- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 38 สืบทอด
บทที่ 38 สืบทอด
บทที่ 38 สืบทอด
สหายเฒ่าจางซูเฟินใช้การกระทำจริงพิสูจน์แล้วว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างย่าหลานของพวกเขา เมื่ออยู่ต่อหน้าน้ำพะโล้เก่าหม้อนี้ มันช่างเปราะบางสิ้นดี
โครม!
ฝาหม้อถูกปิดลง หญิงชราปกป้องน้ำพะโล้เก่าหม้อนั้น ราวกับแม่วัวหวงลูก
แต่ว่า...
เขาก็เป็นลูกวัวเหมือนกันนะ
เมื่อกี้ยังเรียกเขาว่าหลานรักอยู่เลย
“ไสหัวไปเจ้าลูกวัว” สหายเฒ่าจางซูเฟินโบกมือ ขู่ว่า “ถ้าแกกล้าแตะต้องน้ำพะโล้เก่าของฉัน ฉันจะเรียกเถี่ยอิงกับโจวเหมี่ยวมาจัดการแกชุดใหญ่เดี๋ยวนี้”
“ไม่กล้าครับ ไม่กล้า ย่าครับ ผมล้อเล่น” โจวเยี่ยนรีบโบกมือปฏิเสธ
เขาไม่สงสัยเลยว่า ถ้าน้าจ้าวกับสหายเหล่าโจวถูกอัญเชิญมาได้สำเร็จ เขาอาจจะร้องไห้หนักกว่าฟานหวาเสียอีก
เพราะถึงยังไง สหายเหล่าโจวก็กลัวโดนอัดเหมือนกัน
น้ำพะโล้เก่าหม้อนี้เปรียบดั่งหัวแก้วหัวแหวนของหญิงชรา เลี้ยงดูมาสิบกว่าปี ทุกสองสามวันก็ต้องเอามาต้มฆ่าเชื้อบำรุงรักษาสักครั้ง
การที่ได้กินพะโล้ฝีมือหญิงชราในวันตรุษวันเทศกาล ถือเป็นความคาดหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทั้งครอบครัว
ภารกิจที่ระบบส่งมานี้ดูเหมือนจะง่าย แต่ความจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
นอกเสียจากว่าเขาจะแอบย่องมาตอนดึก ๆ แล้วยกมันไป
แต่ถึงตอนนั้น มันคงไม่ใช่แค่เรื่องที่พ่อแม่ของเขาจะมารุมจัดการชุดใหญ่แล้วล่ะ
ตอนที่โจวเยี่ยนถ่ายวิดีโอ เขาเคยพบปะกับเชฟอาหารเย็นมาไม่น้อย หลายคนเคยพูดว่า “ผักดอง น้ำมันพริก และน้ำพะโล้ คือสมบัติสามสิ่งของเชฟอาหารเย็น คนทั่วไปห้ามแตะต้องเด็ดขาด เหมือนกับมีดของลูกมือสับผัก แตะเมื่อไหร่ก็ต้องสู้กันถึงตาย”
เรื่องนี้จริง ๆ แล้วก็เข้าใจไม่ยาก
น้ำพะโล้เก่าหนึ่งหม้อ ผ่านการบำรุงรักษามาวันแล้ววันเล่า เวลาและเรี่ยวแรงที่ทุ่มเทลงไปล้วนเป็นสิ่งที่คนนอกไม่ล่วงรู้
แต่ถ้าตกไปอยู่ในมือของพวกมือใหม่หรือคนที่ไม่รู้จักรักษา สามวันก็ทำพังหมดแล้ว
เป็นใครก็ต้องโมโหทั้งนั้น
หญิงชรามองเขาแล้วเอ่ยถาม “แกอยากขายพะโล้เหรอ?”
