- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 44 วันนี้ข้าสุดจะทนแล้วโว้ย!
บทที่ 44 วันนี้ข้าสุดจะทนแล้วโว้ย!
บทที่ 44 วันนี้ข้าสุดจะทนแล้วโว้ย!
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่มุมห้อง เซี่ยวเหล่ยกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเหล่าพ่อครัวและลูกมือสับผักสั่นกระตุกเล็กน้อย พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะอดกลั้นไม่ให้ตัวเองหัวเราะออกมา
ปากของอาจารย์เซี่ยวนี่มันอาบยาพิษชัด ๆ ด่าได้เจ็บแสบจริง ๆ
ไม่เหลือหน้าไว้ให้หวงฝูเซิงกับหวังเต๋อฟาเลยแม้แต่นิดเดียว
หวังเต๋อฟาที่อยู่หน้าประตูโกรธจนหน้าแดงก่ำ กำหมัดแน่น
“เซี่ยวเหล่ย แกนี่มัน... กำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว!” หวงฝูเซิงก็โกรธจนกระทืบเท้า ชี้หน้าเซี่ยวเหล่ย “แกมีวินัยบ้างไหม? แกมีจิตสำนึกบ้างไหม? แกเห็นหัวหน้าหวังของพวกเราอยู่ในสายตาบ้างไหม?!”
พูดจบ เขาก็ไม่ลืมที่จะหันไปพูดกับคนอื่น ๆ ว่า “พวกแกพูดมาสิ ว่าใช่หรือไม่ใช่?”
ในครัวหลังร้านยังคงเงียบกริบ ไม่มีใครพูดต่อคำของหวงฝูเซิง
อาจารย์เซี่ยวทำงานในครัวหลังร้านมาสิบยี่สิบปี เป็นพ่อครัวระดับสองของแท้ ฝีมือการทำอาหารในโรงอาหารของโรงงานแห่งนี้ถือเป็นมือหนึ่งอย่างไม่มีข้อกังขา
ทั้งพ่อครัวทั้งลูกมือสับผักที่อยู่ตรงนี้ มีคนไหนบ้างที่ไม่เคยได้รับการชี้แนะจากเขา?
ถือชามกินข้าว พอวางชามก็ด่าแม่ เรื่องแบบนี้พวกเขาทำไม่ลงหรอก
หวงฝูเซิงอยากจะประจบสอพลอหวังเต๋อฟา แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำด้วยนี่
อีกอย่าง คำพูดของอาจารย์เซี่ยวก็ไม่มีอะไรผิดเลยสักนิด
ตั้งแต่ที่หวงฝูเซิงได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพ่อครัว อาหารตามสั่งจานเล็กที่เขารับผิดชอบก็ยิ่งแย่ลงทุกวัน จนพวกพ่อครัวโรงอาหารอย่างพวกเขาเวลาออกไปข้างนอกก็โดนคนงานด่าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
สมัยที่อาจารย์เซี่ยวเป็นหัวหน้าพ่อครัว พวกเขาได้รับคำชมอยู่ไม่น้อยเลย
“เป็ดปีนเนินโทษว่าทางชัน ปูเดินถนนโทษว่าทางแคบ (1)” เซี่ยวเหล่ยหัวเราะเยาะ “โจวเยี่ยนเรียนวิชามาจากในโรงอาหาร เปิดร้านอาหารอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา การที่เขาสามารถทำให้ลูกค้าเข้าร้านได้มันก็คือความสามารถของเขา เอาแรงที่แกใช้เลียแข้งเลียขาหวังเต๋อฟามาสักครึ่งหนึ่งไปใช้ทำกับข้าว คนงานก็คงไม่ด่าได้เจ็บแสบขนาดนี้หรอก”
“เซี่ยวเหล่ย แก...” หวงฝูเซิงกัดฟันกรอด
“พอได้แล้ว ใกล้จะถึงเวลาพักกลางวันแล้ว ยังไม่รีบเตรียมกับข้าวอีก!” หวังเต๋อฟาเดินเข้ามาในครัวหลังร้าน พูดเสียงเข้ม “หวงฝูเซิง แกออกมานี่หน่อย”
“หัวหน้าครับ...” หวงฝูเซิงรีบเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบประแจง เดินตามออกจากครัวหลังร้านไป แล้วก็รีบฟ้องทันที “ไอ้ลูกเต่าเซี่ยวเหล่ยนี่ ท่าทางเหลวไหล ไม่มีวินัยขององค์กร แถมยังด่าหัวหน้าต่อหน้าธารกำนัลอีก ผมว่าน่าจะหาทางไล่มันออกไปเลยนะครับ!”
