เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 บริภาษทำลายล้างตระกูลจาง

บทที่ 39 บริภาษทำลายล้างตระกูลจาง

บทที่ 39 บริภาษทำลายล้างตระกูลจาง


บทที่ 39 บริภาษทำลายล้างตระกูลจาง

ชายชราอีกคนหนึ่งพยายามกล่าวประนีประนอม "ท่านเจ้าเมืองโปรดอย่าได้ถือสากริยาของเหล่าผู้อาวุโสเลย พวกเขาเพียงแค่อัดอั้นตันใจจึงได้กระทำการวู่วามไปบ้าง"

"อัดอั้นตันใจเยี่ยงนั้นหรือ? เรื่องนี้จัดการมิยาก!" ท่านเจ้าเมืองเหลยกล่าวปนยิ้มเยาะ "พวกเจ้าก็จงไปยืนด่าทอพวกเขาที่จวนตระกูลจางเสียให้พอใจ เท่านี้ความอัดอั้นในใจย่อมมลายหายไปเอง!"

"ขอบพระคุณท่านเจ้าเมืองที่ประทานอนุญาต!" ชายชราผู้นั้นลุกขึ้นยืนตัวตรง "เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย พวกเราจงทำตามคำสั่งสอนของท่านเจ้าเมือง ไปรุมด่าทอไอ้พวกคนโฉดตระกูลจางกันเถิด!"

หึ หึ! ท่านเจ้าเมืองเหลยสะบัดแขนเสื้อเดินเข้าสู่ห้องโถงชั้นในทันที

ชายชราผู้นั้นก้าวเท้าออกจากจวนว่าการเมืองพลางร้องตะโกนไปตลอดทางว่า "ผู้น้อยน้อมรับคำสั่งจากท่านเจ้าเมือง จะไปด่าทอคนตระกูลจาง ผู้ใดมิเกี่ยวข้องโปรดหลีกทางให้ด้วย!"

ด่าทอเยี่ยงนั้นหรือ? เพียงแค่ด่าทอแล้วเรื่องราวจะจบลงเยี่ยงนี้หรือ? นี่มันคือวิธีการแก้ปัญหาแบบใดกัน? แม้แต่หลินซูเองก็ยังถึงกับพูดไม่ออก

ต้องยอมรับจริงๆ ว่าในใต้หล้าที่ยึดถือเพียงฐานันดรและอำนาจเช่นนี้ย่อมหาได้มีสิทธิสำหรับราษฎรธรรมดาไม่ หากคิดจะโค่นล้มตระกูลจางให้สิ้นซาก เห็นทีต้องพากเพียรมากกว่านี้เสียแล้ว!

ราษฎรบนท้องถนนต่างก็เริ่มหมดความหวังไปตามๆ กัน การไปด่าทอจวนตระกูลจางเยี่ยงนั้นหรือ? พวกเขาหาได้มีกะจิตกะใจจะทำไม่ ตระกูลจางแบกรับหนี้เลือดกว่าสองร้อยชีวิต ร่างกายเปื้อนด้วยโลหิตสดแห่งผู้บริสุทธิ์

หากทำได้เพียงแค่ด่าทอ ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าเวทนาและท้อแท้ยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้แม้ชายชราจะป่าวร้องไปตลอดทาง ทว่ากลับมีผู้ติดตามไปเพียงไม่กี่คน เพราะคนส่วนใหญ่ต่างรู้สึกอับอายขายหน้าจนเกินจะรับได้

ทว่าชายชราหาได้แยแสไม่ เมื่อไปถึงเบื้องหน้าจวนตระกูลจาง เขาก็เริ่มเปิดฉากด่าทอทันที!