“ครับ ตอนนี้ที่หน้าโรงงานทอผ้ายังไม่มีใครขายพะโล้เลย คนงานในโรงงานรายได้สูง เลิกงานแล้วต้องมีคนอยากซื้อกับข้าวมื้อเย็นอร่อย ๆ กลับไปแน่นอนครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า “พะโล้ที่ย่าทำ อร่อยที่สุดในซูจีแน่นอนครับ”
“เจ้าเด็กนี่ ขี้โม้ไม่ดูตาม้าตาเรือ” หญิงชรายิ้มออกมา บนใบหน้ามีความภาคภูมิใจฉายชัดขึ้นมาเล็กน้อย “คราวที่แล้วลูกชายโจวเหล่าชีแต่งงานจัดงานเลี้ยงกลางแจ้ง เชิญเชฟประจำหมู่บ้านคนนั้นมา เนื้อวัวพะโล้กับหูหมูพะโล้ที่เขาทำ มันก็งั้น ๆ รสชาติสู้ของย่าไม่ได้”
“ลูกชายโจวเหล่าชีแต่งงาน เชิญเชฟจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งที่เก่งที่สุดในซูจีมาเลยนะครับ พะโล้ที่เขาทำทุกคนกินแล้วก็บอกว่าอร่อย แต่ต่อให้ระดับนั้น พอมาอยู่ต่อหน้าน้ำพะโล้เก่าของย่าหม้อนี้ ก็ยังห่างชั้นกันไกลครับ” โจวเยี่ยนรีบฉวยโอกาส ทำหน้าประจบประแจง “อย่างน้อยก็ห่างกันสิบชั้นได้มั้งครับ ย่าบอกสิครับ ว่าฝีมือของย่าสูงขนาดไหน?”
“ในบรรดาหลานตั้งหลายคน ก็มีแกนี่แหละที่พูดจาฉอเลาะเก่งที่สุด” หญิงชราฉีกยิ้มกว้าง มองหม้อน้ำพะโล้ใบนั้นด้วยแววตาหวนระลึกถึงความหลัง “ตอนย่าอายุสิบแปดแต่งงานกับปู่แก ปู่แกก็ฆ่าวัว ย่าก็ไปตั้งแผงขายเครื่องในวัวพะโล้ ลิ้นวัวพะโล้ หัวหมูพะโล้ ธุรกิจก็ทำมาเรื่อย ๆ จนดีที่สุดในซูจี ขนาดในเจียโจวยังมีคนถ่อมาซื้อโดยเฉพาะเลย แถมยังมีร้านอาหารมาสั่งของกับย่าด้วย
ฝีมือทำพะโล้นี่ ปู่ทวดของแกเป็นคนสอนให้ย่าเอง พ่อของปู่ทวดเมื่อก่อนเป็นพ่อครัวใหญ่ในบ้านขุนนางใหญ่ที่เฉิงตู เป็นถึงปรมาจารย์อาหารคาวที่มีชื่อเสียงเลยนะ
สมัยนั้นผู้หญิงเรียนทำอาหารไม่ได้ แต่บ้านเมืองมันวุ่นวาย อยู่รอดก็ลำบาก ตาทวดของย่าก็เลยแอบเอาสูตรลับทำพะโล้ไปให้แม่ของย่า พวกเราทั้งครอบครัวถึงได้รอดชีวิตมาได้
ย่าก็อาศัยฝีมือนี้แหละ เลี้ยงลูกชายห้าคนจนโต ให้พวกเขาได้แต่งงานมีเมียกันหมด ต่อมาเขาไม่ให้ตั้งแผงแล้ว ต้องไปกินข้าวส่วนรวม น้ำพะโล้เก่าหม้อนั้นที่ใช้มาตั้งสามสิบปีโดนเททิ้ง ตอนนั้นย่าเจ็บปวดใจจนแทบทนไม่ไหว นอนไม่หลับไปเป็นอาทิตย์เลย”
