เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?

บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?

บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?


บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?

หลินโม่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ปรับอารมณ์ตามไม่ทันกับสถานการณ์ตรงหน้า

เขาสงสัยเหลือเกินว่า ก่อนก้าวเท้าออกจากเรือนในวันนี้ สมองของโจวเจ๋อถูกประตูหนีบมาจนเลอะเลือนหรืออย่างไร?

นี่มันผิดวิสัยเกินไปแล้ว!

แม้โจวเจ๋อจะกล่าววาจาฉะฉานและแสดงออกถึงความจริงใจด้วยการควักกระเป๋าจ่าย

ทว่าหลินโม่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อน้ำหน้าว่า คนอย่างโจวเจ๋อจะยอมลดทิฐิลงมาประนีประนอมกับเขาโดยง่าย

ไม่มีเหตุผลอื่นใด...

เพียงเพราะที่นี่คือ 'สำนักชูเซิ่ง' ดินแดนแห่งมารที่เคี้ยวคนไม่คายกระดูก!

หากเป็นสำนักฝ่ายธรรมะหรือวิถีเซียน หลินโม่อาจจะพอทำใจเชื่อได้บ้าง แต่นี่มันรังโจรชัดๆ

หลินโม่วางถุงบรรจุหินปราณสามร้อยก้อนที่โจวเจ๋อยัดเยียดให้ลงบนโต๊ะเสียงดัง 'ตึง' นัยน์ตาจ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ "ผู้จัดการโจว... ท่านกับข้าต่างก็ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืน ใครก็หลอกใครไม่ได้หรอก สู้พูดกันมาตามตรงดีกว่า ท่านต้องการอะไรกันแน่?"

"เหอะๆ สิ่งที่ข้าคิดนั้นเรียบง่ายมาก พี่หลินโม่"

โจวเจ๋อปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้น "ข้าไม่ได้มีเจตนาจะเล่นงานท่าน และไม่คิดร้ายต่อท่านจริงๆ ขอเพียงพี่หลินโม่รับปากว่า... ต่อไปภายภาคหน้าจะไม่ไป 'ฟ้องร้อง' หรือรายงานเรื่องราวของข้าต่อเบื้องบน"

"อีกประการหนึ่ง ต่อไปงานดูแลศิษย์รับใช้ประจำตำหนักจื่อเทียน ก็ยังคงเป็นท่านที่รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ตราบใดที่ท่านยังมีลมหายใจอยู่ ก็จะไม่มีผู้ใดหน้าไหนกล้ามาแย่งเก้าอี้ของท่านไปได้"

"พี่หลินโม่ ท่านเห็นว่าอย่างไร?"

หลินโม่ยกมือขึ้นลูบเคราแพะของตนอย่างเชื่องช้า พลางขบคิดในใจ

หากโจวเจ๋อกังวลว่าเขาจะเอาเรื่องไปฟ้องหลิวจื่อเยียน การกระทำหน้าใหญ่ใจโตในวันนี้ก็พอจะอธิบายได้

คนเรา... ท้ายที่สุดแล้วก็ล้วนเป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัว

ของพรรค์อย่าง 'ความภักดี' ในสำนักชูเซิ่งนั้น จะมีราคาค่างวดสักกี่หินปราณกันเชียว?

กระนั้น สำหรับโจวเจ๋อแล้ว หลินโม่ยังคงไม่วางใจและไม่ลดการป้องกันตัวลง

ไม่แน่ว่า หมอนั่นอาจจะแค่สัมผัสได้รางๆ ว่าพลังบำเพ็ญของเขาแข็งแกร่งกว่า จึงเลือกที่จะใช้วิธีประนีประนอม

ลองให้เขายังเป็นไอ้ขยะขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสองคนเดิมดูสิ ป่านนี้โจวเจ๋อคงขยี้เขาจมดินไปนานแล้ว

พูดไปพันคำหมื่นคำ... 'กำปั้น' เท่านั้นที่เป็นสัจธรรมหนึ่งเดียวของโลกใบนี้!