"ตระกูลจางปลุกปั่นเพลิงพิโรธของปวงประชา ผู้น้อยน้อมรับบัญชาจากท่านเจ้าเมืองให้มาด่าทอพวกเจ้า คนตระกูลจางจงฟังให้ดี"

หลินซูถึงกับหน้ามืดครึ้มไปสิบส่วน ชายชราผู้นี้สรุปแล้วอยู่ฝ่ายใดกันแน่? เหตุใดเขาถึงรู้สึกราวกับว่าในกลุ่มของตนเองมีคนทรยศแฝงตัวอยู่?

ในเมื่อวันนี้มิอาจดำเนินเรื่องต่อไปได้ก็คงต้องปล่อยไปก่อน แล้วค่อยให้กระแสความคั่งแค้นของประชาราษฎร์สุกงอมไปตามกาลเวลา

แต่การที่เขามาทำเรื่องใหญ่โตเพียงเพื่อจะด่าทออีกฝ่ายสักรอบนี่หมายความว่าอย่างไร? หรือคิดจะใช้การด่าทอนี้เป็นเครื่องหมายปิดจบเรื่องราวเยี่ยงนั้นหรือ?

เหล่าบ่าวรับใช้ของตระกูลจางต่างพากันหัวเราะเยาะ "ท่านเจ้าเมืองสั่งมาเยี่ยงนั้นหรือ? เช่นนั้นก็ด่ามาเถิด ด่ามาเลย เรื่องเยี่ยงนี้พวกเรายินดีรับไว้!"

ชายชราเริ่มบริภาษ "พวกคนตระกูลจางที่ฉุดคร่าบุตรสาวชาวบ้าน สมควรตายหมื่นครั้ง!"

สิ้นเสียงนั้น ท่ามกลางบ่าวรับใช้สิบแปดคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูจวนตระกูลจาง พลันมีสิบคนล้มฟุบลงไปนอนเหยียดตรงสิ้นใจทันที!

นายท่านผู้เฒ่าจางที่นั่งอยู่ในห้องโถงกลาง พลันสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง "วาจาสิทธิ์สำแดงฤทธิ์!"

เขารีบยกมือขึ้นกุมลำคอของตนเองไว้แน่น ใบหน้าเขียวคล้ำจนน่ากลัว!

"พวกคนตระกูลจางที่เข่นฆ่าชิงชีวิตผู้อื่น สมควรตายหมื่นครั้ง!"

บ่าวรับใช้ที่เหลืออยู่หน้าประตูล้วนล้มลงสิ้นใจในคราเดียว ภายในจวนตระกูลจางยังมีคนอีกนับร้อยที่ล้มฟุบลงกับพื้นพร้อมๆ กัน

เก้าอี้ไม้ของนายท่านผู้เฒ่าจางพลิกคว่ำ ร่างของเขาล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นในทันที พลันดวงตาของหลินซูทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันควัน

ทางด้านเจ้าเมืองเหลยที่กำลังใช้ตราประทับขุนนางจับตาดูสถานการณ์ในจวนตระกูลจางจากระยะไกล ใบหน้าก็พลันซีดเผือดลง "วาจาสิทธิ์สำแดงฤทธิ์! นี่คือขอบเขตขั้นสุดยอดของหัวใจอักษร! เป็นผู้ใดกัน?"

"พวกคนตระกูลจางที่ปล้นชิงทรัพย์สินราษฎร สมควรตายหมื่นครั้ง!"

เสียงระเบิดดังกึกก้อง ภายในจวนตระกูลจางปรากฏคนล้มตายเพิ่มขึ้นอีกนับร้อยชีวิต!

"พวกคนตระกูลจางที่ขูดรีดรังแกชาวบ้าน สมควรตายหมื่นครั้ง!"

ฉับพลันนั้น รัศมีทองคำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากจวนว่าการเมือง เชื่อมต่อกับวิหารปราชญ์ประดุจสะพานทองคำ เจ้าเมืองเหลยเหยียบย่างมาบนสะพานทองคำนั้นพลางตะโกนก้องว่า "ผู้ใดบังอาจเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยพลการ?"

