เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 แกก็ตีฉันเลยสิ!

บทที่ 45 แกก็ตีฉันเลยสิ!

บทที่ 45 แกก็ตีฉันเลยสิ!


เหล่าคนงานของโรงงานทอผ้าต้องทนทุกข์ทรมานกับอาหารที่แสนห่วยแตกของโรงอาหารมานานแล้ว!

โดยเฉพาะในช่วงสองปีมานี้ พอเปิดโซนอาหารตามสั่งจานเล็ก อาจารย์เซี่ยวก็ถูกย้ายมารับผิดชอบอาหารตามสั่งจานเล็ก คุณภาพของอาหารหม้อใหญ่ก็ดิ่งเหวลงทันที

นั่นก็ช่างมันเถอะ ถ้าอยากจะเปลี่ยนรสชาติก็มากินที่โซนอาหารตามสั่งจานเล็กแทน เพิ่มเงินอีกหน่อย รสชาติก็อร่อยใช้ได้เลย

ผลลัพธ์ก็คือตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา ครัวหลังร้านเปลี่ยนหัวหน้าพ่อครัวคนใหม่ อาจารย์เซี่ยวโดนปลด คุณภาพของอาหารตามสั่งจานเล็กก็ดิ่งเหวไปด้วย ยิ่งกินก็ยิ่งห่วยแตก

อุตส่าห์เพิ่มเงินแล้ว แต่ของที่ได้กินกลับทำให้ตัวเองรู้สึกสะอิดสะเอียน เรื่องแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติในโซนอาหารตามสั่งจานเล็กไปแล้ว

มื้อนี้จะกินได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับดวงล้วน ๆ

คำพูดของจ้าวตงในครั้งนี้ ก็เหมือนกับไปจุดชนวนถังระเบิดเข้า

“อาหารหม้อใหญ่มันไม่ใช่ของที่คนเขากินกันหรือไง? เนื้อตุ๋นมันฝรั่ง เนื้อก็ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยเป็นขุยเหมือนกับปุยนุ่น มันฝรั่งก็เละเหมือนกับโคลน คีบยังคีบไม่ขึ้นเลย!”

“กากหมูผัดกะหล่ำปลีนี่มันเอาไปต้มน้ำเปล่าชัด ๆ ยกไปให้หมูกิน หมูมันยังต้องอดอาหารประท้วงเลย!”

“ผักบุ้งก็เหี่ยวซะไม่มี นี่มันของค้างคืนชัด ๆ เผลอ ๆ อาจจะยังไม่ได้ล้างด้วยซ้ำ มีก้อนหินเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งเกือบทำฟันหน้าข้าบิ่น”

ความโกรธที่ทุกคนเก็บสะสมมานาน ถูกจุดชนวนขึ้นในวินาทีนี้

“ฉันว่าแล้วว่ามันต้องเป็นเพราะไอ้ลูกเต่าหวงฝูเซิงนั่นแหละ นกอัญชันไปยึดรังนกกระจอกแต่กลับไม่วางไข่ (1) คอยบีบ คอยกดขี่อาจารย์เซี่ยว ถึงได้ทำเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้ออกมา”

“ไอ้ลูกเต่านี่ขนาดพ่อครัวระดับสามยังสอบไม่ผ่านเลยแท้ ๆ แต่กลับใช้วิธีสกปรกเขี่ยอาจารย์เซี่ยวที่เป็นพ่อครัวระดับสองตกกระป๋อง แล้วตัวเองก็ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพ่อครัวแทน หวังเต๋อฟาก็ไม่ใช่คนดีอะไรเหมือนกัน ใช้แต่เส้นสายพวกพ้องตัวเอง”

“เต่าคลานบนรางรถไฟ แกล้งทำเป็นเก่งกาจ(2)!”

