- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 42 เดี๋ยวนี้ใครหน้าไหนก็ออกมาตั้งแผงลอยได้แล้วเหรอ?
บทที่ 42 เดี๋ยวนี้ใครหน้าไหนก็ออกมาตั้งแผงลอยได้แล้วเหรอ?
บทที่ 42 เดี๋ยวนี้ใครหน้าไหนก็ออกมาตั้งแผงลอยได้แล้วเหรอ?
คำพูดของจ้าวเถี่ยอิง ทำเอาทั้งโจวเยี่ยนและจ้าวหงหัวเราะออกมา
“คุณย่าสี่ครับ อาเล็ก!” โจวลี่ฮุยสะพายกระเป๋านักเรียนยืนตัวตรง ยิ้มซื่อ ๆ ทักทายคนทั้งสอง
“ฮุยฮุย ตื่นเช้าเหมือนเดิมเลยนะ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
“วันนี้เขาท่องหนังสือมาตลอดทางเลยนะ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นเขาขยันเรียนเอง บอกว่าจะต้องจำตัวอักษรให้ได้ทั้งหมด” จ้าวหงพูดอย่างปลื้มใจ
โจวเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า “มีความกระตือรือร้นแบบนี้ก็ดีแล้ว”
“ครับ” โจวลี่ฮุยพยักหน้าอย่างแรง
โจวเลี่ยงเลี่ยงไม่กลัวโจวเยี่ยน แต่พอเห็นจ้าวเถี่ยอิงก็ยังรู้สึกหวั่น ๆ อยู่บ้าง พอเงยหน้าขึ้นมาก็ดันสบตากันพอดี เลยทำได้แค่ฝืนยิ้มแฉ่งพูดว่า “น้าจ้าว พวกน้ามากันแต่เช้าเลยนะครับ”
“ฉันมาไม่เช้าหรอก พวกแกต่างหากที่จมูกดีจริง ๆ พอได้กลิ่นก็รีบแจ้นกันมาเลย” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม
แม่ของโจวเลี่ยงเลี่ยงที่ชื่อเกาชุ่ยฮวาเป็นหัวหน้าสตรีประจำหมู่บ้าน สองปีก่อนเคยทะเลาะกับเธอเรื่องที่โจวโม่โม่จะเข้าทะเบียนบ้าน ถือเป็นผู้แพ้ที่เธอไม่อยากจะเสียเวลาพูดถึงด้วยซ้ำ
โจวเลี่ยงเลี่ยงยิ้มแหย ๆ อย่างเขินอาย ไม่กล้าพูดอะไรต่อ
เลเวลของเขามันต่ำเกินไป รู้ตัวดีว่าสู้จ้าวเถี่ยอิงที่เป็นยัยตัวแสบคนนี้ไม่ได้
พอเห็นว่าเขาไม่กล้าแม้แต่จะรับคำ จ้าวเถี่ยอิงก็เบือนสายตากลับมาอย่างเบื่อหน่าย
โจวเยี่ยนอุ้มโจวโม่โม่ออกจากตะกร้าไม้ไผ่ วางลงบนเตียงอย่างเบามือ
เจ้าตัวเล็กทำตัวเหมือนหนอนน้อย พอถึงเตียงก็มุดเข้าไปในผ้าห่มเอง นอนหลับปุ๋ยต่อไป
โจวเยี่ยนดึงชายผ้าห่มมาคลุมให้เธอดี ๆ แล้วก็หันหลังเดินลงไปข้างล่าง
ที่หน้าร้านอาหาร โจวเจี๋ยจอดจักรยานพิงไว้ข้าง ๆ ล็อกกุญแจเรียบร้อย แล้วก็เหลือบมองแผงลอยฝั่งตรงข้ามอย่างแปลกใจเล็กน้อย “โจวเลี่ยงเลี่ยง? พวกเขาย้ายแผงมาที่นี่ได้ยังไง?”
