- หน้าแรก
- เจ้าสำนักตั้งครรภ์ เกี่ยวอะไรกับทาสรับใช้อย่างข้า
- บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?
บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?
บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?
บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?
หลินโม่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ปรับอารมณ์ตามไม่ทันกับสถานการณ์ตรงหน้า
เขาสงสัยเหลือเกินว่า ก่อนก้าวเท้าออกจากเรือนในวันนี้ สมองของโจวเจ๋อถูกประตูหนีบมาจนเลอะเลือนหรืออย่างไร?
นี่มันผิดวิสัยเกินไปแล้ว!
แม้โจวเจ๋อจะกล่าววาจาฉะฉานและแสดงออกถึงความจริงใจด้วยการควักกระเป๋าจ่าย
ทว่าหลินโม่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อน้ำหน้าว่า คนอย่างโจวเจ๋อจะยอมลดทิฐิลงมาประนีประนอมกับเขาโดยง่าย
ไม่มีเหตุผลอื่นใด...
เพียงเพราะที่นี่คือ 'สำนักชูเซิ่ง' ดินแดนแห่งมารที่เคี้ยวคนไม่คายกระดูก!
หากเป็นสำนักฝ่ายธรรมะหรือวิถีเซียน หลินโม่อาจจะพอทำใจเชื่อได้บ้าง แต่นี่มันรังโจรชัดๆ
หลินโม่วางถุงบรรจุหินปราณสามร้อยก้อนที่โจวเจ๋อยัดเยียดให้ลงบนโต๊ะเสียงดัง 'ตึง' นัยน์ตาจ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ "ผู้จัดการโจว... ท่านกับข้าต่างก็ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืน ใครก็หลอกใครไม่ได้หรอก สู้พูดกันมาตามตรงดีกว่า ท่านต้องการอะไรกันแน่?"
"เหอะๆ สิ่งที่ข้าคิดนั้นเรียบง่ายมาก พี่หลินโม่"
โจวเจ๋อปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้น "ข้าไม่ได้มีเจตนาจะเล่นงานท่าน และไม่คิดร้ายต่อท่านจริงๆ ขอเพียงพี่หลินโม่รับปากว่า... ต่อไปภายภาคหน้าจะไม่ไป 'ฟ้องร้อง' หรือรายงานเรื่องราวของข้าต่อเบื้องบน"
"อีกประการหนึ่ง ต่อไปงานดูแลศิษย์รับใช้ประจำตำหนักจื่อเทียน ก็ยังคงเป็นท่านที่รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ตราบใดที่ท่านยังมีลมหายใจอยู่ ก็จะไม่มีผู้ใดหน้าไหนกล้ามาแย่งเก้าอี้ของท่านไปได้"
"พี่หลินโม่ ท่านเห็นว่าอย่างไร?"
หลินโม่ยกมือขึ้นลูบเคราแพะของตนอย่างเชื่องช้า พลางขบคิดในใจ
หากโจวเจ๋อกังวลว่าเขาจะเอาเรื่องไปฟ้องหลิวจื่อเยียน การกระทำหน้าใหญ่ใจโตในวันนี้ก็พอจะอธิบายได้
คนเรา... ท้ายที่สุดแล้วก็ล้วนเป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัว
ของพรรค์อย่าง 'ความภักดี' ในสำนักชูเซิ่งนั้น จะมีราคาค่างวดสักกี่หินปราณกันเชียว?
กระนั้น สำหรับโจวเจ๋อแล้ว หลินโม่ยังคงไม่วางใจและไม่ลดการป้องกันตัวลง
ไม่แน่ว่า หมอนั่นอาจจะแค่สัมผัสได้รางๆ ว่าพลังบำเพ็ญของเขาแข็งแกร่งกว่า จึงเลือกที่จะใช้วิธีประนีประนอม
ลองให้เขายังเป็นไอ้ขยะขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสองคนเดิมดูสิ ป่านนี้โจวเจ๋อคงขยี้เขาจมดินไปนานแล้ว
พูดไปพันคำหมื่นคำ... 'กำปั้น' เท่านั้นที่เป็นสัจธรรมหนึ่งเดียวของโลกใบนี้!