ชายชราเงยหน้าขึ้นจ้องมองเจ้าเมืองเหลย พลางตวาดกร้าว "ขุนนางที่ช่วยเหลือคนชั่วเยี่ยงเจ้า มีคุณสมบัติอันใดจะมาถือครองตราประทับขุนนาง?"

สิ้นเสียงนั้น ตราประทับขุนนางพลันถูกเงาประหลาดปกคลุมจนมัวหมอง รัศมีทองคำมลายหายไป ร่างของเจ้าเมืองเหลยร่วงหล่นลงจากเวหาตรงหน้าชายชรา ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนตาย

"ฮ่าๆๆ ด่าจบแล้ว ช่างสะใจยิ่งนัก!" ชายชราก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวก็ไปปรากฏตัวเหนือน่านน้ำแม่น้ำจางเจียง ก่อนจะก้าวเดินบนอากาศอีกครั้งและอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย

"ย่นระยะทางประดุจพลิกฝ่ามือ ขอบเขตขั้นสุดยอดของหัวใจอักษร มหาปราชญ์ท่านใดกัน?" ผู้คนนับหมื่นต่างแหงนมองไปยังแม่น้ำจางเจียง

ทว่าท่ามกลางระลอกคลื่นอันกว้างใหญ่ กลับมิเห็นร่องรอยของผู้ใดแม้เพียงคนเดียว

เหล่ามือปราบพุ่งตัวเข้าไปในจวนตระกูลจาง พบว่าภายในจวนที่มีคนอยู่กว่าเจ็ดร้อยยี่สิบคน บัดนี้หลงเหลือเพียงสตรีและเด็กเพียงเจ็ดสิบกว่าคนเท่านั้น ส่วนที่เหลือต่างสิ้นใจตายอย่างสยดสยอง หัวใจแตกสลาย หว่างคิ้วถูกเจาะทะลุ

แม้แต่นายท่านผู้เฒ่าจางผู้เป็นถึงอดีตขุนนางขั้นสาม และยอดฝีมือขั้นหัวใจอักษรที่เปรียบเสมือนเทพเจ้า ก็ยังมิอาจรอดพ้นความตายไปได้ หว่างคิ้วและหัวใจแตกสลาย สิ้นชีพอย่างอนาถ

"ย่นระยะทางประดุจพลิกฝ่ามือ วาจาสิทธิ์สำแดงฤทธิ์ สรุปแล้วคือผู้ใด? คือผู้ใดกันแน่?" เจ้าเมืองเหลยหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด

ตระกูลจางนั้นเจ้าเมืองเหลยคิดจะปกป้องไว้สุดชีวิต เพราะเส้นทางขุนนางของเขาล้วนอยู่ในกำมือของท่านเสนาบดีกรมกลาโหม ทว่าเขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่าชายชราเมื่อครู่จะเป็นถึงมหาปราชญ์ผู้ก้าวข้ามขอบเขตขั้นสุดยอดของหัวใจอักษร ทั้งยังครอบครองพลัง 'วาจาสิทธิ์สำแดงฤทธิ์' แห่งวิถีอักษร

เพียงแค่ด่าทอไม่กี่ประโยค คนตระกูลจางก็ล้มตายไปกว่าหกร้อยชีวิต!

การด่าทอครั้งนี้ ทำให้จวนเก่าของตระกูลจางเกือบจะกลายเป็นป่าช้าที่ว่างเปล่า! และที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้นคือ การด่าทอนี้กลับได้รับ 'อนุญาต' จากตัวเขาที่เป็นเจ้าเมืองเองเสียด้วย!

เช่นนั้นแล้ว ตระกูลจางพินาศลงด้วยน้ำมือของผู้ใด? หลินซูเยี่ยงนั้นหรือ? หรือจะเป็นมหาปราชญ์ท่านนั้น? หรือจะเป็นเพราะตัวเขาเอง... เจ้าเมืองเหลยจงโจว?

