- หน้าแรก
- เจ้าสำนักตั้งครรภ์ เกี่ยวอะไรกับทาสรับใช้อย่างข้า
- บทที่ 16: นางมารเรียกหา และเล่ห์เหลี่ยมของคนทั้งสอง
บทที่ 16: นางมารเรียกหา และเล่ห์เหลี่ยมของคนทั้งสอง
บทที่ 16: นางมารเรียกหา และเล่ห์เหลี่ยมของคนทั้งสอง
บทที่ 16: นางมารเรียกหา และเล่ห์เหลี่ยมของคนทั้งสอง
...
หลินโม่ถึงกับอับจนถ้อยคำไปชั่วขณะ
ตัวเขาเพิ่งจะกลับมาถึงได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป หลิวจื่อเยียนก็ส่งกระแสเสียงเรียกหาเขาแล้วหรือ?
'นางมารผู้นี้คงมิใช่ว่าคอยจับตาดูการกลับมาของข้าอยู่ตลอดเวลาหรอกนะ?'
ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว แต่หลินโม่ก็รีบปัดตกไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยระดับบำเพ็ญเพียรของนางมารหลิวจื่อเยียน การจะแผ่พุ่งจิตสัมผัสครอบคลุมอาณาบริเวณรอบตำหนักจื่อเทียนย่อมเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ทุกความเคลื่อนไหวไหวติงย่อมมิอาจรอดพ้นสายตานางไปได้
เพียงแต่หลินโม่สุดจะรู้ได้ว่า การที่หลิวจื่อเยียนเรียกพบเขาในยามวิกาลเช่นนี้... นางมีจุดประสงค์อันใดกันแน่
และที่สำคัญที่สุดคือ เขาจำต้องไปตามคำสั่งเสียด้วย
'เฮ้อ... ชีวิตนี้คงไร้วาสนาจะได้พักผ่อนจริงๆ สินะ'
หลินโม่ถอนหายใจด้วยความจำนน จำต้องล้มเลิกความคิดที่จะงีบหลับพักผ่อนไปโดยปริยาย
...
ณ ตำหนักจื่อเทียน
บนบัลลังก์ประธานอันโอ่อ่ากลางโถงใหญ่
หลิวจื่อเยียนในอาภรณ์สีม่วงเข้มคลุมทับด้วยผ้าแพรพรรณโปร่งบางสีขาวบริสุทธิ์ นั่งตระหง่านอยู่อย่างสง่างาม
เกศาดำขลับดุจหมึกวาดรวบเกล้าขึ้นอย่างประณีต ขับเน้นกลิ่นอายแห่งความสูงส่ง เย่อหยิ่ง และงามสง่าดุจเทพเซียนผู้มิอาจเอื้อมถึง ให้แผ่ซ่านออกมาปะทะผู้พบเห็น
นางนั่งไขว่ห้างด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน ชายกระโปรงผ้าโปร่งที่เลิกขึ้นสูงเผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องเนียนละเอียดยาวระหง ชวนให้ผู้ที่ได้ยลโฉมจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล
หลินโม่ยืนสงบนิ่งอยู่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร แต่แม้จะมองจากระยะไกลเพียงนี้
กลิ่นอายราชันอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง ก็ยังคงกดดันจนหลินโม่แทบหายใจไม่ออก
“มองอะไร? ไม่อยากเก็บดวงตาไว้ดูโลกแล้วรึ?”
น้ำเสียงของหลิวจื่อเยียนไพเราะเสนาะหูราวเสียงดนตรีสวรรค์ ทว่ากลับแฝงความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ปลุกเรียกสติของหลินโม่ให้ตื่นจากภวังค์
'ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นเสียหน่อย...'
หลินโม่บ่นอุบอิบในใจ ก่อนจะรีบทิ้งตัวลงคุกเข่าประสานมือคารวะ “บ่าวชราหลินโม่ แห่งกองงานศิษย์รับใช้ คารวะท่านเจ้าสำนักขอรับ”
“เงยหน้าขึ้น”
หลินโม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาตามคำบัญชา
กระนั้น เขาก็ยังคงหลุบเปลือกตาลงต่ำเล็กน้อย เลือกที่จะมองเพียงพื้นเบื้องหน้า
เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ไปกระตุ้นโทสะจนนางมารหลิวจื่อเยียนเกิดคลุ้มคลั่งอะไรขึ้นมาอีก
หลิวจื่อเยียนจ้องมองใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยร่องรอยเหี่ยวย่นแห่งกาลเวลาของหลินโม่เขม็ง คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย
'เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่า ยิ่งมองเจ้าทาสชั้นต่ำผู้นี้ มันก็ยิ่งดูเจริญหูเจริญตาขึ้นเรื่อยๆ?'
