- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 51 ค่ายกล
บทที่ 51 ค่ายกล
บทที่ 51 ค่ายกล
หลินซูก้มศีรษะศึกษาคัมภีร์ต่อไปอย่างมุ่งมั่น โดยเริ่มอ่านตั้งแต่บทแรก
ตำแหน่งเฉียน… ตำแหน่งเจิ้น… ตำแหน่งคุน… จุดบรรจบแห่งปราณปฐพี… จุดสูงสุดแห่งวิถีโค้ง… วิถีเฉียง… และจุดตกลงตามธรรมชาติแห่งปราณปฐพี
แผนภาพแปดทิศคลี่ขยายออกภายในห้วงความคิดของหลินซู เขาเปรียบเทียบจุดตำแหน่งเหล่านั้นพร้อมทั้งคำนวณด้วยมืออย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็คำนวณจุดตำแหน่งทั้งปวงได้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว
จางฮ่าวรานนั้นนับว่าไม่ธรรมดาเลยจริง เขาสามารถคำนวณจุดตำแหน่งได้มากมายถึงเพียงนี้ ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานวิชาคณิตศาสตร์เรื่องวิถีโค้งจากโลกเดิมที่เขาจากมาแม้แต่น้อย เขากลับยังสามารถคำนวณออกมาได้ เพียงแต่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยเท่านั้นเอง
เพียงครึ่งชั่วยามแรกเขาก็คำนวณบทที่หนึ่งเสร็จสิ้นแล้ว
จุดต่างๆ เริ่มหลอมรวมเข้ากับแผนภาพแปดทิศในห้วงสมองของเขา ทันใดนั้นแผนภาพแปดทิศก็พลันเคลื่อนไหวอย่างประหลาดแปลกยิ่งนัก ราวกับว่าสมองของเขากำลังสำแดงสิ่งหนึ่งออกมา... ค่ายกล!
ใช่แล้ว! ค่ายกล!
เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์สวรรค์เล่มนี้ก็คือค่ายกล! มันคือค่ายกลที่ใช้แผนภาพแปดทิศเป็นรากฐานและดำเนินตามหลักการของแปดทิศนั่นเอง
เพราะเหตุที่ขาดแผนภาพแปดทิศไป จึงไม่มีผู้ใดสามารถทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์เล่มนี้ได้แม้แต่น้อย แม้จางฮ่าวรานจะมีพรสวรรค์ชาญฉลาดและมีความรอบรู้ในสรรพวิทยาที่ล้ำเลิศเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจถอดบทความลับนี้ได้
ค่ายกลแรกนั้นเรียบง่ายที่สุด แต่เขาก็ยังคำนวณผิดพลาดไปถึงสองจุด แม้จะเป็นเพียงความผิดพลาดเล็กน้อยเพียงเศษเสี้ยวหลี แต่ในวิถีแห่งค่ายกลนั้น ความผิดพลาดเพียงนิดก็ย่อมส่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกันยิ่งนักราวฟ้ากับดิน
หลินซูใช้เวลาช่วงเช้าทั้งวันไปกับการคำนวณอย่างไม่หยุดหย่อน
จนกระทั่งยามตะวันตรงศีรษะหลินซูจึงล้มตัวลงนอนพักผ่อนบนเก้าอี้เอน ส่วนจางอี้อวี่ผู้เป็นถึงยอดฝีมือขั้นที่ห้า ถึงกับยอมรินน้ำชาให้อีกฝ่าย และแทบอยากจะนวดหลังให้ด้วยซ้ำไป ก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อนางมีเรื่องต้องขอร้องเขานี่
แม้หลินซูจะพักสายตาแต่เขาก็ยังไม่ได้หลับไปจริงๆ ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาเขาสามารถคำนวณจุดตำแหน่งทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดของค่ายกลทั้งสามรูปแบบได้อย่างแม่นยำ โดยแต่ละค่ายกลประกอบด้วยจุดสำคัญสามสิบหกจุด
เขารู้สึกตระหนกอยู่ในใจ เพราะค่ายกลเหล่านี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น? เดิมทีโลกใบนี้ก็มีค่ายกลอยู่แล้ว แต่ค่ายกลที่มีอยู่นั้นยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยทั่วไปใช้เพียงเพื่อคุ้มครองเคหะสถาน ทำให้ผู้ที่ก้าวล่วงเข้ามาหลงทิศทาง เกิดภาพลวงตา หรือกดข่มระดับพลังฝึกตนเท่านั้น
ทว่าค่ายกลแปดทิศเหวินหวังนี้กลับล้ำลึกกว่ามากนัก ซึ่งขอบเขตการปกคลุมของมันอาจกว้างไกลได้ถึงหนึ่งร้อยลี้!