“ย้ายมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด “คงคิดว่ามาตั้งแผงอยู่ใกล้ ๆ ผมแล้วธุรกิจจะดีล่ะมั้ง”
“ไอ้ลูกเต่านี่มันหน้าหนาจริง ๆ ตอนนั้นก็เห็นว่าธุรกิจฉันดี เลยดึงดันจะมาตั้งแผงอยู่ข้าง ๆ ให้ได้ พอตอนนี้มาเห็นว่าธุรกิจแกดี ก็ย้ายมาอยู่ตรงข้ามแกอีก คิดว่าพี่น้องอย่างพวกเรารังแกกันง่าย ๆ ใช่ไหม?” โจวเจี๋ยหน้าดำ ถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะเดินข้ามไปฝั่งตรงข้าม
“ช่างเถอะครับ ช่างเถอะ ต่างคนต่างก็หากินลำบาก” โจวเยี่ยนรีบดึงเขาไว้ “ก็ให้เขาตั้งไปสิครับ ถ้าเขาไม่มาตั้ง คนอื่นก็มาตั้งอยู่ดี ออกมาค้าขาย มันต้องพึ่งฝีมือกับรสชาติ”
“แต่ว่า...”
“เขาตั้งแผงอยู่ข้าง ๆ พี่ วันหนึ่งยังขายได้แค่สิบยี่สิบชาม ย้ายมาอยู่ตรงข้ามผม ธุรกิจก็คงไม่ดีไปกว่านั้นหรอก” โจวเยี่ยนยิ้มพูด “สองสามีภรรยานั่นไม่ใช่คนที่ทำงานจริงจังอะไร แค่หม้อซุปยังขายไม่รุ่งเลย ยังจะมาขายบะหมี่อีก ก้าวขากว้างเกินไปเดี๋ยวเป้าก็ขาดหรอก”
โจวเจี๋ยเห็นโจวเยี่ยนทำหน้ามั่นใจ ก็ยิ้มออกมาเหมือนกัน “มีเหตุผล”
“ไปเถอะครับ วันนี้ผมจะสอนวิธีทำเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวสูตรดั้งเดิมให้”
“เนื้อต้มเฉียวเจี่ยว? ไม่ใช่หม้อซุปเหรอ?”
“หม้อซุปมันไม่ค่อยดึงดูดเท่าไหร่ ผมก็เลยใช้ชื่อเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวที่คนรุ่นก่อนเขาเคยใช้กัน” โจวเยี่ยนพาโจวเจี๋ยไปดูป้ายหน้าร้านตรงเตาดินกับเรื่องเล่าที่มาของแบรนด์ก่อน
โจวเจี๋ยดูจบก็พยักหน้าหงึก ๆ “มันดูยกระดับขึ้นมาจากหม้อซุปจริง ๆ ด้วย แกนี่มันฉลาดจริง ๆ”
“ไปเถอะครับ วันนี้ผมจะสอนวิธีทำให้” โจวเยี่ยนเดินกลับเข้าร้านไป
“น้าสี่ครับ พี่สะใภ้ใหญ่” โจวเจี๋ยเดินเข้ามาก็ทักทายก่อน พอเห็นโจวลี่ฮุยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็แปลกใจเล็กน้อย “เอ๊ะ? ฮุยฮุยมาอยู่ที่ร้านได้ยังไง?”