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เหลยจงโจวก็ถึงกับมืดแปดด้าน

หลินซูเองก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ในใจเต้นระรัวประดุจกลองรบ ที่แท้การด่าทอในวิถีอักษรนั้นทรงพลังถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ชิวโม่ฉือเดินเข้ามาใกล้พลางกระซิบถามว่า "เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาคือผู้ใด?"

หลินซูกระพริบตาตอบ "ข้ามิรู้!"

"จริงหรือ?" ชิวโม่ฉือถามย้ำ

"จริงแท้แน่นอน ทว่า... ทว่าปากกว้างๆ กับฟันเหลืองๆ ของเขานั้น ดูมีลักษณะเฉพาะในแบบเก่าก่อนที่ข้าคุ้นตาอยู่บ้าง"

ชิวโม่ฉือหัวเราะร่า "ศิษย์ผู้น้อง ข้าต้องไปแล้ว อีกสองวันจะมาดื่มสุรากับเจ้า!"

เขาสะบัดมือเรียกกระดาษทองคำออกมาแผ่นหนึ่ง ซึ่งเขียนตัวอักษร "โจว" ไว้อย่างสง่างาม เขาเหยียบย่างขึ้นบนเรือเงินแล้วทะยานไปสู่แม่น้ำจางเจียง สะบัดมือเบาๆ ก่อนจะมลายหายไปในเกลียวคลื่น

หัวใจของหลินซูเต้นแรง เยี่ยงนี้ก็ได้หรือ? แม้จะมิได้อยู่ในขอบเขตหัวใจอักษร แต่หากมีกระดาษทองคำที่ตวัดปลายพู่กันโดยยอดฝีมือขั้นหัวใจอักษร ก็สามารถครอบครองพลังในการโบยบินได้เยี่ยงนั้นหรือ?

'ตาเฒ่าเป่าซานเอ๋ย ท่านอย่ามัวแต่แสร้งทำเป็นลึกลับอยู่เลย รีบเอามาให้ข้าสักปึกเถิด ข้าอยากจะโบยบินใจจะขาดแล้ว...'

ชายชราเมื่อครู่นี้ คนอื่นอาจมิรู้ว่าเป็นใคร แต่เขาย่อมรู้ดีที่สุด คนผู้นั้นก็คือท่านอาจารย์เป่าซาน!

หลินซูแฝงตัวเข้าไปในฝูงชนและอันตรธานหายไป สถานที่ที่เต็มไปด้วยข้อพิพาทเช่นนี้ มิควรอยู่นาน

บัดนี้แท่นอักษรของเขาสำเร็จแล้ว พลังของเขาถือว่ามิต่ำต้อย เมื่อแฝงตัวเข้าหาฝูงชนย่อมมิมีผู้ใดสังเกตเห็น เพียงชั่วครู่เขาก็ข้ามผ่านเมืองไปครึ่งเมือง ในระหว่างทางเขายังได้พบกับบัณฑิตสองคนที่กำลังวิ่งเปลือยประจาน พลางตะโกนก้องว่า 'ข้าคือไอ้คนไร้ค่า' อย่างสุดเสียงจนดูราวกับคนวิกลจริตไปแล้ว

หลินซูกลับมาถึงจวนตระกูลหลิน พบว่าบ่าวรับใช้ทุกคนต่างมายืนต้อนรับเป็นสองแถว แม้แต่คนงานจากโรงกลั่นสุราก็มารวมตัวกันด้วยความตื่นเต้น เมื่อหลินซูก้าวเข้าประตูไป ทุกคนต่างตะโกนประสานเสียงว่า "ขอต้อนรับท่านเจี้ยหยวน!"