เมื่อไม่นานมานี้ ยามที่เสร็จสมอารมณ์หมายในสระน้ำ หลิวจื่อเยียนยังเข้าใจว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากความปลาบปลื้มหลังการร่วมฝึกตน
แต่บัดนี้ ความจริงพิสูจน์แล้วว่า... นั่นมิใช่ภาพลวงตา
กาลก่อน ยามนางมองหลินโม่ก็ไม่ต่างอะไรกับมองกองขยะไร้ค่า ทว่าในตอนนี้ รูปลักษณ์ภายนอกของหลินโม่ก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย
หรือจะเป็นเพราะผลของวิชามารหยินหยาง?
หรือว่า...?
หลิวจื่อเยียนขบคิดอย่างไรก็หาคำตอบไม่ได้ นางจึงออกคำสั่งให้หลินโม่ขยับเข้ามาใกล้ จนหยุดยืนอยู่ที่ระยะห่างเพียงห้าเมตร
นางพินิจพิเคราะห์หลินโม่อีกครา
และในครั้งนี้... ในที่สุดนางก็ค้นพบความผิดปกติบางอย่าง
บนเรือนร่างของหลินโม่ คล้ายกำลังแผ่ซ่านเสน่ห์ลึกลับบางประการออกมา กลิ่นอายประหลาดนี้กำลังดึงดูดจิตใจและปั่นป่วนสมองของนางอย่างรุนแรง
เสน่ห์ลึกลับนี้มีที่มาอย่างไร หลิวจื่อเยียนเองก็มิอาจระบุได้ชัดเจนในทันที
ทว่า...
นางกลับได้กลิ่น
...กลิ่นหอมของอิสตรีอื่นที่เจือจางอยู่บนกายของหลินโม่!
ดวงตาหงส์คู่สวยของหลิวจื่อเยียนหรี่ลงเล็กน้อย ประกายอำมหิตวาบผ่าน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“นับตั้งแต่เจ้าออกจากที่ทำการหน่วยจูเชว่ จวบจนกระทั่งกลับมาเมื่อครู่... เจ้าไปเหลวไหลที่ไหนมา?”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามไล่ต้อนของหลิวจื่อเยียน หลินโม่มิได้แสดงท่าทีลังเลแม้แต่น้อย เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นธรรมชาติที่สุด
“เรียนท่านเจ้าสำนัก... อาจเป็นเพราะราตรีนี้มืดมิดไร้แสงจันทร์ ข้าน้อยจึงเดินหลงทางไปชั่วขณะหนึ่งขอรับ”
“หากมิใช่เพราะตำหนักจื่อเทียนตั้งตระหง่านโดดเด่นเป็นสง่า ป่านนี้ข้าน้อยก็คงยังเดินวนเวียนหลงทางอยู่ในพงไพรเป็นแน่ขอรับ”
“เช่นนั้นรึ?” หลิวจื่อเยียนย้อนถาม น้ำเสียงเริ่มแฝงแววคุกคามเตือนสติ
“ขอรับ! เป็นความสัตย์จริง!”
หลินโม่ตอบกลับอย่างหนักแน่นโดยมิกล้าลังเลแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ
เขามิกล้าปริปากบอกความจริงเด็ดขาดว่าตนถูกซ่างกวนอู๋ชิงลักพาตัวไป มิหนำซ้ำยังถูกนาง ‘จับกิน’ จนสิ้นสภาพ
ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ว่า หากแม่นางมารหลิวจื่อเยียนผู้มีอารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าการพลิกหน้าตำราล่วงรู้เรื่องนี้เข้า นางจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นไร
วูบ!