"หากสามารถอยู่อย่างสงบสุขได้ ข้าผู้เฒ่าก็คร้านจะไปสร้างความวุ่นวายให้กองงานศิษย์รับใช้เช่นกัน"
หลินโม่กวาดมือเก็บถุงหินปราณสามร้อยก้อนนั้นเข้าอกเสื้อ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ส่วนเรื่องศิษย์รับใช้หญิง... ไม่ต้องส่งมาให้ข้าผู้เฒ่าลำบากหรอก เปลี่ยนเป็นหินปราณให้ข้าแทนจะดีกว่า เอาอย่างนี้... อ้างอิงตามเรตราคาค่าตัวสาวงามระดับ 'ขอบเขตกลั่นลมปราณ' ของหอเมามายเซียน ข้าผู้เฒ่าจะคิดราคาเป็นกันเองกับท่านสัก... หนึ่งพันหินปราณก็แล้วกัน"
สิ้นเสียงของหลินโม่ ใบหน้าของโจวเจ๋อก็พลันดำทะมึนราวกับก้นหม้อทันที
หนึ่งพันหินปราณ!? เงินขนาดนี้เขาสามารถซื้อศิษย์รับใช้หญิงเกรดต่ำได้เป็นร้อยคน!
คุณภาพของศิษย์รับใช้หญิงในกองงานเป็นเช่นไร หลินโม่รู้ดี โจวเจ๋อก็รู้ดีเช่นกัน
สตรีที่ตกอับจนต้องมาอยู่ในกองงานศิษย์รับใช้ นอกจากจะเป็นพวกไร้พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรแล้ว รูปร่างหน้าตาก็จัดว่าดาษดื่นทั่วไป
เพราะต่อให้ไร้พรสวรรค์ แต่ขอเพียงมีรูปร่างหน้าตางดงามและกิริยาที่โดดเด่น ก็ล้วนถูกบรรดาผู้บริหารระดับสูงของสำนักคัดตัวไปเป็นสาวใช้ส่วนตัวจนหมดสิ้นแล้ว
เมื่อเห็นใบหน้าของโจวเจ๋อมืดครึ้มจนแทบจะบิดออกมาเป็นน้ำหมึกได้ หลินโม่ก็แสร้งหัวเราะร่า "ผู้จัดการโจว... เงินแค่หนึ่งพันหินปราณเท่านั้น ศิษย์รับใช้คนอื่นอาจจะไม่มีปัญญาหามาได้ แต่สำหรับระดับท่านแล้ว... ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงกระมัง?"
เปลือกตาของโจวเจ๋อกระตุกถี่ยิบด้วยความเดือดดาล
หนึ่งพันหินปราณยังไม่มากอีกหรือ!?
เงินจำนวนนี้เขาสามารถจ้างยอดฝีมือขอบเขตจินตานไปลอบฆ่าคนได้เลยนะโว้ย!
นี่เจ้ากำลังปล้นกันชัดๆ! เหตุใดไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า!?
ทว่า... เมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าหลินโม่ขลุกตัวอยู่แต่ในกระท่อมไม้เขตตำหนักจื่อเทียน ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของเจ้าสำนัก โจวเจ๋อจึงทำได้เพียงกัดฟันกลืนเลือดลงคอ
แม้ว่าหลินโม่จะเป็นเพียงศิษย์รับใช้ แต่สถานที่ที่มันอยู่นั้น...
ในทั่วทั้งสำนักชูเซิ่ง ยังไม่มีผู้ใดกล้าไปก่อเรื่องวุ่นวายในเขตตำหนักจื่อเทียน!
"มะ... ไม่มาก... ไม่มากขอรับ"
โจวเจ๋อกัดฟันกรอด จำใจต้องล้วงหินปราณอีกหนึ่งพันก้อนออกมาวางกระแทกใส่มือหลินโม่
หัวใจของเขาราวกับถูกมีดกรีดเฉือนเลือดไหลซิบๆ!
เขายอมรับได้ที่จะจ่ายแปดร้อยหินปราณเพื่อซื้อความสัมพันธ์กับหลินโม่ แต่ยอดรวมหนึ่งพันแปดร้อยหินปราณ... ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการเชือดเนื้อเถือหนังเขาชัดๆ!