หลินซูตกใจจนสะดุ้งโหยง

เสี่ยวเยากระโดดออกมาข้างหน้า "คุณชาย ท่านสอบได้เจี้ยหยวนแล้ว ฮูหยินบอกว่าท่านต้องไปงานเลี้ยงกวางขาน อย่าลืมนำเนื้อกวางมาฝากข้าด้วยนะเจ้าคะ" ที่มุมปากของนางมีน้ำใสๆ ไหลออกมาอย่างที่คุ้นตา

หลินซูดีดหน้าผากนางไปทีหนึ่ง "ใครบอกเจ้าว่างานเลี้ยงกวางขานจะมีเนื้อกวางให้กิน? เจ้ารู้ความหมายของกวางขานหรือไม่? มันคือการเปรียบเปรยเหล่าบัณฑิตว่าเป็นประดุจกวางน้อย หากไปฆ่ากวางกินเนื้อในงานเลี้ยงเยี่ยงนั้น มิใช่การสาปแช่งให้บัณฑิตต้องสิ้นชีพหรอกหรือ? บอกให้เจ้าอ่านตำราก็มิอ่าน วันๆ คิดแต่เรื่องกิน"

ทุกคนต่างพากันหัวเราะอย่างสนุกสนาน

หลินเจียเหลียงเดินเข้ามาโอบกอดหลินซูไว้แน่น "น้องสาม ท่านแม่เตรียมพิธีเซ่นไหว้ไว้รอเจ้าแล้ว ตามข้ามาเถิด วันนี้ท่านพ่อคงจะยิ้มออกมาได้จริงๆ เสียที"

ผู้เป็นบิดาจะยิ้มหรือไม่หลินซูมิอาจทราบได้ ทว่าหลินฮูหยินผู้เป็นมารดานั้นยิ้มออกมาจากหัวใจจริงๆ

พิธีเซ่นไหว้ในครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าครั้งใดๆ หากย้อนนึกไปถึงยามที่ตระกูลหลินต้องเผชิญเคราะห์กรรม แม้แต่จะเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็มีเพียงหมั่นโถวแห้งๆ ไม่กี่ลูก ทว่าในวันนี้เครื่องเซ่นห้าพยัคฆ์ครบถ้วน สุราหอมฟุ้งขจรขจาย หลินฮูหยินถึงกับน้ำตาคลอเบ้า

"ซูเอ๋อร์ พิธีในวันนี้ เจ้าจงเป็นคนปักธูปดอกแรก" หลินฮูหยินกล่าว

"หามิได้ท่านแม่ ข้าจะปักพร้อมกับพี่รอง และขอเป็นตัวแทนปักให้พี่ใหญ่ด้วย!" หลินซูดึงมือหลินเจียเหลียงมา ทั้งสองคนร่วมกันปักธูปสามดอกลงในกระถางพร้อมกัน

ในใจของหลินเจียเหลียงเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น

บุตรหลานในตระกูลใหญ่มักจะชิงดีชิงเด่นกัน ทว่าตระกูลหลินของพวกเขาคือข้อยกเว้น เขายินดีหลีกทางให้น้องสาม เพราะน้องสามนั้นเก่งกาจกว่าเขามาก

ทว่าน้องสามก็มิเคยลืมเลือนพี่ชายทั้งสองเลย สามพี่น้องตระกูลหลินคือเลือดเนื้อที่ตัดกันมิขาด พร้อมจะอยู่และตายเคียงข้างกันเสมอ!

"ท่านพ่อ และบรรพชนทุกท่าน!" หลินเจียเหลียงค้อมกายกล่าว "น้องสามสอบเซียงซื่อในวันนี้ คว้าตำแหน่งเจี้ยหยวนมาครองได้สำเร็จ! นี่คือเกียรติยศในรอบร้อยปีของตระกูลหลิน ขอแจ้งต่อบรรพบุรุษให้รับทราบและร่วมชื่นชมในเกียรติยศนี้ด้วยเถิด!"

