- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 35 ผมอยากเป็นพ่อครัว!
บทที่ 35 ผมอยากเป็นพ่อครัว!
บทที่ 35 ผมอยากเป็นพ่อครัว!
ปลาไนผัดโหระพายกขึ้นโต๊ะ ทางฝั่งปลาไหลนาตุ๋นน้ำแดงของจ้าวเถี่ยอิงก็ตักออกจากกระทะแล้ว
โจวเยี่ยนผัดผักกวางตุ้งอีกจาน ตักหัวไชเท้าดองใส่จานเล็ก กับข้าวสำหรับมื้อเย็นก็ถือว่าครบแล้ว
เดิมทีวางแผนไว้ว่าจะเอาท็อปปิงที่เหลือมาทำเป็นกับข้าวมื้อเย็น ไม่นึกเลยว่าจะขายจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือเลยสักนิด
จ้าวเถี่ยอิงหยิบกะละมังเคลือบมาตักข้าววางไว้บนโต๊ะ แล้วตักข้าวให้ทุกคนก่อนคนละชาม
“ปลาไนผัดโหระพานี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว สีสันก็สวย กลิ่นก็หอม ดูดีกว่าของร้านอาหารรัฐวิสาหกิจเสียอีก” โจวเฟยมองจานปลาไนผัดโหระพาแล้วเอ่ยชม
“ดูก็รู้ว่าไม่เลว” โจวเหมี่ยวก็พยักหน้า พูดเสริม “ปลาไหลนาตุ๋นน้ำแดงนี่ดูสุดยอดกว่าอีก สีสันสดใส กลิ่นหอมเตะจมูก มีฝีมือจริง ๆ”
“พูดมาก กินของคุณไปเถอะ” จ้าวเถี่ยอิงวางชามข้าวสวยพูน ๆ ไว้ตรงหน้าเขา มุมปากยกสูงขึ้นไม่หยุด
“ได้” โจวเหมี่ยวยิ้มรับคำ เขี่ยน้ำซอสไปข้าง ๆ เล็กน้อย คีบเนื้อปลาไนส่วนท้องชิ้นหนึ่งให้โจวโม่โม่ พูดเสียงอ่อนโยน “ค่อย ๆ เม้มนะ ถ้ามีก้างก็คายออกมา”
“อื้อ ๆ” โจวโม่โม่พยักหน้าหงึก ๆ หยิบตะเกียบขึ้นมาลองชิมคำหนึ่งอย่างอดใจไม่ไหว
นุ่ม ๆ! ลื่น ๆ! อร่อย!
ปากเล็ก ๆ จู๋ออกมา เม้มก้างขนาดเล็กออกมาอันหนึ่ง พอคายทิ้งก็รีบตักข้าวสวยเข้าปากตามทันที เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
โจวโม่โม่เริ่มกินปลาเป็นตั้งแต่ตอนอายุสามขวบ ถือว่ามีพรสวรรค์ในเรื่องการกินปลามาก
แน่นอนว่า จ้าวเถี่ยอิงก็ไม่กล้าให้เธอกินเยอะ ทุกครั้งก็จะให้กินแค่เนื้อส่วนท้องที่ก้างน้อย ๆ พอให้ได้ลิ้มรสชาติ
“ปลาไนก้างเล็กมันเยอะ ฟานหวา แกมันซุ่มซ่าม กินปลาไหลนาที่ย่าสี่ของแกทำเถอะ” จ้าวหงคีบปลาไหลนาท่อนหนึ่งให้ฟานหวา
“ผมก็ไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้นสักหน่อย...” ฟานหวารู้สึกน้อยใจเล็กน้อย แต่พอได้กินปลาไหลนาก็ยังรู้สึกว่าอร่อยมาก เขาเคยกินปลาแล้วก้างติดคอ เดิมทีก็ไม่กล้ากินอยู่แล้ว
จ้าวเถี่ยอิงคีบเนื้อปลาขึ้นมาคำหนึ่งก่อน น้ำซอสข้นหนืดเคลือบอยู่บนเนื้อปลา พอเข้าปาก รสชาติเผ็ดชาหอมอร่อยที่เคลือบเนื้อปลาสดนุ่มก็ละลายในปาก กลิ่นของโหระพาโดดเด่นมาก
ปลาถูกนำไปทอดก่อนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทอดจนสุกเกินไป ผิวด้านนอกเกรียมนิด ๆ กลิ่นหอมก็เลยยิ่งเข้มข้น แต่เนื้อปลากลับไม่ลดความนุ่มลื่นลงเลยสักนิด
แถมยังมีรสชาติเผ็ดร้อนของพริกดองอีกด้วย!
