- หน้าแรก
- นางหม้ายผู้ถูกลืม กับรักต้องห้ามของจักรพรรดิ
- บทที่ 4 ปฏิเสธ
บทที่ 4 ปฏิเสธ
บทที่ 4 ปฏิเสธ
บทที่ 4 ปฏิเสธ
หลังผ่านพ้นวันวสันตวิษุวัต สายฝนโปรยปรายชุ่มฉ่ำ ความชื้นในอากาศเพิ่มสูงขึ้น เมื่อสองแม่ลูกกลับมาจากเรือนฉือซิน เสื้อคลุมตัวนอกจึงเปียกชื้นไปด้วยละอองหมอก
ยิ่งเรือนชุ่ยเวยตั้งอยู่ในมุมสงบของจวนกั๋วกงตระกูลลู่ ตลอดทางเดินเต็มไปด้วยแมกไม้ร่มรื่น ความชื้นจึงยิ่งหนาแน่นกว่าปกติ
อวิ๋นหว่านถอดเสื้อคลุมเปียกชื้นส่งให้สาวใช้ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดออกมาเช็ดผมให้บุตรชาย ทว่าสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก
ใบหน้าขาวผ่องนุ่มนิ่มราวกับซาลาเปาพองลม คิ้วโค้งจางๆ ขมวดมุ่น ดูราวกับตาแก่ตัวน้อยที่แก่เกินวัย
อวิ๋นหว่านอดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วคลึงหว่างคิ้ว ดวงตา และพวงแก้มของเขาเบาๆ พลางหยอกเย้า "เป็นอะไรไป? ใครกันนะทำ 'ซุยเกอเอ๋อร์' ของแม่หน้าบูดแบบนี้?"
'เกอเอ๋อร์' เป็นคำเรียกขานบุตรหลานในตระกูลที่มีพี่น้องหลายคน โดยนำคำจากชื่อตัวมาเติมข้างหน้า เพื่อความเป็นทางการขึ้นเล็กน้อย
ทว่าตระกูลลู่ในรุ่นนี้มีทายาทน้อย อาซุยมีพี่น้องไม่กี่คน อวิ๋นหว่านจึงไม่ค่อยเรียกเขาเช่นนั้น นอกจากจะหยอกล้อเขาเล่นเช่นตอนนี้
อาซุย "ท่านแม่ ลูกไม่ชอบท่านย่าเลยขอรับ"
อวิ๋นหว่านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประคองใบหน้าเล็กๆ นั้นไว้ ก้มตัวลงถามอย่างจริงจัง "ทำไมล่ะลูก?"
แก้มแนบกับฝ่ามือนุ่มของมารดา อาซุยถูไถแก้มไปมา สีหน้าดูลดเลี้ยว
เมื่อเห็นดังนั้น อวิ๋นหว่านจึงโบกมือไล่สาวใช้คนสนิทออกไป แล้วปิดประตูห้อง เหลือเพียงสองแม่ลูกตามลำพัง
อวิ๋นหว่านดึงบุตรชายให้นั่งลงแล้วถามอย่างใจเย็น "ไม่มีใครอื่นแล้ว อาซุย บอกแม่ตามตรงได้ไหม ทำไมถึงไม่ชอบท่านย่า?"
อาซุยเม้มปาก เสียงอู้อี้ "เพราะท่านย่าไม่ดีกับท่านแม่"
อวิ๋นหว่านตกตะลึง
พลันนึกถึงข่าวลือบางอย่างที่เคยได้ยิน อวิ๋นหว่านนึกระแวงว่ามีใครมาเป่าหูลูกชาย หัวใจนางหล่นวูบ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"ทำไมลูกถึงคิดแบบนั้น? มีใครมาพูดอะไรให้ฟังหรือเปล่า?"
