- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 50 คัมภีร์สวรรค์โบราณ
บทที่ 50 คัมภีร์สวรรค์โบราณ
บทที่ 50 คัมภีร์สวรรค์โบราณ
"คุณชายเจ้าคะ วันนี้เป็นวันแรกที่สัญญาฉบับใหม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เถ้าแก่ติงได้สร้างโรงกลั่นขนาดใหญ่ไว้ทางทิศตะวันออกของเมือง อ้อ…เรียกว่าโรงสุราเจ้าค่ะ! โดยมีเหล่าโจวคอยช่วยดูแลเรื่องการก่อสร้าง ส่วนแป้งเชื้อสุราและวัตถุดิบข้าวถิงพวกเรายังคงเป็นผู้จัดหาให้"
"สุรากลั่นชุดแรกออกมาเรียกว่าได้ผลดีนัก เหล่าโจวไปช่วงชั่งน้ำหนักที่นั่น ได้รวมทั้งสิ้น แปดร้อยหกสิบสามชั่ง พวกเราเก็บค่าธรรมเนียมชั่งละสามเฉียน รวมเป็นเงิน... สามคูณสามได้เก้า, สามคูณหกได้สิบแปด, สามคูณแปดได้ยี่สิบสี่... รวมเป็นเงิน สองพันห้าร้อยแปดสิบเก้าเฉียน หรือก็คือ สองร้อยห้าสิบแปดตำลึง กับอีกเก้าเฉียน เจ้าค่ะ คุณชายเจ้าคะ พวกเราขาดทุนย่อยยับเลย หากใช้สัญญาฉบับเดิม เขาต้องจ่ายให้เราถึงแปดร้อยหกสิบสามตำลึงเชียวนะเจ้าคะ!"
หลินซูยิ้มออกมา "เจ้าต้องมองด้วยสายตาที่ก้าวไกล! ต้องมีความนึกคิดอันกว้างไกลเสียหน่อย! วันนี้กำไรน้อยลงเพียงนิดจะนับเป็นอย่างไรได้?? หอไห่หนิงวางแผนจะสร้างโรงสุราเช่นนี้ถึงแปดแห่ง และในอนาคตยังจะขยายกิจการออกไปอีก ลองคำนวณดูเถิด หากมีแปดแห่ง ด้วยขนาดการกลั่นที่เท่ากัน ในแต่ละวันข้าจะได้เงินมาเปล่าๆ เท่าใด?"
"แปดแห่ง แห่งละ สองร้อยห้าสิบแปดตำลึงเก้าเฉียน คุณชายเจ้าคะ เรื่องนี้ข้ามิอาจคำนวณในใจได้ ขออนุญาตจัดลำดับตัวเลขเพื่อคำนวณบนพื้นนะเจ้าคะ" เสี่ยวเถาเบิกตาโต พลางทำท่าทางออดอ้อนออเซาะอยู่บ้าง
"อนุญาต!"
เสี่ยวเถาใช้มือหยิบตะเกียบจากบนโต๊ะ พลางพลิกกลับด้านแล้วเขียนลำดับการคำนวณลงบนพื้น เพียงครู่เดียว นางก็ได้ผลลัพธ์ "สองพันเจ็ดสิบเอ็ดตำลึงสองเฉียนเจ้าค่ะ!"
"มิเลว คำตอบถูกต้อง!" หลินซูกล่าว "เช่นนั้นแล้ว พวกเราได้กำไรมากขึ้น หรือว่าน้อยลงเล่า?"
"คุณชาย ท่านช่างชาญฉลาดยิ่งนัก" เสี่ยวเถามีความสุขยิ่ง ในฐานะผู้ทำบัญชีประจำจวนตัวน้อย ยิ่งเห็นเงินทองเพิ่มพูนขึ้นนางย่อมยินดีที่สุด
ทันใดนั้น นางก็พลันสะดุ้งโหยง เมื่อปรากฏสตรีในชุดขาวผู้หนึ่งเบื้องหน้า สตรีผู้นั้นจ้องมองไปยังพื้นดินซึ่งเป็นจุดที่นางเพิ่งจะเขียนตัวเลขคำนวณทิ้งไว้ เสี่ยวเถาจำนางได้ สตรีผู้นี้คือเทพธิดาที่มาพบคุณชายเมื่อวานนี้นั่นเอง
จางอี้อวี่จ้องมองลำดับตัวเลขบนพื้นด้วยความงุนงง บนพื้นมีสัญลักษณ์ประหลาดๆ ที่นางมิเคยเห็นแม้แต่อย่างเดียว แต่เหตุใดเพียงใช้สัญลักษณ์เหล่านี้คำนวณโจทย์ที่ซับซ้อนเช่นนั้น สาวใช้ตัวน้อยคนนี้กลับให้คำตอบออกมาได้ในชั่วพริบตา?
