- หน้าแรก
- เจ้าสำนักตั้งครรภ์ เกี่ยวอะไรกับทาสรับใช้อย่างข้า
- บทที่ 41: หรือข้าจะถูกผู้อาวุโสสูงสุดจับไปเป็นเตาหลอมมนุษย์?
บทที่ 41: หรือข้าจะถูกผู้อาวุโสสูงสุดจับไปเป็นเตาหลอมมนุษย์?
บทที่ 41: หรือข้าจะถูกผู้อาวุโสสูงสุดจับไปเป็นเตาหลอมมนุษย์?
บทที่ 41: หรือข้าจะถูกผู้อาวุโสสูงสุดจับไปเป็นเตาหลอมมนุษย์?
"ฮะๆ..."
หลินโม่หัวเราะแห้งแล้ง สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอ่ยตอบ
"แต่อาการบาดเจ็บของเจ้า... ฟื้นตัวเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก"
สิ้นเสียงหวานหู ร่างระหงของหงเยว่ก็เยื้องย่างเข้ามาแนบชิดขอบเตียง เอวอ้อนแอ้นของนางบิดพลิ้วราวกับงูน้ำ ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวเชยคางของหลินโม่ขึ้นเบาๆ
ดวงตาหงส์สีแดงชาดจ้องมองใบหน้าอันกร้านโลกของชายชราตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเอ่ยด้วยความฉงน "อืม... ดูด้วยตาเปล่าเช่นนี้ก็มองไม่ออกแฮะ"
"โอสถชิงหลิงที่ข้าให้ แม้จะมีสรรพคุณเลิศล้ำในการรักษาอาการบาดเจ็บภายใน แต่ก็ไม่น่าจะทำให้เจ้าฟื้นตัวได้รวดเร็วปานนี้... ช่างน่าประหลาดใจเสียจริง"
ทว่าสิ่งที่ทำให้หงเยว่ประหลาดใจมิใช่เพียงอัตราการฟื้นตัวที่รวดเร็วเกินเหตุของหลินโม่ แต่กลับเป็นความรู้สึกบางอย่าง... นางรู้สึกว่าใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนของหลินโม่ผู้นี้ กลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด
คราก่อนที่ตำหนักจื่อเทียน หงเยว่ยังคิดว่าตนครองตัวเป็นโสดมานานจนเกิดภาพหลอนไปเอง แต่ยามนี้เมื่อได้จ้องมองใบหน้าชราภาพในระยะประชิด นางจึงมั่นใจ...
ดูเหมือนว่านี่จะมิใช่ภาพลวงตาของนางเสียแล้ว
"เจ้าทาสตัวน้อย... ไหนลองบอกข้าซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น?" หงเยว่เอ่ยถามเสียงพร่า
"เรียนผู้อาวุโสสูงสุด อาจเป็นเพราะชะตาของข้าน้อยยังไม่ถึงฆาตกระมังขอรับ" หลินโม่ตอบเลี่ยงๆ ไปอย่างนั้น
เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทีเย้ายวนดุจปีศาจจิ้งจอกของผู้อาวุโสสูงสุดหงเยว่ เขาไม่กล้าแพร่งพรายเรื่อง 'กายาสุริยันศักดิ์สิทธิ์' ให้นางรู้อย่างเด็ดขาด ขืนถูกนางจับไปทำเป็น 'เตาหลอมมนุษย์' มีหวังได้ไม่คุ้มเสียเป็นแน่
"หึๆ อย่างนั้นรึ?"
หงเยว่แย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย คำแก้ตัวตื้นๆ เช่นนี้ย่อมไม่อาจตบตานางได้
"เอาเถอะ"
เพียงครู่ต่อมา หงเยว่ก็ละมือจากคางของชายหนุ่มในร่างชายชรา "เจ้าทาสตัวน้อย ในเมื่อฟื้นตัวแล้วก็รีบไสหัวไปได้ เจ้าหายตัวไปนานเกินไป ขืนชักช้าจะทำให้ธิดาศักดิ์สิทธิ์เกิดความระแวงสงสัยเอาได้"
"แต่ว่า... ผู้อาวุโสสูงสุด บาดแผลของข้าน้อยยังไม่หายดี หากกลับไปตอนนี้แล้วถูกธิดาศักดิ์สิทธิ์ลงมือสังหาร เกรงว่าจะไม่มีแรงแม้แต่จะต่อต้านนะขอรับ" หลินโม่แย้ง
"พูดราวกับว่าต่อให้เจ้าหายดีแล้ว ด้วยตบะเพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น จะสามารถต่อกรกับธิดาศักดิ์สิทธิ์ได้กระนั้นแหละ"
หงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงนัยลึกซึ้ง "สิ่งที่เจ้าต้องทำมิใช่การปะทะกับนางซึ่งๆ หน้า รู้จักใช้สมองเสียบ้าง งัดสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเจ้าออกมา ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้... จริงหรือไม่?"
