- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 78 พ่อค้าผู้มีมโนธรรม
บทที่ 78 พ่อค้าผู้มีมโนธรรม
บทที่ 78 พ่อค้าผู้มีมโนธรรม
พวกเขาทั้งห้าเดินเท้าไปตามทาง ทว่าชาวเมืองที่อาศัยอยู่ริมถนนต่างพากันปิดประตูงับเงียบ จนกระทั่งเดินผ่านเส้นทางอันยาวเหยียดนี้ไป ก็มิมีผู้ใดกล้าเปิดรับรองพวกเขาแม้เพียงคนเดียว
จวบจนมาถึงหลังสุดท้ายที่ปลายทาง
ประตูใหญ่ของคฤหาสน์หลังนี้หาได้ปิดลงไม่ มีข้ารับใช้คนหนึ่งยืนรออยู่ที่หน้าประตู "คุณชายทั้งสองเชิญด้านในเถิดขอรับ คฤหาสน์แห่งนี้พร้อมให้พวกท่านใช้เป็นที่พักพิงในยามนี้แล้ว"
หลินซูและหลินเจียเหลียงต่างหันมาสบตากันด้วยความฉงน
"คุณชายทั้งสองโปรดอย่าได้ระแวงสงสัย แม้ตระกูลโจวจะมีอิทธิพลล้นฟ้า ทว่าก็มิใช่ว่าทุกคนจะยอมสยบก้มหัวให้ นายท่านของข้าหาได้มีความเกรงกลัวต่อพวกเขาไม่"
หลินซูเผยรอยยิ้มออกมา "ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าพ่อค้าเพียงตระกูลเดียวจะไปมีอำนาจควบคุมคนทั้งเมืองได้อย่างไร? ไปกันเถิด ในที่สุดพวกเราก็หาที่พักได้เสียที"
เมื่อย่างก้าวเข้าสู่เขตลานคฤหาสน์ กลิ่นอายแห่งความวิจิตรโบราณก็โชยมาปะทะ วัสดุที่ใช้ก่อสร้างล้วนสะท้อนถึงความหรูหรามีระดับ
ลานเรือนชั้นในมีห้องหับอยู่มากมาย ทั้งอาหารการกินและเครื่องใช้สอยต่างๆ ล้วนถูกตระเตรียมไว้ให้อย่างครบครัน ทว่าหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน การจัดวางเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงรูปแบบของคหบดีทั่วไป เพราะขาดความสุนทรีย์อันละเอียดอ่อนอันเป็นกลิ่นอายของบัณฑิตผู้ทรงความรู้ เป็นเพียงการนำวัสดุราคาแพงมาวางกองรวมกันไว้เท่านั้น
อย่างน้อยในสายตาของเฉินซื่อก็นับว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไร ที่พักแห่งนี้นับว่ายอดเยี่ยมเกินกว่าที่พวกเขาคาดหมายไว้มากนัก
"ท่านพ่อบ้าน ลองบอกราคามาเถิด!" เฉินซื่อเริ่มเปิดฉากเจรจา และนางก็มิคิดที่จะต่อรองราคาแม้แต่น้อย ต่อให้อีกฝ่ายจะเรียกเก็บเงินถึงหนึ่งร้อยตำลึงสำหรับเวลาสิบวัน นางก็พร้อมจะจ่ายโดยมิลังเล เพราะในใจของนางยามนี้กำลังสุมไปด้วยเพลิงโทสะจากการถูกขัดขวาง
พ่อบ้านส่ายหน้าเบาๆ "นายท่านสั่งไว้ว่า มิขอรับเงินแม้เพียงเฉียนเดียว!"
"เพราะเหตุใดกัน?"
"นายท่านพักอยู่ที่ห้องฝั่งโน้น พวกท่านสามารถไปสนทนาตกลงกันได้โดยตรงขอรับ"
เบื้องหน้าของพวกเขาคือห้องรับรอง พ่อค้าวัยสี่สิบเศษผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนพร้อมกับกล่าวแนะนำตนเองด้วยรอยยิ้มมิตรภาพ และเขาผู้นี้มีนามว่าหลินเซี่ยงเต้า เป็นพ่อค้าท้องถิ่นผู้กุมบังเหียนการค้าผ้าไหมเช่นเดียวกับตระกูลโจว และถือเป็นคู่แข่งทางการค้าตัวฉกาจของอีกฝ่าย
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น กลุ่มของหลินซูทั้งห้าคนก็พลันเข้าใจเรื่องราวได้ในทันที ที่แท้ก็คือคู่แข่งอย่างนั้นหรือ? ศัตรูของศัตรูคือมิตร ดังนั้นเขาจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาเช่นนั้นหรือ?