"หากสามารถอยู่อย่างสงบสุขได้ ข้าผู้เฒ่าก็คร้านจะไปสร้างความวุ่นวายให้กองงานศิษย์รับใช้เช่นกัน"

หลินโม่กวาดมือเก็บถุงหินปราณสามร้อยก้อนนั้นเข้าอกเสื้อ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ส่วนเรื่องศิษย์รับใช้หญิง... ไม่ต้องส่งมาให้ข้าผู้เฒ่าลำบากหรอก เปลี่ยนเป็นหินปราณให้ข้าแทนจะดีกว่า เอาอย่างนี้... อ้างอิงตามเรตราคาค่าตัวสาวงามระดับ 'ขอบเขตกลั่นลมปราณ' ของหอเมามายเซียน ข้าผู้เฒ่าจะคิดราคาเป็นกันเองกับท่านสัก... หนึ่งพันหินปราณก็แล้วกัน"

สิ้นเสียงของหลินโม่ ใบหน้าของโจวเจ๋อก็พลันดำทะมึนราวกับก้นหม้อทันที

หนึ่งพันหินปราณ!? เงินขนาดนี้เขาสามารถซื้อศิษย์รับใช้หญิงเกรดต่ำได้เป็นร้อยคน!

คุณภาพของศิษย์รับใช้หญิงในกองงานเป็นเช่นไร หลินโม่รู้ดี โจวเจ๋อก็รู้ดีเช่นกัน

สตรีที่ตกอับจนต้องมาอยู่ในกองงานศิษย์รับใช้ นอกจากจะเป็นพวกไร้พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรแล้ว รูปร่างหน้าตาก็จัดว่าดาษดื่นทั่วไป

เพราะต่อให้ไร้พรสวรรค์ แต่ขอเพียงมีรูปร่างหน้าตางดงามและกิริยาที่โดดเด่น ก็ล้วนถูกบรรดาผู้บริหารระดับสูงของสำนักคัดตัวไปเป็นสาวใช้ส่วนตัวจนหมดสิ้นแล้ว

เมื่อเห็นใบหน้าของโจวเจ๋อมืดครึ้มจนแทบจะบิดออกมาเป็นน้ำหมึกได้ หลินโม่ก็แสร้งหัวเราะร่า "ผู้จัดการโจว... เงินแค่หนึ่งพันหินปราณเท่านั้น ศิษย์รับใช้คนอื่นอาจจะไม่มีปัญญาหามาได้ แต่สำหรับระดับท่านแล้ว... ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงกระมัง?"

เปลือกตาของโจวเจ๋อกระตุกถี่ยิบด้วยความเดือดดาล

หนึ่งพันหินปราณยังไม่มากอีกหรือ!?

เงินจำนวนนี้เขาสามารถจ้างยอดฝีมือขอบเขตจินตานไปลอบฆ่าคนได้เลยนะโว้ย!

นี่เจ้ากำลังปล้นกันชัดๆ! เหตุใดไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า!?

ทว่า... เมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าหลินโม่ขลุกตัวอยู่แต่ในกระท่อมไม้เขตตำหนักจื่อเทียน ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของเจ้าสำนัก โจวเจ๋อจึงทำได้เพียงกัดฟันกลืนเลือดลงคอ

แม้ว่าหลินโม่จะเป็นเพียงศิษย์รับใช้ แต่สถานที่ที่มันอยู่นั้น...

ในทั่วทั้งสำนักชูเซิ่ง ยังไม่มีผู้ใดกล้าไปก่อเรื่องวุ่นวายในเขตตำหนักจื่อเทียน!

"มะ... ไม่มาก... ไม่มากขอรับ"

โจวเจ๋อกัดฟันกรอด จำใจต้องล้วงหินปราณอีกหนึ่งพันก้อนออกมาวางกระแทกใส่มือหลินโม่

หัวใจของเขาราวกับถูกมีดกรีดเฉือนเลือดไหลซิบๆ!

เขายอมรับได้ที่จะจ่ายแปดร้อยหินปราณเพื่อซื้อความสัมพันธ์กับหลินโม่ แต่ยอดรวมหนึ่งพันแปดร้อยหินปราณ... ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการเชือดเนื้อเถือหนังเขาชัดๆ!

