- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 45 แกก็ตีฉันเลยสิ!
บทที่ 45 แกก็ตีฉันเลยสิ!
บทที่ 45 แกก็ตีฉันเลยสิ!
เหล่าคนงานของโรงงานทอผ้าต้องทนทุกข์ทรมานกับอาหารที่แสนห่วยแตกของโรงอาหารมานานแล้ว!
โดยเฉพาะในช่วงสองปีมานี้ พอเปิดโซนอาหารตามสั่งจานเล็ก อาจารย์เซี่ยวก็ถูกย้ายมารับผิดชอบอาหารตามสั่งจานเล็ก คุณภาพของอาหารหม้อใหญ่ก็ดิ่งเหวลงทันที
นั่นก็ช่างมันเถอะ ถ้าอยากจะเปลี่ยนรสชาติก็มากินที่โซนอาหารตามสั่งจานเล็กแทน เพิ่มเงินอีกหน่อย รสชาติก็อร่อยใช้ได้เลย
ผลลัพธ์ก็คือตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา ครัวหลังร้านเปลี่ยนหัวหน้าพ่อครัวคนใหม่ อาจารย์เซี่ยวโดนปลด คุณภาพของอาหารตามสั่งจานเล็กก็ดิ่งเหวไปด้วย ยิ่งกินก็ยิ่งห่วยแตก
อุตส่าห์เพิ่มเงินแล้ว แต่ของที่ได้กินกลับทำให้ตัวเองรู้สึกสะอิดสะเอียน เรื่องแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติในโซนอาหารตามสั่งจานเล็กไปแล้ว
มื้อนี้จะกินได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับดวงล้วน ๆ
คำพูดของจ้าวตงในครั้งนี้ ก็เหมือนกับไปจุดชนวนถังระเบิดเข้า
“อาหารหม้อใหญ่มันไม่ใช่ของที่คนเขากินกันหรือไง? เนื้อตุ๋นมันฝรั่ง เนื้อก็ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยเป็นขุยเหมือนกับปุยนุ่น มันฝรั่งก็เละเหมือนกับโคลน คีบยังคีบไม่ขึ้นเลย!”
“กากหมูผัดกะหล่ำปลีนี่มันเอาไปต้มน้ำเปล่าชัด ๆ ยกไปให้หมูกิน หมูมันยังต้องอดอาหารประท้วงเลย!”
“ผักบุ้งก็เหี่ยวซะไม่มี นี่มันของค้างคืนชัด ๆ เผลอ ๆ อาจจะยังไม่ได้ล้างด้วยซ้ำ มีก้อนหินเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งเกือบทำฟันหน้าข้าบิ่น”
ความโกรธที่ทุกคนเก็บสะสมมานาน ถูกจุดชนวนขึ้นในวินาทีนี้
“ฉันว่าแล้วว่ามันต้องเป็นเพราะไอ้ลูกเต่าหวงฝูเซิงนั่นแหละ นกอัญชันไปยึดรังนกกระจอกแต่กลับไม่วางไข่ (1) คอยบีบ คอยกดขี่อาจารย์เซี่ยว ถึงได้ทำเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้ออกมา”
“ไอ้ลูกเต่านี่ขนาดพ่อครัวระดับสามยังสอบไม่ผ่านเลยแท้ ๆ แต่กลับใช้วิธีสกปรกเขี่ยอาจารย์เซี่ยวที่เป็นพ่อครัวระดับสองตกกระป๋อง แล้วตัวเองก็ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพ่อครัวแทน หวังเต๋อฟาก็ไม่ใช่คนดีอะไรเหมือนกัน ใช้แต่เส้นสายพวกพ้องตัวเอง”
“เต่าคลานบนรางรถไฟ แกล้งทำเป็นเก่งกาจ(2)!”
“โรงงานจัดสรรงบประมาณลงมาตั้งเยอะแยะ แต่กลับเอาของพวกนี้มาให้เรากินเนี่ยนะ? ท่าทางว่าคงจะมีบางคนเป็นพวกขูดน้ำมันจากตีนไก่(3)สินะ!”
