไปมอง แต่เหมือนพวกเขาก็กำลังพยายามฝืนสติเอาไว้
แจ็คสัน!
คะ...หัวหน้า!? เอาไงดี!?
“อ๊ากกก!”
เสียงร้องขาดใจอีกครั้ง
“หยุดที! หยุดเสียงนี้ที!” เขากรีดร้องพลางเอามือข่วนหน้าตัวเอง
ปลายนิ้วจมลึกลงในเนื้อ เลือดไหลนองขณะที่เขาฉีกใบหน้าตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
ฉันแทบจะกลั้นไม่อยู่
หนึ่งในคนที่สวมชุดคลุมรีบวิ่งไปช่วย แต่ก็ช้าเกินไป เลือดอาบเต็มหน้า นิ้วมือยังคงควักและฉีก จนใบหน้าแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ความรู้สึกจุกอยู่ในลำคอ ฉันรู้สึกจะอาเจียน
“อ๊ากก!”
เสียงกรีดร้องยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ เส้นขนบนแขนฉันลุกชัน ก่อนที่เขาจะหันไปทางกำแพงที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้ว
ปัง!
เขาโขกหัวใส่กำแพง เลือดกระเด็นกระจายเป็นวงกว้าง
ปัง!
เสียงกระแทกดังสะท้อน ก้องไปทั่วห้องโถง
สีแดงสาดเต็มผนัง
ปัง!
ร่างของเขาทรุดลงกองกับพื้น ไร้ซึ่งลมหายใจ...
ตุบ!
ทันทีที่ร่างของเขาล้มลง กระแทกพื้น เสียงดนตรีก็ดังกลับมาอีกครั้ง ฉันเอนตัวพิงเก้าอี้
“ฮ่า... ฮ่า...”
ภาพเหตุการณ์น่าสยองเมื่อครู่ยังวนซ้ำอยู่ในหัว เหงื่อที่ไหลท่วมแผ่นหลังทำให้เสื้อชุ่มติดกับพนักเก้าอี้ เสียงดนตรีไม่เคยหยุด มันเล่นต่อเนื่องแม้ในตอนที่เสียงกรีดร้องดังขึ้น ค่อยๆ ซึมลึกเข้ามาในจิตใจของฉัน
ฉันรู้ว่าฉันไม่มีเวลาเหลือมากแล้ว
สายตาก้มลงมองสิ่งของในมือ นิ้วที่สั่นเทากำมันไว้แน่นขึ้นเรื่อยๆ
โดยไม่ลังเล ฉันสวมที่อุดหูทันที
แล้วทุกอย่างก็เงียบลง
ความเงียบเข้าปกคลุม และหัวใจก็เริ่มสงบ
‘สิบ นาที’
ฉันสูดหายใจลึก บังคับตัวเองให้ละสายตาไปจากผนังรอบด้าน
‘...นั่นคือเวลาทั้งหมดที่ฉันเหลือ เพื่อเอาชีวิตรอดจากที่นี่’