เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 พระสนม

บทที่ 7 พระสนม

บทที่ 7 พระสนม


บทที่ 7 พระสนม

ณ ตำหนักฉางชุน

เมื่อพระสนมซูได้พบหน้าอวิ๋นหว่าน นางก็ตกตะลึงไปเช่นกัน

ยามที่น้องชายของนางยังมีชีวิตอยู่ ภรรยาของเขานั้นงดงามหยาดเยฟ้าจนทำให้ผู้คนรอบข้างดูจืดจางไร้ราศี นางคิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากน้องชายจากไปหลายปี อวิ๋นหว่านจะยังคงงดงามจับตา สดใสราวกับดอกท้อและกระจ่างใสดุจแสงจันทร์ โดยไม่มีร่องรอยของความโรยราแม้แต่น้อย

อาภรณ์ที่เรียบง่ายไม่อาจปิดบังความงามดุจเทพธิดาได้ บางทีอาจเป็นเพราะนางได้เป็นมารดาแล้ว รูปร่างจึงไม่ได้ผอมบางและดูเยือกเย็นเหมือนเมื่อหลายปีก่อน แต่กลับดูอรชรอ้อนแอ้นดุจกิ่งหลิว เพิ่มความนุ่มนวลและอ่อนโยนให้กับอวิ๋นหว่านมากยิ่งขึ้น

พระสนมซูแย้มสรวลและกวักมือเรียก "ท่านแม่ น้องสะใภ้ พวกท่านมาแล้ว"

ทั้งสองยอบกายคารวะ พระสนมซูก้าวเข้ามาประคองฮูหยินผู้เฒ่าลู่ด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข "ท่านแม่ รีบลุกขึ้นเถิด พวกเราคนกันเอง ไม่ต้องมากพิธีหรอก"

พระสนมซูเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าลู่ รูปร่างหน้าตาจึงมีความคล้ายคลึงกับฮูหยินผู้เฒ่าลู่อยู่หลายส่วน เครื่องหน้าของนางสดใสและงดงาม สวมใส่อาภรณ์หรูหรา ผมเกล้ามวยประดับด้วยไข่มุกและหยกอย่างประณีต การใช้ชีวิตเป็นพระสนมในวังหลวงมาหลายปีทำให้อากัปกิริยาของนางเต็มไปด้วยความสง่างามและสูงศักดิ์

หลังจากทักทายปราศรัยกับฮูหยินผู้เฒ่าลู่อยู่ครู่หนึ่ง พระสนมซูก็ส่งยิ้มบางๆ ให้อวิ๋นหว่าน ก่อนจะเบนสายตาไปมองอาสุ่ยที่ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นมาทันที "นี่คงเป็นอาสุ่ยสินะ หน้าตาเฉลียวฉลาดจริงๆ ให้เปิ่นกงดูใกล้ๆ หน่อยสิ!"

อาสุ่ยเพิ่งเคยเข้าวังเป็นครั้งแรก แต่เขากลับไม่ตื่นกลัวพระสนมซูผู้แปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วประสานมือคารวะ "อาสุ่ยคารวะซูกุ้ยเฟย ขอพระนางทรงพระเจริญพะยะค่ะ"

ร่างเล็กๆ ยืนตัวตรงราวกับหน่อไม้ไผ่ที่เพิ่งแทงยอดออกจากดินหลังฝนตก ท่าทางเลียนแบบผู้ใหญ่ของเขาทำให้พระสนมซูรู้สึกประหลาดใจและเอ็นดูยิ่งนัก

"เรียกเหนียงเหนียงดูห่างเหินเกินไป รีบเรียกว่าท่านป้าให้ข้าชื่นใจเร็วเข้า" น้ำเสียงของนางอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว

อาสุ่ยเอ่ยด้วยเสียงเล็กๆ ของเด็ก "ท่านป้า"

พระสนมซูขานรับอย่างมีความสุข ดึงมือน้อยๆ ของเขามาจับไว้แล้วถามว่า "เจ้าอ่านออกเขียนได้หรือไม่?"

อาสุ่ยพยักหน้า "ข้าเรียนรู้ตัวอักษรได้ห้าร้อยตัวแล้ว และท่อง 'ตี้จื่อกุย' ได้แล้วขอรับ"

"ไหนลองท่องให้ท่านป้าฟังหน่อยสิ"

อาสุ่ยกระแอมเบาๆ แล้วเริ่มท่องพร้อมกับส่ายหัวไปมาตามจังหวะ "ตี้จื่อกุย คำสอนปราชญ์..."