“ไล่ออกบ้าบออะไร อายุงานของเขายังเยอะกว่าฉันอีก แถมยังไม่ได้ทำความผิดอะไร จะไปไล่ออกได้ยังไง?” หวังเต๋อฟาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ฉันได้ยินมาว่าวันนี้ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาจะเริ่มขายอาหารตุ๋นกับอาหารผัดแล้ว นี่มันคิดจะมาท้าชนกับอาหารตามสั่งจานเล็กของพวกเรา วันนี้สำคัญมากนะ แกต้องลุกขึ้นสู้ให้ข้าเห็นหน่อย”
“รับรองว่าลุกขึ้นสู้เต็มที่แน่นอนครับ!” หวงฝูเซิงรีบยืนตัวตรงทันที
…
“หวังเวย กับข้าวที่โจวเยี่ยนทำน่ะ ขึ้นชื่อว่าไม่อร่อยไม่ใช่เหรอ? ทำไมอยู่ ๆ กระแสถึงได้ตีกลับแบบนี้ล่ะ? พอถึงเวลาพักกินข้าว ทุกคนก็เอาแต่พูดถึงร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา”
“ใช่ ๆ เมื่อสองเดือนก่อนทุกคนยังด่าอยู่เลยว่าอาหารผัดของเขามันห่วยแตกยิ่งกว่าอาหารหม้อใหญ่ของโรงอาหารเสียอีก ไม่นึกเลยว่านักศึกษาจากสถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนจะไปกินที่ร้านเขาติดต่อกันถึงสองมื้อได้”
พนักงานบัญชีหญิงสองคนจากแผนกการเงินเดินไปทางประตูใหญ่ของโรงงานพร้อมกับหวังเวย บนใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ฉันว่าเมื่อก่อนโจวเยี่ยนแค่หาจุดยืนของตัวเองไม่เจอเท่านั้นแหละ กับข้าวเต็มผนังขนาดนั้น เขาคนเดียวจะไปทำทันได้ยังไง” หวังเวยเสยผมสั้นของตัวเองทีหนึ่ง ยิ้มแล้วพูดว่า “ตอนนี้เขาเปลี่ยนกลยุทธ์แล้ว ทำแค่บะหมี่กับเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว รสชาติอร่อยกว่าร้านอาหารรัฐวิสาหกิจเสียอีก ได้ยินว่าวันนี้จะเริ่มขายอาหารผัดกับอาหารตุ๋นแล้วด้วย พวกเราก็ไปลองชิมกันดูหน่อยสิ ไปตามกระแสสักหน่อย”
“ก็น่าไปลองดูเหมือนกันนะ ไม่อย่างนั้นเวลาไปคุยโม้กับพวกเจ๊ ๆ ในแผนกผลิตก็คงจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง” เวินหลิงพยักหน้าพูด
“ตั้งแต่โจวเยี่ยนไม่ได้ทำงานที่โรงอาหารก็ไม่เจอเขาตั้งนาน เขายังหล่อเหมือนเดิมไหม? หวังเวย เธอเจอบ่อย ๆ เธอน่าจะรู้ดีนี่?” เจิ้งซิ่วฮุ่ยทำหน้าอยากรู้อยากเห็น
“อื้ม ก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ” หวังเวยยิ้มพูด
เมื่อวันก่อนเธอไปกินบะหมี่ที่ร้านก็เจอโจวเยี่ยนอยู่ หน้าตาไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก แต่บรรยากาศรอบตัวมันดูต่างออกไปนิดหน่อย จากที่เคยห่อเหี่ยวสับสน ก็กลายเป็นมั่นใจและสงบนิ่ง
ออร่าที่เพิ่มขึ้น ทำให้เขาดูมีเสน่ห์มากขึ้น เหมือนเด็กหนุ่มที่มีประกายในแววตา
ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกันมาตลอดทางจนถึงร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา เพิ่งพักกลางวันได้ไม่นาน ในร้านก็มีลูกค้านั่งอยู่หลายโต๊ะแล้ว
“สาวน้อย คนดีจ๋า เข้ามานั่งข้างในเลยจ้ะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มทักทาย
“ค่ะ น้าจ้าว” หวังเวยยิ้มรับคำ พาสองคนไปหาโต๊ะว่างนั่งลง แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองป้ายเมนูที่แขวนอยู่บนผนังข้าง ๆ
