- หน้าแรก
- เจ้าสำนักตั้งครรภ์ เกี่ยวอะไรกับทาสรับใช้อย่างข้า
- บทที่ 17: หลิวจื่อเยียน! เจ้าเห็นว่าตนเองมีอารมณ์ขันนักหรือ?
บทที่ 17: หลิวจื่อเยียน! เจ้าเห็นว่าตนเองมีอารมณ์ขันนักหรือ?
บทที่ 17: หลิวจื่อเยียน! เจ้าเห็นว่าตนเองมีอารมณ์ขันนักหรือ?
บทที่ 17: หลิวจื่อเยียน! เจ้าเห็นว่าตนเองมีอารมณ์ขันนักหรือ?
‘วิชามารหยินหยาง’ นั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน คือเคล็ดวิชาฉบับหยินและฉบับหยาง
สตรีฝึกหยิน บุรุษฝึกหยาง
ในสถานการณ์ปกติ การร่วมฝึกตนกับเพศตรงข้ามจะช่วยให้ผู้ฝึกวิชานี้สามารถเพิ่มพูนระดับพลังได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งใช้เป็นทางลัดในการทะลวงผ่านคอขวดของระดับพลังได้
ทว่า... หากคู่บำเพ็ญทั้งสองฝ่ายต่างฝึกฝน ‘วิชามารหยินหยาง’ ด้วยกันทั้งคู่ ภายใต้สมดุลแห่งการผสานหยินและหยาง การดูดซับและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันระหว่างเคล็ดวิชาทั้งสองฉบับ...
ย่อมก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ทวีคูณยิ่งกว่าการบวกเพิ่มธรรมดา!
นี่คือเหตุผลว่าเหตุใด แม้วิชามารหยินหยางจะมีข้อจำกัดที่ยุ่งยากในการผูกมัดไอหยินหรือไอหยางของคู่บำเพ็ญคนแรก
แต่มันก็ยังคงเป็นสุดยอดวิชาที่ผู้บำเพ็ญสายมารนับล้านในทวีปต่างเฝ้าถวิลหา
ต่อให้มีระดับเส้นชีพจรวิญญาณที่ต่ำต้อย หรือมีพรสวรรค์ในการทำความเข้าใจที่แสนธรรมดาเพียงใด
ขอเพียงคู่บำเพ็ญเพียรทั้งสองต่างฝึกวิชามารหยินหยางด้วยกัน ก็จะสามารถสร้างผลลัพธ์การบำเพ็ญเพียรที่น่าสะพรึงกลัวเทียบเคียงกับเหล่าอัจฉริยะแห่งยุคได้
ดังนั้น การที่หลินโม่ฝึกวิชามารหยินหยางสำเร็จ สำหรับหลิวจื่อเยียนแล้ว ถือเป็นข่าวประเสริฐอย่างยิ่ง
แต่แน่นอนว่า... นางไม่มีวันเอ่ยปากบอกเรื่องนี้แก่หลินโม่เป็นแน่
ทันใดนั้น หลิวจื่อเยียนเพียงกรีดนิ้ววาดผ่านอากาศธาตุ ม้วนคัมภีร์หยกที่เก็บอยู่ในแหวนมิติของหลินโม่ก็พลันลอยละลิ่วกลับมาตกสู่มือของนางอย่างว่าง่าย
หลินโม่มิได้ใส่ใจที่เคล็ดวิชาฉบับหยางถูกเรียกคืนไป เพราะถึงอย่างไรเขาก็จดจำและฝึกฝนจนสำเร็จสิ้นกระบวนความแล้ว
“เรียนท่านเจ้าสำนัก... ข้าน้อยมีเรื่องเล็กน้อย อยากจะขอบารมีท่านช่วยอนุเคราะห์ขอรับ”
“เรื่องของกองงานศิษย์รับใช้รึ?” หลิวจื่อเยียนเอ่ยดักคอ
“ขอรับ”
หลินโม่พยักหน้ารับน้อยๆ
เขายังไม่มั่นใจว่า ‘โจวเจ๋อ’ ผู้ดูแลกองงานศิษย์รับใช้คนใหม่จะมาหาเรื่องตนหรือไม่ แต่ปัญหานี้ ทางที่ดีควรป้องกันไว้ก่อน
ดังนั้น หลินโม่จึงลองเสี่ยงดวงดูว่า จะสามารถให้หลิวจื่อเยียนออกหน้าจัดการเรื่องนี้ได้หรือไม่
มิเช่นนั้น การบำเพ็ญเพียรของเขาคงหาความสงบสุขไม่ได้เป็นแน่
“เรื่องขี้ผงเพียงแค่นี้ ยังต้องลำบากให้ข้าออกหน้าอีกรึ? เจ้าทาสแก่... สมองเจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือไร?”