แปดร้อยหกสิบสามชั่ง ชั่งละ สามเฉียน จะเป็นเท่าใด? หากถามนาง นางย่อมมิอาจตอบได้ทันที ต้องใช้ลูกคิดจัดเรียงอยู่ค่อนวัน ทว่าแม่นางน้อยผู้นี้กลับตอบออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งที่บอกว่าเป็นการคำนวณในใจ
แห่งเดียวได้ สองพันห้าร้อยแปดสิบเก้าเฉียน หากแปดแห่งจะเป็นเท่าใด?
นี่มันน่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว ตัวเลขมหาศาลเช่นนี้ หากใช้ลูกคิด คงต้องวางซ้อนกันจนสูงตระหง่าน ทว่าแม่นางน้อยผู้นี้นั่งยองๆ อยู่บนพื้นเพียงครู่เดียวก็คำนวณออกมาได้สำเร็จ
สวรรค์ช่วย แม่นางผู้นี้คืออัจฉริยะด้านวิชาคำนวณอย่างนั้นหรือ! แต่ทว่านางใช้วิธีการคำนวณแบบใดกัน ตัวนางเองกลับมิเข้าใจเลยแม้แต่น้อย
"เสี่ยวเถา นี่คือวิธีการคำนวณแบบใดกัน?" จางอี้อวี่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาทอประกายเจิดจ้า
"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเรียกว่าวิธีใด? ทั้งหมดนี้คุณชายของข้าเป็นผู้สอนเจ้าค่ะ คุณชายเจ้าคะ สิ่งนี้เรียกว่าอะไรหรือเจ้าคะ?" เสี่ยวเถาตอบด้วยความภาคภูมิใจ นางเชิดหน้าขึ้นพลางถามคุณชาย ทรวงอกของนางก็เชิดขึ้นตามไปด้วย ความอวบอิ่มของนางคือสิ่งที่นางภาคภูมิใจยิ่งนัก ดูเหมือนจะสูงล้ำกว่าพี่สาวเทพธิดาเบื้องหน้าอยู่เล็กน้อย
"การคูณอย่างไรเล่า เจ้ามิได้ท่องจำมาตลอดสามคืนหรอกหรือ? กระทั่งชื่อวิชายังมิรู้รึ?"
จางอี้อวี่ยิ่งสับสนหนักขึ้น "การคูณ? สิ่งใดคือการคูณ? อีกทั้งสัญลักษณ์เหล่านี้"
หลินซูชะงักไป เขาเข้าสู่โลกแห่งคณิตศาสตร์จนลืมไปว่าตนเองอยู่ที่ใด
โลกยุคโบราณนี้มิมีการคูณหาร การคูณทั้งหมดล้วนถูกแปรเปลี่ยนเป็นการบวกลบ เช่นว่าโรงสุราแปดแห่ง แต่ละแห่งได้ สองพันห้าร้อยแปดสิบเก้าเฉียน หากให้คนทั่วไปคำนวณ พวกเขาคงต้องขนลูกคิดออกมาสองหมื่นอัน แล้วนั่งนับไปทีละอัน อีกทั้ง พวกเขาจะไปรู้จักเลขฮินดูอารบิกได้อย่างไร?
อีกทั้งตัวเลขทั้งหมดล้วนเป็นอักษรจีน แถมยังเป็นตัวเต็มอีกต่างหาก จะมิให้คนปวดหัวตายได้อย่างไร?
"นี่คือสัญลักษณ์การนับแบบใหม่ นี่คือเลขหนึ่ง นี่คือเลขสอง... ส่วนการคูณนั้น เป็นการสกัดแก่นแท้ออกมาจากวิชาบวกและลบ เพื่อให้การคำนวณง่ายขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นเป็นร้อยเท่า"
หัวใจของจางอี้อวี่เต้นรัว สวรรค์ พี่ชายของนางเคยบอกว่าหลินซูเชี่ยวชาญในสรรพวิทยา ทว่านึกมิถึงว่าจะเชี่ยวชาญถึงระดับนี้ ถึงขั้นบัญญัติวิชาลับที่เพิ่มประสิทธิภาพได้เป็นร้อยเท่า คัมภีร์สวรรค์โบราณเล่มนั้น หากมิใช่มอบให้เขาแล้ว จะมอบให้ผู้ใดได้อีก?
"เสี่ยวเถา ข้ามีธุระจะสนทนากับคุณชายของเจ้าสักหน่อย เจ้าช่วยออกไปก่อนได้หรือไม่?"
เสี่ยวเถาเบนสายตาไปทางคุณชาย หลินซูพยักหน้าเบาๆ "ไปที่โรงสุราเถิด ไปบอกเถ้าแก่ติงว่ามิต้องชำระด้วยเงินสดทุกวันแล้ว ให้สรุปยอดชำระเดือนละครั้ง โดยใช้ตั๋วเงินโดยตรงเลย การวางเงินตำลึงกองพะเนินไว้ในจวนมิมีความจำเป็นอันใด"
"เจ้าค่ะ!" เสี่ยวเถาเดินออกไป
หลินซูรินน้ำชาให้จางอี้อวี่หนึ่งถ้วย หัวใจของเขาแอบเต้นแรงขึ้น หากคาดการณ์มิผิด นางคงจะเอ่ยถึงคัมภีร์สวรรค์โบราณแล้ว
จางอี้อวี่ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ภายในใจทบทวนแผนการทั้งหมดเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อยืนยันแน่นอนแล้วจึงเอ่ยปาก "พี่ชายของข้ามิรู้ว่าเคยเอ่ยเรื่องหนึ่งกับเจ้าหรือไม่... นั่นคือ เรื่องคัมภีร์สวรรค์โบราณ"
หลินซูขมวดคิ้ว "ดูเหมือนจะมิเคย คัมภีร์สวรรค์โบราณคือสิ่งใดหรือ?"
คัมภีร์สวรรค์โบราณ มีนามว่า 'คัมภีร์สวรรค์มหาจักรพรรดิเหวินหวัง' เป็นคัมภีร์ที่ยอดมหาปราชญ์ของสำนักเซียนปี้สุ่ยได้รับมาจากการสำรวจความลับในโพ้นทะเลเมื่อสิบปีก่อน เนื้อหาภายในลึกล้ำกว้างขวางยิ่งนัก ยอดฝีมือในวิถีแห่งการบำเพ็ญมากมายต่างพยายามถอดความมานานถึงเจ็ดปี ทว่ากลับมิได้รับสิ่งใดเลย"
ต่อมาคนของสำนักเซียนปี้สุ่ยจึงได้ใคร่ครวญว่า คัมภีร์นี้มีนามว่า 'คัมภีร์สวรรค์มหาจักรพรรดิเหวินหวัง' หรือจะหมายความว่าต้องใช้อัจฉริยะในวิถีอักษรจึงจะถอดความได้?
ด้วยเหตุนี้ จางฮ่าวหรานจึงถูกจางอี้อวี่พาขึ้นเขาไปพากเพียรศึกษาอยู่สามปี จนสามารถถอดความได้หนึ่งม้วน ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าอัจฉริยะในวิถีอักษรนั้นได้ผลจริงๆ!
ทว่าด้วยเหตุที่จางฮ่าวหรานสามารถถอดความได้ จึงทำให้ยอดฝีมือของสำนักเซียนปี้สุ่ยเชื่อว่า การถอดความในคัมภีร์โบราณนี้หาได้เกี่ยวข้องกับระดับการบำเพ็ญเพียรไม่ ทว่าเกี่ยวข้องกับวิชาคำนวณ ปัญจธาตุ และดาราศาสตร์ อันเป็นสรรพวิทยาเหล่านั้น
"หากเกี่ยวข้องกับวิชาคำนวณเหล่านั้นก็นับว่าน่าสนใจ ทว่าข้าเกรงว่าจะมิสะดวกเข้าร่วมกระมัง อย่างไรเสียสิ่งนี้ก็เป็นความลับสุดยอดของสำนักเซียน"
"คัมภีร์ใช้ชื่อ 'มหาจักรพรรดิเหวินหวัง' ความจริงก็ได้ชี้แนะแล้วว่าคนในวิถีอักษรคือผู้ที่สวรรค์เลือกมาเพื่อถอดความในคัมภีร์ การที่เจ้ามาถอดความนับว่าสอดคล้องกับเจตจำนงแห่งสวรรค์ มีหรือสำนักเซียนจะฝืนลิขิตฟ้าเพื่อทำอันตรายต่อเจ้า? มีแต่จักต้องขอบคุณเจ้าอย่างสุดซึ้งเสียมากกว่า"
"ในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้าย่อมเชื่อถือ เอาเถิด ลองดูสักครั้ง บางทีข้าอาจจะมิสามารถถอดความได้เลยก็เป็นได้"
จางอี้อวี่สะบัดมือ พลันปรากฏคัมภีร์เล่มหนึ่งขึ้นกลางฝ่ามือ บนหน้าปกจารึกอักษรตัวโตสี่ตัวว่า 'คัมภีร์สวรรค์มหาจักรพรรดิเหวินหวัง'
