- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 20 ต้องการสตรีผู้หนึ่ง
บทที่ 20 ต้องการสตรีผู้หนึ่ง
บทที่ 20 ต้องการสตรีผู้หนึ่ง
พี่น้องทั้งสองเดินทางกลับมาถึงจวนหลิน ก่อนจะเข้าสู่ลานหลังบ้าน ซึ่งลานหลังบ้านนั้นกว้างขวาง มีห้องเรือนมากมาย
พวกเขาเริ่มลงมือสร้างเครื่องมือสำหรับหมักสุรา
หากเป็นหลินซูในอดีต แน่นอนว่าย่อมทำงานเฉพาะทางเช่นนี้มิได้ ทว่าบัดนี้เขากระทำได้แล้ว เมื่อใช้แรงบีบอัดแผ่นเหล็กบางก็ค่อยๆ ดัดโค้งเป็นรูปวงกลม แต่แล้วก็พลันเกิดปัญหาขึ้นมา แล้วนี่จะเชื่อมต่อกันอย่างไร?
หลินซูยังมิทันหาคำตอบของปัญหา หลินเจียเหลียงกลับหาวิธีแก้ไขได้ก่อน เขาหนีบขอบทั้งสองข้างให้เป็นร่องสลัก แล้วหุบเข้ามาตรงกลาง เฮ้ย! แนบสนิทเสมอกันพอดี
หลินซูจ้องมองหลินเจียเหลียงราวกับมิเคยรู้จักอีกฝ่ายมาก่อน
คนโบราณสร้างบ้านต่างไม่ใช้ตะปู เพียงใช้ร่องสลักเดือยต่อเข้าหากัน หมายถึงพรสวรรค์ที่เกิดมาเองแบบพี่รองของเขานี่น่ะหรือ?
หลินเจียเหลียงก็กำลังอุทานเช่นกัน แผ่นเหล็กบางนี้แน่ชัดเลยว่าเป็นบานประตูเหล็กใหญ่ที่ถูกบีบอัดจนแบนราบ ท่านอาจารย์เป่าซานช่างเป็นบุคคลผู้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ!
จริงแท้แน่นอน ภูเขาลูกหนึ่งยังมีภูเขาลูกอื่นสูงกว่า!
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม งานเตรียมการทั้งหมดก็พร้อมสรรพ ในสนามหลังบ้านจึงปรากฏภาชนะเหล็กที่มีรูปร่างประหลาดหนึ่งใบ และท่อเหล็กยาวๆ อีกหลายท่อน ท่อเหล็กเหล่านี้หลินเจียเหลียงก็บีบหนีบด้วยมือเปล่าให้เป็นรูปทรงได้เช่นกัน เก่งมากมิใช่หรือ
หลินเจียเหลียงทุ่มเทความกระตือรือร้นอย่างมหาศาล เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ถามหลินซูว่า จะเริ่มลงมือจริงจังเมื่อใด? ลืมไปสิ้นเชิงว่าเมื่อวานนี้เขาเตือนน้องสามอย่างจริงจังว่า ผู้เป็นสุภาพบุรุษควรอยู่ห่างจากครัว และยิ่งควรอยู่ห่างจากโรงสุรา
แต่คนเรานั้น มักจะเปลี่ยนไปเสมอ
ท่านอาจารย์เป่าซานเป็นนักปราชญ์โด่งดังทั่วหล้า ยังให้ความสนใจเรื่องสุราถึงเพียงนี้ อีกทั้งสุราชนิดนี้ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของผู้อพยพลี้ภัยกว่าแสนคนริมฝั่งน้ำ จึงทำให้เขาเกิดความสนใจเช่นกัน
ทว่าหลินซูบอกเขาว่า การทำสุรามิใช่เรื่องง่ายดายเช่นนั้น ต้องทำกลีบหมักสุรา ต้องนำข้าวถิงนี้ไปนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้ง และท้ายที่สุดว่าจะสามารถทำสุราออกมาได้หรือไม่ ก็ยังเป็นปริศนาที่ไม่มีผู้ใดรู้คำตอบ ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ อย่างน้อยก็ต้องเจ็ดถึงสิบวัน
สำหรับกลีบหมัก หลินซูมีความมั่นใจ เขาสามารถทำแป้งเชื้อได้ภายในคืนเดียว ย่อมสามารถทำกลีบหมักได้เช่นกัน เป็นเพียงปัญหาการเลือกวัตถุดิบเท่านั้น
ทว่าข้าวถิงนี้จะสามารถหมักเป็นสุราได้หรือไม่ เขาไม่มั่นใจ เพราะเขามิรู้เลยว่าโครงสร้างภายในของข้าวถิงเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทดลอง เรื่องที่อยู่เบื้องหน้าจึงถึงจุดพักหนึ่งแล้ว
พี่น้องทั้งสองเดินออกจากลานหลังบ้าน ก็เห็นว่าที่ลานหน้ามีชายชราผู้หนึ่งมาเยือน คือหลงจู๊หลี่ผู้ดูแลหอไห่หนิง เขานำสุราและอาหารมามอบให้อีก
แม้จะมิได้เอ่ยปากขอบทกวีออกมาตรงๆ ทว่าพี่น้องทั้งสองจะมิเข้าใจได้อย่างไร เจ้าของหอไห่หนิงกำลังติดตามขอบทกวีอยู่
หลินซูได้สัญญากับติ่งไห่ไว้ว่า ภายในสามวันจะเขียนบทกวีสุราบทหนึ่งให้หอไห่หนิง เรื่องนี้แพร่สะพัดออกไปแล้ว แม้กระทั่งนักปราชญ์จากเมืองหลวงยังเดินทางมาไกลพันลี้เพื่อรอชมบทกวี ติ่งไห่จึงเริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมา
หลินฮูหยินเห็นหลินซูเดินมา จึงเอ่ยขึ้น "ซูเอ๋อร์ เจ้าได้สัญญากับหอไห่หนิงไว้ว่า พรุ่งนี้จะมอบบทกวีสุราบทหนึ่งให้พวกเขา ใช่หรือไม่"
"ใช่ขอรับ ท่านแม่!"
"คนเราหากปราศจากความสัตย์สุจริตย่อมยืนหยัดมิได้ คืนนี้เจ้าจงตั้งใจคิดค้นบทกวีให้ดีเถิด"
"วันนี้ลูกออกไปเดินเที่ยวรอบๆ ได้รับแรงบันดาลมามิใช่น้อย บัดนี้คิดค้นเสร็จพร้อมแล้ว หลงจู๊หลี่เราสามารถไปได้เลยขอรับ"
หลงจู๊หลี่ยินดียิ่งนัก คุณชายหลินช่างเป็นบุคคลผู้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ! "เชิญขอรับ!"
หลินฮูหยินก็ยินดียิ่งเช่นกัน บุตรชายมีความสามารถ มารดาย่อมมีความสุขที่สุด เดิมทีนางมิได้ชื่นชอบบทกวีแม้แต่น้อย ทว่านับตั้งแต่เมื่อวาน นางพลันชื่นชอบเป็นพิเศษ บทกวีสองบทของบุตรชาย นางคัดลอกทีละคำทีละประโยคไปหลายครั้งแล้ว วางไว้ในห้องนอนมองซ้ายมองขวา ยิ่งมองก็ยิ่งชอบใจ
มีเพียงหลินเจียเหลียงเท่านั้นที่แววตาผิดปกติแล่นผ่าน 'น้องสาม เจ้าตั้งใจเน้นย้ำว่าเพราะออกไปเที่ยวรอบๆ จึงได้รับแรงบันดาลใจ หรือว่าเจ้ากำลังวางรากฐานไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมออกไปเที่ยวเล่นต่อไปกันแน่?'
'ข้ารู้ว่าเจ้ามิชอบปิดประตูอ่านตำรา ทว่าการสอบคัดเลือกขุนนางก็เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าจะมิชอบก็ต้องทำ จะมีวิธีใดหนอที่จะให้น้องชายผู้มีพรสวรรค์เลิศล้ำแต่ไม่ชอบอยู่นิ่งคนนี้อยู่ในห้องหนังสือได้'
'นอกจาก... นอกจากจะหาสาวใช้คนงามให้เขา! หากมีสาวใช้อยู่เคียงข้าง นวลนางเติมหอมยามอ่านตำรา ย่อมจะรั้งเขาไว้ได้...'
สวรรค์เป็นพยาน การที่หลินเจียเหลียงซึ่งอ่านตำราคัมภีร์อริยปราชญ์จนเกือบจะโง่งมไปแล้ว สามารถคิดวิธีการเช่นนี้ออกมาได้ นับว่าเสียความตรากตรำใจยิ่งนัก
หลินซูจากไป หลินเจียเหลียงจึงเดินมาหาผู้เป็นมารดา
"เจ้ามิไปหอไห่หนิงหรือ"
"ลูกจะไม่ไปขอรับ อย่างไรเสียเพียงน้องสามสะบัดพู่กันเขียนบทกวี บทกวีนั้นย่อมขจรขจายไปทั่วใต้หล้าในมิช้า แล้วลูกยังจะต้องกังวลว่าจะมิได้มีโอกาสเชยชมบทกวีนั้นอีกหรือ?"
"ทุกครั้งที่เขียนบทกวี ก็มักจะแพร่สะพัดไปทั่วหล้า!" ดวงตามารดาเปี่ยมไปด้วยแววประกายระยิบระยับ ความภาคภูมิใจแทบจะล้นออกมา
"ท่านแม่ เรื่องการหมั้นหมายของน้องสาม มีทางที่จะกลับมาดีได้บ้างหรือไม่ขอรับ"
รอยยิ้มบนใบหน้าหลินฮูหยินพลันหายไปสิ้น ทอดถอนใจเบาๆ "หวังว่าจะยังมีทางได้ เมื่อครึ่งเดือนก่อน ยามที่ซูเอ๋อร์ยังมิมีชื่อเสียงด้านบทกวี เขาจึงถูกยกเลิกการหมั้นหมาย ส่วนซูเอ๋อร์ในวันนี้ มีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้ ทั่วหล้าผู้ใดจะไม่รู้จัก บางทีพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ ตระกูลโจวอาจจะมาอีกครั้ง"
"หากลูกจะพูด การยกเลิกก็ดีเสียด้วยซ้ำ น้องสามมีพรสวรรค์เลิศล้ำ จะขาดแคลนสตรีงามผู้เหมาะสมที่ไหนกัน ตระกูลโจวประจบสอพลอผู้มีอำนาจ ซ้ำเติมยามตกต่ำ ปราศจากความสัตย์สุจริต อาจมิใช่คู่ที่เหมาะสมแก่น้องสามก็ได้"
"สุดปลายขอบฟ้าที่แห่งใดจักไร้ซึ่งมวลหญ้าขจีหอม ใช่หรือไม่?" หลินฮูหยินท่องทวนเบาๆ
"ท่านแม่ ท่านรู้จักบทกวีนี้ด้วยหรือ?"
"ผู้ใดจะไม่รู้จักกัน เช้าวันนี้เสียงแห่งอริยปราชญ์ขจรขจายไปทั่วเก้าแคว้นสิบสามมณฑล แม้แต่สตรีในบ้านผู้ไม่ออกหน้าประตูเช่นแม่ ก็ยังสามารถเห็นได้เช่นกัน บทกวี... อ๋อ ไม่ใช่ ลำนำเช่นนั้นแม่ชอบใจเป็นพิเศษ ชอบใจจริงๆ ทว่ามิทราบว่าเป็นมหาปราชญ์ผู้ใดที่สร้างเส้นทางอักษรอันมหัศจรรย์เช่นนี้ขึ้นมาได้"
หลินเจียเหลียงแทบจะพูดออกไปแล้ว ต้องหยุดทันอย่างเร่งด่วน สิ่งที่เขาอยากจะพูดคือ หากท่านแม่ชอบใจ ให้น้องสามเขียนเพิ่มอีกก็แล้วกัน
"ท่านแม่ ให้หาสาวใช้...สาวใช้อุ่นเตียงคนหนึ่งให้น้องสามเถิดขอรับ!"
"หา" หลินฮูหยินทั้งตกใจทั้งยินดี "น้องสามของเจ้าให้เจ้าบอกหรือ?"
เจ้าลูกคนนี้เมื่อก่อนชอบความสนุกสนานเหลือหลาย แต่อาจเพราะยังอายุน้อยเกินไป จึงมิค่อยเกี่ยวข้องกับสตรี ซึ่งเคยเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียว ทว่าบัดนี้แตกต่างไปแล้ว บัดนี้ซูเอ๋อร์เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงทั่วหล้า
ซึ่งนักปราชญ์มักจะมิค่อยปกติ มีบางคนชอบสุรา มีบางคนชอบจิตรกรรม มีบางคนมองทะลุความวุ่นวายของโลกแล้วไปบวช นางแน่นอนว่าหวังให้บุตรชายของตนเป็นคนปกติ และการเป็นคนปกตินั้น ก็คือชอบสตรี แล้วให้กำเนิดหลานชายอ้วนท้วนคนหนึ่งแก่นาง
สีหน้าหลินเจียเหลียงผิดปกติไปบ้าง "ไม่ใช่ขอรับ! เขามิได้พูดเลย เป็นลูกเองที่คาดเดา"
สีหน้าหลินฮูหยินเริ่มผิดปกติขึ้นมา 'น้องชายของเจ้ามิได้พูด แต่เจ้าเองที่คาดเดา หรือว่าเพราะเจ้าเองมีอวี้โหลว ทุกวันหาความสนุกในห้องนอน จึงใช้ตัวเองเป็นตัวอย่างมาคาดเดาใจน้องชาย แม่คิดจะตั้งกฎเกณฑ์กับเจ้ามานานแล้ว จุดสำคัญของเจ้ายังคงต้องเป็นการอ่านตำรา ต้องมิติดข้องความสนุกจนละทิ้งการศึกษา'
หลินเจียเหลียงกล่าว "ท่านแม่ โปรดฟังลูกอธิบายท่านจะเข้าใจ น้องสามทุกอย่างดี มีเพียงข้อเดียวคือจิตใจมิสงบ อ่านตำรามิได้ มักอยากออกไปเที่ยวเล่น ลูกจึงคิดว่าหากมีสาวใช้อุ่นเตียงที่งดงามผู้หนึ่งผูกมัดเขาเอาไว้ บางทีเขาอาจจะนั่งอยู่ในห้องหนังสือได้"
สีหน้าหลินฮูหยินเปลี่ยนแปลงไปมา "เจ้าเพิ่งจะพูดเมื่อเช้ามิใช่หรือ อ่านหมื่นตำรา มิสู้เดินทางหมื่นลี้?"
"เดินทางหมื่นลี้ก็ดีอยู่ ทว่าก็ไม่อาจวิ่งอยู่ตลอดเวลา บนทางเดินก็ไม่มีวิธีอ่านคัมภีร์ซื่อซูอู่จิง การสอบคัดเลือกขุนนางช่างโหดร้ายเพียงใด หากพึ่งแต่พรสวรรค์ด้านบทกวีอย่างเดียว ก็คงมิได้ผลจริงๆ"
"เจ้ากล่าวมีเหตุผล เจ้าดูเสี่ยวเถาสิ... เสี่ยวเถาเป็นอย่างไรบ้าง"
"สาวใช้อุ่นเตียงนี้ก็มิใช่ใครก็ทำได้ ต้องอ่านตำราได้บ้าง จึงจะคอยอ่านตำราเคียงข้างน้องสามได้ เสี่ยวเถามิเคยอ่านตำรา อาจจะไม่เหมาะ"
"สตรีในหล้าที่สามารถอ่านตำราได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ คุณหนูตระกูลใหญ่แห่งใดจะยอมไปอุ่นเตียงให้ผู้อื่นโดยไม่มีนามหรือตำแหน่งกัน"
เป็นเช่นนั้นจริงๆ นี่เป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้
