เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 อ่านหมื่นตำรา มิสู้เดินทางหมื่นลี้

บทที่ 16 อ่านหมื่นตำรา มิสู้เดินทางหมื่นลี้

บทที่ 16 อ่านหมื่นตำรา มิสู้เดินทางหมื่นลี้


หลินซูเดินทางมายังโลกใบนี้ได้หลายเดือนแล้ว จึงเริ่มมีความเข้าใจต่อโลกแห่งนี้อยู่บ้าง จะว่าไปแล้วโลกใบนี้ก็นับว่ามีความก้าวหน้าในบางด้านเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของใบชา ซึ่งกรรมวิธีการผลิตนั้นมิได้มีความแตกต่างจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเลยแม้แต่น้อย

หรืออาจเป็นเพราะพลังปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินของที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า รสชาติของใบชาจึงล้ำเลิศยิ่งกว่าโลกเดิมที่เขาเคยจากมา ทั้งกระบวนการผลิตยังนับว่าก้าวหน้าอย่างยิ่ง ก้าวหน้าเสียจนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นระบบอัตโนมัติเลยทีเดียว

ส่วนความก้าวหน้าแบบอัตโนมัตินั้นเป็นอย่างไร นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้ผู้คนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่บ้าง

โดยปกติแล้วใบชามักจะเจริญเติบโตอยู่ตามป่าลึกและขุนเขาอันทุรกันดาร ซึ่งเป็นเขตแดนของเผ่าปีศาจ ดังนั้นใบชาจึงเป็นสินค้าหลักในตลาดของพวกมัน เมื่อมีความต้องการมากขึ้น การผลิตด้วยแรงงานมือย่อมทำได้ยากลำบาก

เผ่าปีศาจจึงริเริ่มระบบอัตโนมัติขึ้นมา แล้วพวกมันทำอย่างไรน่ะหรือ ยกตัวอย่างเช่นขั้นตอนการคั่วชา เผ่าปีศาจจะนำอสรพิษอัคคีตัวหนึ่งมาพันรอบกระทะเหล็กใบใหญ่ เพื่อรักษาอุณหภูมิความร้อนให้คงที่ตลอดเวลา จากนั้นจึงนำใบชาลงไปคั่วกลับไปมาไม่กี่ครั้งก็เป็นอันเสร็จสิ้น กระบวนการเช่นนี้มิใช่ระบบอัตโนมัติหรอกหรือ

ทว่าในบางด้านกลับล้าหลังอย่างน่าใจหาย ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของสุรา ซึ่งสุราของโลกใบนี้ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการกลั่นเลยแม้แต่น้อย ล้วนเป็นการหมักบ่มตามธรรมชาติแบบดั้งเดิมที่สุดเท่านั้น

สุราองุ่นก็คือการปล่อยให้องุ่นเน่าเปื่อยไป สุราผลไม้ก็คือการปล่อยให้ผลไม้เน่าเปื่อย ท่านลองจินตนาการดูเถิดว่ารสชาติของมันจะเป็นเช่นไร

แม้แต่สำนักบำเพ็ญเพียรที่ดูประดุจเทพเซียน สุราของพวกเขาก็เป็นเพียงการนำสิ่งของต่างๆ มาผสมปนเปกันอย่างสะเปะสะปะ สิ่งใดที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกายก็ล้วนประโคมใส่ลงไปข้างในทั้งสิ้น

การกลั่นสุรานั้นความจริงแล้วเปรียบเสมือนแผ่นกระดาษบางๆ ที่หากแทงให้ทะลุได้ เทคโนโลยีของมันก็นับว่าต่ำเตี้ยจนน่าตกใจ แต่หากยังมิอาจแทงให้ทะลุ มันก็คือปราการขวางกั้นที่เรียกว่า 'ม่านบังพุทธิปัญญา'

สุราในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมีจุดเริ่มต้นมาจากเทคโนโลยีการกลั่นที่ถูกคิดค้นขึ้นในยุคราชวงศ์ซ่ง ซึ่งก่อนหน้ายุคราชวงศ์ซ่งเป็นเวลาหลายพันปี มีเหล่านักดื่มผู้เลื่องชื่ออยู่มากมายมหาศาล ทว่าจะมีผู้ใดเล่าที่สามารถทำลายม่านบังพุทธิปัญญานี้ลงได้จริงๆ

หลี่ไป๋ที่ได้ชื่อว่าดื่มสุราหนึ่งโต่วแต่งกวีได้ร้อยบท หากท่านลองให้เขาดื่มสุราที่ผ่านการกลั่นสักหนึ่งโต่วดูเถิด หากเขายังสามารถเขียนอักษรออกมาได้แม้เพียงตัวเดียว ข้าจะนับถือว่าเขาผู้นั้นแน่จริงอย่างยิ่ง