“ราคานี้ เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งจานละหนึ่งหยวน แพงกว่าอาหารตามสั่งจานเล็กของโรงอาหารอีกนะเนี่ย”
“นั่นสิ ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงตั้งหนึ่งหยวนหกเหมา เกือบเท่าเงินค่าข้าวทั้งวันของฉันเลย”
เวินหลิงกับเจิ้งซิ่วฮุ่ยถึงกับอ้าปากค้าง ทั้งคู่ต่างก็ตกตะลึงกับราคาอาหารผัดและอาหารตุ๋น
ลูกค้าคนอื่น ๆ ที่ทยอยเดินเข้าร้านมา พอเห็นราคาที่เขียนอยู่บนป้ายก็พากันลังเลเล็กน้อย
จ้าวเถี่ยอิงในใจร้อนรน อ้าปากค้าง แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง ถ้าเปลี่ยนเป็นเธอ แค่เห็นราคานี้ก็คงหันหลังกลับแล้ว ไม่ว่ามันจะอร่อยหรือไม่อร่อย มันก็ไม่ใช่ราคาที่เธอจะจ่ายไหว
“ราคานี้จริง ๆ แล้วก็ไม่ถือว่าแพงหรอกนะ โรงอาหารของพวกเราใช้ตั๋วในการจัดซื้อ ราคาเลยถูกกว่าตลาดสดเกือบครึ่งหนึ่ง” หวังเวยยิ้มอธิบาย “อย่างร้านอาหารส่วนตัวแบบนี้ เนื้อวัวจินหนึ่งก็ปาเข้าไปสองหยวนแล้ว อาหารตุ๋นเนื้อหรือผัดเนื้อจานหนึ่งยังไงก็ต้องมีเนื้อวัวสามเหลี่ยง แค่ต้นทุนค่าเนื้อก็หกเหมาแล้ว ยังไม่รวมค่าเครื่องเคียง เครื่องปรุง ค่าน้ำมัน แล้วก็ค่าเช่าร้าน ค่าแรงงานอีก จานหนึ่งก็ได้กำไรแค่สองสามเหมาเท่านั้นเอง ยังได้กำไรน้อยกว่าบะหมี่หนึ่งชามเสียอีก”
หวังเวยพูดประโยคนี้โดยไม่ได้ตั้งใจจะลดเสียงลง คนอื่น ๆ ก็เลยได้ยินกันทั่ว
เวินหลิงกับเจิ้งซิ่วฮุ่ยต่างก็เป็นนักบัญชี พอหวังเวยพูดแบบนี้ ในใจก็พอจะคำนวณได้
“ก็จริงนะ ถ้าเตรียมกับข้าวไว้แล้วขายได้น้อยกว่าที่คิดไปสักสองสามจาน ไม่แน่ว่าอาจจะต้องขาดทุนด้วยซ้ำ” เวินหลิงพยักหน้าพูด
เหล่าลูกค้าพอได้ยินดังนั้นก็พากันพยักหน้า สมแล้วที่เป็นนักบัญชีของโรงงาน พูดได้เข้าใจง่ายจริง ๆ
นี่มันเป็นบัญชีที่คำนวณได้ชัดเจน ราคาเนื้อสัตว์มันก็แพงอยู่แล้ว พอมาคิดดูแบบนี้ ราคาของกับข้าวก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาหน่อย
“งั้นพวกเราสั่งกับข้าวสักสองอย่างมาลองชิมกันดีไหม?” เจิ้งซิ่วฮุ่ยเอ่ยถาม
“หรือจะสั่งเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวชามหนึ่ง แล้วก็สั่งกับข้าวอีกอย่างหนึ่ง พวกเรามาหารกัน” เวินหลิงเสนอ
หวังเวยพูดว่า “เนื้อสับผัดพริกสองชนิดดีไหม? คราวที่แล้วฉันเห็นพวกเขากินบะหมี่แห้ง ดูแล้วน่าจะกินกับข้าวสวยอร่อยมากเลย”
“ได้เลย” เวินหลิงกับเจิ้งซิ่วฮุ่ยยิ้มพยักหน้า
“น้าจ้าวคะ พวกเราสั่งกับข้าวค่ะ” หวังเวยเรียกสั่งอาหาร สั่งเนื้อสับผัดพริกสองชนิดจานหนึ่ง กับเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวชามหนึ่ง แล้วก็ข้าวสวยอีกสามชาม
“ได้เลยจ้ะคนดี เดี๋ยวผัดให้เดี๋ยวนี้เลย” น้าจ้าวยิ้มแก้มปริ สายตาที่มองหวังเวยถึงกับเปล่งประกาย
สาวน้อยคนนี้ช่างดีจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดของเธอเมื่อกี้ สถานการณ์ตอนเที่ยงวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นยังไงเลย
