- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 43 ผมอยากเรียนวิชานี้!
บทที่ 43 ผมอยากเรียนวิชานี้!
บทที่ 43 ผมอยากเรียนวิชานี้!
พอโจวเจี๋ยมาคอยเฝ้าหม้อ น้าจ้าวก็สามารถละมือไปรับหน้าที่ต้อนรับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ เหล่าคนงานสาวพากันสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่วท่ามกลางเสียงเรียก “คนดีจ๋า”
“บะหมี่ชามละหกเหมา มันจะขายดีขนาดนี้เลยเหรอ?”
“พวกเขาไม่ลังเลเลยสักนิด”
“แค่ผักดองจานเดียวก็ทำให้ลูกค้ามีความสุขได้ขนาดนั้นเลย?”
โจวเจี๋ยยืนมองอยู่ข้าง ๆ ถึงกับงงไปเลย รู้สึกเหมือนความเข้าใจของตัวเองทั้งหมดที่มีมาถูกสร้างขึ้นใหม่
“อื้ม! บะหมี่เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งนี่อร่อยจัง!”
“เธอลองชิมซี่โครงหมูของฉันสิ สุดยอดไปเลย!”
“น้ำซุปบะหมี่อร่อยกลมกล่อมมาก เป็นน้ำซุปกระดูกใช่ไหม? เส้นบะหมี่ก็เหนียวนุ่ม นี่เป็นบะหมี่ที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมาเลย!”
“มิน่าล่ะพวกนักศึกษาถึงชอบกิน พวกเขาลิ้นทองกันจริง ๆ!”
“อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึงเลย แค่กลิ่นเนื้อหอม ๆ ที่ลอยออกมาจากหม้อซุปนั่น ก็เป็นคนละเรื่องกับร้านฝั่งตรงข้ามแล้ว”
ดูออกเลยว่า ลูกค้ากินกันอย่างพึงพอใจมาก มีเสียงชื่นชมดังขึ้นมาเป็นระยะ
อาจจะเป็นเพราะประกาศที่แปะไว้ วันนี้อัตราการเข้าร้านเลยสูงเป็นพิเศษ ไม่นานทุกโต๊ะก็มีลูกค้านั่งเต็มหมด
โจวเยี่ยนเคยกำชับไว้แล้วว่า มื้อเที่ยงกับมื้อเย็นห้ามจัดโต๊ะนั่งรวมกันมั่วซั่ว แต่ถ้าเป็นตอนเช้าที่กินบะหมี่ สามารถนั่งรวมโต๊ะกันได้
กฎข้อนี้ โจวเยี่ยนเขียนแปะไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเหนือผนังเมนูแล้ว
มากินบะหมี่ นั่งรวมโต๊ะกันบ้างไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ความชิล ๆ สบาย ๆ ของคนเสฉวน-ฉงชิ่ง แค่ดูจากการนั่งกินบะหมี่บนม้านั่งก็พอจะเดาได้แล้ว
หน้าร้านวางม้านั่งยาวเรียงกันเป็นแถว แล้วก็มีม้านั่งเตี้ย ๆ ให้อีกตัว ผู้คนกลุ่มหนึ่งนั่งกินบะหมี่กันบนม้านั่ง ภาพเหตุการณ์แบบนี้หาดูได้ยากมากในที่อื่น
มื้อเที่ยงกับมื้อเย็น ลูกค้าบางกลุ่มมาสังสรรค์คุยธุระกัน สั่งกับข้าวตั้งหลายอย่าง การที่จะมีคนแปลกหน้ามาขอนั่งร่วมโต๊ะด้วย ยังไงก็ไม่เหมาะสม
แน่นอนว่า ถ้าเป็นเพื่อนคนงานที่เต็มใจจะนั่งรวมโต๊ะกันเอง สั่งกับข้าวสองสามอย่างมาหารกัน นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทางร้านย่อมไม่ไปห้ามอยู่แล้ว
“คนดีจ๋า ตรงนี้ยังมีที่ว่างอยู่นะ ให้สาวสวยคนนี้มานั่งรวมโต๊ะด้วยกันได้ไหม?”
