- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 75 เสี่ยวจิ่วออกจากด่าน
บทที่ 75 เสี่ยวจิ่วออกจากด่าน
บทที่ 75 เสี่ยวจิ่วออกจากด่าน
บทที่ 75 เสี่ยวจิ่วออกจากด่าน
ท่ามกลางม่านหมอกอันหนาทึบ แม่ทัพปีศาจร่างสูงตระหง่านเพิ่งจะสะบัดมือออกเพื่อสั่งสังหาร ทว่าในฉับพลันนั้น มีดบินเล่มหนึ่งกลับพุ่งทะลวงผ่านศีรษะของมันไปอย่างรวดเร็ว
มีดเล่มนี้แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายพลังอันกว้างใหญ่ไพศาลหาที่เปรียบไม่ได้ ดวงตาของแม่ทัพปีศาจเบิกกว้างด้วยความตกใจและไม่ยากจะเชื่อ ก่อนที่ศีรษะของมันจะระเบิดออกกลายเป็นหมอกโลหิตกระจายไปทั่วทั้งนภาลัย ร่างครึ่งท่อนที่เหลือล้มตึงลงกับพื้น ปรากฏให้เห็นร่างจริงที่เป็นหมาป่าขนาดมหึมา
มันเป็นถึงแม่ทัพปีศาจ จึงได้ยโสโอหังคิดเอาเองว่า การลงมือสังหารหลินซูที่เพิ่งจะก้าวข้ามสู่ตำแหน่งซิ่วไฉ และยังไม่อาจสำแดงพลังแห่งวิถีอักษรออกมาได้อย่างเต็มที่นั้นย่อมเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ทว่ามันย่อมคาดไม่ถึงว่า บุคคลที่มันกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ไม่ได้เป็นเพียงอัจฉริยะแห่งวิถีอักษรเท่านั้น แต่เขายังเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตยอดศัตราวุธ!
แม้แต่ดาวปีศาจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาก็ยังต้องพบกับเคราะห์ร้าย นับประสาอะไรกับเพียงแม่ทัพปีศาจตนหนึ่งเล่า?
หลินซูซัดมีดบินออกไปเพียงครั้งเดียว ปลิดชีพผู้นำศัตรูท่ามกลางม่านหมอกได้อย่างแม่นยำ
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง อากาศรอบด้านพลันถูกฉีกกระชาก หมาป่าดุร้ายนับสิบตัวกระโจนพรวดออกมาจากความมืด พวกมันแยกเขี้ยวอ้าปากกว้างพุ่งเข้าใส่คนทั้งสี่ ซึ่งพวกมันเหล่านี้คือเหล่าพลทหารปีศาจที่คืนสู่ร่างเดิมเพื่อให้มีพลังโจมตีที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
หลินเจียเหลียงสะบัดมือวาดกระบี่ในมือออกไป กระบี่เล่มนั้นพุ่งเข้าใส่พลทหารปีศาจตัวหนึ่งจนดับดิ้น ก่อนจะขยับข้อมือสังหารพวกมันไปอีกหนึ่งตน
หลินซูพุ่งทะยานร่างออกห่างข้างกายพี่รองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่บนยอดไม้ใหญ่
"น้องสาม..." หลินเจียเหลียงตกใจจนหน้าถอดสี
หลินซูขยับมือเพียงชั่วครู่ มีดบินสิบเล่มก็พุ่งทะยานออกไปพร้อมกัน เสียงลมหวีดหวิวบาดแก้วหูดังขึ้น หมาป่าร้ายนับสิบตัวที่พุ่งเข้าถึงหน้าต่างรถม้าพลันล้มระเนระนาดดับดิ้นไปในเวลาเดียวกัน
หลินเจียเหลียงที่ฟันกระบี่ออกไปวืดถึงกับมองหลินซูด้วยความอัศจรรย์ใจ 'มีดบินอย่างนั้นหรือ? นี่คือวิชามีดบินที่คนในจวนเล่าลือกันอย่างนั้นหรือ?'
หลินซูเก็บตัวฝึกมีดบินเรื่องนี้คนในจวนต่างก็รับรู้ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญกับมันมากนัก ในสายตาของเหล่าบัณฑิต อาวุธที่สง่างามย่อมต้องเป็นกระบี่ เพราะกระบี่คือศัสตราแห่งวิญญูชน
ส่วนมีดบินนั้นเป็นเพียงของเล่นสำหรับคุณชายสามเท่านั้น พวกเขาไม่มีทางคาดคิดเลยว่า เมื่อหลินซูซัดมีดบินออกไป กลับมีอานุภาพที่ดุดันถึงเพียงนี้ นี่มันก้าวข้ามขอบเขตจอมยุทธ์และเข้าสู่ยอดศัตราวุธไปแล้วชัดๆ
"คุณชายรองไม่ต้องเป็นห่วงคุณชายสามหรอกเจ้าค่ะ ปกป้องตนเองให้ดีก็พอ!" เฉินซื่อสะบัดเหล็กแหลมในมือครั้งหนึ่ง พุ่งทะลวงม่านหมอกเข้าใส่ดวงตาของแม่ทัพปีศาจร่างยักษ์ตนหนึ่งจนมันแผดร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด แม้เฉินซื่อจะไม่โดดเด่นในเรื่องการต่อสู้ ทว่านางก็ยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับขอบเขตจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง
ทว่านางเองก็สามารถรับมือแม่ทัพปีศาจได้เพียงครั้งละตนเดียวเท่านั้น หวังว่าแม่ทัพปีศาจที่มาในครั้งนี้คงจะไม่มากจนเกินไปนัก
ทันใดนั้น เสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้นพร้อมกันจากภายในป่าลึก แรงสั่นสะเทือนนั้นมหาศาลจนรถม้าถูกกระแทกเข้ากับหน้าผาทางด้านหลังอย่างจัง
เฉินซื่อถึงกับหน้าเปลี่ยนสี 'นี่ล้วนเป็นแม่ทัพปีศาจทั้งสิ้น และมีไม่ต่ำกว่าสิบตน! จบสิ้นกันแล้ว นางต้องรีบให้เขาหนีไปให้เร็วที่สุด ส่วนนางจะเป็นคนรั้งท้ายให้เอง'
หลินซูที่ยืนอยู่บนยอดไม้แผดเสียงหัวเราะยาวเหยียด "พวกเจ้าจงไปตายให้หมด!"
ฟึ่บ! ประกายมีดที่เลือนรางสายหนึ่งพาดผ่านหน้าเฉินซื่อไป แม่ทัพปีศาจที่อยู่เบื้องหน้านางศีรษะหลุดออกจากบ่าไปในชั่วพริบตา
ตูม ตูม ตูม...
เสียงดังสนั่นเกิดขึ้นสิบครั้งซ้อน ร่างของหมาป่าสีครามขนาดมหึมาสิบตัวร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
เฉินซื่อถึงกับยืนตะลึงพรึงเพริด 'ขอบเขตยอดศัตราวุธอย่างนั้นหรือ? คุณชายสามก้าวข้ามถึงขอบเขตยอดศัตราวุธแล้วจริงๆ หรือ? มีเพียงยอดฝีมือในระดับยอดศัตราวุธเท่านั้น จึงจะสามารถสังหารแม่ทัพปีศาจสิบตนได้ภายในพริบตาเดียว!'
'ทว่านี่จะเป็นไปได้อย่างไร? คุณชายสามเพิ่งจะเริ่มฝึกยุทธ์ได้นานเท่าใดกัน? แม้จะขยันขันแข็งเพียงใด ทว่าก็นับได้เพียงสี่เดือนเท่านั้น! จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะก้าวจากนักรบธรรมดาพุ่งตรงเข้าสู่ยอดศัตราวุธเช่นนี้? หรือว่าวิถียุทธ์ของเขานั้น จะน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าวิถีอักษรเสียอีก?'
ทันใดนั้น เสียงวิหคคำรามก็ดังขึ้นจากยอดเขา!
สิ้นเสียงคำรามนั้น ทั่วทั้งสี่ทิศพลันเงียบสงัด หลินเจียเหลียงและเสี่ยวเสวี่ยถึงกับสลบไสลไปทันที ส่วนเฉินซื่อกระเด็นถอยหลังไปสิบก้าว ร่างกระแทกเข้ากับตัวรถม้าอย่างแรงจนสมองมึนงงไปหมด
หลินซูที่ยืนอยู่บนยอดไม้พลันรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ยากจะต้านทานพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ต้นไม้ใหญ่ใต้เท้าแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง ตัวเขาเองก็ร่วงหล่นลงมาอย่างไร้การควบคุม ราวดังตกลงไปในบ่อโคลนตม
เขามองเห็นนกอินทรียักษ์ตนหนึ่ง ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยไอสีดำทมิฬ บดบังท้องฟ้าไปครึ่งค่อน กรงเล็บเหล็กของมันดุจดั่งใบมีดขนาดยักษ์ ฟาดฟันลงมาที่ศีรษะของเขา
หลินซูตั้งท่าเตรียมมีด! แต่ทว่าเขากลับหาจุดโจมตีไม่ได้!
เพราะมีดของเขานั้น เมื่อเทียบกับร่างอันมหึมาของฝ่ายตรงข้ามแล้ว มันช่างเล็กน้อยเหลือเกิน แล้วจุดอ่อนที่ถึงแก่ชีวิตอยู่ที่ใดกันแน่?
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ต่างจากตอนที่ลี้คิมฮวงต้องประชันหน้ากับเซี่ยงกัวกิมฮวง เขาเห็นว่าเซี่ยงกัวกิมฮวงนั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่ ทว่าเมื่อจะลงมือจริงๆ กลับไม่พบช่องโหว่แม้แต่อย่างเดียว
ฤทธิ์มีดสั้นตระกูลหลินนั้นไม่เคยพลาดเป้า หากไม่มีความมั่นใจว่าจะสังหารได้ในคราวเดียว เขาย่อมไม่อาจซัดมีดออกไปได้
ในยามนี้หลินซูก็เป็นเช่นเดียวกัน พญาอินทรีปีศาจตนนี้ แข็งแกร่งเกินไป! ต่อให้ไม่ใช่ระดับราชาปีศาจ อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับยอดของดาวปีศาจแน่นอน! ใครกันที่ชั่วช้าถึงเพียงนี้ ถึงขั้นต้องส่งคนมาสังหารเขาในระหว่างทางเช่นนี้?
แล้วนักพรตเฒ่าผู้นั้น เรื่องในอนาคตอีกกี่ปีเขายังทำนายได้อย่างเป็นตุเป็นตะ ทว่าภัยอันตรายที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมเขากลับคำนวณไม่ออกเสียอย่างนั้น นี่มันวิชาพยากรณ์ภาษาอะไรกัน?
ในขณะนั้นเอง ท้องฟ้าพลันสว่างวาบด้วยรัศมีสีรุ้ง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งพาดผ่านเวหาลงมาประทับอยู่บนหลังของพญาอินทรี แรงกดดันที่ถาโถมลงมาเบื้องล่างพลันมลายหายไปเกินครึ่ง
หลินซูรีบพลิกกายขึ้น ตั้งท่าเตรียมพร้อม กระดาษวิเศษถูกหยิบออกมา
"สามพันเหล่าผู้กล้ามึนเมากลางมวลผกา รังสีดาบเล่มหนึ่งหนาวเย็นสั่นสะเทือนสี่สิบมณฑล!"
เมื่อบทกวีสงครามเสร็จสิ้น มันก็กลายเป็นแสงทองจินกวงหลอมรวมเข้ากับมีดบินในมือของเขา! พลันมีดบินของเขาก็เปล่งประกายเจิดจ้าราวดังดวงดาราในคืนหนาวเหน็บ
ฉึก! …มีดบินพุ่งแหว่งอากาศขึ้นมาจากเบื้องล่าง เข้าสู่บริเวณท้องของพญาอินทรี จุดนั้นคือจุดที่เขาตรวจพบว่าเป็นจุดตายซึ่งเป็นทางไหลเวียนของโลหิตและปราณปีศาจ
มีดบินที่ผสานกับบทกวีสงครามเข้าบดขยี้แรงกดดันของอาคมปีศาจ ฉีกกระชากไอสังหารนับพันสาย และพุ่งเข้าปักที่กลางท้องของพญาอินทรีอย่างแม่นยำ
พญาอินทรีแผดเสียงร้องโหยหวน ก่อนที่ร่างจะระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อกระจายเต็มท้องฟ้า
ดรุณีในชุดอาภรณ์หลากสีผู้หนึ่งร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ดูเหมือนนางจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก และนี่คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ หากนางไม่ลงมือโจมตีจากด้านบน หลินซูย่อมไม่มีโอกาสแม้แต่จะลงมือ
หลินซูพุ่งตัวออกไปสองสามก้าว ยื่นมือออกไปรับนางไว้ได้ทันท่วงที
ในชั่วขณะที่รับนางไว้ได้ หัวใจของเขาพลันเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย ยามที่เขามองใบหน้าของนาง หลินซูก็หลุดปากตะโกนออกมาว่า "ทำไมถึงเป็นเจ้า?"