ลูกค้าคนอื่น ๆ พอเห็นดังนั้น ก็พากันเริ่มสั่งอาหาร
เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งกับเนื้อสับผัดพริกสองชนิดเป็นเมนูที่ถูกสั่งมากที่สุด ส่วนซี่โครงหมูมีคนถามถึงน้อยมาก ปลาไนผัดโหระพาจานละสองหยวนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีใครสนใจเลย
เนื้อสับผัดพริกสองชนิดที่เพิ่งผัดเสร็จใหม่ ๆ ถูกยกมาเสิร์ฟในเวลาไม่นาน สีสันของพริกสองชนิดดูสดใส ผิวหน้าของเนื้อวัวเกรียมเล็กน้อย เคลือบไปด้วยน้ำมันสีแดงสว่าง กลิ่นหอมเผ็ดร้อนลอยมาปะทะจมูกพร้อมกับไอร้อน ทำเอาทั้งสามคนถึงกับตาเป็นประกาย
“หอมจัง! ปริมาณจานนี้ก็ไม่น้อยเลยนะ เนื้อวัวนี่อย่างน้อยก็สามเหลี่ยงได้ ให้เยอะจริง ๆ!” เวินหลิงเอ่ยชม
“เนื้อสับผัดพริกนี่ดูแล้วน่าจะกินกับข้าวสวยอร่อย ผัดเสร็จใหม่ ๆ เลย” เจิ้งซิ่วฮุ่ยกลืนน้ำลาย
“มาแล้วจ้ะคนดี เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวของพวกเธอ” จ้าวเถี่ยอิงยกเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวจานหนึ่งมาเสิร์ฟ พร้อมกับน้ำจิ้มแห้งสามถ้วย ชามแบ่งใบเล็กสามใบ และหัวไชเท้าดองอีกสองจาน ยิ้มแป้นพูดว่า “น้ำซุปหมดแล้วเรียกน้ามาเติมได้เลยนะ เติมได้ไม่อั้นจ้ะ”
“น้าจ้าวคะ พวกเราสั่งเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวแค่ชามเดียว ก็เติมน้ำซุปได้ไม่อั้นเลยเหรอคะ? แบบนี้น้าก็ขาดทุนแย่สิ” หวังเวยพูดอย่างเกรงใจเล็กน้อย
“ขาดทุนอะไรกัน เติมน้ำซุปได้ไม่อั้นมันเป็นกฎของร้านเรา พวกเธอจะดื่มเยอะแค่ไหนก็ได้” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพูด แล้วก็พูดเสียงดังขึ้นอีกหน่อย “ทุกคนเหมือนกันหมดนะคะ กินเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว เติมน้ำซุปได้ฟรี ไม่ต้องเกรงใจ”
“ได้เลยครับ/ค่ะ” เหล่าลูกค้าพากันยิ้มรับคำ
“น้าจ้าวนี่ใจดีจังเลย เทียบกับพนักงานเสิร์ฟปากร้ายในร้านอาหารรัฐวิสาหกิจแล้วดีกว่ากันราวฟ้ากับเหว ดีกว่าป้าที่ตักข้าวในโรงอาหารอีก” หวังเวยพูดอย่างซาบซึ้งใจ
“ใช่ กินข้าวร้านนี้แล้วรู้สึกสบายใจ” เวินหลิงพยักหน้า เหลือบมองหวังเวยแวบหนึ่ง แล้วก็ยิ้มพูดว่า “ถ้าได้เป็นแม่สามีคงจะดีกว่านี้อีก ดูท่าทางน่าจะเข้ากันได้ง่ายนะ”
“มีเหตุผล” เจิ้งซิ่วฮุ่ยพยักหน้า มองหวังเวยแล้วพูดว่า “หวังเวย พวกเราสองคนแต่งงานมีลูกกันไปหมดแล้ว ไม่มีโอกาสแล้วล่ะ เธอฉวยโอกาสนี้ไว้ให้ดีนะ”
“พวกพี่พูดอะไรกันน่ะ กินข้าวไปเลย” หวังเวยพูดอย่างแง่งอน พี่สาวสองคนในออฟฟิศนี่ชอบเอาเธอมาล้อเล่นอยู่เรื่อย
“มา ก่อนอื่นก็คีบเนื้อวัวของตัวเองไปก่อน คนละสองแผ่น พอดีเป๊ะ” เจิ้งซิ่วฮุ่ยยิ้มหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเนื้อวัวแผ่นหนึ่งไปจุ่มในน้ำจิ้มแห้ง แล้วก็ส่งเข้าปาก ทันใดนั้นก็ถึงกับตกตะลึง
เนื้อวัวแผ่นใหญ่บางนุ่ม มันนุ่มจนเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ แถมยังมีกลิ่นหอมของนมจาง ๆ ผสมผสานกับน้ำจิ้มรสเผ็ดร้อนอยู่บนปลายลิ้น
อร่อย!
