- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 32 เหล่าโจว วันนี้ลุกขึ้นยืนได้แล้วสินะ
บทที่ 32 เหล่าโจว วันนี้ลุกขึ้นยืนได้แล้วสินะ
บทที่ 32 เหล่าโจว วันนี้ลุกขึ้นยืนได้แล้วสินะ
โจวเยี่ยนปั่นจักรยานมาถึงในตำบล ซื้อขนมข้าวพองของร้านจางจี๋อู่มาสามห่อ จินละหนึ่งหยวนสองเหมา ห่อละหนึ่งจิน ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ด้านนอกมัดด้วยเชือก
ตำบลซูจีไม่ค่อยมีของขึ้นชื่อที่พกพาสะดวกเท่าไหร่ เนื้อวัวแดดเดียวที่เคี้ยวไม่เข้า แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเคี้ยวจนเมื่อยกราม
ขนมข้าวพองของร้านจางจี๋อู่ ถือว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้างในตำบลซูจี
ใช้น้ำมันแข็งมาเจียวเป็นน้ำมันหมูสด ๆ จากนั้นผสมกับน้ำตาลมอลโทส(1)แล้วผัดจนกลายเป็นน้ำมันน้ำตาลสีเหลืองอำพัน เทถั่วลิสงอบร้อนกับข้าวพองลงไปผัด พอข้าวพองเคลือบน้ำมันน้ำตาลจนทั่วก็ตักออกจากกระทะ เทลงบนเขียงที่โรยงาไว้จนทั่ว แล้วโรยงาขาวคั่วสุกทับอีกชั้น
ใช้ไม้นวดแป้งอันใหญ่กลิ้งให้เรียบและอัดให้แน่น หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนมข้าวพองก็เสร็จเรียบร้อย
กลิ่นหอมของข้าวพองคั่วลอยไปไกล ส่วนผสมของน้ำมันกับน้ำตาลในยุคนี้ถือเป็นของดีที่ใคร ๆ ก็ชอบ
ตอนที่นักเรียนเลิกเรียนเดินผ่าน ต่างก็พากันเดินต่อไม่ไหวเลยทีเดียว
เถ้าแก่ให้โจวเยี่ยนลองชิมชิ้นหนึ่ง ทั้งหอมทั้งหวาน กรุบกรอบ แถมยังมีกลิ่นหอมมันของน้ำมันหมู ถือว่ามีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์มาก
เขายังซื้อแบบแบ่งขายราคาห้าเหมากลับไปฝากโจวโม่โม่กับหลานชายสองคนด้วย ให้พวกเขาได้ลองชิมรสชาติเหมือนกัน
โจวเยี่ยนกลับมาถึงร้าน โจวโม่โม่กับฟานหวากำลังเล่นตั้งเตกันอยู่
โจวลี่ฮุยยืนเป็นกรรมการอยู่ข้าง ๆ พอเห็นโจวเยี่ยนก็ยิ้มพลางเดินเข้ามาหา “อาเล็ก กลับมาแล้วเหรอครับ”
“อื้ม อาซื้อขนมข้าวพองมาให้พวกเธอ เอาไปกินกับโม่โม่แล้วก็ฟานหวาสิ” โจวเยี่ยนยื่นขนมข้าวพองแบบแบ่งขายในมือส่งให้เขา
โจวโม่โม่กับฟานหวาได้กลิ่นก็พากันเดินมาแล้ว
“เกอเกอ! ขนมข้าวพองเหรอ?” โจวโม่โม่จ้องขนมข้าวพองในมือของโจวลี่ฮุย กลืนน้ำลายเอื๊อก “อยากกิน!”
“เธอสองคนไปล้างมือ ล้างแล้วค่อยมากิน” โจวเยี่ยนยิ้มพูด หิ้วผักเดินเข้าครัวไป
ตอนเย็นแค่นักศึกษาก็จองบะหมี่ไว้แล้วยี่สิบแปดชาม เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวยี่สิบชาม
โจวเยี่ยนคาดว่าตอนเย็นน่าจะมีคนงานบางส่วนแวะมาลองชิมด้วย ดังนั้นเนื้อที่ซื้อมาเลยเตรียมไว้สำหรับทำเครื่องราดหน้ากับท็อปปิงประมาณหกสิบชุด
ขายไม่หมดก็ไม่เป็นไร วันนี้พวกเขาคนเยอะ ตอนเย็นก็เก็บไว้กินเป็นกับข้าวได้
ล้างผัก ผัดเครื่องปรุง เวลาก็ค่อนข้างกระชั้นชิดอยู่เหมือนกัน
โจวเยี่ยนเพิ่งจะเริ่มหั่นผัก ก็สังเกตเห็นโจวลี่ฮุยมายืนอยู่ที่ประตูห้องครัว จึงเงยหน้าขึ้นยิ้มถาม “มีอะไรเหรอ ฮุยฮุย?”