สิ้นเสียงคำแก้ตัวของหลินโม่ หลิวจื่อเยียนพลันสะบัดชายแขนเสื้อคราหนึ่ง
คลื่นลมปราณอันเกรี้ยวกราดพัดกระหน่ำเข้าใส่ร่างของหลินโม่จนปลิวละลิ่วดุจว่าวขาดสาย กระเด็นออกไปไกลกว่าสิบเมตร ก่อนจะร่วงลงมากระแทกพื้นดังพลั่ก!
หากมิใช่เพราะอานุภาพของโอสถต่อชะตาที่ช่วยค้ำจุนชีพจร ประกอบกับระดับวรยุทธ์ที่เพิ่งก้าวหน้าขึ้นมา
เกรงว่ากระดูกผุๆ ของชายชราผู้นี้คงได้แหลกละเอียดเป็นผุยผงคาที่ไปแล้ว!
ทว่า... หลินโม่ตระหนักได้ในทันที
หลิวจื่อเยียนยั้งมือไว้... นางมิได้ลงมือเต็มกำลัง
มิเช่นนั้น ด้วยระดับเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสี่อย่างเขา เพียงแค่นางกระดิกนิ้วเบาๆ ก็มากพอที่จะส่งวิญญาณเขาไปรายงานตัวกับท่านยมบาลได้ในพริบตา
หลินโม่กัดฟันพยุงสังขารอันบอบช้ำลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พร้อมตะโกนประท้วงด้วยความอัดอั้น
“เป็นดั่งที่ข้าคาดเดาไว้ไม่มีผิด! ท่านเจ้าสำนัก... ที่ท่านเมตตาต่อชีวิตและมอบวิถีการบำเพ็ญเพียรให้ข้า ก็เพียงเพื่อรอให้ร่างกายข้าฟื้นตัว แล้วค่อยเก็บข้าไว้เป็นที่ระบายอารมณ์ทรมานเล่นเช่นนั้นหรือ!?”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง... ต่อให้ท่านไม่ลงมือสังหาร ข้ากลับไปก็จะขอปลิดชีพตนเองให้รู้แล้วรู้รอด!”
ในคราก่อน ที่หลินโม่กล้าต่อปากต่อคำกับหลิวจื่อเยียนเช่นนี้ เป็นเพราะเขาปลงตกและไม่ยึดติดกับชีวิตแล้ว
แต่ในยามนี้...
ความจริงคือเขาไม่อยากตาย ทว่าเขาก็ไม่อาจแสดงพิรุธให้หลิวจื่อเยียนล่วงรู้ได้ว่าเขากลัวตาย
หากนางมารผู้นี้มองออกว่าเขารักตัวกลัวตายเมื่อใด สถานการณ์ของเขาในภายภาคหน้าย่อมตกเป็นรองและเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม!
เผลอๆ เขาอาจจะไม่มีวันได้เงยหน้าอ้าปากต่อหน้านางอีกเลยชั่วชีวิต
พูดภาษาชาวบ้านก็คือ เขาจำต้อง ‘ขู่กรรโชก’ หลิวจื่อเยียนกลับไปบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายให้ตนเอง
คนเราย่อมต้องรักษาหน้าตาตนเองบ้างมิใช่หรือ?
ริมฝีปากแดงระเรื่อของหลิวจื่อเยียนขยับเม้ม ตั้งท่าจะเอ่ยตอกกลับ ทว่าเมื่อถ้อยคำแล่นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นางกลับจำต้องกลืนมันกลับลงไปอย่างยากเย็น
ใจจริงนางอยากจะตะคอกถามเรื่อง ‘กลิ่นสาบสาว’ ของสตรีอื่นที่ติดตัวหลินโม่มา
แต่หากทำเช่นนั้น... มันจะมิเท่ากับว่านางให้ความสำคัญกับเจ้าทาสเฒ่าผู้นี้มากเกินไปหน่อยหรือ?
หรืออาจทำให้หลินโม่หลงผิด คิดเข้าข้างตัวเองว่านางเกิดมีใจหึงหวงเขาขึ้นมา?