มารดากับบุตรชายปรึกษากันอยู่นานเลย มิได้สังเกตเห็นเลยว่ามีสตรีผู้หนึ่งอยู่ข้างหลังแทบจะร้องไห้แล้ว นางผู้นั้น ก็คือเสี่ยวเถา
…
หอไห่หนิงเนืองแน่นไปด้วยแขกเหรื่อ หลินซูเดินเข้ามา ติงไห่ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
บรรดานักปราชญ์เต็มห้องต่างมีสีหน้าท่าทางแตกต่างกัน บางคนเต็มไปด้วยความชื่นชม บางคนเต็มไปด้วยความดูถูก บางคนเยาะเย้ยถากถาง และมีอีกหลายคนที่เปิดพัดจีบออก แสดงท่าทีพร้อมหาเรื่องตลอดเวลา
ในนั้นยังมีสองคนที่หลินซูรู้จัก พวกเขาคือสองคนในกลุ่มสิบยอดอัจฉริยะแห่งชวีโจว… คุณชายกุ้ยหยางกับตู้ยู่หลาง
เมื่อวานนี้ หลินซูตบหน้าจางซิ่วอย่างรุนแรง แท้จริงแล้วแรงลมจากฝ่ามือยังสบด้านหน้าของทั้งสองคนนี้ไปด้วยเช่นกัน
ต่อหน้าอริยปราชญ์ ผู้ใดก็ไม่กล้าแก้แค้นอีกฝ่าย ทว่านั่นมิได้หมายความว่าบรรดาบุตรสวรรค์เหล่านี้จะปล่อยวางความขุ่นเคืองในใจได้
ไม่มีใครเป็นบุตรแท้ของอริยปราชญ์บทกวี ไม่มีใครรับประกันได้ว่าบทกวีทุกครั้งจะเลิศล้ำ ในโลกนี้มีอัจฉริยะเท่าไรหนอที่บางครั้งพลันได้รับแรงบันดาลใจ สร้างผลงานที่น่าตระการตา ทว่าในภายหลังกลับหมดพรสวรรค์ จากไปอย่างเงียบเหงา
พวกเขามาที่นี่ในวันนี้ ก็เพื่อจับผิดหาช่องโหว่ หากบทกวีของอีกฝ่ายมีช่องโหว่ หากบทกวีของอีกฝ่ายมิถึงระดับเลิศล้ำ พวกเขาก็จะมีโอกาส และหากได้โอกาสเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็จะสามารถทำให้ชื่อเสียงแห่งการหลอกลวงโลกของหลินซูแพร่สะพัดไปทั่วหล้าภายในคืนเดียว
และพวกเขาก็เชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า หากป้ายสีหลินซูได้สักครั้ง รากฐานอักษรของอีกฝ่ายก็จะไม่มั่นคง พรสวรรค์ด้านบทกวีก็จะถดถอยอย่างรวดเร็ว จนท้ายที่สุดก็จะกลับกลายเป็นคนธรรมดา
เพราะหลินซูมิเข้าใจคัมภีร์ซื่อซูอู่จิง ขาดรากฐานที่สำคัญ และคนเช่นนี้ มักจะดอกบานเพียงชั่วครู่เท่านั้น
ในแคว้นต้าซาง ในหมู่คนรุ่นหลัง จะมิยอมให้มีบุคคลที่เก่งขนาดนี้ปรากฏขึ้น นี่คือข้อสรุปของคนหนุ่มสาวทั่วหล้า
หลินซูในโลกใบนี้ เป็นเพียงชายหนุ่มอายุสิบแปดปี ทว่าในโลกที่เขาจากมานั้น เขาเป็นผู้ที่หยั่งรู้น้ำใจและธรรมเนียมปฏิบัติของโลก
พวกพื้นเมืองยุคโบราณที่ขนยังไม่ขึ้นเต็มที่เหล่านี้ จะหลบหลีกสายตาของเขาไปได้อย่างไร แม้ไม่ต้องมองก็รู้แล้วว่า เจ้าพวกนี้กำลังคิดอะไรอยู่ในท้อง...