เป่าซานจ้องมองหลินซูอยู่นานแสนนาน

หลินเจียเหลียงเองก็จ้องมองอยู่นานเช่นกัน

ส่วนหลินซูเพียงส่งยิ้มรับด้วยความราบเรียบ

"เจ้าต้องการวัตถุดิบวิเศษสิ่งใด จงว่ามา" เป่าซานเอ่ยถาม

"ข้าวสารหนึ่งพันชั่ง แป้งสาลีหนึ่งพันชั่ง ข้าวเปลือกหนึ่งร้อยชั่ง กระทะเหล็กใบใหญ่หนึ่งใบ และแผ่นเหล็กบางขนาดใหญ่อีกหนึ่งแผ่นขอรับ"

เดิมทีเขาอยากจะกล่าวว่าภาชนะที่ปิดมิดชิด แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว หากทำเช่นนั้นสูตรลับของเขาก็คงมิมั่นคงนัก จึงเปลี่ยนเป็นขอแผ่นเหล็กบางขนาดใหญ่แทน อย่างไรเสีย ตอนนี้เขาก็มีพละกำลังมหาศาล การจะประดิษฐ์แผ่นเหล็กให้เป็นภาชนะปิดมิดชิดด้วยตนเองย่อมมิใช่เรื่องยากลำบาก

"เรียบง่ายเพียงเท่านี้รึ" เป่าซานมิอยากจะเชื่อหูตนเองเลยแม้แต่น้อย

"ยอดอาหารชั้นเลิศ มักมาจากวัตถุดิบที่ธรรมดาสามัญขอรับ" หลินซูใช้บทพูดอันโด่งดังจากสารคดีรสชาติแห่งประเทศจีนมาเป็นคำตอบ

ยอดอาหารชั้นเลิศมักมาจากวัตถุดิบที่ธรรมดาสามัญ... เป่าซานทวนคำนั้นอยู่สองรอบ พลางคิดว่ามีเหตุผลยิ่งนัก ทั้งยังแฝงไปด้วยวิถีแห่งธรรม

เป่าซานยกมือขึ้นหนึ่งข้าง พลันปรากฏอักษรคำว่า 'เฟิง' พุ่งทะยานออกมา เสียงลมพัดโหมกระหน่ำสายหนึ่งดังขึ้น แล้วเขาก็เลือนหายไปจากลานจวนในทันที

หลินซูมองไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายหายไป พลางพยักหน้า ความสามารถของท่านอาจารย์ผู้นี้ยังคงมีช่องว่างเมื่อเทียบกับเติ้งเซียนฉู่ผู้นั้นอยู่บ้าง เพราะอักษรเฟิงของเติ้งเซียนฉู่เพียงตัวเดียวก็ทำให้ลมพัดโหมไปทั่วทั้งตึก และส่งตัวเขาขึ้นสู่หมู่เมฆหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

ทว่าท่านอาจารย์เป่าซานกลับส่งตนเองขึ้นไปได้เพียงสามสี่จั้ง ก่อนจะกระโดดแคล่วคล่องราวกับกระต่ายพุ่งตัวออกไป

เสียงของหลินเจียเหลียงดังแว่วมา "น้องสาม เจ้าหมักสุราเป็นจริงๆ รึ"

"พอจะรู้ความอยู่บ้างขอรับ"

"ใช้เพียงข้าวสารแป้งสาลีและข้าวเปลือก ซึ่งเป็นวัตถุดิบทั่วไปเหล่านี้จริงๆ รึ"

"ข้าวสารแป้งสาลีเหล่านั้น ข้าขอมาเพื่อเอาไว้ให้พวกเรากินเองขอรับ ตาเฒ่าผู้นี้มาถึงบ้านเรา ก็กินซาลาเปาไปถึงแปดลูก บะหมี่อีกสามชาม จะให้กินเปล่าๆ ได้อย่างไร ต้องให้เขาเสียเลือดเสียเนื้อบ้าง ถึงอย่างไร คนระดับเขาก็คงมิขาดแคลนเงินทองหรอกขอรับ"

หลินเจียเหลียงดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา พูดอันใดมิออกแม้แต่คำเดียว

เพียงชั่วเวลาธูปไหม้ ท่ามกลางพายุหมุนกลางอากาศ เป่าซานก็ทะยานลงมาจากฟากฟ้า เขาส่งถุงใบหนึ่งมาให้ตรงหน้าหลินซู เมื่อหลินซูเปิดออกดูก็ถึงกับตาค้าง เพราะในปากถุงเล็กๆ นั้นกลับมีถุงกระสอบร่วงหล่นลงมาถึงสามสิบกระสอบ