“คุณอาสามครับ ผมมาเรียนทำอาหารกับอาเล็ก” โจวลี่ฮุยตอบ
“เธอเพิ่งจะอยู่ม.3 ไม่ใช่เหรอ? ไม่เรียนหนังสือแล้วเหรอ?” โจวเจี๋ยไม่เข้าใจ
“หนังสือก็ยังต้องเรียนครับ ตอนเช้ามากับพี่สะใภ้ใหญ่ มาช่วยงานถึงเจ็ดโมงครึ่ง แล้วค่อยไปโรงเรียน” โจวเยี่ยนช่วยอธิบาย “เขาอยากเป็นพ่อครัว ผมก็เลยให้เขามาลองดูก่อน”
“เรียนทำอาหารกับอาเล็กของเธอน่ะดีแล้ว อาเล็กของเธอเขามีฝีมือมากเลยนะ วันนี้ฉันเองก็มาฝากตัวเป็นศิษย์เหมือนกัน” โจวเจี๋ยยิ้มพลางโอบไหล่โจวลี่ฮุย “ต่อไปพวกเราก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักกันแล้ว”
“งั้น... อาเรียกผมว่าศิษย์พี่? ผมเรียกอาว่าอาสาม?” โจวลี่ฮุยทำหน้าคาดหวัง
“เธอนี่ช่างกล้าคิดนะ เธอนั่นแหละที่ต้องเรียกอาว่าศิษย์พี่ ถึงจะถูก” โจวเจี๋ยตบหัวเขาเบา ๆ ทีหนึ่ง
ทุกคนต่างก็พากันหัวเราะออกมา บรรยากาศผ่อนคลายและสนุกสนาน
“มาครับพี่เจี๋ย วันนี้พวกเรามาเริ่มกันตั้งแต่เรื่องการต้มน้ำซุปเลย” โจวเยี่ยนยิ้มเรียกโจวเจี๋ยให้เข้ามา แล้วก็หันไปพูดกับโจวลี่ฮุยว่า “ฮุยฮุย เช้านี้เธอรับหน้าที่ตักน้ำนะ ต้องตักน้ำใส่หม้อนี้ให้เต็ม”
“ได้เลย อาจารย์โจว” โจวเจี๋ยยิ้มพูด
“ได้เลยครับ! อาจารย์โจว!” โจวลี่ฮุยก็หันหลังเดินเข้าครัวไปเหมือนกัน
โจวเยี่ยนเริ่มอธิบายตั้งแต่การจัดเรียงกระดูกในหม้อ น้ำซุปหนึ่งหม้อต้องใช้กระดูกเท่าไหร่ ใช้กระดูกส่วนไหนบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ การเลือกเครื่องในวัว... เขาอธิบายอย่างละเอียดมาก
โจวเจี๋ยหยิบสมุดเล่มเล็ก ๆ ขึ้นมาเล่มหนึ่ง จดประเด็นสำคัญที่โจวเยี่ยนพูดทั้งหมด
เขาทำหม้อซุปมาสองปี สิ่งที่โจวเยี่ยนพูดจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
แต่ช่องว่างระหว่างพ่อครัวที่เก่งกับพ่อครัวธรรมดา ๆ มันก็อยู่ตรงไอ้ความที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนักนั่นแหละ หลักการข้อนี้โจวเจี๋ยรู้ดีอยู่แก่ใจ
หม้อซุปของเขาสามารถโดดเด่นขึ้นมาจากบรรดาแผงลอยมากมายที่ท่าเรือได้ ก็อาศัยความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทศึกษามานั่นแหละ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อย มันตัดสินรสชาติของน้ำซุปทั้งหม้อได้เลย
ต่อให้เป็นแค่ปริมาณเครื่องเทศที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย รสชาติของน้ำซุปก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว
โจวลี่ฮุยหิ้วน้ำทีละถัง ๆ มาเทใส่ลงไปในหม้อ ทำงานอย่างแข็งขันมาก
ถึงแม้ว่าจะเพิ่งอายุสิบห้า แต่กลับมีแรงเยอะเหมือนวัว ใช้ยังไงก็ไม่หมด หิ้วน้ำสองถังพร้อมกันทีเดียวก็ยังไหว นี่ถือเป็นพรสวรรค์ของตระกูลเลย
“เครื่องเทศก็มีเท่านี้ นอกจากนี้ก็ยังมีสมุนไพรจีนอีกสองสามอย่าง...” โจวเยี่ยนหยิบตราชั่งคันเล็ก ๆ อันหนึ่งขึ้นมา ชั่งน้ำหนักไปพลาง ตักใส่ถุงผ้าขาวบางไปพลาง “ปริมาณที่ใช้ต้องแม่นยำมากนะ น้อยไปก็ไม่ได้สรรพคุณ มากไปกลิ่นก็ฉุนเกิน น้ำซุปก็จะกลายเป็นยา กินไม่ได้”