"มิได้เป็นดังเช่นที่พวกท่านคิด คู่แข่งทางการค้าก็ส่วนคู่แข่ง แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องในแวดวงการค้า ตัวข้าหลินเซี่ยงเต้ามิยินดีที่จะนำเอาอคติเหล่านั้นมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน "
"นามของข้าคือ 'เซี่ยงเต้า' ซึ่งมีความหมายว่ามุ่งสู่มรรคา ความจริงแล้วข้ามีความเลื่อมใสใน 'วิถีอักษร' ยิ่งนัก ทว่าวาสนาและตบะช่างน้อยนิดจึงมิอาจได้รับรากฐานอักษรและมิอาจเป็นบัณฑิตได้"
"แต่ข้าก็ยังคงเชื่อมั่นเสมอมาว่าวิถีแห่งบัณฑิตนั้นช่างศักดิ์สิทธิ์และสง่างามยิ่ง! เมื่อไม่กี่วันก่อน มีบัณฑิตกลุ่มหนึ่งเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อมาสอบขุนนางที่เมืองฮุ่ยซาง แต่กลับถูกผู้มีอำนาจจงใจกลั่นแกล้งอย่างร้ายกาจ จนทำให้บัณฑิตผู้หนึ่งถึงกับทนรับความกดดันมิไหวและตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงเมื่อสามวันก่อน"
"ข้าหลินเซี่ยงเต้ามิปรารถนาที่จะเห็นบัณฑิตคนใดต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมอันไม่คาดฝันเช่นนั้นอีก"
หลินซูน้อมกายลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม "วิถีแห่งบัณฑิตนั้นศักดิ์สิทธิ์และสง่างามดั่งท่านว่า ทว่าโลกหล้ากลับมักมีฝูงแมลงวันและหนอนเน่าคอยกัดกินมิรู้จักหมดสิ้น ขอบคุณเถ้าแก่หลินที่ยอมให้พวกเราพักพิง สุราสามไหนี้ขอมอบให้เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจตอบแทน!"
เฉินซื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเอาสุราสามไหออกมาจากกล่องมิติเก็บของ เมื่อสุราทั้งสามถูกวางลงสู่พื้นและขยายขนาดขึ้น ก็ปรากฏอักษรสีทองอร่ามที่เขียนไว้ว่าไป๋อวิ๋นเปียน (ชั้นยอด)!
เถ้าแก่หลินถึงกับตกตะลึงจนดวงตาเบิกกว้าง 'ไป๋อวิ๋นเปียนอย่างนั้นหรือ? แถมยังเป็นระดับชั้นยอดเสียด้วย? ในใต้หล้านี้จะมีผู้ใดมิรู้จักชื่อเสียงอันเกริกไกรของสุราเซียนไป๋อวิ๋นเปียนบ้าง? แม้แต่ในวังหลวง สุราไป๋อวิ๋นเปียนยังเป็นของชั้นยอดสำหรับฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียว แม้แต่ฮองเฮายังได้รับประทานเพียงไม่กี่จอกเท่านั้น!'
'ยิ่งไปกว่านั้น สุราไป๋อวิ๋นเปียนยังมีการแบ่งระดับความเข้มข้น ซึ่งระดับชั้นยอดถือเป็นสุราที่มีความร้อนแรงที่สุด สุราเพียงไหเดียวมีมูลค่าสูงถึงสามร้อยตำลึงเงิน!'
'อีกทั้งยังมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ตามท้องตลาด เล่าขานกันว่าจะมีเพียงการรวมตัวกันของผู้นำสำนักเซียนเท่านั้น จึงจะมีการนำสุรานี้ออกมาต้อนรับแขกเหรื่อ แต่ทว่าชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับมอบให้เขาถึงสามไหในคราวเดียว!'
"คุณชาย เรื่องนี้... เรื่องนี้มิได้เด็ดขาด! ของล้ำค่าเพียงนี้ ข้าหลินเซี่ยงเต้าจะกล้ารับไว้ได้อย่างไร?"