อร่อย!
อร่อยกว่าปลาไนผัดโหระพาที่เธอเคยทำมากโข เทียบกันไม่ได้เลยสักนิด
อีกอย่าง มันกินกับข้าวสวยร้อน ๆ ได้ดีมาก
จ้าวเถี่ยอิงตักข้าวเข้าปากติดต่อกันสามคำ รู้สึกฟินสุด ๆ
“รสชาตินี้มันใช่เลย อร่อยกว่าปลาหลีฮื้อตุ๋นแห้งที่ลูกทำครั้งที่แล้วตั้งเยอะ” จ้าวเถี่ยอิงมองโจวเยี่ยนแล้วพูด
โจวเยี่ยนครุ่นคิดเล็กน้อย ก็นึกถึงปลาหลีฮื้อตุ๋นแห้งที่สหายเสี่ยวโจวทำครั้งที่แล้วได้ทันที นั่นมันแย่มาก กลิ่นคาวดินกลบไม่มิดเลยสักนิด ที่กินกันจนหมดได้ ก็เพราะของมันขาดแคลนไม่กล้ากินทิ้งกินขว้างต่างหาก
โจวเหมี่ยวได้ยินดังนั้นก็รีบคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากอย่างอดใจไม่ไหว
พอเข้าปากไปคำหนึ่ง คนถึงกับนิ่งอึ้งไปเลย
นี่มันจะอร่อยเกินไปแล้ว!
เนื้อปลานุ่มลื่น ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอส กลิ่นหอมของโหระพานำมาก่อนเลย ทั้งเปรี้ยว ทั้งเผ็ด ทั้งอร่อยกลมกล่อม กระจายไปทั่วปลายลิ้น หอมมาก
เขาตักข้าวเข้าปากตามไปสองคำติด ๆ
เขาเงยหน้าขึ้นมองโจวเยี่ยนแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้ลูกหิ้วปลาไปให้ย่าสักสองตัวนะ ย่าเขากินปลาเก่ง ต้องชอบกินปลาไนผัดโหระพาที่ลูกทำจานนี้แน่ ๆ”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า นี่ก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน
โจวเยี่ยนลองชิมปลาไนผัดโหระพาไปคำหนึ่ง ดวงตาก็พลันเป็นประกายเช่นกัน
อาหารจานนี้ไม่ใช่ของหายากในร้านอาหารเสฉวน แต่คนที่สามารถควบคุมสภาพของเนื้อปลาและรสชาติของน้ำซอสได้ถึงระดับนี้ เขายังไม่เคยเจอมาก่อน
นี่มันสุดยอดไปเลยครับทุกคน!
คำพูดติดปากของเขาเกือบจะหลุดออกมา
อร่อยจริง ๆ กินกับข้าวสวยได้ดีมาก!
ปลาไนน้ำหนักหนึ่งจินต่อตัว ก้างก็เลยค่อนข้างที่จะไม่เล็กและเยอะจนเกินไป แต่กินแล้วสะใจกว่า
โจวเฟยกับจ้าวหงก็ได้ลองชิมปลาไนผัดโหระพาเหมือนกัน ทั้งคู่ต่างก็ตกตะลึงราวกับได้พบของวิเศษจากสวรรค์ เอ่ยปากชมไม่หยุด
ตอนกินปลาพูดมากไม่ได้ เดี๋ยวก้างติดคอ
หัวปลาถูกดูดกินจนเกลี้ยง สุดท้ายแม้แต่น้ำซอสก็ยังถูกโจวโม่โม่เอาไปคลุกข้าวกินจนหมดจาน
ความคิดที่จะเก็บน้ำซอสกลับไปกินกับบะหมี่ของโจวเหมี่ยวก็เลยล้มเหลว รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
“คราวหน้าก็ตกปลาไนมาอีกนะ อร่อย” จ้าวเถี่ยอิงมอบหมายภารกิจให้สหายเหล่าโจว
“ได้ คราวหน้าจะตกตัวที่ใหญ่กว่านี้” สหายเหล่าโจวเงินเก็บส่วนตัวตุงกระเป๋าแล้ว หลังก็ตรงขึ้นมาทันที พูดอย่างมั่นใจ
“อาเล็กครับ อาเก่งเกินไปแล้ว ปลาที่อาทำเป็นปลาที่อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมาเลย” โจวลี่ฮุยจ้องมองโจวเยี่ยนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม “ผมอยากเรียนทำกับข้าวกับอาครับ”
“หา?”
ในห้องโถงพลันเงียบกริบลงทันที
จ้าวหงที่กำลังเก็บถ้วยชามอยู่ถึงกับหยุดชะงัก มองโจวลี่ฮุยอย่างประหลาดใจ “ลูกพูดอะไรน่ะ? จะไม่เรียนหนังสือแล้วเหรอ?”
“นั่นสิ เพิ่งจะอยู่ ม.3 เองนี่นา” โจวเฟยก็จ้องเขาเขม็งเหมือนกัน
โจวลี่ฮุยเกาหัว พูดเสียงเบา “ยังไงผมก็เรียนไม่ไหวอยู่แล้ว สอบทีไรก็ได้ที่สามนับจากท้ายทุกที ผมไม่อยากเรียนฆ่าวัว ผมชอบทำกับข้าว ผมอยากเป็นพ่อครัวตามอาเล็ก ทำกับข้าวให้ทุกคนกินครับ”
โจวเยี่ยนมองเด็กคนนี้ ไม่กล้าพูดอะไร
ในยุคสมัยนี้ การเรียนหนังสือคือหนทางที่ดีที่สุดแน่นอนอยู่แล้ว
แต่โจวลี่ฮุยสอบได้ที่สามนับจากท้ายทุกครั้ง ก็ไม่ใช่คนที่จะเอาดีด้านการเรียนได้จริง ๆ
ธุรกิจร้านอาหารยิ่งทำก็ยิ่งดี ต่อไปก็ต้องทำอาหารตุ๋น อาหารผัด งานในครัวหลังร้านมันเยอะเกินไป เขาคนเดียวทำไม่ไหวแน่นอน
การรับฮุยฮุยมาเป็นลูกศิษย์ ก็เป็นเรื่องที่น่าเก็บไปคิดอยู่เหมือนกัน
นิสัยของเด็กคนนี้เหมือนพ่อของเขา ขยันขันแข็งตั้งใจทำงาน ทำงานเป็น
อีกอย่างร่างกายก็แข็งแรง ได้รับพละกำลังมหาศาลของตระกูลโจวมาเต็ม ๆ เกิดมาก็เป็นสายฆ่าวัวเป็นพ่อครัวอยู่แล้ว
แต่เรื่องนี้มันใหญ่เกินไป มันเกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กคนหนึ่ง เขาไม่กล้าพูดแทรกส่งเดช
จ้าวหงกับโจวเฟยสบตากันทีหนึ่ง ต่างก็พากันเงียบไป
โจวลี่ฮุยเรียนหนังสือระดับไหน พวกเขารู้ดีที่สุดแน่นอน
เด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กโง่ จับปลาจับปลาไหล ปีนต้นไม้เก็บไข่นก ทำเป็นทุกอย่าง แค่เรียนหนังสือไม่ไหว สอบได้ที่สามนับจากท้ายทุกครั้ง สองคนที่อยู่ถัดจากเขาถึงจะเป็นเด็กโง่จริง ๆ
เขาไม่เคยสร้างปัญหาที่โรงเรียนเลย หลายปีมานี้ครูก็ไม่เคยมาหาพวกเขาถึงบ้าน แถมยังเคยได้รับคำชมเพราะช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนอยู่หลายครั้งด้วย
มัธยมปลายยังไงก็สอบไม่ติดแน่นอน ก่อนหน้านี้พวกเขาเลยวางแผนไว้ว่า พอเขาเรียนจบม.ต้น ก็จะให้เขาไปเรียนฆ่าวัวกับพ่อของเขา เรียนรู้วิชาชีพ
เขาร่างกายแข็งแรง แรงก็เยอะ เรียนรู้อะไรก็เร็ว เรียนสักสองสามปีก็มีวิชาติดตัวเลี้ยงปากท้องได้แล้ว
“อาสี่ครับ อามีความเห็นว่ายังไงบ้างครับ” โจวเฟยหันไปมองโจวเหมี่ยว เพื่อขอความเห็นจากผู้ใหญ่
ตอนแรกที่โจวเยี่ยนไม่เรียนฆ่าวัว เข้าไปเป็นเด็กฝึกงานในโรงอาหารของโรงงาน เรื่องนี้บรรดาคุณอาของเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
โจวเหมี่ยวหันไปมองโจวเยี่ยน “โจวเยี่ยน ลูกเป็นพ่อครัว ลูกพูดมาสิ”
ทุกคนต่างก็หันไปมองโจวเยี่ยน
“ฮุยฮุย เธอแค่นึกสนุกวันนี้ หรือว่าคิดมาดีแล้วจริง ๆ ว่าอยากจะเรียนทำอาหาร อนาคตอยากจะเป็นพ่อครัว?” โจวเยี่ยนจ้องตาของโจวลี่ฮุย สีหน้าจริงจัง
โจวลี่ฮุยยืนตัวตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมเพิ่งจะอยากเป็นพ่อครัววันนี้ครับ แต่ผมคิดดีแล้ว ผมไม่อยากฆ่าวัว ผมอยากเป็นพ่อครัว ชีวิตการฆ่าวัวมันเหมือนเดิมทุกวัน แต่การเป็นพ่อครัวจะได้เห็นลูกค้ากินอาหารที่ตัวเองทำ รู้สึกว่ามันน่าจะภูมิใจมากครับ”
“โจวเยี่ยน แกดูแล้วเขาจะไหวไหม...” โจวเฟยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
ธุรกิจร้านอาหารของโจวเยี่ยนเฟื่องฟูมาก เรื่องนี้จ้าวหงเคยเล่าให้เขาฟังแล้ว ว่าทำเงินได้เยอะกว่าที่เขาฆ่าวัวเสียอีก
ถ้าโจวลี่ฮุยได้เรียนทำอาหารกับโจวเยี่ยน ก็ถือเป็นวิชาชีพติดตัวอย่างหนึ่ง แถมยังมีอนาคตกว่าด้วย
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีพ่อครัวคนไหนที่อดตาย
แต่เจ้าลูกคนโตกลับเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหันในวันนี้ พวกเขาไม่ได้เตรียมตัวอะไรไว้เลย ก็เลยกลัวว่าโจวเยี่ยนจะเข้าใจผิด คิดว่าพวกเขาอิจฉาที่เขาธุรกิจดีทำเงินได้เยอะ เลยมายุให้ฮุยฮุยมาเรียนทำอาหารกับเขา
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ตอนแรกผมก็คิดเหมือนเขานี่แหละ ไม่อยากฆ่าวัว ก็เลยอยากเป็นพ่อครัว” โจวเยี่ยนยิ้มพลางโบกมือ เขาก็รอท่าทีแบบนี้จากพวกเขาอยู่เหมือนกัน
เขามองโจวลี่ฮุยแล้วพูดว่า “เอางี้แล้วกัน ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไป ทุกวันตอนเช้าเธอก็ตามแม่ของเธอมาที่ร้าน มาเรียนทำอาหารกับอาสักสองชั่วโมง เจ็ดโมงครึ่งก็ไปโรงเรียน ลองมาฝึกงานดูก่อนสักพัก ดูสิว่ามันเหมือนกับที่เธอจินตนาการไว้หรือเปล่า ถ้าเธอยังยืนหยัดต่อไปได้ รอเธอเรียนจบม.ต้น ค่อยมาเรียนทำอาหารกับอา”
“ได้ครับ! ขอบคุณครับอาเล็ก” โจวลี่ฮุยตาสองข้างเป็นประกาย ยิ้มกว้าง
“แต่ว่าอามีข้อแม้กับเธออย่างหนึ่ง วิชาอื่นอาไม่สน แต่ช่วงเวลาครึ่งปีกว่าต่อจากนี้ เธอต้องจำตัวอักษรให้ได้ทั้งหมด เรียนรู้การบวกลบคูณหารขั้นพื้นฐานให้เข้าใจ” โจวเยี่ยนหุบยิ้ม พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ครัวของอา ห้ามคนไม่รู้หนังสือเข้า”
“ถ้าเธอขนาดชื่อเครื่องปรุงยังอ่านไม่ออก ไปซื้อกับข้าวคิดเงินทอนยังทำไม่เป็น ก็อย่าหวังว่าจะเป็นลูกศิษย์ของอา”