“อ๊าย เธอนี่ใจดีจังเลย ถ้าผักดองหมดเดี๋ยวฉันตักมาเติมให้นะ”
“น้องชาย มานั่งตรงนี้สิ พวกนายสี่คนนั่งโต๊ะนี้ด้วยกันก็กำลังพอดีเลย”
น้าจ้าวเป็นคนมีไหวพริบดีมาก เธอจะคอยจัดแจงให้ลูกค้านั่งรวมโต๊ะกันเองเพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด คนงานผู้หญิงก็นั่งกับคนงานผู้หญิง คนงานผู้ชายก็นั่งกับคนงานผู้ชาย ส่วนคู่สามีภรรยาอยากจะนั่งยังไงก็นั่งไปเลย เอาเป็นว่ายึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
จุดนี้เองที่ทำให้ระดับความพึงพอใจที่ลูกค้ามีต่อน้าจ้าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนที่เรียกน้าจ้าวถึงกับต้องดัดเสียงกันเลยทีเดียว
โจวเจี๋ยที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าหงึก ๆ ทั้งประหลาดใจทั้งเลื่อมใส
น้าสี่นี่เป็นถึงยัยตัวแสบผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของหมู่บ้านโจวเลยนะ ฉายาหญิงเหล็กปากเหล็กผู้ไร้เทียมทาน ไม่นึกเลยว่าพอมาต้อนรับลูกค้าที่ร้านอาหารจะพูดจาเก่งขนาดนี้ กล่อมจนลูกค้าทุกคนยิ้มแก้มปริ ควักเงินจ่ายอย่างเต็มอกเต็มใจ
ในยุคสมัยนี้ พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารรัฐวิสาหกิจกับโรงอาหารของโรงงาน แต่ละคนหยิ่งยโสเชิดหน้าชูตา ไม่เห็นหัวลูกค้าอยู่ในสายตาเลยสักนิด
ไปกินข้าวทีหนึ่ง อุตส่าห์ควักเงินจ่ายแล้วยังต้องมาอารมณ์เสียอีก
ต่อให้เป็นร้านอาหารเอกชนหรือพ่อค้าแม่ค้าแผงลอย ก็ยังค่อนข้างที่จะวางตัวเย็นชา ความคิดยังปรับเปลี่ยนกันไม่ทัน
โจวเจี๋ยคิดว่าตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่พูดจาเป็น รักษาสายสัมพันธ์กับลูกค้าเก่า ๆ ได้ค่อนข้างดี
แต่พอวันนี้ได้มาเห็นฝีมือของน้าสี่ เขากลับรู้สึกว่าตัวเองเหมือนทหารเกณฑ์หน้าใหม่เลย
น้าสี่ครับ ผมอยากเรียนวิชานี้!
โจวเจี๋ยเริ่มจะมองเห็นลู่ทางแล้ว
ธุรกิจร้านอาหารของโจวเยี่ยนที่ดีขนาดนี้ บะหมี่หกเหมาสามารถขายดิบขายดีได้ มันไม่ใช่แค่เพราะว่ารสชาติอร่อยเท่านั้น
แต่เขาให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่งต่างหาก!
