เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 76 อุปสรรคยามเข้าเมือง

บทที่ 76 อุปสรรคยามเข้าเมือง

บทที่ 76 อุปสรรคยามเข้าเมือง


ยามที่เหยียบย่างเข้าสู่เมืองฮุ่ยซาง เสี่ยวเสวี่ยก็มีอาการไม่ต่างจากหลิวเหล่าเหล่าที่เพิ่งเคยเข้าสวนต้ายวี่ยนเป็นครั้งแรก นางมีความตื่นเต้นเสียจนปลายจมูกผุดพรายไปด้วยหยาดเหงื่อ

นางกำเนิดมาในหมู่บ้านริมหาดเจียงทาน สถานที่พำนักของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่นางเคยพบเห็นมาก็คือเมืองไห่หนิง แม้แต่เมืองไห่หนิงแห่งนั้นนางก็เพิ่งจะมีโอกาสได้เห็นเมื่อตอนอายุสิบหกปี นางยังจดจำความรู้สึกตระหนกและตื่นตะลึงในคราแรกที่เข้าเมืองได้เป็นอย่างดี

ทว่าในยามนี้นางกลับได้เห็นสิ่งใดกัน?

ถนนหนทางที่กว้างขวางใหญ่โตมโหฬาร สองฟากฝั่งล้วนเต็มไปด้วยอาคารที่สูงตระหง่านทัดเทียมกับหอไห่หนิง ทั้งเหลาสุรา ร้านรวงต่างๆ และคฤหาสน์ส่วนตัวที่ประดับประดาด้วยศาลาและหอคอยอันวิจิตรบรรจง

เพียงมองปราดเดียวก็ทราบได้ว่ามิใช่สถานที่ธรรมดาสามัญ ภายในเรือนพักเหล่านั้นยังมีบรรดาสาวใช้เดินขวักไขว่ไปมา ซึ่งการแต่งกายของหญิงรับใช้เหล่านี้ยังดูงดงามยิ่งกว่าคุณหนูในตระกูลใหญ่ของเมืองไห่หนิงเสียอีก

สำนักศึกษาป๋ายสุ่ยตั้งอยู่ทางทิศเหนือ โดยมีวิหารปราชญ์เป็นเส้นแบ่งเขตแดน พื้นที่ทางตอนเหนือทั้งหมดจึงล้วนเป็นอาณาเขตของสำนักศึกษาป๋ายสุ่ยทั้งสิ้น

สำนักศึกษาป๋ายสุ่ยมีความแตกต่างจากสำนักศึกษาเฉียนคุน เพราะที่นี่คือสำนักศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมณฑลชวีโจว มิใช่เพียงเหล่าบัณฑิตในมณฑลชวีโจวเท่านั้นที่เดินทางมาศึกษาเล่าเรียนที่นี่ แม้แต่บัณฑิตจากมณฑลอื่น หรือแม้กระทั่งบัณฑิตจากภายนอกเขตแดนแคว้นต้าซางก็ยังมุ่งหน้ามาหาความรู้ ณ สถานที่แห่งนี้

เนื่องเพราะใต้หล้าทั้งมวลล้วนยกย่องวิถีอักษรเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นแนวคิดที่เทิดทูนความรู้และการศึกษาจึงแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของใต้หล้า

"คุณชาย พวกเราจำเป็นต้องหาที่พักค้างแรมก่อนเจ้าค่ะ" เฉินซื่อเอ่ยขึ้น ซึ่งนางออกท่องยุทธภพมานานปี ย่อมมีประสบการณ์ที่โชกโชนยิ่งนัก ในขบวนเดินทางครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การอยู่อาศัย หรือการเดินทาง นางจึงเป็นผู้รับหน้าที่จัดการทั้งสิ้น

การสอบหุ้ยซื่อในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวแปรสำคัญว่าตระกูลหลินจะสามารถกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้งหรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าจะกระทำการสิ่งใดก็ต้องมีความระมัดระวังรอบคอบอย่างที่สุด

หากคุณชายทั้งสองสามารถสอบติดจูเหรินได้พร้อมกัน ตระกูลหลินย่อมเข้าสู่ยุคที่เฟื่องฟูอย่างแท้จริง

หลินเจียเหลียงเอ่ยแสดงความเห็นว่า "ตกลง เมืองนี้กว้างใหญ่เกินไปเสียหน่อย พยายามหาโรงเตี๊ยมที่เงียบสงบในพื้นที่เขตชั้นในก็น่าจะเพียงพอแล้ว"