หลินซูก้าวย่อตัวค้อมคำนับ "วันนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ลูกอยากแจ้งต่อท่านพ่อและบรรพบุรุษ ตระกูลจางประพฤติชั่วร้าย รังแกชาวเมืองไห่หนิงจนปวงประชามิอาจทนทานได้ บัดนี้มียอดคนลงมือสังหารคนตระกูลจางไปกว่าหกร้อยชีวิต! ตระกูลจางที่ชั่วช้าได้ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปจากเมืองไห่หนิงแล้ว!"

หลินฮูหยินเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ส่วนหลินเจียเหลียงเองก็ตื่นตะลึงยิ่งนัก "น้องสาม..."

"พวกท่านคงยังมิรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ไว้พวกเราค่อยสนทนาในรายละเอียดกันทีหลังเถิด"

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีเซ่นไหว้และเริ่มร่วมโต๊ะอาหาร หลินซูก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง ทำให้หลินฮูหยินดื่มสุราติดต่อกันสามจอกด้วยความสะใจจนเมามาย!

หลินเจียเหลียงจ้องมองหลินซูอยู่นาน "น้องสาม จนถึงยามนี้ข้าถึงได้รู้ว่าเหตุใดเจ้าจึงกล้าเดิมพันเยี่ยงนั้น สติปัญญาและกลอุบายของเจ้านั้น ข้ามิอาจเทียบเทียมได้จริงๆ"

"พวกเราพี่น้องรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวก็เพียงพอแล้ว กลอุบายของข้าก็คือกลอุบายของท่านเช่นกัน!"

"พี่น้องรวมใจ ร่วมแรงร่วมใจกัน!" หลินเจียเหลียงชนจอกสุรากับหลินซู "ดื่มสุราจอกนี้แล้ว เจ้าจงรีบเขียนข่าวดีนี้แจ้งแก่พี่ใหญ่เถิด จดหมายแจ้งข่าวดีฉบับนี้เจ้าต้องเขียนด้วยตนเองเท่านั้น"

ผู้ฝึกปรือในวิถีอักษรสามารถส่งสารผ่านนกหงส์ทองได้ และเดิมทีหลินซูไม่มีความสามารถพอจะส่งจดหมายถึงพี่ใหญ่ได้โดยตรง ทว่าในยามนี้เขามีพลังนั้นแล้ว

เขาเขียนจดหมายอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว ทว่าในยามที่จะปิดผนึก เขากลับหยุดชะงักไป

"น้องสาม เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ?"

"พี่รอง ท่านว่าพี่ใหญ่ที่กำลังรบอยู่ที่ชายแดน จำเป็นต้องมีบทกวีสงครามหรือไม่?"

"ย่อมต้องจำเป็นอย่างยิ่ง!" หลินเจียเหลียงกล่าวอย่างตื่นเต้น "บทกวีสงครามที่เจ้าเขียนคราวก่อน ได้ยินว่าแพร่สะพัดไปทั่วกองทัพ กลายเป็นศัสตราสังหารศัตรูที่ยอดเยี่ยม หรือว่าน้องสามมีบทใหม่เยี่ยงนั้นหรือ?"

"บทกวีเดิม 'คมกระบี่เดียวสะท้านหนาวทั่วสี่สิบแคว้น' นั้นช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้เฉพาะบุคคล ทว่ายามนี้ข้ามีบทใหม่ เป็นบทกวีจู่โจมผสาน ใช้สำหรับการเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งในสนามรบโดยเฉพาะ"

"ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!"

หลินซูจรดพู่กันเขียนด้วยลายเส้นที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของตนเอง "เด็ดเศียรในวันนี้ความหมายเป็นเช่นไร..."

หลินเจียเหลียงท่องตามทีละประโยค แววตาของเขาทอประกายแห่งความหวังอย่างมิอาจเก็บซ่อนได้

นี่คือบทกวีสงครามแสงเจ็ดสีอีกบทหนึ่ง และเป็นบทกวีจู่โจมผสานอย่างที่น้องสามกล่าวไว้จริงๆ มันเหมาะสมที่สุดสำหรับการเข่นฆ่าศัตรูในสนามรบ หากพี่ใหญ่ได้รับบทกวีที่อัศจรรย์เช่นนี้ จะมีความสุขเพียงใดกันนะ?

…..

เป็นไปตามที่คาดไว้ นกหงส์ทองพุ่งทะยานผ่านนภาลัยไปตกอยู่ในมือของหลินเจิงที่ด่านชายแดน หลินเจิงเปิดกระดาษทองคำออกดู พลันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง มือของเขาที่เคยสังหารคนนับหมื่นโดยมิสั่นไหว บัดนี้กลับสั่นเทาราวกับใบไม้ต้องลม

"คุณชายใหญ่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นเยี่ยงนั้นหรือ?"

หลินเจิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปิติ "น้องสามสอบเซียงซื่อ คว้าตำแหน่งเจี้ยหยวนมาได้แล้ว!"

โอ้! เหล่าทหารเก่าของตระกูลหลินต่างชูกระบี่ขึ้นสูงพร้อมส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องไปทั่วบริเวณ

"เขายังจารึกบทกวีสงครามแสงเจ็ดสีด้วยตนเอง และส่งมอบมันมาให้แก่ข้าด้วย"

"เด็ดเศียรในวันนี้ความหมายเป็นเช่นไร กอบกู้บ้านเมืองขื่นขมผ่านร้อยสมรภูมิ จากนี้ไปสู่แดนปรโลกเพื่อรวบรวมเหล่าไพร่พลเก่า..."

ฉับพลันนั้นในสนามรบพลันบังเกิดความเปลี่ยนแปลง เงาร่างนิมิตนับมิถ้วนปรากฏขึ้นจากสมรภูมิที่เต็มไปด้วยหนี้เลือด เหล่าทหารบนกำแพงเมืองต่างพากันตื่นตะลึง

หลินเจิงรีบหยุดท่องประโยคสุดท้ายและพับเก็บกระดาษทองคำไว้อย่างระมัดระวัง บทกวีนี้มีความสำคัญยิ่งนัก ยามนี้ยังมิใช่เวลาที่จะสู้รบกับศัตรู ต้องรอจนกว่าศัตรูที่แข็งแกร่งปรากฏตัวขึ้น จึงจะสำแดงอานุภาพสูงสุด จารึกเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ให้แก่เหล่าองครักษ์เหล็กตระกูลหลินในสมรภูมิเลือดแห่งนี้!

ในขณะที่ทางฝั่งนี้กำลังเฉลิมฉลองด้วยความฮึกเหิม ทว่าบนกำแพงเมืองอีกฝั่งหนึ่ง นายทหารผู้หนึ่งกลับมีแววตาที่อำมหิต

เหล่าองครักษ์เหล็กตระกูลหลินช่างเหนียวแน่นยิ่งนัก แม้จะผ่านสมรภูมิที่เสี่ยงตายมาถึงสามครั้ง พวกเขาก็ยังรอดชีวิตกลับมาได้ด้วยบทกวีสงครามนั้น ยามนี้ยังได้รับสิ่งใหม่มาอีก จนดีใจกันถึงเพียงนี้

เห็นทีต้องเพิ่มกำลังกดดันให้มากขึ้น เพื่อทำลายล้างองครักษ์เหล็กตระกูลหลินให้สิ้นซากเสียแล้ว

—-------

ปล. ด่ายังไงให้ตาย ต้องด่าอย่างท่านอาจารย์เป่าซาน ยกนิ้วโป้งให้เลย (─‿‿─)

จบบทที่ บทที่ 39 บริภาษทำลายล้างตระกูลจาง

คัดลอกลิงก์แล้ว