เมื่อมันตกถึงพื้นก็ขยายขนาดเป็นปกติ ข้าวสารมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันห้าร้อยชั่ง แป้งสาลีอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันห้าร้อยชั่ง ข้าวเปลือกอีกสองร้อยชั่ง ส่วนกระทะเหล็กนั้นก็มีขนาดใหญ่โตเกินกว่าปกติเสียจนคนสามารถลงไปอาบน้ำได้ ส่วนแผ่นเหล็กบางนั้น หลินซูมองอย่างไรก็ดูเหมือนบานประตูเหล็กที่ถูกบีบอัดจนบางเฉียบ และดูเหมือนเพิ่งจะถูกอัดมาใหม่ๆ เสียด้วย

"วัตถุดิบเพียงพอหรือไม่ หากมิพอ เจ้าก็จงว่ามา" เป่าซานเอ่ย

"พอแล้ว พอแล้วขอรับ ขอบพระคุณท่านอาจารย์ยิ่งนัก"

เมื่อได้ยินคำกล่าวในช่วงแรก เป่าซานก็รู้สึกเบาใจ ทว่าเมื่อได้ยินสี่คำสุดท้าย เขากลับเริ่มมิไว้ใจขึ้นมา "เจ้าหนู เหตุใดเจ้าจึงกล่าวคำขอบคุณ หรือว่า...เจ้าลางสังหรณ์ว่าเรื่องนี้จะมิจบลงด้วยดี"

"ท่านอาจารย์โปรดอย่ากังวลไป เรื่องนี้ย่อมสำเร็จแน่นอน เพียงแต่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องสิ้นเปลือง ทั้งยังต้องวิ่งรนหาวัตถุดิบ เรื่องนี้จึงทำให้ข้า..."

เป่าซานคลี่ยิ้มออกมาในที่สุด "ที่แท้ก็เพียงเรื่องเท่านี้ ทำเอาผู้เฒ่าเช่นข้าตกใจแทบแย่ หากเรื่องนี้สำเร็จ ข้าจะถือว่าติดค้างน้ำใจเจ้าคราหนึ่ง นี่คือกระดาษวิเศษของข้า ซึ่งมีตราประทับของข้าอยู่ด้านบน เจ้าจะเขียนสิ่งใดก็ได้ แล้วผู้เฒ่าเช่นข้าจะได้รับสารนั้นในทันที"

กระดาษวิเศษปึกหนึ่งถูกส่งมาถึงมือหลินซู ซึ่งมีจำนวนนับร้อยแผ่นเลยทีเดียว

เป่าซานมิรั้งอยู่นาน เมื่อยืนยันว่าวัตถุดิบมิขาดตกบกพร่อง เขาก็เขียนอักษรเฟิงแล้วพุ่งทะยานจากไปในทันที เขาเองก็มิกล้ารั้งอยู่นาน เพราะเกรงว่าหลินซูจะเปลี่ยนใจภายหลัง

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขารักยิ่งที่สุดในชีวิต นั่นคือสุรา และเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาแสวงหามาทั้งชีวิต นั่นคือขอบเขตขั้นสุดยอดของหัวใจอักษร ซึ่งวัตถุดิบพื้นๆ เพียงเท่านี้ สำหรับเขาแล้วมิควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย

ทว่าสำหรับหลินซู นี่กลับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก เมื่อมีเสบียงอาหารมหาศาลถึงสามพันชั่งเช่นนี้ วิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารของตระกูลหลินก็นับว่าผ่านพ้นไปได้อย่างแท้จริง

เมื่อเป่าซานจากไป หลินฮูหยินที่เฝ้ารอด้วยความกระวนกระวายใจ ทว่ามิอาจเข้ามาแทรกแซงได้ก็รีบตรงเข้ามาในทันที พอนางมาถึงก็เห็นข้าวปลาอาหารกองเป็นพะเนินราวกับภูเขาเลากาอยู่บนพื้น

นางตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง "นี่มันเรื่องอันใดกัน"

"ท่านอาจารย์เป่าซานมอบให้ขอรับ"

"อ๊ะ..." ภายในใจของหลินฮูหยินเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขใจ สวรรค์เป็นพยาน นางมิได้ยินดีเพราะเมล็ดข้าวเหล่านี้ ทว่าความยินดีของนางคือบุตรชายของนางประสบความสำเร็จในการฝากตัวเป็นศิษย์แล้ว เพราะมีเพียงความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์เท่านั้น ที่ทำให้ท่านอาจารย์เป่าซานใส่ใจตระกูลหลินถึงเพียงนี้