คนที่อยู่ในอ้อมกอดของเขานั้น แท้จริงแล้วคือองค์หญิงเก้าแห่งเผ่าจิ้งจอกชิงชิว เสี่ยวจิ่วนั่นเอง
เสี่ยวจิ่วมีสีหน้าเจ็บปวดอย่างยิ่ง "เจ้าคนใจดำไร้หัวใจ ข้าอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลแสนไกลเพื่อช่วยเจ้า แต่เจ้ากลับซัดมีดใส่ข้าเล่า"
'เอ๋? มีดบินของข้าทำร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร?' หลินซูประคองนางขึ้นมา "บาดเจ็บตรงไหนหรือ?"
"บั้นท้าย..."
หลินซูพลิกตัวนางมาดู ก็ไม่เห็นจะมีอะไร อาภรณ์ที่ปกคลุมบั้นท้ายก็ไม่มีรอยฉีกขาด แล้วนางบาดเจ็บที่ใดกัน?
"บาดเจ็บจากปราณมีด! เป็นอาการบาดเจ็บภายใน!" เสี่ยวจิ่วซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขาพลางส่งเสียงครางฮือ
เฉินซื่อเบิกตาโหว่ นางกำลังมองเห็นอะไรกันเน่? ปีศาจร้ายถูกกำจัดจนสิ้นซาก แล้วจู่ๆ ก็มีโฉมสะคราญร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้ามานอนอยู่ในอ้อมกอดของคุณชาย...
เมื่อนางเดินเข้ามา หลินซูจึงรีบแนะนำให้รู้จัก "อาเฉิน นี่คือ... องค์หญิงเก้าแห่งเผ่าจิ้งจอกชิงชิว"
เฉินซื่อพลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที 'องค์หญิงเก้า... นี่คือสตรีที่คุณชายสามไปล่อลวงมาตอนที่อยู่กับเผ่าปีศาจนี่เอง เช่นนั้นก็นับว่าเป็นว่าที่นายหญิงในอนาคตสินะ?'
นางรีบทำความเคารพ "เฉินซื่อคารวะ... องค์หญิงเก้าเจ้าค่ะ"
เสี่ยวจิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย "อาเฉิน อย่าเรียกข้าว่าองค์หญิงเก้าเลย เรียกข้าว่าเสี่ยวจิ่วเถิด... โปรดอภัยให้เสี่ยวจิ่วที่มีอาการบาดเจ็บ จึงไม่อาจลุกขึ้นทำความเคารพท่านได้"
"แม่นางจิ่ว... บาดเจ็บที่ใดหรือ? ข้าจะช่วยรักษาให้เองเจ้าค่ะ!" เฉินซื่อร้อนรนใจ
เสี่ยวจิ่วยิ่งซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของหลินซูให้แน่นขึ้นอีก "บาดเจ็บในจุดที่ไม่ค่อยสง่างามนัก อาเฉินอย่าได้ใส่ใจเลย พักรักษาตัวเพียงไม่กี่วันก็คงจะดีขึ้น"
'ไม่สง่างามอย่างนั้นหรือ?' เฉินซื่อถึงกับงุนงงไปหมด
'แม่นาง ท่านเข้าใจสถานการณ์หรือไม่? ข้าเองก็เป็นสตรี! สตรีด้วยกันจะขอดูบาดเจ็บท่านบอกว่าไม่สง่างาม ทว่ากลับให้บุรุษโอบกอดไว้เช่นนี้ท่านกลับไม่รู้สึกว่าไม่สง่างามอย่างนั้นหรือ?'