แต่ถึงกระนั้น โจวเจ๋อก็ไม่มีทางเลือกอื่น

หากเขาต้องการนั่งเสวยสุขบนเก้าอี้ผู้จัดการกองงานศิษย์รับใช้ต่อไปอย่างมั่นคง หลินโม่คือตัวแปรอันตรายที่ไม่อาจมองข้ามได้

มิเช่นนั้นแล้ว... โจวเจ๋อคงต้องนอนผวา ทุกคืนคงข่มตาหลับไม่ลงเป็นแน่!

ทันทีที่รับถุงหินปราณมาถือไว้อย่างพึงพอใจ รอยยิ้มประจบสอพลอก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินโม่ "ผู้จัดการโจว! ท่านสมกับเป็นพี่ชายที่ข้านับถือมาเนิ่นนาน ข้ามองท่านไม่ผิดมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจริงๆ"

"ด้วยจิตใจที่กว้างขวางดุจมหานทีเช่นท่าน สมควรแล้วที่สวรรค์จะประทานตำแหน่งผู้จัดการกองงานศิษย์รับใช้ให้ท่านดูแล!"

เมื่อได้สดับฟังคำเยินยอจอมปลอมของหลินโม่ โจวเจ๋อมิเพียงไม่รู้สึกปลาบปลื้มใจ แต่กลับรู้สึกพะอืดพะอมราวกับเพิ่งกลืนก้อนอาจมลงท้องไปหมาดๆ!

วาจาเลียแข้งเลียขาที่เสแสร้งถึงเพียงนี้ คิดจะเอามาหลอกเด็กอมมือหรืออย่างไร?

ทว่าเขาก็มิอาจแสดงความรังเกียจออกมาทางสีหน้าได้ ทำได้เพียงฝืนยิ้มแห้งๆ พลางกล่าวตัดบท "น้องหลินเกรงใจกันเกินไปแล้ว... ถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแล้วนะ"

"ที่กองงานศิษย์รับใช้ยังมีราชการงานเมืองอีกมาก รอให้ข้ากลับไปสะสาง"

สิ้นคำกล่าว...

โจวเจ๋อก็ไม่รอให้หลินโม่เอ่ยรั้ง ลุกขึ้นสะบัดก้นเดินจากไปทันที

ขืนอยู่นานกว่านี้อีกเพียงครึ่งก้านธูป เกรงว่าหลินโม่คงจะรีดไถจนเขาไม่เหลือแม้แต่กางเกงชั้นในติดตัวกลับไปเป็นแน่!

"พี่โจว เดินทางปลอดภัยนะขอรับ! ข้าผู้เฒ่าไม่เดินไปส่งนะ!"

เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังก้องไล่หลังมา ทำเอาโจวเจ๋อที่เพิ่งเดินพ้นประตูไปได้ไม่ไกลถึงกับสะดุดขาตนเอง เกือบจะล้มคะมำหน้าทิ่มดินด้วยความเดือดดาล

โชคดีที่ศิษย์รับใช้คนสนิทที่ติดตามมาด้วยช่วยพยุงร่างเขาไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นคงได้ขายขี้หน้าประชาชีเป็นแน่แท้

เจ้าอยากจะหัวเราะก็เชิญหัวเราะไป... ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้แก่!

..........

ภายในกระท่อมไม้

"โจวเจ๋อผู้นี้... ก็นับว่าเป็นคน 'รู้ความ' ผู้หนึ่ง"

หลินโม่หัวเราะร่ากับตนเองอย่างอารมณ์ดี

เดิมทีเขาคิดว่าคงต้องเปลืองแรงและน้ำลายพอสมควรกว่าจะจัดการกับคนอย่างโจวเจ๋อได้ แต่ผลลัพธ์กลับราบรื่นผิดคาด

เช่นนี้แล้ว อย่างน้อยในระยะเวลาสั้นๆ เขาก็ไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังว่าโจวเจ๋อจะลอบกัด

และเมื่อถึงวันที่โจวเจ๋อคิดจะกลับมาเล่นงานเขาจริงๆ... ถึงตอนนั้น

ในสายตาของหลินโม่ โจวเจ๋อก็คงไม่ต่างอะไรกับมดปลวกตัวจ้อยที่บี้ให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ โจวเจ๋อได้มอบหินปราณจำนวนหนึ่งพันแปดร้อยก้อนมาให้ถึงที่

หลินโม่แทบอยากจะมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ 'สายฝนชุ่มฉ่ำยามแล้ง' ให้แก่พ่อพระผู้นี้เสียจริงๆ

"เอาล่ะ ในเมื่อปัญหาเรื่องกองงานศิษย์รับใช้ถูกปัดเป่าไปแล้ว ก็ถึงเวลาไปหานางมารร้ายเพื่อรับหินปราณเสียที"

"แต่ก่อนหน้านั้น..."