แต่ถึงกระนั้น โจวเจ๋อก็ไม่มีทางเลือกอื่น
หากเขาต้องการนั่งเสวยสุขบนเก้าอี้ผู้จัดการกองงานศิษย์รับใช้ต่อไปอย่างมั่นคง หลินโม่คือตัวแปรอันตรายที่ไม่อาจมองข้ามได้
มิเช่นนั้นแล้ว... โจวเจ๋อคงต้องนอนผวา ทุกคืนคงข่มตาหลับไม่ลงเป็นแน่!
ทันทีที่รับถุงหินปราณมาถือไว้อย่างพึงพอใจ รอยยิ้มประจบสอพลอก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินโม่ "ผู้จัดการโจว! ท่านสมกับเป็นพี่ชายที่ข้านับถือมาเนิ่นนาน ข้ามองท่านไม่ผิดมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจริงๆ"
"ด้วยจิตใจที่กว้างขวางดุจมหานทีเช่นท่าน สมควรแล้วที่สวรรค์จะประทานตำแหน่งผู้จัดการกองงานศิษย์รับใช้ให้ท่านดูแล!"
เมื่อได้สดับฟังคำเยินยอจอมปลอมของหลินโม่ โจวเจ๋อมิเพียงไม่รู้สึกปลาบปลื้มใจ แต่กลับรู้สึกพะอืดพะอมราวกับเพิ่งกลืนก้อนอาจมลงท้องไปหมาดๆ!
วาจาเลียแข้งเลียขาที่เสแสร้งถึงเพียงนี้ คิดจะเอามาหลอกเด็กอมมือหรืออย่างไร?
ทว่าเขาก็มิอาจแสดงความรังเกียจออกมาทางสีหน้าได้ ทำได้เพียงฝืนยิ้มแห้งๆ พลางกล่าวตัดบท "น้องหลินเกรงใจกันเกินไปแล้ว... ถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแล้วนะ"
"ที่กองงานศิษย์รับใช้ยังมีราชการงานเมืองอีกมาก รอให้ข้ากลับไปสะสาง"
สิ้นคำกล่าว...
โจวเจ๋อก็ไม่รอให้หลินโม่เอ่ยรั้ง ลุกขึ้นสะบัดก้นเดินจากไปทันที
ขืนอยู่นานกว่านี้อีกเพียงครึ่งก้านธูป เกรงว่าหลินโม่คงจะรีดไถจนเขาไม่เหลือแม้แต่กางเกงชั้นในติดตัวกลับไปเป็นแน่!
"พี่โจว เดินทางปลอดภัยนะขอรับ! ข้าผู้เฒ่าไม่เดินไปส่งนะ!"
เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังก้องไล่หลังมา ทำเอาโจวเจ๋อที่เพิ่งเดินพ้นประตูไปได้ไม่ไกลถึงกับสะดุดขาตนเอง เกือบจะล้มคะมำหน้าทิ่มดินด้วยความเดือดดาล
โชคดีที่ศิษย์รับใช้คนสนิทที่ติดตามมาด้วยช่วยพยุงร่างเขาไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นคงได้ขายขี้หน้าประชาชีเป็นแน่แท้
เจ้าอยากจะหัวเราะก็เชิญหัวเราะไป... ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้แก่!
..........
ภายในกระท่อมไม้
"โจวเจ๋อผู้นี้... ก็นับว่าเป็นคน 'รู้ความ' ผู้หนึ่ง"
หลินโม่หัวเราะร่ากับตนเองอย่างอารมณ์ดี
เดิมทีเขาคิดว่าคงต้องเปลืองแรงและน้ำลายพอสมควรกว่าจะจัดการกับคนอย่างโจวเจ๋อได้ แต่ผลลัพธ์กลับราบรื่นผิดคาด
เช่นนี้แล้ว อย่างน้อยในระยะเวลาสั้นๆ เขาก็ไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังว่าโจวเจ๋อจะลอบกัด
และเมื่อถึงวันที่โจวเจ๋อคิดจะกลับมาเล่นงานเขาจริงๆ... ถึงตอนนั้น
ในสายตาของหลินโม่ โจวเจ๋อก็คงไม่ต่างอะไรกับมดปลวกตัวจ้อยที่บี้ให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ โจวเจ๋อได้มอบหินปราณจำนวนหนึ่งพันแปดร้อยก้อนมาให้ถึงที่
หลินโม่แทบอยากจะมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ 'สายฝนชุ่มฉ่ำยามแล้ง' ให้แก่พ่อพระผู้นี้เสียจริงๆ
"เอาล่ะ ในเมื่อปัญหาเรื่องกองงานศิษย์รับใช้ถูกปัดเป่าไปแล้ว ก็ถึงเวลาไปหานางมารร้ายเพื่อรับหินปราณเสียที"
"แต่ก่อนหน้านั้น..."