เขาท่องติดต่อกันถึงหนึ่งก้านธูปโดยไม่ติดขัดหรือสะดุดแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเขาจำได้ขึ้นใจ

พระสนมซูพอใจมากกับการท่องจำที่คล่องแคล่วของเขา รอยยิ้มในดวงตาของนางยิ่งกว้างขึ้น นางถามคำถามอีกสองสามข้อ และอาสุ่ยก็ตอบได้ฉะฉานทุกข้อ

พระสนมซูถอนหายใจ "ข้าอิจฉาน้องสะใภ้จริงๆ เด็กคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน"

อวิ๋นหว่านยกยิ้มมุมปาก แม้รอยยิ้มจะบางเบา แต่แววตากลับปิดบังความภาคภูมิใจไว้ไม่มิด

ฮูหยินผู้เฒ่าลู่หัวเราะร่า "ซุ่ยเกอเอ๋อร์ฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็ก เหมือนกับพี่สามของเจ้านั่นแหละ"

การจากไปของน้องชายก็นับเป็นเรื่องเสียใจของพระสนมซูเช่นกัน นางถอนหายใจ "ท่านแม่น่าจะพาอาสุ่ยมาให้เร็วกว่านี้ หากฮุยเอ๋อร์ฉลาดได้สักครึ่งหนึ่งของเด็กคนนี้ เปิ่นกงก็คงพอใจแล้ว"

ฮูหยินผู้เฒ่าลู่กล่าวอย่างจริงจัง "พระนางตรัสล้อเล่นแล้ว องค์ชายสามทรงพระปรีชาสามารถโดยกำเนิด ซุ่ยเกอเอ๋อร์จะไปเทียบได้อย่างไร? ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนองค์ชายสามเพิ่งได้รับคำชมจากฝ่าบาทมิใช่หรือ?"

พระสนมซูยิ้มอย่างจนใจ "เมื่อวันก่อนฮุยเอ๋อร์เขียนเรียงความขึ้นมาฉบับหนึ่ง บังเอิญฝ่าบาทมาเห็นเข้าจึงตรัสชมว่าเขียนได้ดี มีท่วงทำนองของปราชญ์เมธี"

แต่ในความเป็นจริง วงในต่างรู้ดีว่าช่วงนั้นฝ่าบาททรงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ องค์ชายและองค์หญิงหลายพระองค์ต่างก็ได้รับคำชม องค์ชายสามหาใช่คนที่พิเศษที่สุดไม่

เมื่อนึกถึงองค์ชายสามที่มีความสามารถดาดๆ แล้วหันมามองอาสุ่ยที่เฉลียวฉลาดรู้ความตรงหน้า พระสนมซูก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้

หากนางมีลูกแท้ๆ ของตนเอง เขาต้องเป็นเหมือนอาสุ่ยแน่ๆ ใช่หรือไม่?

ไม่มีใครรู้ใจลูกเท่ามารดา ฮูหยินผู้เฒ่าลู่เห็นความเสียใจของนาง จึงยื่นมือไปตบหลังมือพระสนมซูเบาๆ เพื่อปลอบโยน

สายตาของอวิ๋นหว่านกวาดมองไปมาระหว่างทั้งสองคน เก็บรายละเอียดสีหน้าของพระสนมซูไว้

ไม่ใช่ความลับอันใดที่องค์ชายสามไม่ใช่โอรสแท้ๆ ของพระสนมซู แต่เกิดจากสตรีสกุลเซวียที่เข้าวังมาพร้อมกับพระสนมซูในปีนั้น และได้รับแต่งตั้งเป็น 'ไฉเหริน' เพราะชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย

หลังจากสตรีสกุลเซวียเสียชีวิต พระสนมซูได้ทูลขอฝ่าบาทให้จดชื่อองค์ชายสามเป็นบุตรของนางและเลี้ยงดูเขามาด้วยตนเอง

เมื่อสบสายตากัน พระสนมซูก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วกล่าวว่า "พี่ใหญ่ช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกล การให้อาสุ่ยเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหงเหวินมีแต่จะส่งผลดีต่อตัวเขา ไม่ทราบว่าน้องสะใภ้เห็นว่าอย่างไร?"