“โรงงานจัดสรรงบประมาณลงมาตั้งเยอะแยะ แต่กลับเอาของพวกนี้มาให้เรากินเนี่ยนะ? ท่าทางว่าคงจะมีบางคนเป็นพวกขูดน้ำมันจากตีนไก่(3)สินะ!”

ในเวลาไม่นาน หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนจากการบ่นว่าอาหารไม่อร่อย ไปเป็นการโจมตีหวงฝูเซิงกับหวังเต๋อฟาแทน

ด่ากันได้เจ็บแสบมาก

“ไอ้ลูกหมาจ้าวตง! กล้าดียังไงมาด่าข้าแบบนี้! แถมยังมายุยงปลุกปั่นให้คนงานก่อเรื่องอีก ข้าจะไปสับมันให้เละ!” หวงฝูเซิงที่อยู่ในครัวหลังร้านโดนด่าจนหูชา โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ คว้ามีดปังตอมาจากที่เสียบมีดเล่มหนึ่งแล้วทำท่าจะวิ่งออกไป

เหล่าพ่อครัวต่างก็พากันชะโงกหน้ามองเขา แต่ไม่มีใครคิดจะห้ามเขาสักคน

หวงฝูเซิงวิ่งไปถึงหน้าประตูก็หยุดชะงัก หันกลับมามองทุกคนแล้วด่าว่า “พวกแกนี่มันยังไงกัน ทำไมไม่ห้ามฉัน? ถ้าฉันวิ่งออกไปสับคนจริง ๆ โรงอาหารก็ซวยกันหมดน่ะสิ”

“ลูกไม้ตื้น ๆ ของแกมันก็แค่โคมไฟกระดาษ แค่จิ้มเบา ๆ ก็ทะลุแล้ว ยังต้องให้คนอื่นมาห้ามอีกเหรอ?” เซี่ยวเหล่ยหัวเราะเยาะ

คราวนี้เหล่าพ่อครัวกลั้นไม่ไหวจริง ๆ แล้ว ต่างก็พากันหลุดหัวเราะออกมา

หวงฝูเซิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่สุดท้ายก็ยอมโยนมีดในมือทิ้งไป

เรื่องนี้บานปลายไปไม่น้อยเลย หวังเต๋อฟาโดนด่าจนไม่กล้าโผล่หัวออกมา

สุดท้ายก็เป็นรองผู้จัดการโรงงานหลิวอวี่เซิงที่รับผิดชอบดูแลโรงอาหารรีบวิ่งมา พูดปลอบโยนอยู่นาน ถึงจะทำให้เหล่าคนงานสงบลงได้

“ความต้องการและเสียงเรียกร้องของสหายทุกคนพวกเราได้รับทราบแล้ว ผมขอเป็นตัวแทนของโรงงานให้คำมั่นสัญญากับทุกคนว่า พวกเราจะรีบประชุมหารือเกี่ยวกับปัญหานี้ รับรองว่าจะรีบจัดการและแก้ไขให้เร็วที่สุดครับ” รองผู้จัดการโรงงานหลิวให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น

“คำพูดถ่วงเวลาแบบนี้ ข้าฟังจนหูจะด้านหมดแล้ว” จ้าวตงบ่นพึมพำสองสามประโยค แล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไป

“จ้าวตง คุณไปที่ห้องทำงานผมหน่อย” หลิวอวี่เซิงตะโกนเรียกจ้าวตงไว้ แล้วก็เดินจากไปพร้อมกับเขา

“รองผู้จัดการโรงงานหลิวครับ เรื่องนี้มัน...”

หลิวอวี่เซิงทำหน้าเคร่งขรึมพูดว่า “เรื่องนี้เจตนาของคุณมันก็ไม่ผิดหรอก แต่ว่าวิธีการมันอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ คุณเองก็เป็นถึงหัวหน้า ต้องระวังผลกระทบด้วย ถ้าเรื่องมันบานปลายใหญ่โต จนกลายเป็นเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงขึ้นมา จะจัดการยังไง?”