"อีกอย่าง หินวิญญาณสามหมื่นก้อนกับศาสตราวุธระดับนภาใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่"
"และจงจำใส่หัวไว้ อย่าหวังว่าข้าจะโผล่หัวไปช่วยเจ้าทุกครั้ง เว้นแต่เจ้าจะได้หลักฐานมัดตัวว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์เป็นสายลับมาแล้ว หากนางคุกคามเจ้าก่อนหน้านั้น ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเด็ดขาด"
"รับทราบขอรับ" หลินโม่ได้แต่ลอบเบ้ปาก
เวลานี้เขาคงทำได้เพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้น หากหงเยว่สามารถลงมือเองได้ นางคงไม่ถ่อมาหาเขาเพื่อให้ไปเป็นเหยื่อล่อเช่นนี้หรอก สู้บุกไปจับกุมธิดาศักดิ์สิทธิ์ซูอวี่โดยตรงเลยไม่สะดวกกว่าหรือ?
จากนั้น ภายใต้การจัดแจงของหงเยว่ หลินโม่จึงลอบออกจากสภาผู้อาวุโสทางประตูหลัง
ทว่าเขาไม่ได้มุ่งหน้ากลับสำนักชูเซิ่งในทันที แต่เลือกที่จะเสาะหาถ้ำลึกลับบนยอดเขาใกล้เคียงเพื่อพักฟื้นให้หายขาดเสียก่อน อย่างน้อยเขาก็มั่นใจว่าเวลานี้ธิดาศักดิ์สิทธิ์ซูอวี่ย่อมไม่รู้ระแคะระคายเรื่องที่อยู่ของเขา
ดังนั้นในระหว่างรักษาตัว จึงไม่ต้องกังวลว่านางจะตามมาเจอ
"หัวหน้าหน่วยมังกรเขียว... จุยมิ่ง"
หลินโม่นั่งขัดสมาธิบนโขดหินใหญ่ภายในถ้ำ แววตาฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง เดิมทีเขาไม่คิดจะไปตอแยอีกฝ่าย แต่ในเมื่อมันคิดจะเอาชีวิตเขาให้ตาย...
"เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าข้าโหดเหี้ยมก็แล้วกัน!"
แค้นนี้ต้องชำระ... เพียงแต่ด้วยวรยุทธ์ในยามนี้ เขายังห่างชั้นกับจุยมิ่งอยู่มากโข พลังบำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน... ยังอ่อนแอเกินไปจริงๆ
หากคิดจะยืนหยัดในสำนักชูเซิ่งได้อย่างมั่นคงสืบไป หลินโม่ประเมินว่าอย่างน้อยที่สุด เขาจำเป็นต้องมีตบะบารมีอยู่ใน ‘ขอบเขตจินตาน’ ขึ้นไปเสียก่อน
"อ่อนหัด... ข้ายังอ่อนหัดเกินไป!"
ในห้วงความคิดของหลินโม่ ไม่เคยมีความปรารถนาในพลังอำนาจอันแข็งแกร่งรุนแรงเท่าครั้งนี้มาก่อน!
เพียงแค่ลำพังธิดาศักดิ์สิทธิ์ซูอวี่ผู้นั้น ก็กดดันเสียจนเขาแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว มาบัดนี้ยังมี ‘จุยมิ่ง’ เพิ่มเข้ามาอีกคน
คนทั้งสองเปรียบประดุจขุนเขาใหญ่สองลูกที่กดทับลงบนบ่าของหลินโม่ ทำให้เขาไม่อาจผ่อนคลายความระแวดระวังลงได้แม้แต่วินาทีเดียว
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น หลินโม่จึงไม่รอช้า รีบสงบจิตใจลงสู่ความว่างเปล่า
ชายหนุ่มในร่างคนชราเริ่มโคจร ‘เคล็ดวิชามารหยินหยาง’ ชักนำไอหยางในกายให้ไหลเวียนเพื่อฟื้นฟูอาการบอบช้ำภายใน ผนวกกับสรรพคุณวิเศษของโอสถชิงหลิงที่ยังตกค้างอยู่...
อาการบาดเจ็บภายในของหลินโม่จึงได้รับการเยียวยาด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์
วันเวลาล่วงเลยผ่านไป...
กว่าครึ่งเดือนต่อมา
เปลือกตาที่ปิดสนิทมาเนิ่นนานของหลินโม่เปิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับพ่นลมหายใจขุ่นมัวอันยาวเหยียดออกมา
เขาลุกขึ้นยืนจากแท่นหิน ลองขยับแข้งขาร่ายรำกระบวนท่าเล็กน้อยเพื่อทดสอบสภาพร่างกาย เมื่อมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดติดขัดแล้ว รอยยิ้มแห่งความโล่งใจจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"หลินโม่?"
"เจ้าเฒ่า!"
"......"
ฉับพลันนั้น สุ้มเสียงที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาจากบริเวณปากถ้ำ
ทันทีที่จำได้ว่าเป็นเสียงของซ่างกวนอู๋ชิง เส้นประสาทที่ตึงเครียดของหลินโม่ก็ผ่อนคลายลง
เขาเดินออกจากมุมมืดของถ้ำ ทอดสายตามองไปตามต้นเสียง ก็พบร่างของซ่างกวนอู๋ชิงยืนอยู่ไม่ไกลนัก
"หัวหน้าหน่วยอู๋ชิง ทางนี้ขอรับ"
หลินโม่ส่งเสียงเรียก ซ่างกวนอู๋ชิงที่มีสีหน้าตื่นตระหนกและร้อนรนพลันหันขวับมามอง ในที่สุดนางก็หาเขาจนเจอ
"เจ้าเฒ่า! ...เยี่ยมไปเลย เจ้ายังไม่ตาย!"
เมื่อเห็นว่าหลินโม่ยังดูปลอดภัยดีครบสามสิบสองประการ ก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงอยู่ในใจของซ่างกวนอู๋ชิงก็ถูกยกออก นางวิ่งถลันเข้ามาหาหลินโม่ด้วยความดีใจจนแทบคลั่ง
นางโถมกายเข้ากอดหลินโม่เต็มรัก ราวกับคู่รักที่พลัดพรากจากกันมาเนิ่นนาน
"แค่กๆ... หัวหน้าหน่วยอู๋ชิง ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านใจเย็นๆ ก่อนเถิด" หลินโม่สำลักเล็กน้อยพลางเอ่ยเตือนสติ
เนิ่นนานกว่าอารมณ์ที่พุ่งพล่านของซ่างกวนอู๋ชิงจะสงบลง
นางซักไซ้ไล่เลียงถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งหลินโม่ก็ไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างละเอียด เว้นเสียแต่เรื่องที่ 'ผู้อาวุโสสูงสุดหงเยว่' ยื่นมือเข้าช่วยนั้น เขาจงใจละเว้นไว้
เรื่องที่หงเยว่กำลังวางแผนตกปลาอยู่นั้น ยิ่งมีคนล่วงรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
"เจ้ายังจะมัวมายิ้มอยู่อีก ตบะของจูฝานสูงกว่าเจ้าตั้งเท่าไร รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายแค่ไหน!" ซ่างกวนอู๋ชิงเอ็ดตะโรด้วยความโกรธระคนห่วงใย
"มันช่วยไม่ได้นี่ขอรับ"
หลินโม่หัวเราะแห้งๆ "ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น นอกจากรับคำท้าแล้ว ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก"
"นั่นก็จริง..."
สีหน้าของซ่างกวนอู๋ชิงสลดลง นางกล่าวโทษตัวเองเสียงอ่อย "เป็นความผิดของข้าเอง ข้าไม่คิดเลยว่าจุยมิ่งจะกำแหงถึงเพียงนี้ กล้าสั่งให้คนบุกเข้าไปในบ้านของข้าเพื่อลากตัวเจ้าออกมา"
"แต่ต่อไปนี้เจ้าวางใจเถิด ท่านอาจารย์ของข้า... ประมุขหอคุมกฎได้ลงโทษจุยมิ่งแล้ว โดยมีคำสั่งขับไล่เขาออกจากสำนัก ให้ไปฝึกฝนภายนอกชั่วคราว"
นับตั้งแต่เกิดเรื่อง ซ่างกวนอู๋ชิงก็ออกตามหาหลินโม่แทบพลิกแผ่นดิน ในที่สุดสวรรค์ก็ยังเมตตาให้นางหาเขาจนเจอ
"เช่นนั้นก็นับว่าเป็นข่าวดี"
หลินโม่ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก "หัวหน้าหน่วยอู๋ชิง ท่านไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองเลย เป็นข้าต่างหากที่สร้างปัญหาให้ท่าน"
เดิมทีหลินโม่ไม่คาดหวังด้วยซ้ำว่าประมุขหอคุมกฎจะยอมลงโทษศิษย์เอกอย่างจุยมิ่งอย่างรุนแรง เพียงเพื่อศิษย์รับใช้ตัวเล็กๆ เช่นเขา
แต่การที่จุยมิ่งถูกเนรเทศออกไปฝึกฝนภายนอกสำนัก นับเป็นโชคดีมหาศาลสำหรับหลินโม่ในยามนี้
อย่างน้อย... หนามยอกอกก็ถูกบ่งออกไปหนึ่ง
จากนี้ไป เขาเพียงแค่ต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมด เพื่อรับมือกับธิดาศักดิ์สิทธิ์ซูอวี่เพียงคนเดียว!