“ทำไมคนงานทุกคนถึงไปร้านอาหารโจวเอ้อร์หวากันหมดเลยล่ะ? พวกเราขายชามละห้าเหมา พวกเขาไม่คิดจะถามไถ่กันสักคำเลยเหรอ?” อู๋กุ้ยฮวาทึ้งหัวตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“นั่นสิ? ทำไมล่ะ? มันเกิดปัญหาตรงไหนกัน?” โจวเลี่ยงเลี่ยงก็ทำหน้างงไม่แพ้กัน
ขายบะหมี่วันแรก มันก็มีจุดบกพร่องอยู่บ้างเขารู้ดีอยู่แก่ใจ แต่คนงานพวกนั้นไม่แม้แต่จะให้โอกาสเขานั่งลงลองชิมเลยสักนิด นี่มันไม่สมเหตุสมผลเกินไปแล้ว
ตอนที่ตั้งแผงลอยอยู่ที่ท่าเรือ เขาอุตส่าห์ย้ายแผงไปอยู่ข้าง ๆ แผงของโจวเจี๋ย อาศัยราคาที่ถูกกว่าหนึ่งเหมา ช่วงสองสามวันแรกธุรกิจก็ยังดีอยู่เลยนะ แย่งลูกค้ามาจากโจวเจี๋ยได้ตั้งเยอะ
มันไม่เหมือนกับสถานการณ์ในวันนี้เลยสักนิด
อุตส่าห์ลงทุนซื้อหม้อใหม่เตาใหม่ ซื้อชามกระเบื้องมาใส่บะหมี่ตั้งกองหนึ่ง เมื่อเช้าก็ยังไปซื้อวัตถุดิบมาสารพัดชนิด เล่นเอาเงินเก็บก้นถุงของพวกเขาร่อยหรอไปหมด
สองสามีภรรยาโจวเลี่ยงเลี่ยง เริ่มจะรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว
จ้าวเถี่ยอิงหยิบป้ายบะหมี่แห้งเนื้อสับผัดพริกกับบะหมี่เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งออกไปแขวนไว้ในโซนของหมด
พอถึงเวลาเข้างาน ก็เหลือแค่บะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงเพียงสองชามที่ยังขายไม่ออก
ระหว่างนั้นโจวเยี่ยนก็ต้มบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงให้โจวลี่ฮุยชามหนึ่ง ให้เขากินเสร็จตอนเจ็ดโมงครึ่งแล้วก็ไปโรงเรียน
ดังนั้นเมื่อเช้านี้ ที่ร้านขายบะหมี่ไปได้ทั้งหมด 77 ชาม ถือเป็นสถิติใหม่ และก็เป็นไปตามที่โจวเยี่ยนคาดการณ์ไว้พอดี
“น้าสี่ครับ น้าสุดยอดเกินไปแล้ว” โจวเจี๋ยช่วยเก็บถ้วยชาม อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
ถ้าร้านนี้ไม่มีน้าจ้าวล่ะก็ เจ๊งไปนานแล้ว
“ฉันจะไปสุดยอดอะไรกัน ก็แค่ตะโกนเรียกลูกค้าไปสองสามประโยค” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพลางส่ายหน้า ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่เลย
“มาครับ พวกเรามากินข้าวเช้ากัน” โจวเยี่ยนยกบะหมี่สี่ชามออกมา เป็นบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงสองชาม กับบะหมี่แห้งเนื้อสับผัดพริกสองชนิดที่เพิ่งผัดใหม่ ๆ อีกสองชาม
“ฉันกินบะหมี่น้ำ ตะโกนมาทั้งเช้า คอแห้งปากแห้งไปหมดแล้ว” จ้าวเถี่ยอิงหยิบบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงไปก่อนชามหนึ่ง
“ผมอยากลองบะหมี่แห้งเนื้อสับผัดพริกสองชนิด เห็นทุกคนกินแล้วก็บอกว่าอร่อย” โจวเจี๋ยเลือกบะหมี่แห้ง
จ้าวหงเลือกบะหมี่น้ำ โจวเยี่ยนก็เลยได้กินบะหมี่แห้งชามที่เหลือ
“โอ้โห! บะหมี่แห้งนี่มันหอมเกินไปแล้ว! เนื้อวัวนี่ผัดยังไงถึงได้ทั้งหอมทั้งนุ่มขนาดนี้? รสชาติเส้นบะหมี่ก็ไม่เหมือนที่เคยกินเลย ทำไมมันถึงได้เหนียวนุ่มขนาดนี้? อร่อยขนาดนี้ได้ยังไง?” โจวเจี๋ยเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน ทำหน้าเหลือเชื่อสุด ๆ
ตอนแรกเขาก็ยังคิดอยู่เลยว่าคนพวกนั้นจะอะไรกันนักหนา แค่กินบะหมี่ยังต้องทำท่าทางโอเวอร์ร้องแรกแหกกระเชอขนาดนั้น
ตอนนี้ เขาสงสัยพวกเขา เข้าใจพวกเขา กลายเป็นพวกเขา และเหนือกว่าพวกเขาไปแล้ว!