ค่ายกลสกัดกั้น เป็นค่ายกลแห่งการป้องกันอันแข็งแกร่ง เมื่อตั้งค่ายกลสำเร็จแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดหวังจะย่างกรายเข้ามาได้
ค่ายกลกักขัง เป็นค่ายกลแห่งการกักกัน เมื่อตั้งค่ายกลสำเร็จแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดหวังจะหลบหนีออกไปได้
ค่ายกลสังหาร เมื่อตั้งค่ายกลสำเร็จแล้ว ผู้ที่อยู่ภายในมีเพียงความตายรออยู่เท่านั้น และค่ายกลเช่นนี้ เขาจะมอบให้แก่สำนักเซียนปี้สุ่ยได้จริงหรือ?
หากสำนักเซียนปี้สุ่ยเป็นสำนักที่ชั่วร้ายและนำค่ายกลนี้ไปเข่นฆ่าผู้คนใต้หล้า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?
นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อสำนักเซียนปี้สุ่ย ครั้งแรกที่เขารู้จักชื่อนี้คือที่ริมหาดแม่น้ำ เหล่าผู้อพยพลี้ภัยนับแสนชีวิตที่ริมหาดนั้น ต้องทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนเพื่อปลูกดอกข้าวถิงให้สำนักเซียนปี้สุ่ย แต่สุดท้ายกลับต้องอดตายจนกลายเป็นซากศพกองเป็นพูน
ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว สำนักเซียนปี้สุ่ยจึงมิใช่สำนักที่ดีงามอันใด ศีลธรรมนับว่าย่ำแย่นัก
แน่นอนว่าแม่นางน้อยจางอี้อวี่ผู้นี้ถือว่านิสัยไม่เลว แต่นางจะยอมมาเป็นภรรยาของเขาหรือไม่เล่า? เหตุใดเขาต้องช่วยงานใหญ่โตถึงเพียงนี้ให้แก่สำนักบำเพ็ญเพียรด้วย?
แต่ในเมื่อคัมภีร์สวรรค์มาอยู่ในมือเขาแล้ว หากไม่ส่งมอบสิ่งใดคืนไปเลยก็คงจะผ่านด่านนี้ไปไม่ได้ ควรจะส่งมอบสิ่งใดออกไปดี? นี่เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวยิ่งนัก… ช่างมันเถอะ อย่าเพิ่งไปคิดเลย เร่งถอดความในคัมภีร์สวรรค์ทั้งเล่มให้เสร็จสิ้นก่อนค่อยว่ากัน
ในช่วงบ่ายเขาจึงทำการถอดความคัมภีร์สวรรค์ต่อไป แม้ไม่มีค่ายกลใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่กลับมีหลักการใหม่ที่ว่าค่ายกลสามารถเลื่อนระดับได้ รากฐานค่ายกลสามสิบหกจุดสามารถแตกแขนงการเปลี่ยนแปลงได้ไม่สิ้นสุด หนึ่งกำเนิดสอง สองกำเนิดสาม สามกำเนิดสรรพสิ่ง
วิธีการแตกแขนงเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้การคำนวณ ซึ่งการคำนวณเช่นนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับหลินซูอย่างยิ่ง มั่นใจได้เลยว่าหากให้จางฮ่าวรานมาคำนวณ เขาคงต้องมึนงงไปหมด และคงคำนวณไม่ออกไปอีกหมื่นปีเป็นแน่
ครั้นยามที่แสงสุริยาจะลับขอบฟ้า หลินซูก็อ่านคัมภีร์จนจบทั้งสิบม้วนแล้ว
ด้วยความสามารถพิเศษที่เป็นดั่งนิ้วทองคำของเขา เพียงแค่ได้เห็นได้สัมผัสก็เท่ากับว่าเขาได้คัดลอกมันไว้แล้ว ส่วนการจะคำนวณให้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดนั้น เขาคาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร
อย่างไรก็ตามสำหรับเขาแล้ว คัมภีร์สวรรค์โบราณเล่มนี้ถือว่าถูกถอดความจนเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะสิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้เหลือเพียงแค่การคำนวณเท่านั้น
หลินซูส่งคืนคัมภีร์สวรรค์โบราณให้แก่จางอี้อวี่
จางอี้อวี่แสดงสีหน้าผิดหวัง "ไม่สามารถถอดความได้หรือ?"