หลินซูเอ่ยขึ้น "อะแฮ่ม... อาเฉิน ท่านไปดูพี่รองกับคนอื่นๆ ก่อนเถอะ"
"คุณชายสามโปรดวางใจ คุณชายรองและเสี่ยวเสวี่ยเพียงแต่ถูกพลังของพญาอินทรีปีศาจจนสลบไปเท่านั้น ไม่เป็นอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ อีกสักพักก็คงจะฟื้น"
"ออกเดินทางกันต่อเถอะ! ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยนัก"
เฉินซื่อรู้สึกตัวขึ้นมาได้ทันที นางรีบขึ้นไปบนรถม้า โชคดีที่ม้ายังอยู่ดี แม้จะดูหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปบ้าง เฉินซื่อลูบหัวม้าพลางพึมพำอะไรบางอย่าง ม้าจึงเริ่มออกเดินพาพวกเขาผ่านหุบเขาไป เบื้องหน้าคือทางหลวงที่มีผู้คนเริ่มพลุกพล่านขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดพวกเขาก็ปลอดภัยแล้ว
หลินเจียเหลียงและเสี่ยวเสวี่ยฟื้นขึ้นมาตามลำดับ ทว่ายังคงมีสีหน้าหวาดวิตก เมื่อทราบว่าเพิ่งผ่านพ้นอันตรายมาได้และองค์หญิงเก้าแห่งเผ่าจิ้งจอกมาช่วยไว้ได้ทัน ทั้งคู่จึงต่างพากันกล่าวขอบคุณเสี่ยวจิ่ว
ทว่าเสี่ยวจิ่วยังคงทำท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง พลางกล่าวขออภัยที่นางได้รับบาดเจ็บจึงไม่สะดวกนัก ด้วยเหตุนี้ หลินซูจึงต้องโอบกอดนางไว้ตลอดการเดินทางนับร้อยลี้
หลินเจียเหลียงนั่งสงบนิ่งราวกับปราชญ์ผู้บรรลุธรรม ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองแม้แต่นิดเดียว ส่วนเสี่ยวเสวี่ยก็ได้แต่ก้มหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเช่นกัน
หลินซูที่โอบกอดร่างอันหอมกรุ่นและนุ่มนิ่มราวกับห่อของชิ้นใหญ่นี้ รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง เขาจึงแอบกระซิบข้างหูของนาง โดยพยายามรวบรวมปราณแท้ให้เป็นสายส่งเสียงเข้าไปในหูนางเพียงผู้เดียว "ตกลงว่าเจ้าบาดเจ็บจริงๆ หรือไม่?"
"บาดเจ็บสิ!" เสี่ยวจิ่วยื่นริมฝีปากเล็กๆ มาข้างหูเขาแล้วกระซิบตอบเบาๆ พร้อมกับเป่าลมหายใจอันหอมหวานรดหูเขา
ลมหายใจอันซุกซนนั้นเองที่ทำให้หลินซูเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่าง "ถ้าเช่นนั้น ให้ข้าช่วยนวดให้ดีหรือไม่?"
"อื้ม!" เสี่ยวจิ่วตอบรับอย่างร่าเริง ทำให้หลินซูถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
'เจ้าแสร้งบาดเจ็บ แต่เจ้าเข้าใจเรื่องอาการบาดเจ็บบ้างหรือไม่เนี่ย? ตามที่เจ้าบอกมา เจ้าบาดเจ็บจากปราณมีด แล้วแผลจากปราณมีดมันนวดได้ที่ไหนกันเล่า? แต่ก็เอาเถอะ เห็นแก่ที่เจ้ามาช่วยชีวิตข้าเอาไว้จริงๆ ข้าจะยอมอุ้มเจ้าต่อไปก็แล้วกัน'
จนกระทั่งถึงฮุ่ยซาง!
บรรยากาศตลอดเส้นทางช่างกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก แม้แต่เสี่ยวเสวี่ยที่ปกติชอบพูดเล่นยังไม่ยอมเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ
เมื่อถึงประตูเมือง หลินซูจึงแอบกระซิบข้างหูเสี่ยวจิ่วว่า "พอได้แล้ว หากอาการบาดเจ็บของเจ้ายังไม่หายดี เช่นนั้นก็คงเข้าเมืองไม่ได้ และข้าคงต้องทิ้งเจ้าไว้ที่นอกเมืองนี้แทน"
เสี่ยวจิ่วจึงยอมลงมาจากตัวเขา พลางแสร้งทำท่าทางขัดเขิน "คุณชายหลิน บาดเจ็บครั้งนี้ลำบากคุณชายต้องคอยดูแลมาตลอดทาง ข้ารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ เจ้าค่ะ"
หลินซูถึงกับกุมขมับ 'หากเจ้ารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ คราวหน้าก็อย่าเล่นแผลงๆ เช่นนี้อีกเลย...'
เสี่ยวเสวี่ยหัวเราะออกมา "คุณชายสาม ข้าเริ่มรู้สึกจริงๆ แล้วว่านักพรตที่เจอริมทางคนนั้นต้องเป็นสายพยากรณ์เทียนจีแน่นอน ดูเรื่องกลีบดอกท้อนั่นสิ..."
หลินซูรีบขัดจังหวะทันควัน "ข้าบอกแล้วอย่างไรว่านั่นคือใบไม้แดง!"
—------------
ปล. กลีบดอกท้อเจ้าค่ะ มีหลายกลีบซะด้วย