เครื่องราดหน้าเนื้อสับนี่ให้มาเยอะมากเลยนะ เนื้อนี่อย่างน้อยก็หนึ่งเหลี่ยง พริกเขียวพริกแดงอีกครึ่งหนึ่ง เครื่องราดหน้าเนื้อสับปริมาณขนาดนี้ พอเอามาคลุกบะหมี่แล้ว ทุกคำที่กินเข้าไปก็มีทั้งเครื่องราดหน้าทั้งเส้นบะหมี่ มันฟินมากจริง ๆ
ชามละหกเหมานี่แพงเหรอ?
ไม่แพงเลยสักนิด!
ราคานี้ โจวเยี่ยนยังไม่ได้กำไรถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ
มีคุณธรรมเกินไปแล้ว
พอบะหมี่หมดชาม โจวเจี๋ยก็กวาดพริกเขียวพริกแดงที่ก้นชามมากินจนเกลี้ยง ยังรู้สึกว่าไม่จุใจเลย
“หอมเกินไปแล้ว นี่เป็นบะหมี่แห้งที่อร่อยที่สุดในชีวิตที่เคยกินมาเลย ไม่มีอร่อยกว่านี้อีกแล้ว” โจวเจี๋ยพูดอย่างหนักแน่น จากนั้นก็ล้วงเงินหกเหมาออกมาวางไว้บนโต๊ะ “ฉันก็ต้องจ่ายเงินเหมือนกัน เพื่อเป็นการแสดงความยอมรับ”
“อาจารย์ไม่เก็บเงินลูกศิษย์หรอกครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางยัดเงินกลับใส่กระเป๋าให้เขา “เดี๋ยวช่วงต่อไปผมอาจจะต้องใช้เนื้อสันในเยอะหน่อย ตอนเย็นพี่กลับไปช่วยบอกลุงสองให้ผมทีนะ ถึงตอนนั้นผมจะซื้อตามราคาตลาดเลย”
“ได้เลย ตอนเย็นฉันกลับไปจะบอกพ่อให้” โจวเจี๋ยพยักหน้า “ราคาตลาดอะไรกัน ญาติพี่น้องแท้ ๆ ยังไงก็ต้องให้ราคาพิเศษอยู่แล้วสิ”
“ตอนเย็นฉันก็จะบอกโจวเฟยไว้เหมือนกัน ให้เขาเก็บเนื้อสันในไว้ให้เธอ คิดแค่ราคาต้นทุนก็พอแล้ว” จ้าวหงก็วางตะเกียบแล้วพูดขึ้นมาเหมือนกัน
“ใช่แล้ว คิดแค่ราคาต้นทุนก็พอ” โจวเจี๋ยพูดสนับสนุน
“ผมเปิดร้านทำมาค้าขาย จะมาเอาเปรียบพวกพี่ได้ยังไง ถ้าพวกพี่ไม่ขายตามราคาตลาด ผมยอมไปซื้อเจ้าอื่นข้างนอกดีกว่า” โจวเยี่ยนยืนกรานท่าทีหนักแน่น ต่อให้เป็นพี่น้องกันแท้ ๆ ก็ต้องคิดบัญชีกันให้ชัดเจน
แน่นอนว่า สหายเหล่าโจวไม่เหมือนกัน
นั่นมันพ่อแท้ ๆ
เงินส่วนลดค่าเนื้อวัว สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเงินทบเท่าทวีคูณกลับเข้าไปในคลังเงินเก็บส่วนตัวของเขาอยู่ดี
โจวเจี๋ยกับจ้าวหงได้ยินเขาพูดแบบนั้น ก็เลยต้องยอมล้มเลิกความคิดไป
พอกินบะหมี่เสร็จก็พักกันสักครู่หนึ่ง จ้าวหงกับจ้าวเถี่ยอิงไปล้างถ้วยล้างชาม ส่วนโจวเยี่ยนก็นั่งพักอยู่บนเก้าอี้เอนหลังที่หน้าประตู คอยดูหม้อน้ำซุปไปด้วย