“ฉันขอลองชิมเนื้อสับผัดพริกนี่ก่อน” เวินหลิงหยิบช้อนเล็กขึ้นมา ตักเนื้อสับผัดพริกสองชนิดราดลงไปบนข้าวสวยหนึ่งช้อน ใช้ตะเกียบคลุกเคล้าเล็กน้อย แล้วก็ตักเข้าปากคำใหญ่
เนื้อสับที่ข้างนอกเกรียมข้างในนุ่ม ทั้งหอมทั้งเผ็ด ทั้งมันทั้งชุ่มฉ่ำ เคี้ยวรวมไปกับข้าวสวยร้อน ๆ หอมกรุ่น ความรู้สึกฟินสุด ๆ ก็พลันบังเกิดขึ้นมาทันที
เนื้อวัวหอมมาก กลิ่นหอมกระทะตลบอบอวล การจับคู่กันของพริกเขียวพริกแดงไม่ใช่แค่สีสันที่ตัดกันเท่านั้น แต่มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหอมและความเผ็ดร้อน
เมื่อเดือนที่แล้วเธอเพิ่งกินเนื้อสับผัดพริกที่โรงอาหารของโรงงานไป รสสัมผัสกับรสชาตินี่มันห่างชั้นกันไกลเลย!
“เนื้อสับผัดพริกคลุกข้าวนี่มันอร่อยเกินไปแล้ว สุดยอดไปเลย” เวินหลิงมองพี่สาวทั้งสองคน รีบเชียร์เพื่อน ๆ ใหญ่เลย
หวังเวยกำลังตักน้ำซุปในชามขึ้นมาดื่ม พอได้ยินเสียงก็เอ่ยปากพูดว่า “น้ำซุปนี่อร่อยกลมกล่อมมากเลย! พวกเธอลองชิมดูสิ ยิ่งลวกยิ่งอร่อย ได้ยินว่าเขาเคี่ยวตั้งแปดชั่วโมงแน่ะ”
การที่ลูกค้ากินแล้วพึงพอใจ ถือเป็นป้ายการันตีที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ยังคงเลือกเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว
จานละหกเหมา มีทั้งเนื้อ มีทั้งน้ำซุป สั่งข้าวสวยมาอีกถ้วยหนึ่ง มากินคนเดียวก็อร่อยฟินได้
ถ้ามีเพื่อนมากินด้วย ก็สั่งกับข้าวมาสักจานแล้วหารกัน คิดดูแล้วก็ไม่แพงเลย
พอกับข้าวทยอยมาเสิร์ฟ เสียงชื่นชมก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย
เหล่าลูกค้าพึงพอใจกันมากจริง ๆ
อาหารผัดและอาหารตุ๋นของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา วันนี้ถือว่าได้ข้ามผ่านก้าวแรกไปได้แล้ว
…
“นี่มันไก่ผัดถั่วอะไรวะ? รสชาติมีแต่กลิ่นไหม้! ถั่วลิสงก็ไม่กรอบเลยสักนิด!”
“หมูสามชั้นราดซอสกระเทียมนี่เขาหั่นกันแบบนี้เหรอ? หนากว่าพื้นรองเท้าข้าอีก!”
“แม่Xเอ๊ย วันนี้ข้าสุดจะทนแล้วโว้ย!”
“หวงฝูเซิง แกออกมาชิมเองเลย! นี่มันของที่คนเขากินกันเหรอ?”
ที่โรงอาหารของโรงงาน บริเวณที่นั่งกินอาหารด้านหน้าโซนอาหารตามสั่งจานเล็ก จ้าวตงทุบโต๊ะตะโกนด่าอย่างโมโห
เหล่าคนงานที่กำลังกินข้าวอยู่ต่างก็พากันหันไปมองเขา ราวกับกำลังมองดูวีรบุรุษที่ยืนหยัดลุกขึ้นสู้
……….……….……….……….
(1) เป็ดปีนเนินโทษว่าทางชัน ปูเดินถนนโทษว่าทางแคบ (鸭子爬坡怪路陡,螃蟹走路怪路窄) หมายถึง ทำผิดพลาดแต่ไม่ยอมรับผิด กลับโทษผู้อื่น ซึ่งเหมือนกับสำนวนไทยอย่าง ‘รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง’