- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 33 ฉันจะเขียนจดหมายถึงคุณ
บทที่ 33 ฉันจะเขียนจดหมายถึงคุณ
บทที่ 33 ฉันจะเขียนจดหมายถึงคุณ
สหายเหล่าโจว ตกปลาไม่ได้ก็ไปซื้อที่ตลาดจริง ๆ เหรอ?
โจวเยี่ยนเม้มปาก มองสหายเหล่าโจวที่มีพิรุธเล็ก ๆ น้อย ๆ การให้เขาโกหกมันก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน
“ดีจริง ๆ ปลาไนพวกนี้เอามาตุ๋นน้ำแดงต้องอร่อยสุดยอดแน่” จ้าวเถี่ยอิงหยิบปลาไนขึ้นมา พยักหน้าไม่หยุด มองโจวเหมี่ยวแล้วพูดว่า “งั้นต่อไปถ้าคุณว่างก็ไปตกปลาเถอะ ฉันชอบกินปลา โม่โม่ก็ชอบกิน ต่อไปบ้านเราจะได้มีปลากินบ่อย ๆ”
“นี่... นั่น...” โจวเหมี่ยวชะงักไป อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
โจวเยี่ยนกลั้นขำจนตัวสั่น เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
ดูออกเลยว่า เงินเก็บส่วนตัวของสหายเหล่าโจวคงจะเหลือน้อยแล้ว ถ้าต้องซื้อปลากลับบ้านทุกวันวันละสองตัว คงจะลำบากเขาแย่
โจวเยี่ยนคิดว่าจะแอบยัดเงินส่วนตัวให้เขาสักหน่อย
เมื่อก่อนสหายเสี่ยวโจวก็ได้รับความช่วยเหลือจากสหายเหล่าโจวอยู่ไม่น้อย
[ติ๊ง! เริ่มภารกิจรอง: ลงทุนครั้งแรกกับซัพพลายเออร์วัตถุดิบ ทัพฟ้าต้องการความเข้าใจและการสนับสนุน จงสนับสนุนโจวเหมี่ยว สนับสนุนให้เขาคลั่งไคล้ในสิ่งที่รัก!]
[รางวัลภารกิจ: ตำราปลาไนผัดโหระพา]
[รับ: ใช่/ไม่]
ภารกิจของระบบเด้งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ดี ๆ ๆ ระบบนี่มันกล้าหาญจริง ๆ นะ แม้แต่กับทัพฟ้าก็ยังกล้าลงทุน
แต่ภารกิจดี ๆ แบบนี้ เขาก็ต้องเลือกรับอยู่แล้ว
คืนนี้ยังจะได้กินปลาไนผัดโหระพาด้วย
“พ่อครับ พ่อจัดการปลาไนสองตัวนี้กับปลาไหลนาเถอะ งานนี้พ่อถนัดอยู่แล้ว ตอนเย็นจะได้ทำกินกัน” โจวเยี่ยนรีบพูดแทรก ช่วยสหายเหล่าโจวแก้สถานการณ์ไปก่อน
“ได้” โจวเหมี่ยวรับคำ หิ้วปลาไนเดินไปอีกทาง
โจวเยี่ยนหันไปพูดกับจ้าวเถี่ยอิง “แม่ครับ แม่ไปเด็ดใบโหระพามาหน่อย ตอนเย็นพวกเรากินปลาไนผัดโหระพากันดีไหม?”
“ได้สิ ปลาไนผัดโหระพาอร่อย” จ้าวเถี่ยอิงเดินออกจากประตูไปอีกทาง
โจวเยี่ยนหิ้วถังเล็กที่ใส่ปลาไหลนาเดินตามสหายเหล่าโจวไป
“แล่ปลาไหลนานี่มันต้องใช้ฝีมือหน่อยนะ ลูกอยากเรียนไหม?” โจวเหมี่ยวโยนปลาไนลงถัง แล้วหยิบปลาไหลนาขึ้นมาก่อนตัวหนึ่ง
ปลาไหลนาตัวลื่น ๆ ถูกเขาล็อกไว้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว ไม่ว่ามันจะดิ้นรนแค่ไหนก็หนีไม่พ้น
“เรียนสิครับ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม(1)” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า “อีกสองวันผมจะไปเรียนตกปลากับพ่อด้วย ปลาพวกนี้ดูดีจังเลย”
สหายเหล่าโจวหยุดชะงักไปแวบหนึ่ง เหลือบมองไปทางที่จ้าวเถี่ยอิงเดินไป แล้วพูดเสียงเรียบ “ปลา มันจะไปตกง่ายขนาดนั้นได้ยังไง วันนี้ก็แค่โชคดีถึงตกได้ ไม่ใช่ว่าจะมีทุกวันหรอก”
“อยากได้ปลา ก็ต้องเอาอาหารไปแลก” โจวเยี่ยนยิ้มพลางควักธนบัตรใบสิบหยวนออกมาใบหนึ่ง ยัดใส่กระเป๋าของโจวเหมี่ยว
“อะไร?” โจวเหมี่ยวคลำกระเป๋าตัวเอง มองอย่างสงสัย “เอาเงินมาให้พ่อเยอะแยะทำไม?”