“คุณพูดถูกครับ เป็นผมเองที่ไม่รอบคอบ” จ้าวตงพยักหน้า ไม่ได้โต้เถียงอะไรต่อ

“น้ำซุปนี่มันใสจริง ๆ แต่รสชาติกลับเข้มข้นมาก รสชาติมันอร่อยกลมกล่อมสุดยอดไปเลย มิน่าล่ะถึงกล้าขายชามละหกเหมา แถมวันหนึ่งยังขายได้ตั้งเยอะแยะ” พอลูกค้ากลับไปหมดแล้ว โจวเจี๋ยก็มองโจวเยี่ยนที่เดินออกมาจากในครัว พูดอย่างซาบซึ้งใจ

เขานับอยู่ตลอดเลยนะ วันนี้ตอนเที่ยงขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวไปได้ตั้งหกสิบสี่ชาม ลูกค้าที่ได้กินต่างก็บอกว่าอร่อย ชมกันไม่ขาดปาก

“บอกแล้วว่าขายได้เป็นร้อยชาม ไม่ได้โกหกพี่ใช่ไหมล่ะ?” โจวเยี่ยนยิ้มพูด

วันนี้ตอนเที่ยงจริง ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ยุ่งอะไรเลย ผัดเนื้อสับผัดพริกสองชนิดไปทั้งหมดหกจาน อุ่นเนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งสี่จานกับซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงอีกสองจาน นั่งคุยเล่นกับโจวโม่โม่ตั้งหนึ่งชั่วโมง เกือบจะเผลอหลับไป

“เชื่อ ฉันเชื่อแน่นอน” โจวเจี๋ยพยักหน้า เมื่อกี้เขาเพิ่งลองดื่มน้ำซุปไปถ้วยหนึ่ง ความแตกต่างมันชัดเจนเกินไปจริง ๆ ทำให้เขาจะไม่ยอมรับก็ไม่ได้

สูตรที่โจวเยี่ยนคิดค้นขึ้นมานี่ มันสุดยอดกว่าสูตรของเขาตั้งเยอะ

ถ้าเขาเรียนวิชานี้ไปได้นะ บรรดาแผงขายหม้อซุปที่ท่าเรือ ไม่มีเจ้าไหนสู้ได้เลย!

“ได้ยินพวกคนงานเขาพูดกันว่า ที่โรงอาหารของโรงงานเกือบจะตีกันแหนะ เพราะว่ากับข้าวมันห่วยแตกเกินไป คนงานก็เลยพากันด่าหวังเต๋อฟากับหวงฝูเซิง สุดท้ายต้องมีรองผู้จัดการโรงงานคนหนึ่งออกมาถึงจะคุมสถานการณ์ไว้ได้” จ้าวเถี่ยอิงพูดอย่างสงสัย “โรงอาหารโรงงานก็ใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมถึงผัดกับข้าวแค่นี้ยังทำให้ดีไม่ได้นะ?”

คนงานที่มาทีหลังต่างก็พากันพูดถึงเรื่องนี้ โจวเจี๋ยกับจ้าวหงก็เลยพากันหันไปมองโจวเยี่ยนอย่างอยากรู้อยากเห็น

“คนนอกวงการมาชี้แนะคนในวงการ แถมยังใช้แต่เส้นสายพวกพ้องตัวเองอีก เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็ไม่แปลกหรอกครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด “อาจารย์ของผมเป็นพ่อครัวที่เก่งขนาดนั้นยังทำได้แค่เป็นลูกมือสับผัก พ่อครัวที่มีฝีมือหน่อยก็ไม่ได้จับตะหลิว ส่วนไอ้พวกที่เก่งแต่ประจบสอพลอกลับได้ดิบได้ดีเป็นอาจารย์ คิดว่ามันจะผัดออกมาดีได้ยังไงล่ะครับ?”