ในเวลาไม่นาน หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนจากการบ่นว่าอาหารไม่อร่อย ไปเป็นการโจมตีหวงฝูเซิงกับหวังเต๋อฟาแทน
ด่ากันได้เจ็บแสบมาก
“ไอ้ลูกหมาจ้าวตง! กล้าดียังไงมาด่าข้าแบบนี้! แถมยังมายุยงปลุกปั่นให้คนงานก่อเรื่องอีก ข้าจะไปสับมันให้เละ!” หวงฝูเซิงที่อยู่ในครัวหลังร้านโดนด่าจนหูชา โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ คว้ามีดปังตอมาจากที่เสียบมีดเล่มหนึ่งแล้วทำท่าจะวิ่งออกไป
เหล่าพ่อครัวต่างก็พากันชะโงกหน้ามองเขา แต่ไม่มีใครคิดจะห้ามเขาสักคน
หวงฝูเซิงวิ่งไปถึงหน้าประตูก็หยุดชะงัก หันกลับมามองทุกคนแล้วด่าว่า “พวกแกนี่มันยังไงกัน ทำไมไม่ห้ามฉัน? ถ้าฉันวิ่งออกไปสับคนจริง ๆ โรงอาหารก็ซวยกันหมดน่ะสิ”
“ลูกไม้ตื้น ๆ ของแกมันก็แค่โคมไฟกระดาษ แค่จิ้มเบา ๆ ก็ทะลุแล้ว ยังต้องให้คนอื่นมาห้ามอีกเหรอ?” เซี่ยวเหล่ยหัวเราะเยาะ
คราวนี้เหล่าพ่อครัวกลั้นไม่ไหวจริง ๆ แล้ว ต่างก็พากันหลุดหัวเราะออกมา
หวงฝูเซิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่สุดท้ายก็ยอมโยนมีดในมือทิ้งไป
เรื่องนี้บานปลายไปไม่น้อยเลย หวังเต๋อฟาโดนด่าจนไม่กล้าโผล่หัวออกมา
สุดท้ายก็เป็นรองผู้จัดการโรงงานหลิวอวี่เซิงที่รับผิดชอบดูแลโรงอาหารรีบวิ่งมา พูดปลอบโยนอยู่นาน ถึงจะทำให้เหล่าคนงานสงบลงได้
“ความต้องการและเสียงเรียกร้องของสหายทุกคนพวกเราได้รับทราบแล้ว ผมขอเป็นตัวแทนของโรงงานให้คำมั่นสัญญากับทุกคนว่า พวกเราจะรีบประชุมหารือเกี่ยวกับปัญหานี้ รับรองว่าจะรีบจัดการและแก้ไขให้เร็วที่สุดครับ” รองผู้จัดการโรงงานหลิวให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น
“คำพูดถ่วงเวลาแบบนี้ ข้าฟังจนหูจะด้านหมดแล้ว” จ้าวตงบ่นพึมพำสองสามประโยค แล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไป
“จ้าวตง คุณไปที่ห้องทำงานผมหน่อย” หลิวอวี่เซิงตะโกนเรียกจ้าวตงไว้ แล้วก็เดินจากไปพร้อมกับเขา
“รองผู้จัดการโรงงานหลิวครับ เรื่องนี้มัน...”
หลิวอวี่เซิงทำหน้าเคร่งขรึมพูดว่า “เรื่องนี้เจตนาของคุณมันก็ไม่ผิดหรอก แต่ว่าวิธีการมันอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ คุณเองก็เป็นถึงหัวหน้า ต้องระวังผลกระทบด้วย ถ้าเรื่องมันบานปลายใหญ่โต จนกลายเป็นเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงขึ้นมา จะจัดการยังไง?”
“คุณพูดถูกครับ เป็นผมเองที่ไม่รอบคอบ” จ้าวตงพยักหน้า ไม่ได้โต้เถียงอะไรต่อ
…
“น้ำซุปนี่มันใสจริง ๆ แต่รสชาติกลับเข้มข้นมาก รสชาติมันอร่อยกลมกล่อมสุดยอดไปเลย มิน่าล่ะถึงกล้าขายชามละหกเหมา แถมวันหนึ่งยังขายได้ตั้งเยอะแยะ” พอลูกค้ากลับไปหมดแล้ว โจวเจี๋ยก็มองโจวเยี่ยนที่เดินออกมาจากในครัว พูดอย่างซาบซึ้งใจ
เขานับอยู่ตลอดเลยนะ วันนี้ตอนเที่ยงขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวไปได้ตั้งหกสิบสี่ชาม ลูกค้าที่ได้กินต่างก็บอกว่าอร่อย ชมกันไม่ขาดปาก
“บอกแล้วว่าขายได้เป็นร้อยชาม ไม่ได้โกหกพี่ใช่ไหมล่ะ?” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
วันนี้ตอนเที่ยงจริง ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ยุ่งอะไรเลย ผัดเนื้อสับผัดพริกสองชนิดไปทั้งหมดหกจาน อุ่นเนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งสี่จานกับซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงอีกสองจาน นั่งคุยเล่นกับโจวโม่โม่ตั้งหนึ่งชั่วโมง เกือบจะเผลอหลับไป
“เชื่อ ฉันเชื่อแน่นอน” โจวเจี๋ยพยักหน้า เมื่อกี้เขาเพิ่งลองดื่มน้ำซุปไปถ้วยหนึ่ง ความแตกต่างมันชัดเจนเกินไปจริง ๆ ทำให้เขาจะไม่ยอมรับก็ไม่ได้
สูตรที่โจวเยี่ยนคิดค้นขึ้นมานี่ มันสุดยอดกว่าสูตรของเขาตั้งเยอะ
ถ้าเขาเรียนวิชานี้ไปได้นะ บรรดาแผงขายหม้อซุปที่ท่าเรือ ไม่มีเจ้าไหนสู้ได้เลย!