“พ่อครับ ฝีมือพ่อผมจะไม่รู้ได้ยังไง?” โจวเยี่ยนยิ้มกริ่ม “วันนี้ผมขายบะหมี่ไปร้อยหกสิบชาม เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอีกร้อยชาม นี่ผมสนับสนุนพ่อไปตลาดเป็นการส่วนตัว ต่อไปพ่อถึงจะยืดอกต่อหน้าแม่ได้ไงครับ”
โจวเหมี่ยวถึงกับหน้าแดง ไม่นึกว่าโจวเยี่ยนจะดูออก กระแอมเบา ๆ สองที “ก็... ก็แค่มีตัวใหญ่หลุดมือไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องไปซื้อหรอก”
“ครับ ผมเชื่อว่าคราวหน้าต้องตกได้แน่นอน ต้องเป็นปัญหาที่เบ็ด สายเบ็ด หรือคันเบ็ดแน่ ๆ ถ้ามีเวลาก็ไปหาซื้ออุปกรณ์ดี ๆ ที่ในตำบลสิครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า “งานอดิเรกของพ่อเนี่ย ผมสนับสนุนเต็มที่เลย ยังไงแก่ตัวไปก็ต้องตกปลาอยู่แล้ว เริ่มตกตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหลายสิบปี”
สหายเหล่าโจวไม่เล่นไพ่ ไม่ดื่มเหล้า แค่ชอบตกปลาแล้วมันจะทำไม?
อีกอย่าง เขาก็ทำงานเสร็จเรียบร้อย จัดการธุระในบ้านหมดแล้ว แค่ไปตกปลาแป๊บหนึ่ง เดือนหนึ่งก็ไม่เกินสี่ครั้ง
“จะซื้ออุปกรณ์อะไรกัน เอาเข็มเย็บผ้ามางอหน่อยก็เป็นเบ็ดตกปลาแล้ว ขนเป็ดก็เป็นทุ่น ขุดไส้เดือนสองสามตัว ใช้คันเบ็ดไม้ไผ่ก็ตกได้เหมือนกัน เงินที่หามาได้ก็เก็บไว้ดี ๆ เอาไปใช้หนี้ข้างนอกก่อน” โจวเหมี่ยวส่ายหน้า ควักเงินออกมาจะยื่นคืนให้โจวเยี่ยน
“พ่อเก็บไว้เถอะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะไปบอกแม่ว่าปลาพวกนี้พ่อซื้อมา” โจวเยี่ยนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ยิ้มพูด “พ่อวางใจได้เลย อีกแค่สองเดือนผมก็ใช้หนี้ที่ยืมมาหมดแล้ว รวมทั้งห้าร้อยหยวนของพ่อกับแม่ด้วย”
“นี่เป็นเงินเก็บส่วนตัวที่ผมให้พ่อ ผมไม่บอกแม่หรอก ความลับลูกผู้ชาย”
โจวเหมี่ยวกำธนบัตรสิบหยวนไว้ในมือ มองโจวเยี่ยน สีหน้าและความรู้สึกค่อนข้างซับซ้อน ผ่านไปสักพักถึงได้พยักหน้า “ก็ได้ งั้นเงินนี่พ่อจะเก็บไว้ซื้อปลาแล้วกัน”
“งั้นพ่อก็แล่ปลาไหลนาเถอะครับ ผมจะเรียนวิชาหน่อย” โจวเยี่ยนมองเขาแล้วพูด
“แล่ปลาไหลนามันง่ายมาก มีเคล็ดลับอยู่ท่องตามก็พอแล้ว” สหายเหล่าโจวหยิบปลาไหลนาตัวหนึ่งขึ้นมากดไว้บนเขียง ตอกตะปูลงไปบนหัวตัวหนึ่ง หยิบมีดเล่มเล็กออกมา พลางท่องว่า “ปลาไหลนาหนึ่งตัวท้องสีเหลือง หัวแหลมแถมหางยาว ตะปูหนึ่งดอกตอกลงหัว มีดเล่มเล็กส่งแกไปพบยมบาล...”