ทุกคนถึงบางอ้อ เข้าใจแจ่มแจ้งกันหมดแล้ว

“เรื่องลวกผ้าขี้ริ้ว ลวกเนื้อวัวอะไรพวกนั้นเรียนไปถึงไหนแล้วครับ?” โจวเยี่ยนมองโจวเจี๋ยแล้วเอ่ยถาม

“ก็เกือบจะได้แล้วล่ะ เมื่อกี้น้าสี่ก็ช่วยสอนลวกไปตั้งหลายชามแล้ว” โจวเจี๋ยพูดอย่างมั่นใจ

โจวเยี่ยนเหลือบมองแถบภารกิจของระบบแวบหนึ่ง:

[ภารกิจรอง: สืบทอดเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว รับศิษย์: โจวเจี๋ย ความคืบหน้าในการเรียนรู้: 1/3]

“ไม่เลวเลยครับ พี่มีพื้นฐานอยู่แล้ว พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มาอีกสักสองวันมาทบทวนให้คล่อง ๆ หน่อย ก็เรียนจบหลักสูตรได้แล้ว” โจวเยี่ยนยิ้มพูด

“ได้เลย” โจวเจี๋ยพยักหน้า ไม่มีปัญหา

ในตอนนี้ ก็มีจักรยานคันหนึ่งมาจอดอยู่ที่หน้าประตู

โจวเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง ลุกขึ้นยืนเดินออกไปต้อนรับที่หน้าประตู “อาเล็กครับ”

วันนี้โจวเว่ยกั๋วสวมชุดทหาร เป็นชุดที่เขาใส่ตอนปลดประจำการกลับมา ดูแล้วยังใหม่อยู่เลย พอเปลี่ยนเสื้อผ้า บุคลิกท่าทางก็แตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง ดูองอาจผึ่งผายและน่าเกรงขาม ราวกับผู้กองโจวที่นำทัพบุกทะลวงในวันนั้นได้กลับมาอีกครั้ง

เขาจอดจักรยานเรียบร้อย ยิ้มแล้วพูดว่า “เพิ่งกลับมาจากที่ว่าการอำเภอน่ะ ก็เลยแวะมาดูร้านอาหารของหลานหน่อย”

“ทางกรมการจัดหางานว่ายังไงบ้างครับ?” โจวเยี่ยนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เรื่องนี้มันยืดเยื้อมาสี่ปีแล้ว ก็เลยกลัวว่าจะเกิดอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

โจวเว่ยกั๋วพูดว่า “ตอนเช้าที่กรมการจัดหางานเขาประชุมกัน ก็หารือกันเรื่องนี้แหละ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปออกมา เขาให้อากลับมารอฟังข่าวก่อน บอกว่าจะรีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”

“งั้นก็ดีเลยครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด “อายังไม่ได้กินข้าวใช่ไหมครับ? พอดีเลย พวกเราก็ยังไม่ได้กินเหมือนกัน มากินอะไรง่าย ๆ ด้วยกันสิครับ”

“ได้” โจวเว่ยกั๋วพยักหน้า แล้วก็เดินตามเข้ามาข้างใน

ทุกคนก็พากันทักทาย

โจวโม่โม่ไถลตัวลงมาจากเก้าอี้ วิ่งปรู๊ดเข้ามาหา ทำหน้าดีใจ “อาเล็ก! อาเล็ก! อามาได้ยังไงคะ?”

“อาก็มาหาเราน่ะสิ” โจวเว่ยกั๋วยิ้มพลางล้วงกระเป๋า ยื่นมือไปตรงหน้าโจวโม่โม่ ในฝ่ามือมีช็อกโกแลตเหรียญทองสีทองอร่ามอยู่สองอัน

“ว้าว! เหรียญทองนี่!” ตาสองข้างของโจวโม่โม่ถึงกับเป็นประกาย ยื่นมือไปรับมา ดีใจสุด ๆ “ขอบคุณค่ะอาเล็ก!”