“ได้ยินพวกคนงานเขาพูดกันว่า ที่โรงอาหารของโรงงานเกือบจะตีกันแหนะ เพราะว่ากับข้าวมันห่วยแตกเกินไป คนงานก็เลยพากันด่าหวังเต๋อฟากับหวงฝูเซิง สุดท้ายต้องมีรองผู้จัดการโรงงานคนหนึ่งออกมาถึงจะคุมสถานการณ์ไว้ได้” จ้าวเถี่ยอิงพูดอย่างสงสัย “โรงอาหารโรงงานก็ใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมถึงผัดกับข้าวแค่นี้ยังทำให้ดีไม่ได้นะ?”
คนงานที่มาทีหลังต่างก็พากันพูดถึงเรื่องนี้ โจวเจี๋ยกับจ้าวหงก็เลยพากันหันไปมองโจวเยี่ยนอย่างอยากรู้อยากเห็น
“คนนอกวงการมาชี้แนะคนในวงการ แถมยังใช้แต่เส้นสายพวกพ้องตัวเองอีก เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็ไม่แปลกหรอกครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด “อาจารย์ของผมเป็นพ่อครัวที่เก่งขนาดนั้นยังทำได้แค่เป็นลูกมือสับผัก พ่อครัวที่มีฝีมือหน่อยก็ไม่ได้จับตะหลิว ส่วนไอ้พวกที่เก่งแต่ประจบสอพลอกลับได้ดิบได้ดีเป็นอาจารย์ คิดว่ามันจะผัดออกมาดีได้ยังไงล่ะครับ?”
ทุกคนถึงบางอ้อ เข้าใจแจ่มแจ้งกันหมดแล้ว
“เรื่องลวกผ้าขี้ริ้ว ลวกเนื้อวัวอะไรพวกนั้นเรียนไปถึงไหนแล้วครับ?” โจวเยี่ยนมองโจวเจี๋ยแล้วเอ่ยถาม
“ก็เกือบจะได้แล้วล่ะ เมื่อกี้น้าสี่ก็ช่วยสอนลวกไปตั้งหลายชามแล้ว” โจวเจี๋ยพูดอย่างมั่นใจ
โจวเยี่ยนเหลือบมองแถบภารกิจของระบบแวบหนึ่ง:
[ภารกิจรอง: สืบทอดเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว รับศิษย์: โจวเจี๋ย ความคืบหน้าในการเรียนรู้: 1/3]
“ไม่เลวเลยครับ พี่มีพื้นฐานอยู่แล้ว พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มาอีกสักสองวันมาทบทวนให้คล่อง ๆ หน่อย ก็เรียนจบหลักสูตรได้แล้ว” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
“ได้เลย” โจวเจี๋ยพยักหน้า ไม่มีปัญหา
ในตอนนี้ ก็มีจักรยานคันหนึ่งมาจอดอยู่ที่หน้าประตู
โจวเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง ลุกขึ้นยืนเดินออกไปต้อนรับที่หน้าประตู “อาเล็กครับ”
วันนี้โจวเว่ยกั๋วสวมชุดทหาร เป็นชุดที่เขาใส่ตอนปลดประจำการกลับมา ดูแล้วยังใหม่อยู่เลย พอเปลี่ยนเสื้อผ้า บุคลิกท่าทางก็แตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง ดูองอาจผึ่งผายและน่าเกรงขาม ราวกับผู้กองโจวที่นำทัพบุกทะลวงในวันนั้นได้กลับมาอีกครั้ง
เขาจอดจักรยานเรียบร้อย ยิ้มแล้วพูดว่า “เพิ่งกลับมาจากที่ว่าการอำเภอน่ะ ก็เลยแวะมาดูร้านอาหารของหลานหน่อย”
“ทางกรมการจัดหางานว่ายังไงบ้างครับ?” โจวเยี่ยนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เรื่องนี้มันยืดเยื้อมาสี่ปีแล้ว ก็เลยกลัวว่าจะเกิดอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมา
โจวเว่ยกั๋วพูดว่า “ตอนเช้าที่กรมการจัดหางานเขาประชุมกัน ก็หารือกันเรื่องนี้แหละ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปออกมา เขาให้อากลับมารอฟังข่าวก่อน บอกว่าจะรีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”
“งั้นก็ดีเลยครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด “อายังไม่ได้กินข้าวใช่ไหมครับ? พอดีเลย พวกเราก็ยังไม่ได้กินเหมือนกัน มากินอะไรง่าย ๆ ด้วยกันสิครับ”
“ได้” โจวเว่ยกั๋วพยักหน้า แล้วก็เดินตามเข้ามาข้างใน
ทุกคนก็พากันทักทาย
โจวโม่โม่ไถลตัวลงมาจากเก้าอี้ วิ่งปรู๊ดเข้ามาหา ทำหน้าดีใจ “อาเล็ก! อาเล็ก! อามาได้ยังไงคะ?”