หลินซูเปิดหน้าปกออก ยามที่เนื้อหาภายในปรากฏสู่สายตา หัวใจของเขาก็เต้นรัวขึ้นมาทันที ในชั่วพริบตานั้นเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่า คนของสำนักเซียนปี้สุ่ยเข้าใจผิดไปอย่างมหันต์แล้ว
คัมภีร์สวรรค์มหาจักรพรรดิเหวินหวัง มิได้หมายความว่าให้บัณฑิตเป็นผู้ถอดความ ทว่า... คัมภีร์เล่มนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับบุคคลที่นามว่าเหวินหวัง
คนผู้นั้นก็คือ โจวเหวินหวัง เพราะเหตุใดน่ะหรือ? เพราะเนื้อหาที่บันทึกอยู่ภายในนั้นเขาคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือหลักการของแปดทิศ
โจวเหวินหวังคือบุคคลในสมัยราชวงศ์โจว สำนักปรัชญาต่างๆ ในโลกเดิมที่เขาจากมานั้นเขาเกิดช้ากว่าโจวเหวินหวังถึงหกร้อยกว่าปี ทว่ากับโลกยุคโบราณนี้ เขากลับเริ่มมิเข้าใจเสียแล้ว
โลกนี้มีผลงานของสำนักปรัชญาต่างๆ ทว่ากลับมิมีเรื่องราวของโจวเหวินหวังเลยแม้แต่น้อย ทว่ายามนี้กลับมีคัมภีร์สวรรค์มหาจักรพรรดิเหวินหวังปรากฏออกมา และภายในยังบันทึกเรื่องแปดทิศเอาไว้อีกด้วย
แผนภาพแปดทิศเขาก็เคยเห็นผ่านตามาบ้าง ยามนี้มันปรากฏชัดแจ้งอยู่ในระบบความจำอันเหนือชั้นของเขา
เขากวาดสายตาอ่านไปอย่างรวดเร็ว ในบทแรกมีร่องรอยการทำสัญลักษณ์ด้วยน้ำหมึกใหม่ เห็นได้ชัดว่าเป็นร่องรอยที่จางฮ่าวหรานทำทิ้งไว้ ซึ่งบทแรกนี้เองคือผลลัพธ์ที่เขาใช้เวลาถึงสามปีในการถอดความ
เมื่อพิจารณาจากสิ่งนี้ คัมภีร์เล่มนี้หาใช่ต้นฉบับดั้งเดิมไม่ ทว่าเป็นการคัดลอกจำลองออกมา มิเช่นนั้นคงมิอนุญาตให้เขาขีดเขียนอักษรลงไปบนนั้นได้
ทว่าหลินซูกลับเต็มไปด้วยความงุนงง เพราะสิ่งที่บรรยายไว้ในนี้ กับแปดทิศในความทรงจำของเขานั้นดูจะคล้ายคลึงทว่าก็มีความแตกต่าง ซึ่งแปดทิศในความทรงจำของเขา จะต้องมีแผนภาพปรากฏขึ้นก่อน แล้วจึงตามด้วยคำอธิบายอย่างละเอียด
แล้วแผนภาพเล่า?
ตั้งแต่บทที่หนึ่ง บทที่สอง ไปจนถึงบทที่สิบ มิมีแผนภาพเลยแม้แต่ภาพเดียว หากไร้ซึ่งแผนภาพแปดทิศ จะสนทนาเรื่องแปดทิศได้อย่างไร? การกล่าววาจาออกมาลอยๆ เช่นนี้ มิใช่คัมภีร์สวรรค์ที่อ่านมิรู้ความหรอกหรือ?
หลินซูพลันชะงัก หรือจะกล่าวได้ว่า นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คัมภีร์สวรรค์กลายเป็นคัมภีร์สวรรค์ที่ไร้ผู้ล่วงรู้? เพราะมันขาดแผนภาพแปดทิศที่สำคัญที่สุดไป!
เขาปิดคัมภีร์ลง พลันค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาอันงดงามคู่หนึ่งของจางอี้อวี่กำลังจ้องมองเขาอยู่ด้วยความคาดหวัง
"เจ้ามองเห็นสิ่งใดบ้างหรือไม่?"
"จะง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ? ข้าขออ่านดูอีกสักหน่อยเถิด"
—--------
ปล. ขอย้ำเตือนอีกครั้ง การแปลเรื่องนี้ มีการใช้ "ศัพท์และแนวคิดสมัยใหม่" ในส่วนของความคิดของหลินซูที่มาจากโลกยุคปัจจุบันนะคะ