อวิ๋นหว่านสงสัยว่ามีคนคอยยุแยงตะแคงรั่วต่อหน้าอาซุย
ทว่าอาซุยส่ายหน้า กุมมืออวิ๋นหว่านไว้แน่นแล้วกล่าวว่า "ท่านย่ายิ้มแย้มกับคนอื่นทุกคน แต่พอเห็นหน้าท่านแม่ทีไร นางทำหน้าแบบนี้ทุกที"
ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้วเป็นรูปตัววีกลับหัว หรี่ตาลง เลียนแบบสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าลู่ยามมองอวิ๋นหว่านเมื่อครู่ ดูไปดูมาก็คล้ายคลึงถึงเจ็ดแปดส่วน
อวิ๋นหว่านเกือบจะหลุดขำ แต่ก็รีบกลั้นไว้ได้ทัน
อาซุยทำแก้มป่องแล้วพูดต่อ "ท่านย่าชอบพูดเสียงดุใส่ท่านแม่ แต่ไม่เห็นทำกับท่านป้าท่านอาคนอื่นแบบนี้เลย แม้แต่เครื่องหอมที่ท่านแม่อุตส่าห์ตั้งใจปรุงให้ สายคาดหน้าผากที่ท่านแม่เย็บถวาย ท่านย่าก็ไม่เคยหยิบมาใช้..."
เขาพรั่งพรูสิ่งที่เก็บกดไว้ในใจออกมา น้ำเสียงเศร้าสร้อย "ลูกไม่ใช่เด็กสามขวบไม่รู้ประสาแล้วนะขอรับ ลูกเห็นหมดทุกอย่าง ท่านย่าใจร้ายกับท่านแม่จริงๆ"
เด็กมักไวต่อความรู้สึก พวกเขาอาจไม่เข้าใจเหตุผล แต่แยกแยะความชอบและความเกลียดชังได้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ไม่ชอบอวิ๋นหว่าน อารมณ์ความรู้สึกนั้นยากจะปิดบังยามเผชิญหน้า นานวันเข้าอาซุยย่อมสังเกตเห็น
อวิ๋นหว่านรู้สึกสับสนในใจ นางอ้าแขนกอดอาซุยไว้แน่น ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ลูกแม่..."
นางก้มมองดวงตาใสกระจ่างดุจน้ำพุของบุตรชาย แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่จะเล่าความจริงให้ฟัง ท่านย่าของเจ้าน่ะ..."
เสียงของนางขาดห้วงไปเล็กน้อย อวิ๋นหว่านเลือกใช้ถ้อยคำที่นุ่มนวลและถนอมน้ำใจ "นางมีเรื่องเข้าใจผิดแม่บางอย่าง แต่นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ รายละเอียดมันซับซ้อนมาก ลูกยังเด็ก ไม่ต้องกังวลไปหรอก ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ เข้าใจไหม?"
อาซุยเบะปาก "แต่ลูกสงสารท่านแม่นี่นา ท่านย่าใจดีและสนิทสนมกับพวกท่านป้าคนอื่นๆ ทำไมนางถึงทำแบบนี้กับท่านแม่ล่ะขอรับ? ลูกไม่เข้าใจเลย"
ท่านแม่ของเขาดีแสนดี เป็นคนที่ดีที่สุดในโลก ทำไมท่านย่าถึงต้องใจร้ายกับท่านแม่ด้วย?
ทำไมกัน?
อวิ๋นหว่านย่อมรู้คำตอบดี
ตระกูลอวิ๋นและตระกูลลู่มีสัญญาหมั้นหมายกันมานาน บุตรชายคนหนึ่งของตระกูลลู่จะต้องแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลอวิ๋น แต่เนื่องจากนายท่านผู้เฒ่าลู่ด่วนจากไป จึงยังไม่ได้ระบุตัวว่าใครจะแต่งกับใคร
ฝ่ายตระกูลอวิ๋นย่อมอยากให้ลูกสาวได้แต่งงานกับบุตรชายสายตรงของตระกูลลู่
แต่โชคร้ายที่บุตรชายคนโต ลู่หยวนตัว มีคู่หมั้นเป็นบุตรสาวของอาจารย์และใกล้ถึงกำหนดแต่งงานแล้ว
เมื่อตระกูลลู่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้จนรุ่งโรจน์ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์สองตระกูลห่างเหิน ตระกูลอวิ๋นจึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายมาที่บุตรชายสายตรงคนที่สอง ลู่เฟิงหลาน
แต่ใครบ้างในเมืองหลวงจะไม่รู้ว่าคุณชายสามตระกูลลู่เป็นคนขี้โรค? ตั้งแต่เกิดมาซินแสทำนายไว้ว่าจะอยู่ไม่พ้นอายุยี่สิบ ตระกูลไหนที่มีสติสัมปชัญญะคงไม่อยากยกลูกสาวให้คนป่วยมาทำลายอนาคต
ฮูหยินอวิ๋น แม่เลี้ยงของอวิ๋นหว่านก็เช่นกัน
นางไม่อยากให้ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองต้องมาแต่งงานกับคนขี้โรคเสียอนาคต ครั้นจะหยิบลูกอนุภรรยาสักคนมาแต่งก็กลัวจะเป็นการสร้างความขุ่นเคือง การแต่งงานครั้งนี้จึงตกมาที่อวิ๋นหว่าน
มารดาแท้ๆ ของนางด่วนจากไป บิดาก็ไม่รักใคร่ ไร้คนปกป้องคุ้มครอง นางจึงต้องกลายเป็นคนที่แต่งงานกับคุณชายสามตระกูลลู่
ตอนที่สามี ลู่เฟิงหลาน ยังมีชีวิตอยู่ ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ก็ยังปฏิบัติต่ออวิ๋นหว่านด้วยความเมตตาตามปกติ
ทว่านับตั้งแต่สามีจากไป ฮูหยินผู้เฒ่าก็เริ่มตั้งแง่รังเกียจอวิ๋นหว่าน ลูกสะใภ้คนเล็ก โดยปักใจเชื่อว่าความงามเกินงามของนางเปรียบดั่งนางจิ้งจอกที่มาล่อลวงบุตรชายคนเล็ก สูบพลังชีวิตจนร่างกายทรุดโทรมและสิ้นลมในที่สุด
ซ้ำร้ายนางยังหลงเชื่อคำเล่าลือว่าอวิ๋นหว่านมีดวงกินผัวกินแม่ เป็นตัวกาลกิณี
กระทั่งผ่านไปครึ่งเดือนหลังบุตรชายคนเล็กเสียชีวิต นางถึงกับคิดจะ...
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น อวิ๋นหว่านสั่นสะท้านเล็กน้อย สัญชาตญาณทำให้นางกอดอาซุยแน่นขึ้น เมื่อสัมผัสไออุ่นจากร่างเล็ก ความหนาวเหน็บและความหวาดกลัวที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจึงค่อยๆ จางหายไป
โชคดีที่เด็กคนนี้มาเกิดได้ทันเวลา
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของมารดา อาซุยเงยหน้าขึ้น "ท่านแม่?"
อวิ๋นหว่านซ่อนความรู้สึกหลากหลายไว้ ลูบแก้มเนียนนุ่มของลูกชายด้วยความรักใคร่ "เด็กดีของแม่ แม่ดีใจและโล่งใจมากที่ลูกมีความคิดความอ่านแบบนี้ เผลอแป๊บเดียว ลูกแม่ก็โตขึ้นเป็นเด็กช่างคิดแล้ว"
"แต่แม่ก็ยังต้องขอย้ำว่า นี่เป็นเรื่องระหว่างแม่กับท่านย่า ลูกยังเด็กเกินกว่าจะแบกรับไหว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่จัดการเถอะนะ ตกลงไหม?"
อาซุยไม่พยักหน้าและไม่ส่ายหน้า สีหน้ายังคงฉายแววสับสน
อวิ๋นหว่านจึงถามต่อ "การที่ลูกแยกแยะความชอบไม่ชอบของคนอื่นได้เป็นเรื่องดี แต่แม่ขอถามหน่อย ปกติท่านย่าดีกับลูกไหม?"
อาซุยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ท่านย่าดีกับลูกมาก ดีกว่าที่ทำกับพี่ฉางเจ๋อเสียอีกขอรับ"
อวิ๋นหว่านพยักหน้ารับ น้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำ "นั่นแหละลูก ท่านย่าทำกับแม่ก็เรื่องหนึ่ง ท่านย่าทำกับลูกก็อีกเรื่องหนึ่ง สองเรื่องนี้เอามาปนกันไม่ได้ ต้องมองแยกกัน เข้าใจไหม? ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็คือย่าของเจ้า เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ และความจริงคือนางดีต่อเจ้า ใช่หรือไม่?"
อาซุยพยักหน้า
อวิ๋นหว่านเอ่ยต่อ "โบราณว่าไว้ บุญคุณต้องทดแทน แม้เพียงหยดน้ำก็ต้องตอบแทนดุจสายธาร ลูกต้องกตัญญูรู้คุณคนที่ดีกับลูก อย่าทำให้เขาต้องเสียใจ"
"ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่างแม่กับท่านย่า ให้แม่จัดการเอง ลูกเข้าใจไหม?"