แบบนี้ไม่ได้การ... จะให้เกิดเรื่องเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
เพียงแต่... กลิ่นกายของหญิงแพศยาคนอื่นที่ติดอยู่บนตัวหลินโม่ มันช่างน่าสะอิดสะเอียนเหลือทน
ก็ดี... เดิมทีนางตั้งใจว่าจะเรียกหลินโม่มาร่วมฝึกตน เพื่อปรับพื้นฐานพลังยุทธ์ให้มั่นคงเสียหน่อย แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ดูท่าคงไม่จำเป็นแล้ว
นางไม่มีอารมณ์จะทนดมกลิ่นผู้หญิงอื่นในขณะร่วมฝึกตนกับหลินโม่ให้ระคายจมูก
“วาจาเหลวไหลทั้งเพ! ข้าเพียงแค่ลงโทษสั่งสอนเจ้าเล็กน้อย เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาตัดพ้อน้อยเนื้อต่ำใจ?” หลิวจื่อเยียนแถลงไขด้วยเหตุผลที่ฟังดูเข้าท่าที่สุด
เพราะถึงอย่างไร ในเวลานี้ นางก็ยังไม่ต้องการให้หลินโม่รีบตายไปจริงๆ
“.......”
เมื่อถูกหลิวจื่อเยียนรู้ทันแผนการเล่นใหญ่ หลินโม่ก็รู้สึกขัดเขินจนหน้าม่านเล็กน้อย
แต่อย่างน้อย เขาก็มั่นใจได้ในสองเรื่อง
ประการแรก หลิวจื่อเยียนมิได้ลงไม้ลงมือกับเขาอย่างไร้เหตุผล
ประการที่สอง เวลานี้หลิวจื่อเยียนยังไม่อยากให้เขาตาย
เช่นนั้นแล้ว การเจ็บตัวครานี้ก็นับว่าคุ้มค่าที่ได้หยั่งเชิงนาง
“แล้วมิทราบว่าที่ท่านเจ้าสำนักเรียกข้าน้อยมาในวันนี้... มีธุระอันใดหรือขอรับ?”
เพื่อป้องกันมิให้หลิวจื่อเยียนจับได้ว่าเขาเพิ่งไปผ่านศึกรักกับซ่างกวนอู๋ชิงมา เขาจึงรีบชิงเปลี่ยนเรื่องทันที
สมองของหลิวจื่อเยียนประมวลผลอย่างรวดเร็ว
หากมิหาเหตุผลที่ฟังขึ้นมาอ้าง...
ก็จะกลายเป็นว่านางร้อนรนจนผิดสังเกตที่หลินโม่หายตัวไป
ไม่ได้การ... จะเสียกิริยาเช่นนั้นไม่ได้!
เพียงชั่วอึดใจ หลิวจื่อเยียนก็สรรหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลได้ นางจึงเอ่ยถามเสียงเรียบ
“วิชามารหยินหยาง (ฉบับหยาง)... เจ้าฝึกสำเร็จแล้วหรือยัง?”
“เรียนท่านเจ้าสำนัก นับเป็นวาสนา ข้าน้อยฝึกสำเร็จแล้วขอรับ” หลินโม่ตอบตามความสัตย์จริง
เพิ่งจะถูกหลิวจื่อเยียนจับไต๋เรื่องเล่นละครขู่ฆ่าตัวตายไปหมาดๆ หลินโม่จึงไม่กล้าโป้ปดมดเท็จต่อหน้าอีก
อีกประการหนึ่ง การที่เขาฝึกวิชามารหยินหยางสำเร็จหรือไม่ ด้วยตบะบารมีระดับหลิวจื่อเยียน มีหรือจะมองไม่ออก?
“ข้ามองออกแล้ว” หลิวจื่อเยียนเปรยขึ้นเบาๆ
น้ำเสียงของหลิวจื่อเยียนยังคงราบเรียบ ทว่าในถ้อยคำนั้นกลับเจือแววประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
“ด้วยสติปัญญาอันทึ่มทื่อเยี่ยงเจ้า กลับสามารถบรรลุเคล็ดวิชามารหยินหยางได้สำเร็จจริงๆ... นับว่าเหนือความคาดหมายของข้ายิ่งนัก”
แม้ในใจจะยังกังขาว่าหลินโม่ใช้วิธีการใดจึงฝึกสำเร็จได้รวดเร็วปานนี้ แต่สำหรับหลิวจื่อเยียนในยามนี้ เรื่องนี้นับเป็นข่าวดีประเสริฐยิ่ง!