"สิ่งใดที่เรียกว่าล้ำค่า? การส่งถ่านกลางหิมะต่างหากที่เรียกว่าล้ำค่า!" หลินซูเผยรอยยิ้มกว้าง "เถ้าแก่หลินโปรดอย่าได้ปฏิเสธเลย ของนอกกายเหล่านี้ล้วนมาจากน้ำใจของข้าทั้งสิ้น"
"คุณชาย... ท่านเป็นผู้ใดกันแน่? หรือว่าจะเป็นนายน้อยแห่งหอไห่หนิง?"
คนทั่วทั้งใต้หล้าต่างทราบดีว่าหอไห่หนิงคือผู้ครอบครองตำรับสุราไป๋อวิ๋นเปียน มีเพียงนายน้อยแห่งหอไห่หนิงเท่านั้นที่อาจจะมีใจคอกว้างขวางถึงเพียงนี้
เสี่ยวเสวี่ยรู้สึกตื่นเต้นจนอยากจะตะโกนบอกออกไปเหลือเกินว่า 'หอไห่หนิงน่ะนับเป็นตัวอันใดกัน สุราของพวกเขาทั้งหมดล้วนมาจากคุณชายของข้าทั้งสิ้น ท่านมิเคยเห็นสภาพของเถ้าแก่หอไห่หนิงยามที่อยู่ต่อหน้าคุณชายของข้าหรอกหรือ ที่แทบจะลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้นเสียให้ได้'
ทว่าหลินซูได้ส่งสายตาห้ามนางไว้ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "เถ้าแก่หลินช่างเป็นคนซื่อตรงยิ่งนัก ท่านหาได้รู้จักพวกเราแม้เพียงนิด ทว่ากลับใช้ความกล้าหาญดึงตัวพวกเราเข้าบ้าน คนเช่นท่านจึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีมโนธรรมแห่งแวดวงการค้าอย่างแท้จริง ส่วนความเป็นมาของพวกเรานั้นท่านมิต้องคาดเดาให้เสียเวลา พวกเรามิได้มีอำนาจวาสนาอันใด มีเพียงเงินทองอยู่บ้างเท่านั้น ต่อให้ท่านเดาอย่างไรก็คงไม่ถูก ฮ่าๆ..."
เถ้าแก่หลินหัวเราะตามออกมา หลังจากนั้นเขาก็มองไปยังสุราทั้งสามไหแล้วเอ่ยว่า "คุณชาย สุราไป๋อวิ๋นเปียนนี้หาใช่ของธรรมดา การที่ท่านเดินทางมาสอบขุนนางในครั้งนี้ ย่อมต้องมีการสร้างสัมพันธ์กับผู้คน จะเป็นอย่างไรหากข้าจะนำสุราสามไหนี้ไปช่วยเปิดทางให้แก่ท่าน?"
หลินซูรู้สึกตื้นตันใจอยู่บ้าง 'จริงๆ นะ! เขาคิดไม่ถึงเลยว่าชายเบื้องหน้าจะเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา'
เขาส่ายหน้าช้าๆ "เถ้าแก่หลิน ข้าขอนับท่านเป็นสหาย! น้ำใจของท่านข้าขอรับไว้ด้วยใจ สุรานี้ท่านจงเก็บไว้เถิด ส่วนเรื่องการสร้างสัมพันธ์นั้น... ข้าย่อมมีหนทางของข้าเอง"
เถ้าแก่หลินเดินจากไปพร้อมกับสีหน้าที่ราวกับกำลังฝันไป เมื่ออีกฝ่ายจากไปความเงียบสงบกลับคืนสู่ลานคฤหาสน์อีกครั้ง
เสี่ยวเสวี่ยรีบเข้าไปจัดแจงในห้องครัว ข้าวของที่นี่มีเตรียมไว้พร้อมสรรพ แม้แต่ผักสดก็ยังมีหยดน้ำเกาะพราว คาดว่าเถ้าแก่น่าจะเพิ่งสั่งคนให้นำมาส่ง
หลินเจียเหลียงเปิดหน้าต่างออกไป ก็สามารถมองเห็นวิหารปราชญ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป สายลมวสันต์พัดโชยมาให้ความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสยิ่งนัก
ทางด้านเสี่ยวจิ่วเลือกห้องพักของตนเองได้แล้ว นางกระโดดโลดเต้นไปมาภายในห้องอย่างมีความสุข ก่อนจะลากหลินซูเข้าไปดูห้องของนาง หลินซูเหลือบมองไปยังบั้นท้ายของอีกฝ่าย "ในยามนี้บาดแผลของเจ้าคงจะหายดีแล้วกระมัง?"
เสี่ยวจิ่วเพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งด้วยความสบายอารมณ์ ทว่าพอได้ยินคำพูดนั้นนางกลับดีดตัวขึ้นทันทีแล้วพุ่งเข้าสู่โอบกอดของเขา พร้อมกับปั้นหน้าเศร้าสร้อยอย่างทุกข์ทรมาน "แผลยังมิหายดีเลย... เจ้าช่วยนวดให้ข้าหน่อยสิ"
'พุทโธ่เอย! นี่มันยังกลางวันแสกๆ จะให้ข้านวดตรงส่วนนั้นของเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้ามิกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นหรืออย่างไร?'
เสี่ยวจิ่วบิดกายไปมาในอ้อมอกของหลินซู กลิ่นหอมประหลาดจากกายของนาง ทำให้เขาที่สูดดมเข้าไปถึงกับใจสั่นสะท้านจนแทบยืนมิอยู่
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นจุดสีแดงสดบนต้นแขนของนาง คราวก่อนเขามิได้สังเกตเห็น 'หรือว่านางจะได้รับบาดเจ็บ? มีเลือดออกหรือ? บาดแผลของนางมิใช่ที่บั้นท้ายแต่เป็นที่แขนอย่างนั้นหรือ?'
เมื่อเสี่ยวจิ่วมองตามสายตาอีกฝ่ายไปยังต้นแขน นางก็พลันดีดตัวออกด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป
"นี่คือ..."
"ท่านแม่!... ท่านทำเกินไปแล้ว ถึงกับจุดพรหมจรรย์ไว้ ข้าเกือบลืมไปเสียสนิทเลย"
'หืม? จุดพรหมจรรย์อย่างนั้นหรือ?' หลินซูย่อมทราบดีว่าจุดพรหมจรรย์คือสิ่งใด
มันคือการใช้สารพิเศษแต้มลงบนร่างกายของสตรี หากสตรีผู้นั้นสูญเสียความบริสุทธิ์ จุดพรหมจรรย์นี้ก็จะเลือนหายไป เป็นสิ่งที่บิดามารดาใช้ไว้เพื่อตรวจสอบบุตรสาวของตน ถึงแม้จะมิอาจกล่าวถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ของมันได้ ทว่าหลินซูก็ทราบดีว่ามีสิ่งนี้อยู่จริง
สิ่งนี้กำลังส่งสัญญาณที่ไม่ธรรมดาออกมา โดยปกติแล้วสตรีเผ่าจิ้งจอกมักจะเชี่ยวชาญการล่อลวงบุรุษมิใช่หรือ? ทว่าเสี่ยวจิ่วยังคงบริสุทธิ์อยู่อย่างนั้นหรือ? มิเช่นนั้น จุดพรหมจรรย์นี้ย่อมมิอาจแต้มลงไปได้
นอกจากนี้ 'ท่านประมุขหู ท่านช่างกระทำการได้ไร้น้ำใจยิ่งนัก ส่งบุตรสาวมาหาข้าแต่กลับแต้มจุดพรหมจรรย์ไว้ชั่วคราวเช่นนี้ ท่านมิไว้ใจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?'
เสี่ยวจิ่วกุมแขนที่มีจุดพรหมจรรย์เดินวนไปมาในห้องพลางกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ "มีสิ่งนี้อยู่ เจ้า... เจ้าอย่าเพิ่งมาจับตัวข้าเลย! เพียงแค่เจ้ากอดข้า ข้าก็เริ่มคิดไปไกลแล้ว... หากเจ้านวดให้ข้าอีก มีหวังเกิดเรื่องขึ้นแน่ หากข้าเผลอใจจนรักษาไว้มิได้ ข้าคงต้องเคราะห์ร้ายเป็นแน่"
หลินซูเริ่มเข้าใจแล้วว่า ท่านประมุขหาได้มิไว้ใจเขาไม่ แต่เป็นเพราะนางมิไว้ใจบุตรสาวของตนเองต่างหาก ซึ่งนางคิดถูกแล้ว...
"หากเผลอใจจนรักษาไว้มิได้ กระแอม... ข้าเพียงเปรียบเปรยขึ้นมาเท่านั้น อย่าได้คิดมากไป" หลินซูเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "แล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้นหรือ?"
สีหน้าของเสี่ยวจิ่วพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย "ท่านแม่บอกว่า เมื่อกลับไปสิ่งแรกที่จะทำคือการตรวจดูจุดพรหมจรรย์ หากมันหายไป นางจะส่งข้าเข้าสู่คุกมรณะชิงต๋านเพื่อกักขังเป็นเวลาสามปี"
หลินซูถึงกับตกตะลึง
เสี่ยวจิ่วเอ่ยปลอบใจเขา "เจ้าอย่าได้ผิดหวังไปนักเลย ท่านแม่ยังบอกอีกว่า หากเจ้ายอมมอบสิ่งนั้นให้แก่นาง และถ้านางพึงพอใจในสิ่งนั้น นางจะอนุญาตให้ข้ากลับมาส่งข่าวให้เจ้า และสามารถพักอยู่ที่บ้านเจ้าได้หลายวันตามต้องการ..."
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้นัยน์ตาของเสี่ยวจิ่วก็ทอประกายหยาดเยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นน้อยๆ เห็นได้ชัดว่าในความคิดของนาง คำว่า 'พักที่บ้านหลายวัน' ย่อมแฝงไปด้วยจินตนาการที่กว้างไกลยิ่งนัก
หลินซูถึงกับอ้าปากค้าง 'ท่านประมุข กระทำการเช่นนี้มันจะดีจริงๆ หรือ? ถึงกับนำความบริสุทธิ์ของบุตรสาวมาเป็นเดิมพัน เพื่อแลกกับผังค่ายกลเชียวหรือ?'
เสี่ยวจิ่วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "เอาเถิด เจ้ากอดข้าหน่อยสิ ข้าคิดว่าแค่กอดข้าน่าจะยังทนรับไหว"
นางกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของหลินซูทันที จนหลินซูแทบจะต้านทานไว้มิอยู่ แต่ทว่าที่หน้าห้องกลับมีเสียงกระแอมไอแว่วมา
นี่มันเรื่องอันใดกัน เหตุใดทุกคนที่มาเข้าพบสิ่งแรกที่ทำต้องเป็นการกระแอมไอด้วยเล่า...
"ลงมาเถิด พี่รองของข้ามาแล้ว"
"ไม่ลง ข้ายังบาดเจ็บอยู่นะ"
เพียะ! หลินซูตีก้นนางไปหนึ่งที ก่อนจะโยนนางลงบนเตียงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ราวกับโยนสิ่งของที่ไร้น้ำหนัก จากนั้นเขาก็พยายามปรับอารมณ์ให้สงบนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง
"น้องสาม พวกเราต้องไปที่จวนว่าการเพื่อดำเนินการตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าสอบหุ้ยซื่อแล้ว"
การสอบหุ้ยซื่อ แม้โดยหลักการจะอยู่ภายใต้การควบคุมของวิหารปราชญ์ ทว่ายังมีขั้นตอนบางอย่างที่ทางการต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีกรมการศึกษาทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติของเหล่าบัณฑิตที่เดินทางมาจากหัวเมืองต่างๆ เพื่อยืนยันสิทธิ์ในการเข้าสอบ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงขั้นตอนตามระเบียบเท่านั้น
เนื่องจากหลินซูสอบผ่านเซียงซื่อที่สำนักศึกษาเฉียนคุน รายชื่อและคะแนนของเขาย่อมถูกส่งมายังกรมการศึกษาประจำมณฑลในวันรุ่งขึ้นอยู่แล้ว ส่วนหลินเจียเหลียงนั้นเคยเข้ารับการสอบหุ้ยซื่อมาเมื่อสามปีก่อน แม้ในยามนั้นจะสอบตก ทว่าชื่อของเขาก็มีบันทึกอยู่ในกรมการศึกษาตั้งแต่นั้นมา
ทั้งสองคนเดินออกจากประตูคฤหาสน์มุ่งหน้าสู่จวนว่าการมณฑล พลันตามท้องถนนเนืองแน่นไปด้วยเหล่าบัณฑิตที่เดินทางมาเพื่อเตรียมตัวสอบ
การสอบหุ้ยซื่อถือเป็นระดับการสอบที่สูงกว่าการสอบเซียงซื่อขึ้นไปอีกขั้น หากสอบผ่านจะได้รับการขานนามว่าจูเหริน ซึ่งผู้ที่ได้ตำแหน่งจูเหรินจะสามารถเข้ารับราชการในตำแหน่งต่างๆ ของทางการได้ เช่น ตำแหน่งนายอำเภอ หรือที่เรียกกันว่าจือเซี่ยน
อย่าได้ดูแคลนนายอำเภอระดับเจ็ดเชียว เพราะในยุคโบราณนั้น นายอำเภอผู้หนึ่งกุมอำนาจล้นพ้น ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าผู้ปกครองท้องถิ่นในยุคปัจจุบันที่เขาจากมาเสียอีก ทั้งอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายขุนนางในปกครอง อำนาจทางการเงิน อำนาจตุลาการ หรือแม้แต่อำนาจทางการทหาร เรียกได้ว่ากุมชะตาชีวิตและสิทธิขาดในการเป็นหรือตายของราษฎรไว้ในมืออย่างแท้จริง
หากการสอบเซียงซื่อคือบันไดขั้นแรกของบัณฑิต การสอบหุ้ยซื่อก็เปรียบเสมือนบันไดก้าวสำคัญสู่เส้นทางขุนนาง
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเวลาแห่งการสอบหุ้ยซื่อจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกจัดเตรียมไว้เพื่อเหล่าบัณฑิต ทุกแขนงอาชีพล้วนพร้อมให้บริการแก่ผู้เข้าสอบ ถึงขั้นเคยมีเหตุการณ์พิเศษที่ข้าศึกสองฝ่ายที่กำลังล้อมเมืองกันอยู่ ยอมยุติการสู้รบชั่วคราวเพื่อให้การสอบขุนนางดำเนินต่อไปได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนทั่วหล้าต่างให้ความสำคัญกับการสอบขุนนางถึงเพียงไหน
เหล่าบัณฑิตที่เข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ก็มีความหลากหลาย บางคนเดินทางมาถึงเมืองฮุ่ยซางตั้งแต่ครึ่งปีก่อน เพื่อมาพำนักอยู่ใกล้กับวิหารปราชญ์หรือสำนักศึกษาป๋ายสุ่ย โดยมุ่งมั่นศึกษาตำราอย่างหนัก ซึ่งเรียกกันด้วยสำนวนที่สละสลวยว่าการมา 'ซึมซับกลิ่นอายอักษร'
บางคนถึงกับใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฮุ่ยซางมานานหลายสิบปี เพื่อเข้ารับการสอบครั้งแล้วครั้งเล่า จากชายหนุ่มจนกลายเป็นชายชรา
และยังมีบางคนที่เพิ่งจะเดินทางมาถึง รวมถึงผู้ที่มิมีโอกาสได้เดินทางมาถึง เพราะต้องมาจบชีวิตลงกลางคันระหว่างการเดินทาง
การสอบขุนนางเกี่ยวพันกับชะตาชีวิตของบุคคลหนึ่ง และยังส่งผลถึงความรุ่งเรืองหรือล่มสลายของตระกูลอีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากสองตระกูลใหญ่เป็นปรปักษ์ต่อกันมาอย่างยาวนาน ทว่าฝ่ายหนึ่งกลับมีอัจฉริยะทางวิถีอักษรกำเนิดขึ้น และเมื่อเขาสอบติดเป็นจูเหรินตระกูลนั้นย่อมทะยานสู่ความยิ่งใหญ่ แล้วอีกฝ่ายมิเท่ากับต้องถึงกาลวิบัติหรอกหรือ?
ด้วยเหตุนี้ เล่ห์เหลี่ยมและอุบายอันชั่วร้ายต่างๆ จึงมักปรากฏขึ้นเสมอ บางตระกูลอาจจะว่าจ้างนักฆ่ามาลอบสังหารระหว่างทาง
บางคนก็เลือกใช้วิธีการเดียวกับตระกูลโจว โดยการใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นต่ำเพื่อทำลายสมาธิและบั่นทอนกำลังใจของผู้เข้าสอบ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อผลคะแนนที่จะได้รับ
แม้วิถีอักษรจะศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง ทว่าเส้นทางที่ทอดไปสู่วิถีอักษรนั้น จะมีความศักดิ์สิทธิ์ได้จริงหรือ?