เพียงแค่วันเดียวก็ส่งคืนคัมภีร์ให้แก่นางแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาคงไม่ได้รับสิ่งใดเลย
"พอจะได้อะไรมาบ้าง ข้าจำเป็นต้องรวบรวมและไตร่ตรองถึงประเด็นสำคัญบางประเด็นให้ถี่ถ้วน แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้คัมภีร์สวรรค์โบราณแล้ว"
"ตกลง!" จางอี้อวี่รีบเก็บคัมภีร์สวรรค์โบราณไปทันที
"เจ้าพักอยู่ที่นี่เถอะ หากข้ามีความคิดอะไรดีๆ ขึ้นมา พวกเราจะได้แลกเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา"
จางอี้อวี่มองไปรอบๆ ด้วยสายตากังวลใจเล็กน้อย
"ทำไมรึ? ผู้บำเพ็ญเพียรไม่ควรทำตัวให้สง่างามเปิดเผยหน่อยหรือ? หรือว่าเจ้ากลัวข้าจะทำอะไรเจ้ากันแน่?" หลินซูเอ่ยกลั้วหัวเราะ
จางอี้อวี่เริ่มลังเลใจ
ใช่แล้ว นางลงจากเขามาก็เพื่อแสวงหามรรคผลมรรคา โดยไม่ได้มีหน้าที่ที่ชัดเจนหรือเรื่องที่ต้องทำเป็นพิเศษ เมื่อคืนนั้นอั้นเย่ผู้นั้นได้คุยกับเขาเพียงไม่กี่คำ ก็ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจนก้าวข้ามขอบเขตแห่งมรรคา แม้แต่เป่าซานมหาปราชญ์ผู้นั้น ก็ยังมีข่าวว่าเพราะเขาจึงสามารถทะลวงผ่านขอบเขตขั้นสุดยอดของหัวใจอักษรมาได้
คนที่อยู่ตรงหน้านี้มักทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายอยู่เสมอ หากอยู่กับเขาต่อไป บางทีอาจจะได้รับความประหลาดใจอะไรบางอย่างจริงๆ ก็เป็นได้ และอีกอย่างก็เป็นจริงดังที่อีกฝ่ายว่าไว้ เขาก็ไม่อาจทำอะไรนางได้จริงๆ
ทันทีที่นางตอบตกลง หลินซูก็ยินดียิ่งนัก การได้อยู่ร่วมห้องกับสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้? หากต้องอยู่ด้วยกันไปนานเข้า เขายังจะต้องกังวลว่านางจะเหาะหนีไปที่ใดได้อีกหรือ?
ที่สำคัญไปกว่านั้น นางคือคู่ซ้อมที่ดีมากรู้ตัวหรือไม่? โดยเฉพาะในยามค่ำคืนเช่นนี้...
ในคืนวันนั้นเอง! ทันทีที่หลินซูซัดมีดสั้นออกไป จางอี้อวี่ก็ต้องตกตะลึง "เกิดอะไรขึ้น? เจ้าดูเปลี่ยนแปลงไป"
แม้พลังฝีมือของเขาจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่บนมีดสั้นนั้นกลับมีกระแสพลังประหลาดบางอย่าง ที่ทำให้วิถีมีดกลายเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา
"หลังจากที่เจ้าไปเมื่อช่วงเช้า อั้นเย่ก็มาหาข้า นางบอกว่าวิธีที่เจ้าปรับปรุงให้ข้าเมื่อคืนก่อนนั้นหยาบเกินไป ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่เข้าใจในวิถียุทธ์ นางจึงได้แก้ไขข้อผิดพลาดบางอย่างให้แก่ข้า ข้าว่ามันเห็นผลได้ทันตาเลยทีเดียว"
จางอี้อวี่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา ที่ว่านางไม่เข้าใจวิถียุทธ์อย่างนั้นหรือ? จริงอยู่นางอาจไม่เชี่ยวชาญในวิถียุทธ์ แต่นางคือมรรคบุปผาห้าชั่วฟ้า ความล้ำลึกแห่งมรรคามีหรือที่นักรบทั่วไปจะมาวิพากษ์วิจารณ์ได้?
หลินซูสะบัดมือเรียกมีดสั้นกลับมา "จะว่าไป เจ้าพอจะมีวิธีพิสูจน์ให้เห็นได้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วเจ้าสูงส่งกว่านาง?"
"เจ้าพิสูจน์ตัวเองให้เห็นก่อนเถอะ!" จางอี้อวี่สะบัดมือวูบหนึ่ง มีดสั้นก็พุ่งตรงเข้าหาหน้าผากของหลินซูทันที
'ให้ตายเถอะ โมโหแล้วรึ?' หลินซูรับมีดสั้นไว้ พร้อมกับโคจรพลังแห่งทวารหยินเข้าเสริม เสียงลมหวีดหวิวที่รุนแรงบนมีดสั้นพลันเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
จางอี้อวี่ลอบตระหนกอยู่ในใจ หากมีดเล่มนี้ใช้ลอบสังหารจากทางด้านหลัง แม้แต่ผู้ที่เป็นยอดศัตราวุธโดยทั่วไปก็อาจจะหลบไม่พ้น
มีดต่อมาหลินซูได้ผนึกพลังแห่งทวารหยางเข้าไป เมื่อซัดมีดออกไป พลานุภาพก็ระเบิดออกอย่างกึกก้อง ราวกับว่าเป็นวิถีมีดของเทพเจ้า ส่วนมีดถัดมา พลานุภาพอันยิ่งใหญ่เป็นเพียงภาพลวงตา แต่ตัวมีดสั้นกลับพุ่งออกไปอย่างไร้สรรพเสียง
หนึ่งคืนผ่านพ้นไป หลินซูหมดเรี่ยวแรงจนล้มพับไปอีกครั้ง ส่วนจางอี้อวี่ถือมีดสั้นยืนใจลอยด้วยความทึ่ง
เพียงแค่สองคืนเท่านั้น วิชาการใช้มีดสั้นของอีกฝ่ายกลับก้าวหน้าไปจนถึงขั้นนี้ หากฝึกฝนไปอีกสักปีสองปี จะไม่เป็นดั่งที่เขาเคยกล่าวไว้หรือว่า... หลินมีดบิน ไม่เคยพลาดเป้า?
หนึ่งวิชาที่เป็นเลิศ ย่อมเหนือกว่าหมื่นวิชาที่เชี่ยวชาญงูๆ ปลาๆ อย่างนั้นหรือ?
เจ้าคนแซ่หลินผู้นี้ช่างเหมือนปีศาจยิ่ง พอนางช่วยปรับปรุงวิชาให้ เขากลับเอาไปให้อั้นเย่ช่วยเสริมต่ออีกชั้น พอมาเมื่อคืนเขายังใช้แผนยั่วโทสะเพื่อหลอกให้นางช่วยขัดเกลาวิชาให้อีกรอบ
เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังคำนวณทั้งสองฝ่าย? พยายามจะดูดเอาความรู้จากพวกนางทั้งสองจนหมดเกลี้ยง? เมื่อมีความคิดเช่นนี้แล้ว นางจึงจ้องมองคนที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
คัมภีร์สวรรค์โบราณ เขาถอดความได้จริงหรือไม่?
หากมิเป็นเช่นนั้น ด้วยนิสัยที่ทำทุกอย่างให้ถึงขั้นสมบูรณ์ที่สุดของเจ้าเด็กนี่ เขาจะยอมส่งคืนคัมภีร์โดยไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์เช่นนี้ได้อย่างไร? ซึ่งเขาคงต้องหาทางคัดลอกสำเนาไว้เป็นแน่ ที่สำคัญอีกฝ่ายเขียนตัวอักษรได้รวดเร็วจนต้องตกตะลึง หากคลาดสายตาไปเพียงนิด เขาก็คงทำสำเร็จไปแล้ว
แต่เขาไม่ได้คัดลอกสำเนา ส่งคืนคัมภีร์โดยตรง แสดงท่าทีเหมือนไม่มีความต้องการอะไรเลย ช่างน่าสงสัยยิ่งนัก! … เขา บางทีอาจจะถอดความในคัมภีร์ได้แล้วก็เป็นได้!
จางอี้อวี่มีสีหน้าผันแปรไปมา หากเขาถอดความได้แล้วและยังคงไม่ยอมปล่อยนางไป นั่น... นั่นก็มีปัญหาใหญ่แล้ว เขาอาจจะมุ่งหวังตัวนาง หรือมุ่งหวังให้นางช่วยซ้อมฝีมือ ทั้งสองอย่างเขาทำได้ทั้งนั้น
ต้องกระทบกระแทกเขาสักหน่อย ใช้อุบายอะไรบางอย่าง… ภายในสมองของจางอี้อวี่หมุนเร็วราวกับลูกข่างอย่างลับๆ
ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงสามง้าว
หลินซูทะยานลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ออกจากรั้วลานบ้าน กระโดดลงสู่แม่น้ำฉางเจียง อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดหมดจด เมื่อเขากระโดดขึ้นจากแม่น้ำ กำลังจะเหาะกลับ ทันใดนั้นก็มีชายชราผมขาวเดินมาพบ ชายชรามือถือไม้เท้า บนไม้เท้านั้นเขียนว่า 'ทำนายดวง'
"คุณชาย สนใจจะตรวจดวงชะตาหรือไม่?" ชายชราเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาทั้งสองข้างกลับเป็นสีขาวโพลน
เขาเป็นคนตาบอด
"ไม่ทำนาย!" หลินซูเดินผ่านชายชราไป
ทว่าจากด้านหลังกลับมีเสียงของชายชราดังขึ้นว่า "เมื่อสามวันก่อนยังเกือบจะสิ้นชีวี ทว่าวันนี้กลับมีวาสนาแผ่ไพศาล แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าในอีกสิบวันข้างหน้า ชีวิตจะยังรักษาไว้ได้หรือไม่?"
หลินซูชะงักฝีเท้า แล้วค่อยๆ หันกลับมามอง ดวงตาสีขาวโพลนของชายชรายังคงจดจ้องมาที่เขา
"ท่านลองทำนายดูก่อนสิว่า ในตัวข้ามีเงินติดมาบ้างหรือไม่?"
"เจ้าไม่มีเงินติดตัว แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีที่ผู้เฒ่าเช่นข้าทำนายดวงให้โดยไม่คิดเงิน"
"ไม่คิดเงินรึ? เพราะเหตุใดกัน?"