“อาก็มาหาเราน่ะสิ” โจวเว่ยกั๋วยิ้มพลางล้วงกระเป๋า ยื่นมือไปตรงหน้าโจวโม่โม่ ในฝ่ามือมีช็อกโกแลตเหรียญทองสีทองอร่ามอยู่สองอัน
“ว้าว! เหรียญทองนี่!” ตาสองข้างของโจวโม่โม่ถึงกับเป็นประกาย ยื่นมือไปรับมา ดีใจสุด ๆ “ขอบคุณค่ะอาเล็ก!”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” รอยยิ้มของโจวเว่ยกั๋วก็ยิ่งสดใสมากขึ้น
นี่เป็นขนมที่หัวหน้าที่กรมการจัดหางานคนหนึ่งที่เขารู้จักยื่นส่งให้เขามา เขาอุตส่าห์พกมันกลับมาให้โจวโม่โม่ พอเห็นเธอยิ้มตาหยี ก็รู้สึกหวานชื่นใจยิ่งกว่าตัวเองได้กินเสียอีก
“เหรียญทองใหญ่ ๆ สีทองวิบวับ ว้าว~ ว้าว~ เหรียญทองใหญ่ ๆ สวยจังเลย...” โจวโม่โม่ถือเหรียญทองของเธอไปวิ่งเล่นอยู่ข้าง ๆ
ดูออกเลยว่า เธอชอบของที่เป็นสีทองวิบวับมากจริง ๆ
ในยุคสมัยนี้ ออกจากบ้านถ้ามีเหรียญทองสองอันไปอวดเพื่อนล่ะก็ สามารถทำให้เพื่อน ๆ อิจฉาไปได้อีกนานเลย
พอได้มาก็มักจะไม่กล้ากินกันหรอก
โจวเยี่ยนเข้าไปทำกับข้าว ส่วนคนอื่น ๆ ก็นั่งคุยสัพเพเหระกันอยู่ในร้าน คุยกันแต่เรื่องที่โจวฮ่าวจะแต่งงานในอาทิตย์นี้ ซึ่งวันแต่งก็กำหนดไว้เป็นวันอาทิตย์นี้
โจวฮ่าวเป็นน้องชายแท้ ๆ ของโจวเจี๋ย เป็นทหารยศสิบเอกอยู่ในกองทัพ ครั้งนี้เขาลากลับมาแต่งงานโดยเฉพาะ ต้องรออีกสามวันก่อนถึงวันแต่งถึงจะกลับมา เรื่องราวต่าง ๆ ที่บ้านก็เลยเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด
ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาบรรยากาศชื่นมื่น แต่สองสามีภรรยาโจวเลี่ยงเลี่ยงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับเริ่มเปิดฉากทะเลาะกันแล้ว
“ฉันก็บอกแล้วว่าไม่ให้ย้าย แกก็ดึงดันจะย้ายมาให้ได้ ตอนนี้เป็นไงล่ะ บะหมี่สักชามก็ขายไม่ได้ หม้อซุปสักชามก็ขายไม่ออก! ข้าต้องมานั่งตากลมกินลมกินแล้งอยู่กับแกที่นี่หรือไงหา?” อู๋กุ้ยฮวาโกรธจนกระทืบเท้าไม่หยุด
“หุบปากไปเลย” โจวเลี่ยงเลี่ยงขมวดคิ้วสูบบุหรี่ ที่พื้นมีก้นบุหรี่กองอยู่เต็มไปหมด จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
“สูบ! สูบ! สูบเข้าไป! ดับให้ข้าเดี๋ยวนี้! วันนี้อุตส่าห์ซื้อทั้งเนื้อ ทั้งผัก ทั้งบะหมี่มาตั้งเยอะแยะ ถ้าขายไม่ออกขึ้นมา เดือนนี้ก็เท่ากับทำงานฟรีไปเลยนะ!” อู๋กุ้ยฮวาปัดบุหรี่ที่โจวเลี่ยงเลี่ยงคาบไว้ในปากทิ้ง จ้องเขม็งไปที่เขาราวกับจะฆ่าให้ตาย
“ข้าตามใจแกจนเคยตัวแล้วสินะ...” โจวเลี่ยงเลี่ยงเงื้อหมัดขึ้น
“แกก็ตีฉันเลยสิ” อู๋กุ้ยฮวาเดินสวนเข้าไปทันที เอาหน้าไปแนบกับหมัดของเขา “โจวเลี่ยงเลี่ยง แกนี่มันเก่งขึ้นเยอะเลยนะ กล้าตีเมียแล้วเหรอ?”