หลิวจื่อเยียนแค่นเสียงในลำคอ “หากแม้แต่มดปลวกไม่กี่ตัวในกองงานศิษย์รับใช้ เจ้ายังจัดการเองไม่ได้ แล้วเจ้าจะมีประโยชน์อันใดให้ข้าใช้งานได้อีก?”
จะฆ่าไก่เหตุใดต้องใช้มีดฆ่าโค? ขืนนางลงมือเอง มิเท่ากับเป็นการลดเกียรติของนางหรอกหรือ?
“......”
หลินโม่ถึงกับพูดไม่ออก เป็นดังที่คาดไว้ เขาไม่ควรตั้งความหวังกับนางมารผู้นี้เลยจริงๆ
แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว วาจาของหลิวจื่อเยียนก็นับว่ามีเหตุผล
การให้เจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่อย่างนาง ลดตัวลงไปจัดการเรื่องหยุมหยิมในกองงานศิษย์รับใช้ มันก็ดูจะเกินงามไปหน่อยจริงๆ
“แต่ว่า...”
ยังมิทันที่หลินโม่จะเอ่ยแก้ตัว หลิวจื่อเยียนก็ดีดนิ้วเรียวงามดุจแท่งหยกเบาๆ แหวนมิติอีกวงหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาตรงหน้าหลินโม่
“เห็นแก่ที่เจ้าทาสแก่อย่างเจ้าฝึกวิชามารหยินหยางได้สำเร็จ ข้าจะถือว่าเจ้ายังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง”
“ในนี้คือหินปราณหนึ่งพันก้อน จงเอาไปใช้ช่วยในการบำเพ็ญเพียรเสีย”
“หากเจ้าสามารถจัดการเรื่องวุ่นวายในกองงานศิษย์รับใช้ได้ด้วยตัวเอง ข้าจะตบรางวัลให้อีกห้าพันก้อน... แต่หากจัดการไม่ได้ ก็จงภาวนาเอาเองเถิด”
“ทะ... ท่านเจ้าสำนัก ให้มามากมายเช่นนี้จะดีหรือขอรับ?”
ปากพูดปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ร่างกายของหลินโม่กลับซื่อสัตย์ยิ่งนัก
เขาก้มลงคว้าแหวนมิติบนพื้น แล้วยัดใส่ในอกเสื้อด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด!
ในสำนักชูเซิ่ง ศิษย์รับใช้ที่มีสถานะต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน มีเบี้ยหวัดรายปีเพียงหนึ่งก้อนหินปราณเท่านั้น
ดังนั้น สำหรับหลินโม่แล้ว หินปราณหนึ่งพันก้อน ย่อมเปรียบเสมือนขุมทรัพย์มหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
และด้วยเหตุผลเรื่องทรัพยากรที่ขาดแคลนนี่เอง เมื่อได้ตกเป็นศิษย์รับใช้ของสำนักชูเซิ่งแล้ว การจะพลิกชะตาจากทาสให้เป็นไท จึงมีความยากเย็นแสนเข็ญดั่งการปีนป่ายขึ้นสู่สวรรค์!
“ไม่เอาหรือ? ถ้าไม่เอาก็ส่งคืนมา” หลิวจื่อเยียนแสร้งทวงถาม
“โธ่... ท่านเจ้าสำนัก ท่านเป็นถึงประมุขผู้ยิ่งใหญ่ คงไม่ขาดแคลนหินปราณแค่พันก้อนกระมัง ของที่ให้มาแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป จะมีเหตุผลใดให้เรียกคืนเล่า ท่านว่าจริงหรือไม่ขอรับ?” หลินโม่กล่าวด้วยสีหน้าหนาทน
“เจ้าเห็นว่าตนเองมีอารมณ์ขันนักหรือ?” หลิวจื่อเยียนตีหน้าขรึมเย็นชา
ทว่าลึกๆ ในใจ นางกลับรู้สึกขบขันอยู่ไม่น้อย
เมื่อก่อนนางไม่เคยสังเกตเลยว่า เจ้าทาสเฒ่าผู้นี้ก็มีมุมที่ตลกขบขันอยู่เหมือนกัน?
อาจเป็นเพราะกาลก่อนนางเข้มงวดกับหลินโม่จนเกินไป และไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเลยกระมัง
“ก็... ก็พอได้อยู่ขอรับ” หลินโม่ตอบกลับอย่างหน้าไม่อาย
“เจ้าคนฝีปากกล้า... ไสหัวไปได้แล้ว!”
“ท่านเจ้าสำนัก... เช่นนั้นข้าน้อยขอทูลลา”
ทว่าในจังหวะที่หลินโม่กำลังจะหันหลังเดินจากไป เสียงตวาดเย็นเยียบของหลิวจื่อเยียนก็ดังไล่หลังมาทันที
“หาเวลาไปที่สระหยกชำระเพื่อล้างเนื้อล้างตัวเสีย กลิ่นสาบบนตัวเจ้ามันเหม็นโฉ่จนข้าจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!”
“จำไว้... หากครั้งหน้าเจ้ายังกล้าแบกกลิ่นเหม็นเน่าเช่นนี้มาเหยียบตำหนักจื่อเทียนอีก ข้าจะรื้อฟื้น ‘ฝันร้ายในวัยหนุ่ม’ ให้เจ้าได้ระลึกถึงมันจนวันตาย!”
หลินโม่ชะงักกึก
กลิ่นเหม็น?
จริงอยู่ที่เขาอายุอานามปาเข้าไปขนาดนี้แล้ว แต่เขาก็ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายเป็นอย่างดีมิเคยขาด บนตัวเขาจะมีกลิ่นเหม็นโฉ่ได้อย่างไร?
สมองของหลินโม่มึนงงไปชั่วขณะ เขาหารู้ไม่ว่ากลิ่นเหม็นที่หลิวจื่อเยียนรังเกียจนักหนา คือกลิ่นกายสาวของซ่างกวนอู๋ชิงที่ยังคงตกค้างอยู่บนเรือนร่างของเขานั่นเอง
และในเมื่อเจ้าตัวไม่ได้กลิ่น...
เขาจึงสรุปเอาเองว่า แม่นางมารหลิวจื่อเยียนคงจะสติวิปลาสไปแล้วเป็นแน่
“ทราบแล้วขอรับ ท่านเจ้าสำนัก”
หลินโม่ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับนางเรื่องกลิ่นตัว จึงได้รับคำส่งๆ แล้วรีบปลีกตัวออกจากตำหนักจื่อเทียนไปทันที
...