โจวเยี่ยนตั้งใจฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม ไม่นึกเลยว่าเรื่องนี้จะมีที่มาที่ไปแบบนี้ด้วย นี่เป็นเรื่องราวที่แม้แต่เสี่ยวโจวก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ย่าครับ ตอนนี้นโยบายของประเทศเปลี่ยนไปแล้ว เขาสนับสนุนให้พัฒนาเศรษฐกิจภาคเอกชน ตอนนี้บนถนนมีคนมาตั้งแผงลอย เปิดร้านค้าส่วนตัวกันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตความเป็นอยู่ก็จะยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ ครับ” โจวเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หญิงชราผ่านช่วงเวลาครึ่งศตวรรษที่วุ่นวายที่สุดมาได้ น้ำพะโล้เก่าหม้อนี้สำหรับเธอแล้ว มันมีความหมายที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ
“หลานอยากเรียนไหมล่ะ?” หญิงชราจ้องตาเขา
หางตาของเธอเต็มไปด้วยริ้วรอยแล้ว แต่ดวงตาก็ยังคงกระจ่างใส
“อยากครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ถ้าอยากเรียน ย่าก็จะสอนให้ ฝีมือนี้จะมาหยุดอยู่ที่ย่าไม่ได้ มันควรจะสืบทอดต่อไป” หญิงชรายิ้มพยักหน้า
โจวเยี่ยนตาสองข้างเป็นประกาย ถูมือไปมาแล้วพูดว่า “ย่าครับ งั้นน้ำพะโล้เก่าหม้อนี้...”
“แกอย่าแม้แต่จะคิด!” หญิงชราเบ้ปาก “ตราบใดที่ย่ายังไม่ตาย แกก็ไม่มีวันได้น้ำพะโล้เก่าหม้อนี้ไปหรอก”
“นี่มัน บัลลังก์ของราชาพะโล้สินะ?” โจวเยี่ยนเริ่มจะกลั้นไม่ไหว อยู่ ๆ ก็อยากจะหัวเราะขึ้นมา
“น้ำพะโล้มันต้องเลี้ยงเองถึงจะได้รสชาติที่ใช่ที่สุด แดูแลมันยังไง มันก็จะกลายเป็นแบบนั้น” หญิงชรามองโจวเยี่ยนแล้วพูดว่า “ถ้าหลานอยากเรียนจริง ๆ ย่าจะสอนต้มน้ำพะโล้ สอนเลี้ยงน้ำพะโล้เก่า”
“ย่าครับ ย่าเป็นย่าที่ดีที่สุดของผมตลอดไปเลย” โจวเยี่ยนแทบอยากจะคุกเข่าคำนับหญิงชรา
สูตรดี ๆ ขนาดนี้ บอกจะสอนก็สอน นี่แหละย่าแท้ ๆ ของเขา
หญิงชราพูดว่า “ตอนบ่ายย่าจะเขียนรายการของให้ใบหนึ่ง แกก็ไปซื้อของตามนั้นมาให้ครบ วันไหนจะต้มน้ำพะโล้ ก็มารับย่าไปที่ร้านของแก เดี๋ยวย่าจะไปสอนให้”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า “งั้นผมต้องไปก่อเตาเพิ่มอีกเตาหนึ่ง เอาไว้ทำพะโล้โดยเฉพาะ”
ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถยกน้ำพะโล้เก่าของหญิงชรากลับไปได้ แต่การที่ได้หญิงชรามาคอยประกบสอน ชี้แนะและสอนให้ถึงที่ โจวเยี่ยนก็พอใจมากแล้ว
ภารกิจของระบบนี้คงทำได้แค่พักไว้ก่อนชั่วคราว รอเขาค่อย ๆ เลี้ยงน้ำพะโล้เก่าขึ้นมาสักหม้อ เรียนรู้แก่นแท้ของการทำพะโล้จากหญิงชรา ผลลัพธ์มันก็เหมือนกัน
นี่คือการสืบทอด
ซี่โครงหมูกำลังตุ๋นอยู่ในหม้อ โจวเยี่ยนกะเวลา หิ้วถังไม้ไปที่ข้างบ่อน้ำในสวน เริ่มจัดการกับปลา
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากหน้าประตูสวน โจวเยี่ยนหันกลับไปมอง
ชายหนุ่มร่างสูงผอมคนหนึ่งแบกจอบยืนอยู่ที่ประตู ตัดผมทรงสกินเฮด เครื่องหน้าลึกคมคาย หน้าตาเหมือนโจวเยี่ยนอยู่หกเจ็ดส่วน ที่หางตามีรอยแผลเป็นน่ากลัวอยู่รอยหนึ่ง ทำให้เขาดูดุร้ายขึ้นมาหลายส่วน แขนซ้ายของเสื้อยืดลายสมอเรือว่างเปล่า ปลิวไสวไปตามลมเบา ๆ
หลังของเขาตั้งตรง แบกจอบไว้บนบ่า ทำให้คนมองเผลอรู้สึกไปว่าเขากำลังแบกปืนอยู่
“อาเล็ก กลับมาแล้วเหรอครับ” โจวเยี่ยนลุกขึ้นยืนยิ้ม
“อืม ไปถอนหญ้าที่ไร่มา โจวเยี่ยน ไม่ได้มานานเลยนะ” โจวเว่ยกั๋วพยักหน้า แต่สายตากลับชะเง้อมองเข้าไปในห้องโถง
เหมือนกับมองเห็นอะไรบางอย่าง มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย บรรยากาศที่เคยเย็นชาก็พลันอ่อนโยนลง
“คุณอาเล็ก!” โจวโม่โม่วิ่งออกมาจากห้องโถง วิ่งเตาะแตะไปหาโจวเว่ยกั๋ว หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา ชูมือเล็ก ๆ ขึ้นสูง “หนูให้ลูกอม! กระต่ายน้อย หวานเจี๊ยบเลย!”
“โม่โม่กินเถอะ อาเล็กไม่ชอบกินลูกอม” โจวเว่ยกั๋วยิ้มอย่างเอ็นดู
“ไม่เอาค่ะ อากินเม็ดหนึ่ง หนูจะป้อน” โจวโม่โม่ส่ายหน้า ฉีกเปลือกลูกอมออกทันที เขย่งปลายเท้าชูลูกอมขึ้นไป
“ก็ได้ ๆ อากิน” โจวเว่ยกั๋วยิ้มอย่างจนใจ ก้มลงรับลูกอมมาจากมือของโจวโม่โม่
“หวานไหมคะ?” โจวโม่โม่มองเขาด้วยแววตาคาดหวัง
“หวาน หวานเจี๊ยบเลย”
“คิกคิก” โจวโม่โม่ยิ้มตาม พลางพูดว่า “ไปค่ะ ยังมีส้มด้วย ส้มก็อร่อยมากเลย”
“ได้สิ” โจวเว่ยกั๋วรับคำ วางจอบไว้หลังประตู เดินตามโจวโม่โม่เข้าไปในห้องโถง บนใบหน้ามีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา
ตอนที่เขาเริ่มเดิน ถึงได้สังเกตเห็นว่าขาซ้ายของเขาเดินกะเผลกเล็กน้อย แต่ทุกย่างก้าวกลับมั่นคงมาก
โจวเยี่ยนก้มหน้าก้มตาจัดการปลากลับไปเงียบ ๆ
อาเล็กปีนี้อายุสามสิบสี่ ตอนอายุสิบแปดก็ไปเป็นทหาร ปี 79 ได้รับบาดเจ็บในสงครามสั่งสอนเวียดนามก็เลยปลดประจำการ
ที่บ้านเก่าแขวนป้าย ‘ครอบครัวผู้ทำคุณประโยชน์ชั้นหนึ่ง’ ไว้สองป้าย
ป้ายหนึ่งเป็นของคุณปู่
อีกป้ายหนึ่งเป็นของคุณอาเล็กของเขา
นี่ก็คือการสืบทอดเช่นกัน