“ใส่สมุนไพรจีนตั้งหลายอย่าง ต้นทุนก็คงไม่ถูกเลยสิ?” โจวเจี๋ยถามอย่างแปลกใจเล็กน้อย
“ถ้าทำออกมาเหมือนหม้อซุปที่คนอื่นเขาขายกัน ผมก็ไม่กล้าขายหกเหมาหรอกครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
“นี่มันใส่แต่ของดี ๆ ลงไปจริง ๆ ด้วย” โจวเจี๋ยพยักหน้า ตั้งใจจดปริมาณของเครื่องเทศและสมุนไพรจีนแต่ละชนิด
“ตอนแรกอย่าเพิ่งใช้ไฟแรงเกินไป เอาตะแกรงตาถี่ ๆ ค่อย ๆ ช้อนฟองออกทีละนิด ทำขั้นตอนนี้ให้ดี สีของน้ำซุปก็จะใส ไม่มีตะกอนเลยสักนิด ทั้งน่าดูน่าดื่ม รสชาติก็อร่อยกลมกล่อมไม่เหม็นคาว” โจวเยี่ยนส่งกระชอนให้โจวเจี๋ย “ต่อจากนี้ก็แค่คอยเฝ้าหม้อ ค่อย ๆ ช้อนฟอง ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ก็พอ เดี๋ยวผมให้แม่ผมมาคอยบอกข้อควรระวังให้พี่นะ”
โจวเยี่ยนเชิญน้าจ้าวมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน ส่วนตัวเองก็หันกลับเข้าครัวไปเริ่มทำเครื่องราดหน้ากับผัดเครื่องราดหน้าเนื้อสับ
โจวลี่ฮุยกลายมาเป็นลูกมือของเขา รับหน้าที่ล้างผัก ติดไฟ และงานจิปาถะอื่น ๆ
เดิมทีควรจะให้เขาเริ่มฝึกฝนจากทักษะการใช้มีดก่อน แต่ตอนนี้ที่ร้านไม่มีวัตถุดิบเหลือพอให้เขาได้ลงมือฝึกฝนจริง ๆ ก็เลยต้องพับโครงการนี้ไปก่อนชั่วคราว
แต่เจ้าหนุ่มน้อยกลับไม่มีท่าทีบ่นอะไรเลยสักนิด นั่งอยู่หน้าเตา สายตาแน่วแน่ราวกับกำลังจะเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
จ้าวหงมองภาพนี้ มุมปากก็ประดับรอยยิ้ม เธอก็เลยเดินไปนั่งคุยสัพเพเหระกับจ้าวเถี่ยอิงที่หน้าประตูแทน
ประมาณเจ็ดโมงเช้า ก็เริ่มมีคนงานทยอยมาทำงาน
โจวเยี่ยนเอาประกาศที่เขียนไว้เมื่อวานไปตั้งไว้ในจุดที่เห็นได้ชัดตรงหน้าประตู เพื่อแจ้งให้ทราบล่วงหน้า: ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาจะขายบะหมี่แค่ในช่วงเช้า ส่วนมื้อเที่ยงและมื้อเย็นจะขายเฉพาะอาหารตุ๋นและอาหารผัดเท่านั้น
ส่วนฝั่งตรงข้าม สองสามีภรรยาโจวเลี่ยงเลี่ยงก็เริ่มตะโกนเรียกลูกค้าเสียงดังลั่น “บะหมี่มาแล้วจ้า บะหมี่! ชามละห้าเหมา! แค่ชามละห้าเหมาเท่านั้น!”
“ไร้ยางอายจริง ๆ ขายถูกกว่าพวกเราตั้งหนึ่งเหมา ยังจะมาตะโกนเสียงดังอีก” โจวเจี๋ยเบ้ปาก โมโหจนคันฟันยิบ ๆ
จ้าวเถี่ยอิงทำหน้าเรียบเฉย “ไม่ต้องกลัวหรอก หวังเหล่าอู่ยังติดคุกไปแล้วเลย ทำเลตรงนั้นฮวงจุ้ยมันไม่ดี ทำอะไรก็ไม่เจริญหรอก”
กระแสจากเรื่องที่นักศึกษาสถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนมากินข้าวติดต่อกันสองมื้อยังไม่จางหายไป คนงานที่วันก่อนมากินบะหมี่ไม่ทัน หลายคนก็เลยตั้งใจไว้ว่าวันนี้จะต้องมาลองชิมให้ได้ มาดูซิว่าบะหมี่ของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวามันจะอร่อยสักแค่ไหน ถึงทำให้นักศึกษาสถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนพากันชมไม่ขาดปากได้
เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของโจวเลี่ยงเลี่ยง ก็ดึงดูดสายตาของคนงานบางส่วนได้เหมือนกัน
“โจวเลี่ยงเลี่ยงหม้อซุป บะหมี่? นี่มันหมู่บ้านโจวทะเลาะกันเองเหรอ?”
“มารับช่วงต่อแผงบะหมี่ของหวังเหล่าอู่เพื่อขายบะหมี่ นี่คิดจะมาท้าชนกับโจวเยี่ยนนี่หว่า ไม่รู้ว่าฝีมือทำอาหารเป็นยังไงบ้าง?”
“ในหม้อนั้นก็คือหม้อซุปของหมู่บ้านโจวใช่ไหม? ก็ถูกกว่าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาอยู่หนึ่งเหมาจริง แต่หม้อซุปทั่วไปของหมู่บ้านโจวเขาขายกันแค่สามเหมาไม่ใช่เหรอ?”
พอเกิดความสงสัย ก็ย่อมมีคนเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ
โจวเลี่ยงเลี่ยงกับอู๋กุ้ยฮวารีบปั้นหน้ายิ้มแย้ม ในใจเบิกบานจนเหมือนดอกไม้ ธุรกิจที่หน้าประตูโรงงานทอผ้านี่มันทำง่ายจริง ๆ บะหมี่ชามละห้าเหมา แค่ตะโกนเรียกทีเดียวก็ดึงดูดคนงานมาได้ตั้งเยอะแยะ แถมยังดูท่าทางว่าจะมีกำลังซื้อกันทั้งนั้น
แต่เพิ่งจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ เหล่าคนงานก็พากันขมวดคิ้ว
กลิ่นคาวของเครื่องในวัวที่จัดการได้ไม่ดีลอยออกมาจากหม้อซุปพร้อมกับไอร้อน ปะทะเข้าหน้าจัง ๆ ทำเอาคนถึงกับต้องหยุดชะงักฝีเท้า
พอมองไปที่เครื่องราดหน้าบะหมี่สองสามกะละมังที่วางอยู่หน้าหม้อลวกบะหมี่
เครื่องราดหน้าเนื้อสับทั้งแห้งทั้งร่วน ไม่มีความมันเยิ้มเลยสักนิด
เนื้อตุ๋นน้ำแดงก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เละเทะอยู่ในกะละมัง ดูแวบเดียวก็รู้ว่าตุ๋นไว้นานเกินไป
เครื่องในไก่สีสันก็ดูไม่ถูกต้อง ซีด ๆ ขาว ๆ ดูแล้วไม่น่ากินเลยสักนิด
“นี่มันผัดเครื่องราดหน้าอะไรของมันวะ? ยายฉันยังผัดได้อร่อยกว่าเขาเลย หวังเหล่าอู่ยังทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ!”
“เดี๋ยวนี้ใครหน้าไหนก็ออกมาตั้งแผงลอยได้แล้วเหรอ?”
“ของแบบนี้ขายตั้งห้าเหมา? หวังเหล่าอู่ยังหน้าเลือดไม่เท่านี้เลย”
เหล่าคนงานต่างก็ส่ายหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว
ลูกค้าที่ชอบกินบะหมี่ก็มีอยู่แค่กลุ่มนั้นแหละ พวกเขาค่อนข้างมีมาตรฐานในการกินบะหมี่อยู่พอสมควร
รอยยิ้มบนใบหน้าของโจวเลี่ยงเลี่ยงกับอู๋กุ้ยฮวาแข็งค้าง พวกเขามองลูกค้าเหล่านั้นที่เดินตรงไปยังร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาด้วยความไม่เข้าใจ งุนงง และไม่พอใจ
แน่นอนว่า รอยยิ้มไม่ได้หายไปไหน
มันแค่ย้ายไปอยู่บนใบหน้าของจ้าวเถี่ยอิงกับโจวเจี๋ยแทนเท่านั้นเอง
“มาเลยจ้าคนดีทั้งหลาย เข้ามานั่งข้างในเลย วันนี้หัวไชเท้าดองอร่อยมากนะ...”
น้าจ้าวยิ้มตาหยีต้อนรับการมาเยือนของลูกค้า