ฉับ ฉับ ฉับ ไม่กี่ที ปลาไหลนาห้าตัวก็ถูกจัดการเสร็จเรียบร้อย
โจวเยี่ยนดูจนเข้าใจแล้ว แต่แน่นอนว่าคงทำได้ไม่คล่องแคล่วขนาดนั้น
สหายเหล่าโจวจับมีดได้นิ่งมาก เขายอมแพ้เลย
“เกอเกอ! ปะป๊า!” เสียงของโจวโม่โม่ดังขึ้น
โจวเยี่ยนหันกลับไป โจวโม่โม่กำลังวิ่งมาทางนี้ ในมือยังถือตุ๊กตาตัวหนึ่งอยู่ เซี่ยเหยาเดินตามมาข้างหลังเธอ
“ดูสิ! พี่สาวเหยาเหยาให้ตุ๊กตาหนูด้วย!” โจวโม่โม่ชูตุ๊กตาบาร์บี้ผมทองในมือขึ้นมา “สวยไหม?”
“อื้ม สวย” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า มองเซี่ยเหยาแล้วพูดว่า “รบกวนเธอเสียเงินอีกแล้ว”
“ฉันเห็นที่ห้างสรรพสินค้าเจียโจวน่ะค่ะ น่ารักมาก ก็เลยคิดว่าจะซื้อมาฝากโม่โม่สักตัว” เซี่ยเหยายิ้มพูด “ดูออกเลยว่า เธอก็ชอบมากเหมือนกัน”
“อื้อ ๆ ชอบมากเลย” โจวโม่โม่พยักหน้าหงึก ๆ “นี่เป็นตุ๊กตาตัวแรกของหนูเลย”
“เด็กดี คราวหน้าพี่สาวจะซื้อตุ๊กตาตัวอื่นมาฝากอีกนะ” เซี่ยเหยาลูบหัวของเธอ
“อื้อ ๆ ขอบคุณค่ะพี่สาวเหยาเหยา” โจวโม่โม่พูดอย่างว่าง่าย แล้วก็ถือตุ๊กตาไปหาฟานหวา
“พรุ่งนี้พวกคุณจะกลับซานเฉิงแล้วเหรอ?” โจวเยี่ยนมองเธอแล้วถาม
“อื้ม วาดรูปเสร็จแล้ว ก็ต้องกลับโรงเรียนแล้วค่ะ” เซี่ยเหยาพยักหน้า
โจวเยี่ยนไม่เก่งเรื่องการบอกลา พูดจาซึ้ง ๆ ไม่เป็น “พวกคุณพักที่บ้านรับรองของโรงงานใช่ไหม? จากนี่ไปก็ไกลอยู่นะ หรือจะให้ผมไปส่งคุณดี?”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดินไปแป๊บเดียวก็คงถึง...”
“ผมไปเข็นรถออกมาก่อน ฟ้าจะมืดแล้ว คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวมันไม่ปลอดภัย” โจวเยี่ยนหันหลังเดินไป เข็นจักรยานออกมาจากร้าน ที่แฮนด์รถยังแขวนขนมข้าวพองไว้อีกสามห่อ
“ซูจีไม่ค่อยมีของขึ้นชื่ออะไร นี่เป็นขนมข้าวพอง คุณพกไว้กินระหว่างทางนะ” โจวเยี่ยนยื่นขนมข้าวพองให้เซี่ยเหยา
“นี่... มันเยอะเกินไปแล้ว” เซี่ยเหยาอุ้มขนมข้าวพองสามห่อ ทำหน้างงเล็กน้อย
“ผมเตรียมมาเผื่อเพื่อน ๆ ของคุณด้วยคนละห่อ คุณเอาไปแบ่งให้พวกเธอก็พอแล้ว” โจวเยี่ยนคร่อมจักรยาน “ขึ้นมาสิ”
“ค่ะ” เซี่ยเหยารับคำ นั่งลงบนเบาะหลัง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
เขาเป็นคนละเอียดอ่อนเหมือนกันนะ
จักรยานปั่นไปตามแนวเขื่อน แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องจนเงาของคนทั้งสองทอดยาว
เซี่ยเหยาเอียงศีรษะเล็กน้อย มองใบหน้าด้านข้างของโจวเยี่ยนอย่างเหม่อลอย
“เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว คิดว่าจะกลับหางโจว หรือว่าจะอยู่ที่ซานเฉิงต่อเหรอ?” โจวเยี่ยนเอ่ยปากถาม
“หา?” เซี่ยเหยาชะงักไปเล็กน้อย ส่ายหน้า “ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ อาจจะกลับหางโจว หรืออาจจะไปปักกิ่ง”
“ก็ดีนะ ล้วนเป็นเมืองใหญ่ เหมาะกับพวกดีไซเนอร์อย่างคุณที่จะไปเติบโต” โจวเยี่ยนพยักหน้า
“แล้วคุณล่ะ?”