"ผู้เฒ่ามีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่ หากดวงดี แม้ร้อยตำลึงทองก็ยังถือว่าน้อยไป แต่หากดวงถึงฆาต ย่อมไม่เรียกเก็บเงินแม้เพียงหนึ่งเฟิน"
ชายชราก้าวเดินตรงไปยังริมแม่น้ำอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาพูดถึงเพียงนี้ โดยปกติแล้วผู้ถูกทักควรจะรีบตามไปถามไถ่ถึงเหตุผล แต่หลินซูกลับหันหลังเดินกลับเข้าลานบ้านไปทันที
ที่ใต้ต้นพฤกษาฮ่วย จางอี้อวี่หันมามองเขาแล้วเอ่ยถามว่า "เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
หลินซูมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก "สงสัยจะตื่นเช้าเกินไปจนเจอผีเข้าแล้ว! ไปพบชายชราหมอดูคนหนึ่ง บอกว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสิบวัน! ข้าขอสาปแช่งบรรพบุรุษเขาจริงๆ"
"เขายังพูดอะไรอีกหรือไม่?"
"ข้าจะไปเชื่อเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร? ข้าจึงหันหลังเดินกลับมาเลยโดยไม่ได้ถามอะไรต่อ"
"ในใต้หล้านี้มีผู้มีวิชาเร้นลับมากมาย สำนักพยากรณ์ก็มักจะมีผู้คนออกท่องยุทธภพอยู่เสมอ ในเมื่อเขาทักขึ้นมา ย่อมต้องมีเหตุผล จะทำเป็นประมาทได้อย่างไร? แล้วชายชราผู้นั้นอยู่ที่ใด?"
"เมื่อครู่ยังอยู่ที่ริมแม่น้ำ..." หลินซูเงยหน้าขึ้นมอง ทว่าที่ริมแม่น้ำกลับไม่มีวี่แววของผู้ใดเลย
จางอี้อวี่มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที นางรีบทะยานออกไปนอกกำแพงมุ่งตรงไปยังทิศทางที่หลินซูบอก เพียงครู่เดียวนางก็กลับมาพร้อมกับสีหน้าท่าทางที่ดูประหลาด
"ว่าอย่างไร? จริงๆ แล้ว..."
"มีข่าวดีหนึ่งเรื่องและข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง เจ้าอยากจะฟังเรื่องใดก่อน?" จางอี้อวี่มีสีหน้าที่ดูไม่ปกติอย่างยิ่ง
'ให้ตายเถอะ...' "ข่าวดี!"
"ข่าวดีก็คือ สิ่งที่คนผู้นั้นพูดกับเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ เพราะเขาไม่ใช่คนของสำนักพยากรณ์ และเขาก็ทำนายดวงไม่เป็นเลยสักนิด"
"นับว่าเป็นข่าวดีจริงๆ แล้วข่าวร้ายล่ะ?"
"คนผู้นั้นไม่ใช่คน แต่เป็นเผ่าพรรณวารี!"
"หมายความว่าอย่างไร?"
"หมายความว่า... เรื่องที่เจ้ามีตันปีศาจของมังกรสมุทรใจโฉดอยู่ในร่างกายนั้นถูกล่วงรู้เข้าแล้ว เผ่าพรรณวารีจะต้องมาหาเรื่องเจ้าแน่ เพราะสำหรับเผ่าพรรณวารีแล้ว สิ่งที่พวกเขายอมรับไม่ได้ที่สุดก็คือการถูกชิงเอาตันปีศาจไป"
"หากเจ้าทำลายร่างกายของพวกเขาก็ยังพอว่า แต่หากกลืนกินตันปีศาจของพวกเขาไปแล้ว พวกเขาจะตามล่าเจ้าไปจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง..."
—------------
ปล. ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงสามง้าว ความหมายโดยนัย หมายถึง "เวลาสายมากแล้ว" เป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงจากขอบฟ้ามาได้ระยะหนึ่งแล้ว
ด้วยรัก… ราตรีเสมือนฝัน