สายตาของนางลอบประเมินอวิ๋นหว่านอย่างเงียบเชียบ

น้องชายของพระสนมซูแต่งงานหลังจากนางเข้าวังมาหลายปีแล้ว ดังนั้นพระสนมซูจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับน้องสะใภ้ผู้นี้นัก

เดิมทีนางคิดว่าด้วยความงามปานล่มเมืองของอวิ๋นหว่าน นางคงจะแต่งงานใหม่หลังจากน้องชายสิ้นชีพ แต่ผลกลับผิดคาด

หางตาของนางเหลือบไปเห็นปิ่นหยกขาวรูปดอกสาลี่ที่ปักอยู่บนมวยผมของอวิ๋นหว่าน พระสนมซูก็เข้าใจในทันที ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็นจริง อวิ๋นหว่านยังคงไม่อาจลืมเลือนเฟิงหลานได้

สีหน้าของพระสนมซูอ่อนโยนลงเล็กน้อย

ความสนใจของอวิ๋นหว่านจดจ่ออยู่ที่อาสุ่ย เมื่อเห็นเล็บยาวแหลมของพระสนมซูเกือบจะขีดข่วนโดนผิวของเขา หัวใจของนางก็พลันบีบแน่น

เมื่อได้ยินคำถาม นางจึงละสายตากลับมา ราวกับเผยความในใจออกมาว่า "แม้หม่อมฉันจะรักและหวงแหนลูก แต่การที่อาสุ่ยได้เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์ชายสามและได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาหงเหวิน นับเป็นวาสนาของเขา หม่อมฉันเห็นด้วยกับการตัดสินใจของพระนางและท่านกั๋วกงเพคะ"

อวิ๋นหว่านดึงตัวอาสุ่ยมาไว้ตรงหน้าอย่างแนบเนียน แล้วกระซิบว่า "อาสุ่ย รีบขอบพระทัยพระนางเร็วเข้า"

อาสุ่ยทำหน้าขรึมด้วยใบหน้ากลมป้อม ประสานมือคารวะอย่างเป็นทางการ "อาสุ่ยขอบพระทัยท่านป้าพะยะค่ะ"

"ดูเด็กคนนี้สิ..."

ทุกคนต่างขบขันกับคำเรียกขานของเขา บรรยากาศจึงผ่อนคลายลง

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่ตำหนักฉางชุน เดิมทีวางแผนไว้ว่าจะพาอาสุ่ยมาให้พระสนมซูดูตัวเพื่อสังเกตอุปนิสัย

ทว่าหลังจากได้พบหน้า พระสนมซูถูกชะตากับอาสุ่ยมากจึงตัดสินใจให้อยู่ต่อทั้งวัน โดยกล่าวว่าหลังจากองค์ชายสามเรียนเสร็จในช่วงบ่าย จะให้ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองได้ทำความรู้จักกันไว้ เมื่อไปเจอกันที่สำนักศึกษาหงเหวินจะได้ไม่เป็นคนแปลกหน้า

ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ไม่มีข้อโต้แย้ง นางย่อมปรารถนาให้หลานชายสุดที่รักได้รับความเมตตาจากพระสนมซูและองค์ชายสามมากขึ้น

อวิ๋นหว่านกังวลในตอนแรก แต่เมื่อคิดดูแล้ว อาสุ่ยก็เป็นหลานชายแท้ๆ ของพระสนมซู นางย่อมต้องดูแลเขาเป็นอย่างดีทั้งด้วยเหตุผลและสายเลือด ดังนั้นนางจึงวางใจและอธิบายให้ความแก่อาสุ่ย

อาสุ่ยไม่อยากอยู่ในวัง แต่เขาเข้าใจดีว่าที่นี่ท่านป้าเป็นใหญ่ และไม่อยากสร้างปัญหาให้มารดา จึงตอบตกลงอย่างว่าง่าย

สมาชิกครอบครัวของนางสนมมีเวลาจำกัดในการเข้าวัง หลังจากอยู่ต่ออีกครึ่งชั่วยามหลังมื้ออาหาร ฮูหยินผู้เฒ่าลู่และอวิ๋นหว่านก็ออกจากตำหนักฉางชุน

ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาตลอด จึงเดินเหินเชื่องช้า โดยมีนางกำนัลชุนถังคอยประคองอย่างระมัดระวัง

อวิ๋นหว่านเดินอยู่ทางด้านขวาของฮูหยินผู้เฒ่าลู่ นางไม่ใช่คนช่างพูดและไม่ได้สนิทสนมกับฮูหยินผู้เฒ่าลู่มากนัก จึงยังคงเงียบสงบเหมือนตอนขามา

ชุนถังที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากขึ้น "ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ..."

ทันใดนั้น นางก็เหลือบไปเห็นขบวนเสด็จอยู่ไกลๆ สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

"ขบวนเสด็จของฝ่าบาทเจ้าค่ะ"

ยามเมื่อฮ่องเต้เสด็จ สามัญชนทุกคนต้องหลีกทาง

อวิ๋นหว่านและฮูหยินผู้เฒ่าลู่เองก็มองเห็นพระราชยานอันหรูหราที่แบกหามโดยข้าราชบริพารอยู่ห่างออกไปหลายสิบจ้าง

ลวดลายมังกรสลักนูน หัวมังกรประดับประดา ข้าราชบริพารมากมายห้อมล้อม ริ้วขบวนช่างดูยิ่งใหญ่อลังการ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือขบวนเสด็จขององค์จักรพรรดิ

ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน ชุนถังนำทั้งสองคุกเข่าลง เช่นเดียวกับเหล่านางกำนัลขันทีโดยรอบ

พระราชยานเคลื่อนใกล้เข้ามาจากระยะไกล ทุกที่ที่ผ่าน ผู้คนต่างคุกเข่าด้วยความเคารพยำเกรง กลั้นหายใจไม่กล้าส่งเสียง

ในขณะนั้น ขบวนเสด็จก็หยุดลง พระราชยานหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าอวิ๋นหว่านและฮูหยินผู้เฒ่าลู่ จากนั้นสุรเสียงอันทรงอำนาจก็ดังลงมาจากเบื้องบน

"ฮูหยินผู้เฒ่าลู่?"

เมื่อได้ยินชื่อตนเอง ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ก็สะดุ้งตกใจ นางรีบโขกศีรษะคารวะอีกครั้ง "หญิงชราลู่เซียวซื่อ ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ"

จักรพรรดิเจิ่งเซวียน "ฮูหยินผู้เฒ่า ลุกขึ้นเถิด"

ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ลุกขึ้นอย่างสั่นเทา "ขอบพระทัยฝ่าบาท"

จักรพรรดิเจิ่งเซวียนทรงฉลองพระองค์ชุดเต็มยศ สวมมงกุฎ ประทับนั่งสูงเด่นอยู่บนพระราชยาน พระเนตรคมกริบหลุบลงเล็กน้อย กวาดมองทุกคน ท่าทีที่มองลงมาจากที่สูงนั้นน่าเกรงขาม กลิ่นอายแห่งความเป็นเจ้าเหนือหัวแทบจะทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก

พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านมาจากตำหนักฉางชุนหรือ?"

ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ไม่ทราบว่าจักรพรรดิเจิ่งเซวียนมีเจตนาใด จึงตอบกลับอย่างระมัดระวัง "ทูลฝ่าบาท เป็นเช่นนั้นเพคะ หญิงชราเข้าวังมาเยี่ยมซูกุ้ยเฟย พระนางรั้งให้อยู่ร่วมโต๊ะเสวย หลังมื้ออาหารไม่กล้ารบกวนนานเกินไปจึงขอทูลลาเพคะ"

จักรพรรดิเจิ่งเซวียนพยักหน้า หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นคลายลงเล็กน้อย

พระองค์ละสายตากลับไป ยกพระหัตถ์ขึ้น ลวดลายมังกรทองบนแขนเสื้อกว้างทอแสงระยิบระยับ

เจียงฝูเซิง ขันทีใหญ่รับคำสั่ง สะบัดแส้ปัดฝุ่น แล้วตะโกนด้วยเสียงแหลมสูงว่า 'เสด็จ'

พระราชยานเริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ทันใดนั้น สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิก็พัดผ่านใบหน้า กลิ่นหอมจางๆ สายหนึ่งลอยมาแตะจมูก

ดวงตาเรียวยาวของจักรพรรดิเจิ่งเซวียนหรี่ลงทันที พระองค์ตรัสเสียงดังขึ้นว่า

"ช้าก่อน!"

จบบทที่ บทที่ 7 พระสนม

คัดลอกลิงก์แล้ว