“สองสามีภรรยานั่นคราวนี้ได้ล้มหัวคะมำแน่ ทั้งเช้ายังขายบะหมี่ไม่ได้เลยสักชาม หน้าดำคร่ำเครียดกันหมดแล้ว” โจวเจี๋ยยกเก้าอี้ไม้ไผ่มาตัวหนึ่งนั่งลงข้าง ๆ โจวเยี่ยน พูดด้วยน้ำเสียงสมน้ำหน้าอยู่บ้าง
“ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ หลังจากเรื่องของหวังเหล่าอู่ คนงานในโรงงานทอผ้าก็มีอคติกับแผงขายบะหมี่อยู่แล้ว บะหมี่ที่พวกเขาทำ หน้าตาดูไม่น่ากิน หม้อซุปที่ต้มไว้ก็ได้กลิ่นคาวคลุ้ง ถ้ามีลูกค้าเข้าร้านสิถึงจะแปลก” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
หลังจากนั่งคุยสัพเพเหระกันอยู่สองชั่วโมง โจวเยี่ยนก็เริ่มหั่นเนื้อสันในกับผ้าขี้ริ้วที่จะใช้ลวกสำหรับเมนูเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวในตอนเที่ยง
“ในเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวแกจะใส่เนื้อสันในด้วยเหรอ? นี่มันลงทุนสูงเกินไปแล้วมั้ง?” โจวเจี๋ยยืนมองอยู่ข้าง ๆ พูดอย่างประหลาดใจ
ถ้าเป็นเนื้อวัว เขาจะใส่ให้ก็แค่ตอนช่วงตรุษจีนหรือเทศกาลเท่านั้น เพิ่มเนื้อวัวหนึ่งเหลี่ยงก็ต้องเพิ่มเงินอีกสามเหมา
“ถ้าหั่นเนื้อวัวให้มันบางขนาดนี้ หนึ่งจินก็จะหั่นได้ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบแผ่น เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวหนึ่งร้อยชามผมก็จะใช้เนื้อสันในสี่จิน ต้นทุนเพิ่มขึ้นแปดหยวน ลูกค้าก็จะได้กินเนื้อวัวหกแผ่น” โจวเยี่ยนหยิบเนื้อวัวแผ่นบาง ๆ ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง “หกแผ่น มันจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้เนื้อเยอะ แต่ความจริงแล้ว เนื้อวัวที่ได้ไปในหนึ่งชามมันหนักแค่สี่เฉียนเอง”
“ลูกค้าสมัยนี้ฉลาดจะตาย เนื้อวัวหกแผ่นนี่แหละคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวชามนี้ขายได้ในราคาหกเหมา การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามันคุ้มค่าคุ้มราคามันสำคัญมากนะ”
โจวเจี๋ยฟังแล้วก็พยักหน้าหงึก ๆ แต่พอเห็นเนื้อวัวในมือของโจวเยี่ยน ก็ยังรู้สึกตกตะลึงอยู่ดี “หนึ่งจินหั่นได้ตั้งร้อยห้าสิบแผ่นเลยเหรอ?”