“อะไรเหรอ?”
“ในอนาคตคุณมีแผนจะไปเปิดร้านอาหารในเมืองใหญ่บ้างไหม? อย่างเช่นเฉิงตู” เซี่ยเหยาเสนออย่างจริงจัง “ฉันว่าอาหารที่คุณทำมันอร่อยมากเลยนะ ถ้าไปเฉิงตู น่าจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ ซูจีก็ดีมาก แต่ว่ามันเล็กไปหน่อย”
“ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปถึงเฉิงตูได้เมื่อไหร่ แต่ต้องมีวันนั้นแน่นอน” โจวเยี่ยนยิ้มเล็กน้อย “เฉิงตูใหญ่มาก แต่ตอนนี้ยังไม่มีที่ให้ผมยืน”
“คุณเป็นคนที่อยู่กับความเป็นจริงและมองโลกในแง่ดีนะ” เซี่ยเหยาพูดเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
จักรยานปั่นไปอย่างช้า ๆ ตลอดทางพวกเขาคุยกันหลายเรื่อง มีทั้งเรื่องความฝัน แผนการในอนาคต หรือแม้แต่เรื่องวรรณกรรมและดนตรี
ยุคสมัยนี้ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต โลกหลังฟ้ามืดเงียบสงัด เหมือนกับถูกปิดสวิตช์ไปแล้ว
ก็เลยอดที่จะรู้สึกอ้างว้างไม่ได้
โจวเยี่ยนเพิ่งจะค้นพบเป็นครั้งแรกว่าเขาก็มีความต้องการที่จะระบายเหมือนกัน
การได้พูดคุยกับคนในวัยเดียวกัน ทำให้รู้สึกอารมณ์ดี ทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้มันมีอยู่จริงมากขึ้น
เหมือนเรือที่ลอยเคว้งคว้างได้พบสมอของตัวเอง
หรืออาจจะเป็นเพราะว่า อีกฝ่ายเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสวย?
เซี่ยเหยารู้จักพูดจา ความคิดหลายอย่างก็ก้าวข้ามขีดจำกัดของยุคสมัย ล้ำยุคจนแม้แต่เขาก็ยังรู้สึกประหลาดใจ
พวกเขาไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิด นอกจากว่าเขารู้เรื่องราวในยุคหลังมากกว่าหน่อย
จักรยานค่อย ๆ จอดลงที่หน้าประตูบ้านรับรอง
เซี่ยเหยาลงจากรถ ยิ้มพูด “ขอบคุณที่มาส่งฉันนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ” โจวเยี่ยนมองเธอ แล้วก็หันหัวรถกลับ
“โจวเยี่ยน” เซี่ยเหยาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วเรียกเขาไว้
“มีอะไรครับ?” โจวเยี่ยนหันกลับมามองเธอ
“ฉันจะเขียนจดหมายถึงคุณ” เซี่ยเหยามองเขา พูดอย่างสง่างาม “หวังว่า ฉันจะได้รับจดหมายตอบกลับจากคุณเหมือนกัน”
“ได้” โจวเยี่ยนพยักหน้า ยิ้มแล้วพูดว่า “งั้นคุณก็อย่าลืมแนบที่อยู่มาด้วยล่ะ”
เซี่ยเหยายิ้มออกมา โบกมือให้เขา “ลาก่อนค่ะ”
“ลาก่อนครับ” โจวเยี่ยนยกมือขึ้นทีหนึ่ง ปั่นจักรยานจากไป
เซี่ยเหยามองเขาจนลับหัวมุม ถึงได้หันหลังเดินเข้าบ้านรับรองไป
ส่วนโจวเยี่ยนพอเลี้ยวหัวมุม ก็เกือบจะชนเข้ากับคนคนหนึ่ง
“พี่โจว! พี่นี่เอง! ผมยังว่าจะไปหาพี่อยู่เลย!” หม่าซิงเหย่ดึงโจวเยี่ยนไว้ ทำหน้าดีใจ
“สำเร็จแล้วเหรอ?” โจวเยี่ยนมองหม่าซิงเหย่ที่ใบหน้าเปี่ยมสุข ยิ้มถาม
“สำเร็จแล้ว! เติ้งหงบอกว่าเธอก็ชอบผมเหมือนกัน” หม่าซิงเหย่พยักหน้าหงึก ๆ แล้วก็ยัดถุงกระดาษเคลือบน้ำมันใส่มือโจวเยี่ยน “นี่เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผม ถ้าพี่มาหาเซี่ยเหยาที่ซานเฉิง ต้องมาหาผมนะ ผมจะพาไปกินของที่อร่อยที่สุดในฉงชิ่งเลย”
“พวกนายสมหวังกันฉันก็ดีใจด้วย แต่ของนี่ไม่จำเป็นเลย...”
โจวเยี่ยนยังพูดไม่ทันจบ หม่าซิงเหย่ก็วิ่งหนีไปแล้ว
“พี่โจว มาฉงชิ่งต้องเรียกผมนะ!”
“ได้ ต้องเรียกนายแน่นอน”
โจวเยี่ยนส่ายหน้าอย่างจนใจ ถุงกระดาษในมือหนักอึ้ง ลองคลำดูแล้วน่าจะเป็นโค้กขวดแก้ว
โยนของใส่ตะกร้าหน้ารถ กลับไปทำกับข้าวที่ร้านก่อนสำคัญกว่า
...
“โจวเยี่ยนมาส่งเธอเหรอ? เหยาเหยา พวกเธอยืนคุยอะไรกันอยู่ที่หน้าประตู? พวกเราเห็นกันหมดแล้วนะ สารภาพมาตามตรงซะดี ๆ”
“อ๊าย ๆ ๆ ให้ขนมเธอมาเยอะขนาดนี้เลย? เขาก็ใส่ใจเกินไปแล้ว!”
เซี่ยเหยาผลักประตูเข้าไป เติ้งหงกับจูอวี้อวี้ก็กรูเข้ามาหาทันที
“นี่ของพวกเธอ คนละห่อ ขนมข้าวพอง ของขึ้นชื่อซูจี ร้านที่อร่อยที่สุดเลยนะ” เซี่ยเหยาวางของลง แล้วก็ยัดขนมข้าวพองให้พวกเธอคนละห่อ
“โจวเยี่ยนเป็นคนดีจริง ๆ ยังอุตส่าห์นึกถึงพวกเราด้วย” จูอวี้อวี้ถอนหายใจออกมา
“ใช่แล้ว รู้จักเอาใจใส่ แถมยังดูแลเหยาเหยาดีมากด้วย” เติ้งหงพยักหน้าตาม แกะห่อกระดาษออกมาหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมากัด มองเซี่ยเหยาแล้วถามว่า “ตกลงว่า เขาได้สารภาพรักหรือยัง?”
“กินของเธอไปเถอะน่า ตอนนี้พวกเรายังเป็นมิตรภาพสหายร่วมปฏิวัติอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง” เซี่ยเหยาเก็บขนมข้าวพองห่อนั้นของเธอใส่กระเป๋าเดินทาง แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
โจวเยี่ยน ก็เป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ นั่นแหละ
เขาพูดจาตลก มีความรู้กว้างขวาง ความคิดก็สร้างสรรค์จนไร้ขีดจำกัด แม้แต่เธอก็ยังอดที่จะทึ่งไม่ได้
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นพ่อครัว แต่เธอกลับรู้สึกว่าทั้งสองคนไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิด
เขายิ่งดูเหมือนศิลปินมากกว่าเธอเสียอีก
……….……….……….……….
(1) รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม แปลว่า การเรียนรู้หรือเก็บสะสมความรู้ไว้ไม่ทำให้เราหนักหรือเดือดร้อนอะไร