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมไม้ส่วนตัว หลินโม่ก็เริ่มลงมือสำรวจทรัพย์สินที่มีอยู่
เมื่อนับรวมหินปราณที่เขาเก็บหอมรอมริบมาตลอดร้อยปี เข้ากับหินปราณที่หลิวจื่อเยียนเพิ่งประทานให้มา
ในยามนี้เขามีหินปราณในครอบครองราวหนึ่งพันสามร้อยก้อน
บวกกับ ‘โอสถรวมปราณ’ อีกห้าเม็ด
โอสถรวมปราณ เป็นโอสถวิเศษที่มีสรรพคุณช่วยเร่งอัตราการดูดซับพลังปราณธรรมชาติได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
สำหรับอัจฉริยะที่มี ‘เส้นชีพจรวิญญาณ’ ระดับเจ็ดขึ้นไป โอสถชนิดนี้อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก
ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรดาษดื่นทั่วไปที่มีพรสวรรค์ต่ำกว่าระดับเจ็ด มันกลับเป็นของล้ำค่าที่ขาดไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ โอสถรวมปราณจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่ศิษย์ระดับล่าง
แต่เมื่อหลินโม่มี ‘กายาสุริยันศักดิ์สิทธิ์’ ครอบครองอยู่แล้ว โอสถรวมปราณเพียงไม่กี่เม็ดนี้ย่อมไร้ความหมายสำหรับเขา
ดังนั้นเขาจึงวางแผนว่าจะหาเวลาไปเยือน ‘ตลาดแลกเปลี่ยน’ ของสำนัก เพื่อนำมันไปขายทอดตลาด
คาดว่าน่าจะแลกเปลี่ยนเป็นหินปราณกลับมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือต้องหาวิธีกอบโกยหินปราณห้าพันก้อนนั้นมาจากหลิวจื่อเยียนให้จงได้...”
หลินโม่ยกมือขึ้นลูบเคราที่ปลายคาง พลางพึมพำกับตัวเองด้วยแววตาเป็นประกาย
เดิมทีหลินโม่ตั้งใจว่า ขอเพียง ‘โจวเจ๋อ’ ผู้ดูแลกองงานศิษย์รับใช้คนใหม่ไม่เข้ามายุ่มย่ามหาเรื่อง เขาก็ยินดีที่จะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวต่อไป
แต่ทว่า... แม่นางมารหลิวจื่อเยียนกลับโยนเหยื่อชิ้นโตลงมาล่อตาล่อใจเขาเสียขนาดนี้
เพื่อทรัพยากรบำเพ็ญเพียรจำนวนห้าพันก้อน... หลินโม่จำต้องยอมงับเหยื่อนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
หินปราณห้าพันก้อน! จำนวนมหาศาลขนาดนี้ ต่อให้เป็นศิษย์ชั้นในของสำนักชูเซิ่ง ก็ยังนับว่าเป็นเงินถุงเงินถัง!
ต้องรู้ก่อนว่า ศิษย์ชั้นในทั่วไปจะได้รับเงินทุนตั้งตัวจากสำนักเพียงห้าร้อยก้อนเมื่อแรกเข้าเท่านั้น
หลังจากนั้น หากปรารถนาหินปราณ โอสถวิเศษ หรือศาสตราวุธเพิ่มเติม ก็ต้องขวนขวายหาหนทางเอาเอง
แน่นอนว่าภายในสำนักชูเซิ่งมีช่องทางในการหาหินปราณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำภารกิจสำนัก การออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ การปรุงโอสถ การหลอมศาสตรา หรือการเขียนยันต์
กล่าวโดยสรุปก็คือ... ตัวศิษย์อาจจะมั่งคั่งร่ำรวยได้ แต่สำนักไม่มีวันขาดทุน
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ต่อให้โจวเจ๋อไม่คิดจะมาหาเรื่องหลินโม่... หลินโม่ก็คงต้องเป็นฝ่ายบากหน้าไปหาเรื่องโจวเจ๋อเองเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายที่หลิวจื่อเยียนกำหนดให้ ก็มิใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป
“หากข้าจำไม่ผิด เจ้าหนูโจวเจ๋อผู้นั้น ดูเหมือนจะมีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นเจ็ด...”
ด้วยระดับความแข็งแกร่งของหลินโม่ในยามนี้ การต้องเผชิญหน้ากับผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นเจ็ด นับว่าเป็นงานที่ตึงมืออยู่ไม่น้อย
ดังนั้น...
“ข้าจำเป็นต้องเร่งยกระดับพลังของตนเองโดยด่วนเสียแล้ว”