แม้จะมีเรื่องขัดใจกับฮูหยินผู้เฒ่ามากมาย แต่อวิ๋นหว่านไม่อยากให้อาซุยที่ยังเล็กต้องมารับรู้และเสียความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไป อย่างน้อยฮูหยินผู้เฒ่าก็รักหลานคนนี้จากใจจริง
อาซุยพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ "ลูกเข้าใจแล้วขอรับ"
อวิ๋นหว่านโล่งอก
แต่แล้วนางก็ได้ยินเขาพูดเสียงชัดถ้อยชัดคำ "แต่ลูกก็ยังไม่ชอบท่านย่าอยู่ดี"
อวิ๋นหว่านโพล่งถาม "ทำไมล่ะ?"
อาซุย "เพราะนางไม่ดีกับท่านแม่"
อวิ๋นหว่าน .........
นางกุมขมับ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
สบตากับแววตาจนปัญญาของมารดา อาซุยประสานมือไว้ ดวงตาใสซื่อแต่แฝงความดื้อรั้น
อันที่จริง ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่ได้พูดออกไป เขาไม่ชอบที่ท่านย่ามักจะบอกว่าเขาเหมือนพ่อ
ไม่ว่าอาซุยจะหัดเขียนอักษร ท่องกลอน อ่านบทความ หรือเล่านิทาน ท่านย่ามักจะชมเชยว่าเขาฉลาดเหมือนพ่อ ได้สติปัญญาของพ่อมาเต็มๆ
ทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดพวกนั้น อาซุยจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ราวกับว่าทุกสิ่งที่เขาเรียนรู้ได้เป็นเพราะพ่อ
เพราะพ่อฉลาด เขาถึงฉลาด เพราะพ่อทำได้ เขาถึงทำได้
แต่ชัดเจนว่าตัวอักษร วลี และบทกลอนทั้งหมดที่อาซุยเรียนรู้ ล้วนมาจากความอดทนพร่ำสอนของท่านแม่ และความขยันหมั่นเพียรของเขาเอง
ตลอดเวลานั้น เขาไม่ได้เกียจคร้านเลยสักนิด
จะว่าไป เขาไม่ได้สืบทอดความฉลาดมาจากท่านแม่หรอกหรือ?
เหมือนเมื่อครู่ที่เรือนท่านย่า เขาก็ทำตามคำแนะนำของท่านแม่เมื่อคืน แล้วแกล้งพูดถึงเรื่องพ่อขึ้นมาก่อน นั่นถึงทำให้ท่านย่าซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ยอมอนุญาตให้เขาเข้าเรียน
อวิ๋นหว่านถอนหายใจเบาๆ ขยี้ผมทรงซาลาเปาคู่ของลูกชายจนยุ่งเหยิง "งั้นให้เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเราแม่ลูกนะ ห้ามบอกใคร ห้ามให้ใครรู้ความคิดจริงๆ ของเจ้า ตกลงไหม?"
อาซุยยังเป็นเด็ก หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแล้วคนเข้าใจผิด จะเป็นผลเสียต่อตัวเขาเอง
อวิ๋นหว่านไม่อยากให้ลูกชายถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กอกตัญญู หรือถูกคนดูแคลน
อาซุยพยักหน้าหงึกๆ อย่างจริงจัง "ลูกเข้าใจแล้ว วิญญูชนย่อมไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า"
อวิ๋นหว่านขำกับท่าทางแก่แดดของเขา จึงเอื้อมมือไปดีดจมูกเขาเบาๆ "เจ้าบัณฑิตน้อย"
อาซุยหน้าแดงระเรื่อ ซุกตัวเข้าสู่อ้อมกอดของอวิ๋นหว่านราวกับลูกนกนางแอ่น สูดดมกลิ่นหอมเฉพาะตัวของมารดา อบอุ่นราวกับแสงตะวันยามเช้า รู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้ง
เขาโกหกท่านย่า เขาตั้งใจจะสอบจอหงวนให้ได้ ไม่ใช่เพื่อพ่อ แต่เพื่อโตขึ้นจะได้เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองท่านแม่ต่างหาก