“ไม่เป็นไรจ้ะ” รอยยิ้มของโจวเว่ยกั๋วก็ยิ่งสดใสมากขึ้น

นี่เป็นขนมที่หัวหน้าที่กรมการจัดหางานคนหนึ่งที่เขารู้จักยื่นส่งให้เขามา เขาอุตส่าห์พกมันกลับมาให้โจวโม่โม่ พอเห็นเธอยิ้มตาหยี ก็รู้สึกหวานชื่นใจยิ่งกว่าตัวเองได้กินเสียอีก

“เหรียญทองใหญ่ ๆ สีทองวิบวับ ว้าว~ ว้าว~ เหรียญทองใหญ่ ๆ สวยจังเลย...” โจวโม่โม่ถือเหรียญทองของเธอไปวิ่งเล่นอยู่ข้าง ๆ

ดูออกเลยว่า เธอชอบของที่เป็นสีทองวิบวับมากจริง ๆ

ในยุคสมัยนี้ ออกจากบ้านถ้ามีเหรียญทองสองอันไปอวดเพื่อนล่ะก็ สามารถทำให้เพื่อน ๆ อิจฉาไปได้อีกนานเลย

พอได้มาก็มักจะไม่กล้ากินกันหรอก

โจวเยี่ยนเข้าไปทำกับข้าว ส่วนคนอื่น ๆ ก็นั่งคุยสัพเพเหระกันอยู่ในร้าน คุยกันแต่เรื่องที่โจวฮ่าวจะแต่งงานในอาทิตย์นี้ ซึ่งวันแต่งก็กำหนดไว้เป็นวันอาทิตย์นี้

โจวฮ่าวเป็นน้องชายแท้ ๆ ของโจวเจี๋ย เป็นทหารยศสิบเอกอยู่ในกองทัพ ครั้งนี้เขาลากลับมาแต่งงานโดยเฉพาะ ต้องรออีกสามวันก่อนถึงวันแต่งถึงจะกลับมา เรื่องราวต่าง ๆ ที่บ้านก็เลยเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด

ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาบรรยากาศชื่นมื่น แต่สองสามีภรรยาโจวเลี่ยงเลี่ยงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับเริ่มเปิดฉากทะเลาะกันแล้ว

“ฉันก็บอกแล้วว่าไม่ให้ย้าย แกก็ดึงดันจะย้ายมาให้ได้ ตอนนี้เป็นไงล่ะ บะหมี่สักชามก็ขายไม่ได้ หม้อซุปสักชามก็ขายไม่ออก! ข้าต้องมานั่งตากลมกินลมกินแล้งอยู่กับแกที่นี่หรือไงหา?” อู๋กุ้ยฮวาโกรธจนกระทืบเท้าไม่หยุด

“หุบปากไปเลย” โจวเลี่ยงเลี่ยงขมวดคิ้วสูบบุหรี่ ที่พื้นมีก้นบุหรี่กองอยู่เต็มไปหมด จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้

“สูบ! สูบ! สูบเข้าไป! ดับให้ข้าเดี๋ยวนี้! วันนี้อุตส่าห์ซื้อทั้งเนื้อ ทั้งผัก ทั้งบะหมี่มาตั้งเยอะแยะ ถ้าขายไม่ออกขึ้นมา เดือนนี้ก็เท่ากับทำงานฟรีไปเลยนะ!” อู๋กุ้ยฮวาปัดบุหรี่ที่โจวเลี่ยงเลี่ยงคาบไว้ในปากทิ้ง จ้องเขม็งไปที่เขาราวกับจะฆ่าให้ตาย

“ข้าตามใจแกจนเคยตัวแล้วสินะ...” โจวเลี่ยงเลี่ยงเงื้อหมัดขึ้น

“แกก็ตีฉันเลยสิ” อู๋กุ้ยฮวาเดินสวนเข้าไปทันที เอาหน้าไปแนบกับหมัดของเขา “โจวเลี่ยงเลี่ยง แกนี่มันเก่งขึ้นเยอะเลยนะ กล้าตีเมียแล้วเหรอ?”