เนื้อวัวนี่เขาหั่นมาตั้งแต่เด็กจนโต หนึ่งจินหั่นได้สักร้อยแผ่น เขาก็คิดว่าตัวเองเก่งมากแล้ว
แต่เนื้อวัวที่โจวเยี่ยนหั่นนี่ทั้งบางทั้งใหญ่ แถมยังสม่ำเสมอกันมากด้วย
“ฝีมือการใช้มีดของแกมันสุดยอดเกินไปแล้ว ฉันกับพี่ไห่ทำไม่ได้หรอก ร้อยแผ่นนี่ก็คือขีดสุดแล้ว” โจวเจี๋ยส่ายหน้า ในแววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
“ร้อยแผ่นก็ได้ พี่ก็ใส่ไปสี่แผ่นสิ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด ทักษะการใช้มีดมันไม่ใช่ว่าจะฝึกกันได้แค่วันสองวันซะหน่อย
“ได้เลย” โจวเจี๋ยพยักหน้า แล้วก็จ้องมองต่อไป “มันมีเทคนิคพิเศษอะไรไหม? ฉันก็อยากเรียนวิธีหั่นให้ได้ร้อยห้าสิบแผ่นเหมือนกัน”
…
ครัวหลังร้านของโรงอาหารโรงงาน
บรรดาพ่อครัว ลูกมือสับผัก และลูกมือแผนกจัดจาน ยืนเรียงกันเป็นสามแถว กำลังฟังหวงฝูเซิงหัวหน้าพ่อครัวอบรมอยู่
“ทุกคนคงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าช่วงนี้กระแสตอบรับอาหารตามสั่งจานเล็กของโรงอาหารเรามันตกลงไป แน่นอนว่า สาเหตุหลักมันก็มาจากร้านอาหารโจวเอ้อร์หวานั่นอาละวาด แย่งลูกค้าของพวกเราไป”
“หัวหน้าหวังสั่งการลงมาซ้ำ ๆ ว่าให้พวกเราตั้งใจทำงาน ทำกับข้าวดี ๆ ให้สหายคนงานได้กินกันอย่างสบายใจ กินกันอย่างมีความสุข หวังว่าทุกคนจะฟังเข้าหู แล้วก็จำใส่ใจเอาไว้ด้วย”
“ตอนทำกับข้าวอย่ามาตุกติกกับข้านะ ไอ้คนไหนถ้ามันใส่เกลือจนเค็มปี๋ ผัดเนื้อจนทั้งแห้งทั้งแข็ง ข้าจะเอาตะหลิวฟาดหัวมัน!”
“หัวหน้าหวังอุตส่าห์เป็นห่วงโรงอาหารจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ช่วงนี้เหนื่อยจนผอมลงไปหมดแล้ว พวกแกไม่อายกันบ้างเหรอ? ข้านี่นึกถึงทีไรกลางคืนก็นอนไม่หลับเลย!”
…
คนอื่น ๆ พากันขานรับเป็นระยะ ๆ
หวังเต๋อฟาที่ยืนฟังอยู่หน้าประตูก็พยักหน้าหงึก ๆ มุมปากแทบจะฉีกไปถึงหู ไอ้เต่าหวงฝูเซิงนี่ถึงแม้ว่าฝีมือการผัดกับข้าวจะงั้น ๆ แต่ความสามารถในการพูดจาและการจัดการงานถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว
“วัน ๆ เอาแต่เลียตูดคนอ้วน กัดไข่คนผอม เหยียบย่ำคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงส่ง” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นมาจากมุมหนึ่ง “ยังจะบอกว่าผอมอีกเหรอ อ้วนกว่านี้อีกหน่อยก็คงเดินติดประตูโรงอาหารแล้วมั้ง”
ในครัวหลังร้านพลันเงียบกริบลงทันที