สิบวันก่อนการสอบถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด บัณฑิตที่เชื่อถือในโชคลางมักจะไปกราบไหว้พุทธนิมิตหรือตรวจดวงชะตา ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อถือเรื่องพรรค์นั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรักษาจิตใจให้สงบนิ่ง จึงจะมีโอกาสกำชัยชนะในการสอบใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

"ถ้าอย่างนั้นก็เลือกที่นี่เถิด หอเต๋อเซิ่ง ชื่อนี้ฟังดูเป็นมงคลยิ่งนัก!" หลินซูใช้มือซ้ายชี้ไปยังโรงเตี๊ยมที่อยู่ด้านข้าง ส่วนมือขวาของเขานั้นถูกมือน้อยของใครบางคนเกาะกุมไว้แน่น ซึ่งเจ้าของมือนั้นก็คือเสี่ยวจิ่วนั่นเอง

หากเป็นสตรีในเผ่าพันธุ์มนุษย์ ย่อมไม่มีผู้ใดกล้ากระทำการเช่นนี้ ทว่านางเป็นเผ่าปีศาจ นางหาได้ใส่ใจกฎเกณฑ์เหล่านั้นไม่ อีกทั้งในยามนี้นางยังได้รับบาดเจ็บอยู่?... เมื่อนางยกเหตุผลเรื่องอาการบาดเจ็บขึ้นมาอ้าง หลินซูก็จนปัญญาที่จะปฏิเสธ จึงได้แต่ปล่อยให้นางจูงมือไปเช่นนั้น

โรงเตี๊ยมในเมืองหลักของมณฑลย่อมมีความโอ่อ่าอลังการ พวกเขาทั้งห้าเดินตรงไปยังหอเต๋อเซิ่ง ทว่ากลับถูกเสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งเดินเข้ามาขวางทางไว้ "คุณชายทั้งสอง ต้องขออภัยด้วยขอรับ ในยามนี้โรงเตี๊ยมของพวกเราเต็มหมดแล้ว มิอาจรับรองพวกท่านได้"

หลินซูเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย 'โรงเตี๊ยมเต็มแล้วอย่างนั้นหรือ? เห็นได้ชัดว่าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่!'

เฉินซื่อที่ออกท่องยุทธภพมานานปี มีหรือจะดูไม่ออกว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้เต็มจริงหรือไม่ นางชี้มือไปยังจุดจอดรถม้าที่อยู่ด้านล่างแล้วกล่าวว่า "โรงเตี๊ยมที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่กลับมีรถม้าจอดอยู่เพียงสิบกว่าคันเท่านั้น จะเต็มได้อย่างไรกัน?"

เสี่ยวเสวี่ยเองก็ตะโกนเสริมขึ้นมาว่า "เมื่อครู่ชายผู้นั้นยังมาถึงทีหลังพวกเราแท้ๆ เหตุใดเขาจึงเข้าพักได้ แต่พวกเรากลับถูกบอกว่าเต็มเล่า?"

เสี่ยวเอ้อผู้นั้นพลันเปลี่ยนสีหน้า "เรื่องภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ขึ้นอยู่กับคำสั่งของเถ้าแก่ เมื่อเขาบอกว่าเต็ม มันก็คือเต็ม!"

เสี่ยวจิ่วรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาทันที โทสะของนางสำแดงออกมาด้วยการผุดรอยยิ้มและดวงตาทอประกายแสงหลากสี หลินซูจึงรีบใช้มือข้างหนึ่งปิดใบหน้าของนางไว้เพื่อระงับเหตุ "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราไปหาที่พักแห่งที่สองก็ได้"

พวกเขาทั้งหมดจึงหมุนตัวเดินจากไป

เสี่ยวเอ้อผู้นั้นเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน "หาแห่งที่สองอย่างนั้นหรือ! หึ ต่อให้พลิกหาจนทั่วทั้งเมือง เจ้าก็ไม่มีทางหาที่พักได้หรอก!"

น้ำเสียงของเขานั้นเบาหวิว ราวกับไม่มีผู้ใดสามารถได้ยิน แต่ทว่าในระยะห่างออกไปกว่าสิบจั้ง คนกลุ่มนั้นกลับหยุดชะงักลงและหันมามองหน้ากัน

"นี่คือการควบคุมโรงเตี๊ยมทั้งหมดในเมืองอย่างนั้นหรือ?" หลินซูเอ่ยขึ้น "ลองไปดูแห่งอื่นอีกครั้งเถิด!"

โรงเตี๊ยมแห่งที่สองนั้นมีขนาดเล็กกว่ามาก ห้องโถงด้านล่างนั้นเงียบเหงาราวกับป่าช้า ทว่าเมื่อพวกเขาเดินเข้าไปข้างใน ก็ยังคงได้รับคำตอบเดิมว่าที่พักเต็ม!

แห่งที่สาม เฉินซื่อพลันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

แห่งที่สี่...

แห่งที่ห้า...

จนกระทั่งถึงแห่งที่หก เฉินซื่อจึงได้เดินทางกลับมา

นางสืบพบความจริงแล้วว่า เจ้าของโรงเตี๊ยมทั้งหมดได้รับคำสั่งมาเมื่อครึ่งเดือนก่อน โดยห้ามมิให้โรงเตี๊ยมแห่งใดรับรองคนจากจวนตระกูลหลินเป็นอันขาด ซึ่งผู้ที่นำคำสั่งมาแจ้งก็คือพ่อบ้านอาวุโสประจำจวนเจ้าเมือง โดยเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของฉินมูจือ

ฉินมูจือผู้นี้เป็นใครกัน? เขาคือบุตรชายของฉินฟั่งเวง เจ้ามณฑลชวีโจว และยังเป็นหนึ่งใน 'สิบยอดเมธีแห่งชวีโจว' ผู้ที่มีความสามารถทางกวีและวิถีอักษรเป็นเลิศ ถึงขั้นเคยรังสรรค์บทกวีแสงทองออกมาได้ถึงสามบท

หลินซูเบนสายตาไปทางหลินเจียเหลียง "พี่รอง ข้าจำได้ว่านายทหารที่ท่านพ่อประหารไปในวันนั้น ดูเหมือนจะเป็นหลานชายของฉินฟั่งเวงใช่หรือไม่?"

สาเหตุที่ผู้เป็นบิดาซึ่งเป็นถึงติ้งหนานโหวต้องประสบเคราะห์กรรมนั้นย่อมมีที่มา

จุดเริ่มต้นเกิดจากยามที่บิดาประจำการอยู่ทางชายแดนใต้ มีนายทหารผู้หนึ่งลักลอบติดต่อสมคบคิดกับเผ่ามาร เมื่อบิดาจับกุมนายทหารผู้นั้นได้จึงสั่งตัดศีรษะประจานต่อหน้าสาธารณชน ทว่านายทหารผู้นั้นกลับเป็นหลานชายของฉินฟั่งเวง

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ฉินฟั่งเวงจึงได้ถวายฎีกาต่อราชสำนักหลายครั้งหลายครา โดยกล่าวหาว่าติ้งหนานโหวซ่องสุมกำลังพลและกระทำการสามหาว จนทำให้ราชสำนักให้ความสำคัญและส่งกองกำลังมาประจำการทางชายแดนใต้เพื่อตรวจสอบเรื่องราวของติ้งหนานโหวอย่างละเอียด ซึ่งผู้นำกองกำลังในครั้งนั้นก็คือคนของเสนาบดีกรมกลาโหมจางเหวินหยวน ทว่าผู้ที่เป็นต้นเพลิงของเรื่องราวทั้งหมดกลับคือฉินฟั่งเวง

หลินเจียเหลียงพยักหน้ารับ "ถูกต้องแล้ว!"

"เช่นนั้นก็ไม่แปลก ฉินฟั่งเวงกับจางเหวินหยวน เดิมทีพวกเขาก็เป็นสุนัขจิ้งจอกในรังเดียวกัน"

เสี่ยวเสวี่ยรู้สึกโกรธแค้นยิ่งนัก "นายทหารผู้นั้นสมคบคิดกับศัตรูของแคว้น ย่อมสมควรตายอยู่แล้ว! พวกเขาใส่ร้ายท่านโหวแล้วยังคิดจะตัดเส้นทางรอดของตระกูลหลินอีก ช่างน่ารังเกียจนัก!"

เฉินซื่อกล่าวว่า "นั่นสิ! การใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นต่ำมิให้คนมีที่พักเพื่อเป็นการล้างแค้น แม้จะมิได้สร้างความบาดเจ็บทางกาย ทว่ากลับสร้างความขุ่นเคืองใจและน่ารังเกียจยิ่งนัก พวกเราควรจะ..."

นางพลันหยุดชะงักไป แล้วจะกระทำสิ่งใดได้เล่า? จะไปแจ้งความต่อทางการอย่างนั้นหรือ? ในเมื่อขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นแห่งนี้ก็คือฉินฟั่งเวง

หลินซูเอ่ยขึ้น "การขัดขวางมิให้พวกเรามีที่พักเช่นนี้ หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่ แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น!! ข้าคาดการณ์ว่าหลังจากนี้พวกเราจะประสบแต่อุปสรรคในทุกย่างก้าวเช่น อาจจะมีคนวางยาพิษในอาหาร มีคนพาลมาก่อเรื่องวุ่นวาย หรือแม้กระทั่งรถม้าถูกขวางทางระหว่างเดินทาง สรุปก็คือเรื่องที่ชวนให้ปวดหัวทั้งหลายจะประดังเข้ามา เพื่อมิให้พวกเรามีสมาธิในการเตรียมตัวสอบ หรือแม้กระทั่งทำให้จิตใจแตกสลายไปเสียก่อน"

สีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไปในทันที เพียงแค่เรื่องที่พักก็ทำให้ต้องกังวลใจมากพอแล้ว หากมิอาจพักในเมืองได้ก็ต้องออกไปพักนอกเมือง ทว่ายังเหลือเวลาอีกตั้งเก้าวันกว่าจะถึงกำหนดการสอบ ใครจะรู้ได้ว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายสิ่งใดขึ้นบ้าง

และถึงแม้จะประคับประคองตัวผ่านพ้นเก้าวันมาได้จนถึงวันสอบ อีกฝ่ายก็ยังสามารถส่งคนมาลอบโจมตีที่นอกเมืองได้อยู่ดี ต่อให้สามารถตีฝ่าวงล้อมออกมาได้ ก็คงจะเข้าทำการสอบขุนนางไม่ทันเวลาเป็นแน่

เมื่อก้าวเข้าสู่สนามสอบขุนนาง ย่อมเป็นเขตอำนาจของวิหารอริยปราชญ์ ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าก่อกวน แต่ถ้าหากไม่สามารถแม้แต่จะก้าวเข้าสู่สนามสอบได้เล่า?

เสี่ยวจิ่วโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก "ข้าจะไปปลิดชีพมันเสีย!"

หลินซูรีบดึงนางไว้ทันควัน "ที่นี่คือในเมือง วิหารปราชญ์มีพลังตรวจสอบไปทั่วทั้งเขตแดน เจ้าอยากรนหาที่ตายหรืออย่างไร!"

"ข้า... ข้าจะใช้วิธีอื่นแทน!"

"เจ้าจะมีวิธีใดกัน? อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะใช้แผนนารีพิฆาต! เมื่อครู่เพียงแค่เห็นเสี่ยวเอ้อชั้นต่ำผู้หนึ่ง เจ้ายังคิดจะใช้แผนนารีพิฆาตกับอีกฝ่าย ช่างไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลย" หลินซูเหลือบมองนางด้วยความตำหนิ "ข้าขอเตือนเจ้าไว้ว่า ต่อไปภายหน้าจงเลิกใช้วิชาพรรค์นั้นเสีย!"

โทสะที่อัดแน่นอยู่ในอกของเสี่ยวจิ่วพลันมลายหายไปสิ้น นางมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำวาววับ "อื้อ ข้าจะเชื่อฟังเจ้า ข้าจะไม่ใช้แผนนารีพิฆาตกับผู้อื่น ข้าจะใช้กับเจ้าเพียงผู้เดียว"

เฉินซื่อและคนอื่นๆ พลันหันหน้าหนีพร้อมกัน ส่วนหลินซูได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ

"กระแอม... การพักอยู่นอกเมืองย่อมไม่ดีแน่ พวกนั้นต้องส่งนักฆ่ามาบุกโจมตีอย่างแน่นอน!" เฉินซื่อเอ่ยวิเคราะห์ "ถ้าอย่างนั้นพวกเราลองไปหาบ้านเรือนราษฎรทั่วไปในเมืองดูดีหรือไม่ เจ้าพวกนั้นอาจจะคาดไม่ถึงว่าพวกเราจะยอมไปขอพักอาศัยกับชาวบ้านธรรมดา"

หลินเจียเหลียงพยักหน้าเห็นด้วย เพราะทั่วทั้งเมืองมีผู้คนมากมายเพียงนี้ จวนเจ้าเมืองย่อมมิอาจควบคุมคนได้ทั้งหมด และคงมิถึงขั้นออกประกาศแจ้งไปถึงราษฎรทุกครัวเรือนหรอกกระมัง

—-----------------

ปล. ประโยคที่ว่า "หลิวเหล่าเหล่าที่เพิ่งเคยเข้าสวนต้ายวี่ยน" คือ สำนวนเปรียบเทียบคนที่มาจากที่ห่างไกลแล้วมาเจอความหรูหราจนตื่นตาตื่นใจ

จบบทที่ บทที่ 76 อุปสรรคยามเข้าเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว