- หน้าแรก
- นางหม้ายผู้ถูกลืม กับรักต้องห้ามของจักรพรรดิ
- บทที่ 7 พระสนม
บทที่ 7 พระสนม
บทที่ 7 พระสนม
บทที่ 7 พระสนม
ณ ตำหนักฉางชุน
เมื่อพระสนมซูได้พบหน้าอวิ๋นหว่าน นางก็ตกตะลึงไปเช่นกัน
ยามที่น้องชายของนางยังมีชีวิตอยู่ ภรรยาของเขานั้นงดงามหยาดเยฟ้าจนทำให้ผู้คนรอบข้างดูจืดจางไร้ราศี นางคิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากน้องชายจากไปหลายปี อวิ๋นหว่านจะยังคงงดงามจับตา สดใสราวกับดอกท้อและกระจ่างใสดุจแสงจันทร์ โดยไม่มีร่องรอยของความโรยราแม้แต่น้อย
อาภรณ์ที่เรียบง่ายไม่อาจปิดบังความงามดุจเทพธิดาได้ บางทีอาจเป็นเพราะนางได้เป็นมารดาแล้ว รูปร่างจึงไม่ได้ผอมบางและดูเยือกเย็นเหมือนเมื่อหลายปีก่อน แต่กลับดูอรชรอ้อนแอ้นดุจกิ่งหลิว เพิ่มความนุ่มนวลและอ่อนโยนให้กับอวิ๋นหว่านมากยิ่งขึ้น
พระสนมซูแย้มสรวลและกวักมือเรียก "ท่านแม่ น้องสะใภ้ พวกท่านมาแล้ว"
ทั้งสองยอบกายคารวะ พระสนมซูก้าวเข้ามาประคองฮูหยินผู้เฒ่าลู่ด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข "ท่านแม่ รีบลุกขึ้นเถิด พวกเราคนกันเอง ไม่ต้องมากพิธีหรอก"
พระสนมซูเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าลู่ รูปร่างหน้าตาจึงมีความคล้ายคลึงกับฮูหยินผู้เฒ่าลู่อยู่หลายส่วน เครื่องหน้าของนางสดใสและงดงาม สวมใส่อาภรณ์หรูหรา ผมเกล้ามวยประดับด้วยไข่มุกและหยกอย่างประณีต การใช้ชีวิตเป็นพระสนมในวังหลวงมาหลายปีทำให้อากัปกิริยาของนางเต็มไปด้วยความสง่างามและสูงศักดิ์
หลังจากทักทายปราศรัยกับฮูหยินผู้เฒ่าลู่อยู่ครู่หนึ่ง พระสนมซูก็ส่งยิ้มบางๆ ให้อวิ๋นหว่าน ก่อนจะเบนสายตาไปมองอาสุ่ยที่ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นมาทันที "นี่คงเป็นอาสุ่ยสินะ หน้าตาเฉลียวฉลาดจริงๆ ให้เปิ่นกงดูใกล้ๆ หน่อยสิ!"
อาสุ่ยเพิ่งเคยเข้าวังเป็นครั้งแรก แต่เขากลับไม่ตื่นกลัวพระสนมซูผู้แปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วประสานมือคารวะ "อาสุ่ยคารวะซูกุ้ยเฟย ขอพระนางทรงพระเจริญพะยะค่ะ"
ร่างเล็กๆ ยืนตัวตรงราวกับหน่อไม้ไผ่ที่เพิ่งแทงยอดออกจากดินหลังฝนตก ท่าทางเลียนแบบผู้ใหญ่ของเขาทำให้พระสนมซูรู้สึกประหลาดใจและเอ็นดูยิ่งนัก
"เรียกเหนียงเหนียงดูห่างเหินเกินไป รีบเรียกว่าท่านป้าให้ข้าชื่นใจเร็วเข้า" น้ำเสียงของนางอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
อาสุ่ยเอ่ยด้วยเสียงเล็กๆ ของเด็ก "ท่านป้า"
พระสนมซูขานรับอย่างมีความสุข ดึงมือน้อยๆ ของเขามาจับไว้แล้วถามว่า "เจ้าอ่านออกเขียนได้หรือไม่?"
อาสุ่ยพยักหน้า "ข้าเรียนรู้ตัวอักษรได้ห้าร้อยตัวแล้ว และท่อง 'ตี้จื่อกุย' ได้แล้วขอรับ"
"ไหนลองท่องให้ท่านป้าฟังหน่อยสิ"
อาสุ่ยกระแอมเบาๆ แล้วเริ่มท่องพร้อมกับส่ายหัวไปมาตามจังหวะ "ตี้จื่อกุย คำสอนปราชญ์..."
เขาท่องติดต่อกันถึงหนึ่งก้านธูปโดยไม่ติดขัดหรือสะดุดแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเขาจำได้ขึ้นใจ
พระสนมซูพอใจมากกับการท่องจำที่คล่องแคล่วของเขา รอยยิ้มในดวงตาของนางยิ่งกว้างขึ้น นางถามคำถามอีกสองสามข้อ และอาสุ่ยก็ตอบได้ฉะฉานทุกข้อ
พระสนมซูถอนหายใจ "ข้าอิจฉาน้องสะใภ้จริงๆ เด็กคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน"
อวิ๋นหว่านยกยิ้มมุมปาก แม้รอยยิ้มจะบางเบา แต่แววตากลับปิดบังความภาคภูมิใจไว้ไม่มิด
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่หัวเราะร่า "ซุ่ยเกอเอ๋อร์ฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็ก เหมือนกับพี่สามของเจ้านั่นแหละ"
การจากไปของน้องชายก็นับเป็นเรื่องเสียใจของพระสนมซูเช่นกัน นางถอนหายใจ "ท่านแม่น่าจะพาอาสุ่ยมาให้เร็วกว่านี้ หากฮุยเอ๋อร์ฉลาดได้สักครึ่งหนึ่งของเด็กคนนี้ เปิ่นกงก็คงพอใจแล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่กล่าวอย่างจริงจัง "พระนางตรัสล้อเล่นแล้ว องค์ชายสามทรงพระปรีชาสามารถโดยกำเนิด ซุ่ยเกอเอ๋อร์จะไปเทียบได้อย่างไร? ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนองค์ชายสามเพิ่งได้รับคำชมจากฝ่าบาทมิใช่หรือ?"
พระสนมซูยิ้มอย่างจนใจ "เมื่อวันก่อนฮุยเอ๋อร์เขียนเรียงความขึ้นมาฉบับหนึ่ง บังเอิญฝ่าบาทมาเห็นเข้าจึงตรัสชมว่าเขียนได้ดี มีท่วงทำนองของปราชญ์เมธี"
แต่ในความเป็นจริง วงในต่างรู้ดีว่าช่วงนั้นฝ่าบาททรงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ องค์ชายและองค์หญิงหลายพระองค์ต่างก็ได้รับคำชม องค์ชายสามหาใช่คนที่พิเศษที่สุดไม่
เมื่อนึกถึงองค์ชายสามที่มีความสามารถดาดๆ แล้วหันมามองอาสุ่ยที่เฉลียวฉลาดรู้ความตรงหน้า พระสนมซูก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้
หากนางมีลูกแท้ๆ ของตนเอง เขาต้องเป็นเหมือนอาสุ่ยแน่ๆ ใช่หรือไม่?
ไม่มีใครรู้ใจลูกเท่ามารดา ฮูหยินผู้เฒ่าลู่เห็นความเสียใจของนาง จึงยื่นมือไปตบหลังมือพระสนมซูเบาๆ เพื่อปลอบโยน
สายตาของอวิ๋นหว่านกวาดมองไปมาระหว่างทั้งสองคน เก็บรายละเอียดสีหน้าของพระสนมซูไว้
ไม่ใช่ความลับอันใดที่องค์ชายสามไม่ใช่โอรสแท้ๆ ของพระสนมซู แต่เกิดจากสตรีสกุลเซวียที่เข้าวังมาพร้อมกับพระสนมซูในปีนั้น และได้รับแต่งตั้งเป็น 'ไฉเหริน' เพราะชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย
หลังจากสตรีสกุลเซวียเสียชีวิต พระสนมซูได้ทูลขอฝ่าบาทให้จดชื่อองค์ชายสามเป็นบุตรของนางและเลี้ยงดูเขามาด้วยตนเอง
เมื่อสบสายตากัน พระสนมซูก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วกล่าวว่า "พี่ใหญ่ช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกล การให้อาสุ่ยเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหงเหวินมีแต่จะส่งผลดีต่อตัวเขา ไม่ทราบว่าน้องสะใภ้เห็นว่าอย่างไร?"
สายตาของนางลอบประเมินอวิ๋นหว่านอย่างเงียบเชียบ
น้องชายของพระสนมซูแต่งงานหลังจากนางเข้าวังมาหลายปีแล้ว ดังนั้นพระสนมซูจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับน้องสะใภ้ผู้นี้นัก
เดิมทีนางคิดว่าด้วยความงามปานล่มเมืองของอวิ๋นหว่าน นางคงจะแต่งงานใหม่หลังจากน้องชายสิ้นชีพ แต่ผลกลับผิดคาด
หางตาของนางเหลือบไปเห็นปิ่นหยกขาวรูปดอกสาลี่ที่ปักอยู่บนมวยผมของอวิ๋นหว่าน พระสนมซูก็เข้าใจในทันที ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็นจริง อวิ๋นหว่านยังคงไม่อาจลืมเลือนเฟิงหลานได้
สีหน้าของพระสนมซูอ่อนโยนลงเล็กน้อย
ความสนใจของอวิ๋นหว่านจดจ่ออยู่ที่อาสุ่ย เมื่อเห็นเล็บยาวแหลมของพระสนมซูเกือบจะขีดข่วนโดนผิวของเขา หัวใจของนางก็พลันบีบแน่น
เมื่อได้ยินคำถาม นางจึงละสายตากลับมา ราวกับเผยความในใจออกมาว่า "แม้หม่อมฉันจะรักและหวงแหนลูก แต่การที่อาสุ่ยได้เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์ชายสามและได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาหงเหวิน นับเป็นวาสนาของเขา หม่อมฉันเห็นด้วยกับการตัดสินใจของพระนางและท่านกั๋วกงเพคะ"
อวิ๋นหว่านดึงตัวอาสุ่ยมาไว้ตรงหน้าอย่างแนบเนียน แล้วกระซิบว่า "อาสุ่ย รีบขอบพระทัยพระนางเร็วเข้า"
อาสุ่ยทำหน้าขรึมด้วยใบหน้ากลมป้อม ประสานมือคารวะอย่างเป็นทางการ "อาสุ่ยขอบพระทัยท่านป้าพะยะค่ะ"
"ดูเด็กคนนี้สิ..."
ทุกคนต่างขบขันกับคำเรียกขานของเขา บรรยากาศจึงผ่อนคลายลง
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่ตำหนักฉางชุน เดิมทีวางแผนไว้ว่าจะพาอาสุ่ยมาให้พระสนมซูดูตัวเพื่อสังเกตอุปนิสัย
ทว่าหลังจากได้พบหน้า พระสนมซูถูกชะตากับอาสุ่ยมากจึงตัดสินใจให้อยู่ต่อทั้งวัน โดยกล่าวว่าหลังจากองค์ชายสามเรียนเสร็จในช่วงบ่าย จะให้ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองได้ทำความรู้จักกันไว้ เมื่อไปเจอกันที่สำนักศึกษาหงเหวินจะได้ไม่เป็นคนแปลกหน้า
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ไม่มีข้อโต้แย้ง นางย่อมปรารถนาให้หลานชายสุดที่รักได้รับความเมตตาจากพระสนมซูและองค์ชายสามมากขึ้น
อวิ๋นหว่านกังวลในตอนแรก แต่เมื่อคิดดูแล้ว อาสุ่ยก็เป็นหลานชายแท้ๆ ของพระสนมซู นางย่อมต้องดูแลเขาเป็นอย่างดีทั้งด้วยเหตุผลและสายเลือด ดังนั้นนางจึงวางใจและอธิบายให้ความแก่อาสุ่ย
อาสุ่ยไม่อยากอยู่ในวัง แต่เขาเข้าใจดีว่าที่นี่ท่านป้าเป็นใหญ่ และไม่อยากสร้างปัญหาให้มารดา จึงตอบตกลงอย่างว่าง่าย
สมาชิกครอบครัวของนางสนมมีเวลาจำกัดในการเข้าวัง หลังจากอยู่ต่ออีกครึ่งชั่วยามหลังมื้ออาหาร ฮูหยินผู้เฒ่าลู่และอวิ๋นหว่านก็ออกจากตำหนักฉางชุน
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาตลอด จึงเดินเหินเชื่องช้า โดยมีนางกำนัลชุนถังคอยประคองอย่างระมัดระวัง
อวิ๋นหว่านเดินอยู่ทางด้านขวาของฮูหยินผู้เฒ่าลู่ นางไม่ใช่คนช่างพูดและไม่ได้สนิทสนมกับฮูหยินผู้เฒ่าลู่มากนัก จึงยังคงเงียบสงบเหมือนตอนขามา
ชุนถังที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากขึ้น "ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ..."
ทันใดนั้น นางก็เหลือบไปเห็นขบวนเสด็จอยู่ไกลๆ สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
"ขบวนเสด็จของฝ่าบาทเจ้าค่ะ"
ยามเมื่อฮ่องเต้เสด็จ สามัญชนทุกคนต้องหลีกทาง
อวิ๋นหว่านและฮูหยินผู้เฒ่าลู่เองก็มองเห็นพระราชยานอันหรูหราที่แบกหามโดยข้าราชบริพารอยู่ห่างออกไปหลายสิบจ้าง
ลวดลายมังกรสลักนูน หัวมังกรประดับประดา ข้าราชบริพารมากมายห้อมล้อม ริ้วขบวนช่างดูยิ่งใหญ่อลังการ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือขบวนเสด็จขององค์จักรพรรดิ
ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน ชุนถังนำทั้งสองคุกเข่าลง เช่นเดียวกับเหล่านางกำนัลขันทีโดยรอบ
พระราชยานเคลื่อนใกล้เข้ามาจากระยะไกล ทุกที่ที่ผ่าน ผู้คนต่างคุกเข่าด้วยความเคารพยำเกรง กลั้นหายใจไม่กล้าส่งเสียง
ในขณะนั้น ขบวนเสด็จก็หยุดลง พระราชยานหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าอวิ๋นหว่านและฮูหยินผู้เฒ่าลู่ จากนั้นสุรเสียงอันทรงอำนาจก็ดังลงมาจากเบื้องบน
"ฮูหยินผู้เฒ่าลู่?"
เมื่อได้ยินชื่อตนเอง ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ก็สะดุ้งตกใจ นางรีบโขกศีรษะคารวะอีกครั้ง "หญิงชราลู่เซียวซื่อ ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ"
จักรพรรดิเจิ่งเซวียน "ฮูหยินผู้เฒ่า ลุกขึ้นเถิด"
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ลุกขึ้นอย่างสั่นเทา "ขอบพระทัยฝ่าบาท"
จักรพรรดิเจิ่งเซวียนทรงฉลองพระองค์ชุดเต็มยศ สวมมงกุฎ ประทับนั่งสูงเด่นอยู่บนพระราชยาน พระเนตรคมกริบหลุบลงเล็กน้อย กวาดมองทุกคน ท่าทีที่มองลงมาจากที่สูงนั้นน่าเกรงขาม กลิ่นอายแห่งความเป็นเจ้าเหนือหัวแทบจะทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านมาจากตำหนักฉางชุนหรือ?"
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ไม่ทราบว่าจักรพรรดิเจิ่งเซวียนมีเจตนาใด จึงตอบกลับอย่างระมัดระวัง "ทูลฝ่าบาท เป็นเช่นนั้นเพคะ หญิงชราเข้าวังมาเยี่ยมซูกุ้ยเฟย พระนางรั้งให้อยู่ร่วมโต๊ะเสวย หลังมื้ออาหารไม่กล้ารบกวนนานเกินไปจึงขอทูลลาเพคะ"
จักรพรรดิเจิ่งเซวียนพยักหน้า หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นคลายลงเล็กน้อย
พระองค์ละสายตากลับไป ยกพระหัตถ์ขึ้น ลวดลายมังกรทองบนแขนเสื้อกว้างทอแสงระยิบระยับ
เจียงฝูเซิง ขันทีใหญ่รับคำสั่ง สะบัดแส้ปัดฝุ่น แล้วตะโกนด้วยเสียงแหลมสูงว่า 'เสด็จ'
พระราชยานเริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ทันใดนั้น สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิก็พัดผ่านใบหน้า กลิ่นหอมจางๆ สายหนึ่งลอยมาแตะจมูก
ดวงตาเรียวยาวของจักรพรรดิเจิ่งเซวียนหรี่ลงทันที พระองค์ตรัสเสียงดังขึ้นว่า
"ช้าก่อน!"