พลันนึกถึงประโยคทิ้งท้ายของหลิวจื่อเยียนเมื่อครั้งที่นางเรียกพบ
หลินโม่คิดว่าควรจะแวะไปที่ 'สระหยกชำระ' เพื่อขัดสีฉวีวรรณร่างกายให้สะอาดสะอ้านเสียก่อนจะไปเหยียบตำหนักจื่อเทียน
แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้กลิ่นเหม็นสาบสางอันใดจากร่างกาย แต่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน... การหลีกเลี่ยงไม่ให้หลิวจื่อเยียนเกิดอาการบ้าคลั่งเพราะเรื่องกลิ่นตัวย่อมดีที่สุด
ทำตามที่นางสั่ง ไปชำระล้างร่างกายที่สระหยกชำระให้หอมฟุ้ง ย่อมปลอดภัยกว่า
อย่างไรเสีย ค่าใช้จ่ายก็แค่หินปราณไม่กี่ก้อน ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก
........
ณ ตำหนักจื่อเทียน
ทะเลสาบจำลองกว้างใหญ่ไพศาล อบอวลไปด้วยม่านหมอกแห่งไอเซียนที่ลอยละล่อง
หลิวจื่อเยียนนั่งทอดอารมณ์อยู่ริมสะพานไม้แกะสลักที่ทอดตัวยาวไปยังศาลากลางน้ำ เท้าคู่สวยที่ขาวผ่องดุจหยกหิมะจุ่มแช่อยู่ในธารใส ค่อยๆ กวัดแกว่งตีผิวน้ำเล่นอย่างเกียจคร้าน ดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ยิ่งนัก
ซูอวี่ก้าวเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมทว่าสง่างาม นางประสานมือคารวะก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพ "เรียนท่านอาจารย์... ศิษย์มีข่าวดีจะแจ้งให้ทราบ ศิษย์ทะลวงผ่านเข้าสู่ 'ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์' แล้วเจ้าค่ะ!"
"อืม"
หลิวจื่อเยียนเพียงพยักหน้ารับรู้เบาๆ สีหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกอารมณ์ใดๆ
ซูอวี่ลอบกลอกตามองบนเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวสืบต่อ "ท่านอาจารย์... ท่านดูสิเจ้าคะ ถึงเวลาที่ท่านควรจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้แก่ศิษย์แล้วหรือยัง? หากรอจนศิษย์ทะลวงสู่ขอบเขตจินตานแล้วค่อยเปลี่ยนวิชา เกรงว่าจะทำให้ความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์ต้องล่าช้าลงนะเจ้าคะ"
"ก็สมควรเป็นเช่นนั้น"
หลิวจื่อเยียนเอ่ยถามเสียงเรียบ "เคล็ดวิชาชั้นสูงในหอคัมภีร์ของสำนักมีอยู่ไม่น้อย ในใจเจ้ามีเคล็ดวิชาใดที่หมายตาไว้เป็นพิเศษหรือไม่?"
"เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์มีเคล็ดวิชาที่ชื่นชอบอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่ทว่า..."
ซูอวี่กล่าวค้างไว้เพียงเท่านั้น ทำท่าอึกอักคล้ายลำบากใจที่จะเอ่ย
"แต่อะไร? มีสิ่งใดก็ว่ามาตรงๆ" หลิวจื่อเยียนคร้านจะมานั่งเดาใจศิษย์ จึงเอ่ยตัดบทถามทันที