หมัดของโจวเลี่ยงเลี่ยงกำแน่นแล้วก็คลายออก สุดท้ายก็ยอมลดหมัดลง กระแอมแห้ง ๆ สองสามทีแล้วพูดว่า “ฉันจะพยายามคิดหาทางดู พวกเราไม่มีทางที่จะขายไม่ได้เลยสักชามหรอก มันไม่มีเหตุผล!”
…
พอกินอะไรง่าย ๆ เสร็จ โจวเว่ยกั๋วกับโจวเจี๋ยก็กลับไป
โจวเยี่ยนยืนอยู่ที่หน้าประตูร้านอาหาร มองโจวเว่ยกั๋วที่กำลังขี่จักรยานตีคู่ไปกับโจวเจี๋ย ลมพัดแขนเสื้อข้างซ้ายที่ว่างเปล่าจนปลิวไสว มองไม่ออกเลยว่าขาของเขาพิการ
“ถ้าเรื่องงานของเว่ยกั๋วจัดการเรียบร้อยเมื่อไหร่ พวกแม่สื่อที่มาสู่ขอลูกสาวให้เขาได้พากันเดินเหยียบบันไดบ้านเก่าจนพังแน่” จ้าวเถี่ยอิงยืนอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มพูดอย่างปลื้มใจ “ในที่สุด เขาก็คิดได้สักที”
“งั้นแม่ก็ต้องชมผมสิครับ ผมเป็นคนพูดเกลี้ยกล่อมอาเล็กเองนะ” โจวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“จริงเหรอ?”
“ไม่โกหกแน่นอน ถ้าโกหกขอให้เป็นลูกหมา”
“แกก็เป็นลูกฉันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“จริงแท้แน่นอนครับ!”
…
วันนี้เมิ่งอันเหอสวมเสื้อโค้ตขนสัตว์สีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่ง พาลูกชายสองคนเดินออกมาจากบ้านพักพนักงาน เดินเข้าไปควงแขนหลินจื้อเฉียงที่ยืนอยู่หน้าประตู พูดอย่างสงสัยเล็กน้อย “คุณจะเลี้ยงข้าวผู้จัดการโรงงาน ทำไมถึงไปเลือกร้านของโจวเยี่ยนล่ะ? ภรรยาของเขาคุณก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา พิถีพิถันเรื่องกินจะตาย แค่ไปกินบะหมี่ เดี๋ยวเขาก็ได้เอากลับไปนินทาพวกเราเป็นครึ่งปีหรอก”
……….……….……….……….
(1) นกอัญชันไปยึดรังนกกระจอกแต่กลับไม่วางไข่ ((秧鸡占雀巢不下蛋) สำนวนเปรียบเปรยหมายความว่า การยึดตำแหน่งของคนอื่นมา แต่กลับไม่ทำงาน หรือทำงานไม่เป็น
(2) เต่าคลานบนรางรถไฟ แกล้งทำเป็นเก่งกาจ (乌龟趴铁轨,硬充王八盖子) ความหมายโดยนัยคือ การเสแสร้งทำเป็นเก่ง หรือแกล้งทำเป็นมีความสามารถ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีดีอะไรเลย
(3) ขูดน้ำมันจากตีนไก่ (鸡脚杆上刮油) สำนวนเปรียบเปรยหมายความว่า การโกงกินหรือแสวงหาผลประโยชน์อย่างละโมบโลภมากในทุกวิถีทาง แม้จะเป็นส่วนที่เล็กน้อยที่สุดก็ตาม (โกงทุกเม็ด)