พลันนึกถึงประโยคทิ้งท้ายของหลิวจื่อเยียนเมื่อครั้งที่นางเรียกพบ

หลินโม่คิดว่าควรจะแวะไปที่ 'สระหยกชำระ' เพื่อขัดสีฉวีวรรณร่างกายให้สะอาดสะอ้านเสียก่อนจะไปเหยียบตำหนักจื่อเทียน

แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้กลิ่นเหม็นสาบสางอันใดจากร่างกาย แต่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน... การหลีกเลี่ยงไม่ให้หลิวจื่อเยียนเกิดอาการบ้าคลั่งเพราะเรื่องกลิ่นตัวย่อมดีที่สุด

ทำตามที่นางสั่ง ไปชำระล้างร่างกายที่สระหยกชำระให้หอมฟุ้ง ย่อมปลอดภัยกว่า

อย่างไรเสีย ค่าใช้จ่ายก็แค่หินปราณไม่กี่ก้อน ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก

........

ณ ตำหนักจื่อเทียน

ทะเลสาบจำลองกว้างใหญ่ไพศาล อบอวลไปด้วยม่านหมอกแห่งไอเซียนที่ลอยละล่อง

หลิวจื่อเยียนนั่งทอดอารมณ์อยู่ริมสะพานไม้แกะสลักที่ทอดตัวยาวไปยังศาลากลางน้ำ เท้าคู่สวยที่ขาวผ่องดุจหยกหิมะจุ่มแช่อยู่ในธารใส ค่อยๆ กวัดแกว่งตีผิวน้ำเล่นอย่างเกียจคร้าน ดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ยิ่งนัก

ซูอวี่ก้าวเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมทว่าสง่างาม นางประสานมือคารวะก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพ "เรียนท่านอาจารย์... ศิษย์มีข่าวดีจะแจ้งให้ทราบ ศิษย์ทะลวงผ่านเข้าสู่ 'ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์' แล้วเจ้าค่ะ!"

"อืม"

หลิวจื่อเยียนเพียงพยักหน้ารับรู้เบาๆ สีหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกอารมณ์ใดๆ

ซูอวี่ลอบกลอกตามองบนเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวสืบต่อ "ท่านอาจารย์... ท่านดูสิเจ้าคะ ถึงเวลาที่ท่านควรจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้แก่ศิษย์แล้วหรือยัง? หากรอจนศิษย์ทะลวงสู่ขอบเขตจินตานแล้วค่อยเปลี่ยนวิชา เกรงว่าจะทำให้ความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์ต้องล่าช้าลงนะเจ้าคะ"

"ก็สมควรเป็นเช่นนั้น"

หลิวจื่อเยียนเอ่ยถามเสียงเรียบ "เคล็ดวิชาชั้นสูงในหอคัมภีร์ของสำนักมีอยู่ไม่น้อย ในใจเจ้ามีเคล็ดวิชาใดที่หมายตาไว้เป็นพิเศษหรือไม่?"

"เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์มีเคล็ดวิชาที่ชื่นชอบอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่ทว่า..."

ซูอวี่กล่าวค้างไว้เพียงเท่านั้น ทำท่าอึกอักคล้ายลำบากใจที่จะเอ่ย

"แต่อะไร? มีสิ่งใดก็ว่ามาตรงๆ" หลิวจื่อเยียนคร้านจะมานั่งเดาใจศิษย์ จึงเอ่ยตัดบทถามทันที

จบบทที่ บทที่ 23: เหตุใดเจ้าไม่เอาดาบมาจี้คอข้าเลยเล่า?

คัดลอกลิงก์แล้ว