หมัดของโจวเลี่ยงเลี่ยงกำแน่นแล้วก็คลายออก สุดท้ายก็ยอมลดหมัดลง กระแอมแห้ง ๆ สองสามทีแล้วพูดว่า “ฉันจะพยายามคิดหาทางดู พวกเราไม่มีทางที่จะขายไม่ได้เลยสักชามหรอก มันไม่มีเหตุผล!”

พอกินอะไรง่าย ๆ เสร็จ โจวเว่ยกั๋วกับโจวเจี๋ยก็กลับไป

โจวเยี่ยนยืนอยู่ที่หน้าประตูร้านอาหาร มองโจวเว่ยกั๋วที่กำลังขี่จักรยานตีคู่ไปกับโจวเจี๋ย ลมพัดแขนเสื้อข้างซ้ายที่ว่างเปล่าจนปลิวไสว มองไม่ออกเลยว่าขาของเขาพิการ

“ถ้าเรื่องงานของเว่ยกั๋วจัดการเรียบร้อยเมื่อไหร่ พวกแม่สื่อที่มาสู่ขอลูกสาวให้เขาได้พากันเดินเหยียบบันไดบ้านเก่าจนพังแน่” จ้าวเถี่ยอิงยืนอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มพูดอย่างปลื้มใจ “ในที่สุด เขาก็คิดได้สักที”

“งั้นแม่ก็ต้องชมผมสิครับ ผมเป็นคนพูดเกลี้ยกล่อมอาเล็กเองนะ” โจวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

“จริงเหรอ?”

“ไม่โกหกแน่นอน ถ้าโกหกขอให้เป็นลูกหมา”

“แกก็เป็นลูกฉันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”

“จริงแท้แน่นอนครับ!”

วันนี้เมิ่งอันเหอสวมเสื้อโค้ตขนสัตว์สีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่ง พาลูกชายสองคนเดินออกมาจากบ้านพักพนักงาน เดินเข้าไปควงแขนหลินจื้อเฉียงที่ยืนอยู่หน้าประตู พูดอย่างสงสัยเล็กน้อย “คุณจะเลี้ยงข้าวผู้จัดการโรงงาน ทำไมถึงไปเลือกร้านของโจวเยี่ยนล่ะ? ภรรยาของเขาคุณก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา พิถีพิถันเรื่องกินจะตาย แค่ไปกินบะหมี่ เดี๋ยวเขาก็ได้เอากลับไปนินทาพวกเราเป็นครึ่งปีหรอก”

……….……….……….……….

(1) นกอัญชันไปยึดรังนกกระจอกแต่กลับไม่วางไข่ ((秧鸡占雀巢不下蛋) สำนวนเปรียบเปรยหมายความว่า การยึดตำแหน่งของคนอื่นมา แต่กลับไม่ทำงาน หรือทำงานไม่เป็น

(2) เต่าคลานบนรางรถไฟ แกล้งทำเป็นเก่งกาจ (乌龟趴铁轨,硬充王八盖子) ความหมายโดยนัยคือ การเสแสร้งทำเป็นเก่ง หรือแกล้งทำเป็นมีความสามารถ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีดีอะไรเลย

(3) ขูดน้ำมันจากตีนไก่ (鸡脚杆上刮油) สำนวนเปรียบเปรยหมายความว่า การโกงกินหรือแสวงหาผลประโยชน์อย่างละโมบโลภมากในทุกวิถีทาง แม้จะเป็นส่วนที่เล็กน้อยที่สุดก็ตาม (โกงทุกเม็ด)

จบบทที่ บทที่ 45 แกก็ตีฉันเลยสิ!

คัดลอกลิงก์แล้ว