ขอบคุณฟ้าดินยิ่งนัก

"เสี่ยวเถา เจ้าจงไปหยิบธูปเทียนมา พวกเราจะไปกราบไหว้บรรพบุรุษกัน"

หลินซูเดินคอตกเข้าไปในศาลบรรพบุรุษพลางคิดในใจว่า 'ท่านแม่ หากท่านทำเช่นนี้อีก ข้าคงต้องนอนทอดอาลัยเสียแล้ว ทำเรื่องจริงจังเพียงเรื่องเดียว ท่านก็กราบไหว้บรรพบุรุษคราหนึ่ง ท่านมิเกรงว่าบรรพบุรุษจะเป็นโรคสามสูงเพราะได้รับของเซ่นไหว้มากเกินไปบ้างรึ'

หลังจากกราบไหว้บรรพบุรุษเสร็จสิ้น ดวงตะวันก็ลอยสูงจนตรงหัว หลินฮูหยินก็เริ่มเอ่ยปากสั่งความอีกครั้ง "จงแบ่งข้าวกับแป้งสาลีอย่างละกระสอบไปมอบให้...แม่นางเสี่ยวเสวี่ยเถิด"

"เอ๋..." ต้องเป็นผู้มีเมตตาโปรดสัตว์โลกอีกแล้วรึ

หลินซูเหลือบมองหลินเจียเหลียง เห็นว่าผู้เป็นพี่รองมิได้มีท่าทีคัดค้านอันใด ทว่าเสี่ยวเถากลับมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรง "ฮูหยินเจ้าคะ หากท่านจะมอบให้ผู้อื่น ข้าจะไม่เอ่ยคำใดเลย แต่เสี่ยวเสวี่ยผู้นั้น...นางสมควรอดตายยิ่งนักเจ้าค่ะ"

เหตุใดจึงต้องเกลียดชังกันถึงเพียงนี้ นั่นเพราะเดิมทีเสี่ยวเสวี่ยกับนางเป็นสาวใช้สองคนที่คอยปรนนิบัติฮูหยิน มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอยู่มิใช่น้อย

ทว่าเมื่อจวนโหวประสบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ พวกคนรับใช้ล้วนหลบหนีไปจนสิ้น รวมถึงเสี่ยวเสวี่ยด้วย

หากเป็นผู้อื่นที่มักใหญ่ใฝ่สูงหนีไปพึ่งใบบุญใหม่ เสี่ยวเถาย่อมมิมีข้อโต้แย้ง ทว่าการหนีไปของเสี่ยวเสวี่ยกลับทำให้ไฟแห่งความโกรธแค้นสุมอยู่ในใจของนางมานานแสนนาน เพราะในสายตาของนาง เสี่ยวเสวี่ยควรจะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับจวนโหว ผู้อื่นหนีไปนางยอมรับได้ แต่เสี่ยวเสวี่ยหนีไป สำหรับนางแล้วนั่นคือคนทรยศอย่างมิต้องสงสัย นางจึงมิอาจยอมรับได้

ฮูหยินทอดถอนใจ "เสี่ยวเสวี่ยเองก็น่าสงสาร นางมีความจำเป็นที่มิอาจบอกกล่าวได้ เพราะบิดาของนางกำลังจะตาย จึงต้องกลับไปดูแลบิดา และนางมิอยากให้ข้าต้องกังวลเพราะเรื่องของนาง จึงได้ปิดบังข้าเอาไว้ พวกเจ้ายังจำผักกำหนึ่งที่วางอยู่หน้าประตูเมื่อครึ่งเดือนก่อนได้หรือไม่ นั่นคือนางเป็นผู้มอบให้ ตอนนั้นบิดาของนางเพิ่งจะจากไป แต่นางก็ยังคงห่วงใยตระกูลหลินอยู่"

เสี่ยวเถาถึงกับนิ่งอึ้งไป

หลินซูเองก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน ในช่วงเวลาที่จวนโหวตกต่ำ เขาย่อมได้เห็นความโหดร้ายของโลกและความจืดจางของน้ำใจคน ทว่าในท่ามกลางความหนาวเหน็บเหล่านั้น ยังคงมีผู้คนและเรื่องราวที่สร้างความอบอุ่นให้แก่หัวใจได้เสมอ

"ท่านแม่ เรื่องของเสี่ยวเสวี่ย ลูกเองก็มิเคยล่วงรู้มาก่อนขอรับ" หลินเจียเหลียงเอ่ยขึ้น "ข้าวแป้งกระสอบนี้ ลูกจะนำไปมอบให้นางด้วยตนเองขอรับ"

"หาคนอื่นนำไปส่งเถิด" หลินฮูหยินกล่าว "เหลียงเอ๋อร์ ซูเอ๋อร์ นับจากนี้ไป พวกเจ้าจงปิดประตูตั้งใจอ่านตำราเถิด หากต้องการสิ่งใด ก็จงบอกให้เสี่ยวเถานำไปส่งให้"

"เอ๋ มิได้หรอกขอรับ" นี่มันการกักบริเวณชัดๆ หลินซูรีบใช้ความคิดอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้ออ้าง "ท่านแม่ พี่รองจะไปหาผู้ใดที่ไหนมาช่วยส่งข้าวสารในตอนนี้เล่าขอรับ เรื่องข้าวแป้งนี้ ข้ากับพี่รองจะนำไปส่งให้เสี่ยวเสวี่ยกันเองขอรับ"

สีหน้าของหลินฮูหยินพลันมืดครึ้มลงทันที

หลินซูรีบกล่าวสำทับตามมา "วิชาความรู้ของลูกนั้นแตกต่างจากผู้อื่น การเก็บตัวอ่านตำราอยู่เพียงในห้อง ย่อมมิอาจก้าวหน้าไปได้ไกล ทว่าการได้ออกไปเดินเที่ยวชมโลกกว้าง กลับจะช่วยให้ความรู้ก้าวหน้าได้รวดเร็วกว่า ดังคำกล่าวที่ว่า อ่านหมื่นตำรา มิสู้เดินทางหมื่นลี้ขอรับ"

หลินฮูหยินถึงกับไร้วาจาจะโต้แย้ง หากเป็นเรื่องกฎระเบียบของบ้าน นางย่อมเป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาด ทว่าหากเป็นเรื่องของวิชาความรู้ สตรีเช่นนางมีหรือจะกล้าเอ่ยปาก

ดังนั้นนางจึงมีนิสัยที่ดีอย่างหนึ่ง นั่นคือเมื่อใดที่มีผู้ใดใช้เรื่องทางหลักการมากล่าวอ้างต่อหน้านาง นางล้วนยอมรับทั้งสิ้น แม้ความรู้ของนางจะมีมิมาก แต่กลับให้ความเคารพต่อผู้มีความรู้อย่างยิ่ง

หลินเจียเหลียงพึมพำกับตนเอง "อ่านหมื่นตำรา มิสู้เดินทางหมื่นลี้... คำกล่าวของน้องสามช่างล้ำลึกกว้างไกลไร้ขอบเขตยิ่งนัก ท่านแม่โปรดปล่อยเขาไปเถิดขอรับ ลูกจะไปกับเขาเอง"

"เช่นนั้นก็ดี พวกเจ้าทั้งสองต้องระมัดระวังตัวให้จงหนัก อำนาจของตระกูลจางนั้นมิอาจดูแคลนได้ เมื่อวานแท่นอักษรของจางซิ่วถูกทำลาย พวกเขาย่อมต้องหาทางล้างแค้นแน่นอน"

"ท่านแม่ เรื่องนี้ท่านวางใจได้เลยขอรับ ในตัวลูกมีกระดาษวิเศษที่ท่านอาจารย์เป่าซานมอบให้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น เพียงชั่วกระพริบตา ท่านอาจารย์เป่าซานก็จะมาปรากฏตัวในทันทีขอรับ"

ความกังวลบนใบหน้าของหลินฮูหยินมลายหายไปสิ้น กลับกลายเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข นางลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้บุตรชายของนางเป็นถึงศิษย์ของท่านอาจารย์เป่าซานแล้ว วันนี้ช่างเป็นวันที่โชคดีจริงๆ "เสี่ยวเถา..."

เสี่ยวเถาก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว

หลินฮูหยินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "โอ้ ข้าลืมไปว่าพวกเราเพิ่งจะกราบไหว้บรรพบุรุษเสร็จไปเมื่อครู่นี้เอง"

'ปัดโธ่! กะจะกราบไหว้บรรพบุรุษอีกแล้วรึ' หลินซูรีบดึงแขนพี่ชาย ให้แบกกระสอบขึ้นบ่า แล้วพากันวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว

—-------------

ปล. โถ่ท่านแม่ เอะอะจะจุดธูปไหว้บรรพบุรุษอย่างเดียวไม่ได้นะเจ้าคะ

จบบทที่ บทที่ 16 อ่านหมื่นตำรา มิสู้เดินทางหมื่นลี้

คัดลอกลิงก์แล้ว