“ผมอยากดูอาเล็กผัดกับข้าวครับ” โจวลี่ฮุยยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย
“อยากดูก็เข้ามาสิ ยืนอยู่หน้าประตูห้องครัวจะไปเห็นอะไร” โจวเยี่ยนยิ้มเรียก มีดในมือไม่ได้หยุด เนื้อวัวก้อนหนึ่งถูกหั่นเป็นชิ้นเนื้ออย่างรวดเร็ว แล้วก็ถูกซอยเป็นเส้น สุดท้ายก็ถูกสับจนละเอียด
โจวลี่ฮุยจ้องมองภาพนี้ ตาถึงกับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ทำกับข้าวเป็นไหม?” โจวเยี่ยนตักเนื้อสับใส่จานพักไว้
“เป็นแค่ผัดผักกับต้มข้าวต้มครับ”
“งั้นวันนี้ก็เรียนทำซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงกับเนื้อสับผัดพริกสองชนิดกับอาไว้นะ คราวหน้าจะได้โชว์ฝีมือให้พ่อแม่เธอดู” โจวเยี่ยนยิ้มพูดไปเรื่อย
“ครับ” โจวลี่ฮุยพยักหน้า ขยับเดินเข้ามาอีกสองก้าว ตั้งใจมองมากขึ้น
...
“หัวหน้าซู หวังว่าความร่วมมือของพวกเราจะประสบผลสำเร็จนะครับ”
“ยินดีที่ได้ร่วมมือครับ”
ในห้องประชุม หลินจื้อเฉียงกับซูจวิ้นจับมือกัน
หลังจากการหารือกันมาตลอดช่วงบ่าย โรงงานทอผ้าเจียโจวกับคณะมัณฑนศิลป์สถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวน ก็ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้น จะดำเนินความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์กร เพื่อสร้างแบรนด์ให้กับโรงงานทอผ้าเจียโจว
แต่รูปแบบความร่วมมือที่ชัดเจน รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ยังต้องรอการตัดสินใจอย่างค่อยเป็นค่อยไปในภายหลัง
หลินจื้อเฉียงพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก สถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนถือเป็นสถาบันวิจิตรศิลป์ชั้นนำในเสฉวน หรือแม้แต่ในระดับประเทศ การที่สามารถบรรลุความร่วมมือกับคณะมัณฑนศิลป์สถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนได้ ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการยกระดับชื่อเสียงของโรงงานทอผ้าเจียโจว
เขาเคยไปเรียนต่างประเทศมา รู้ซึ้งถึงความสำคัญของแบรนด์เป็นอย่างดี
โรงงานทอผ้าเจียโจวในปัจจุบันกำลังเจริญรุ่งเรือง ทำรายได้เงินตราต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเทียบกับโรงงานทอผ้าที่ทันสมัยในต่างประเทศ ก็ยังคงมีช่องว่างอยู่ การสำรวจเส้นทางการสร้างแบรนด์จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก
“นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว นักศึกษาทุกคนก็รออยู่ข้างนอก งั้นพวกเราก็ไปกินข้าวกันเลยเถอะครับ” หลินจื้อเฉียงเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ยิ้มพูด
“ได้ครับ ก็หิวอยู่เหมือนกัน” ซูจวิ้นพยักหน้า
...
โจวเลี่ยงเลี่ยงปั่นจักรยานมาถึงหน้าประตูโรงงานทอผ้า จอดจักรยาน ควักบุหรี่ออกมา เดินไปหาพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยสองสามคนเพื่อสอบถามข่าวคราวของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา
“ธุรกิจของโจวเยี่ยนดีมาก! บะหมี่ชามละหกเหมา วันหนึ่งขายได้อย่างน้อยก็ร้อยชาม แกบอกสิว่าจะได้กำไรเท่าไหร่? หวังเหล่าอู่โดนจับไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ร้านเขาที่ขายบะหมี่”
“เมื่อวานเขาเริ่มขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอะไรนั่น ก็คือหม้อซุปของหมู่บ้านโจวพวกแกนั่นแหละ ก็ขายชามละหกเหมาเหมือนกัน ธุรกิจก็ยังดี”
“ขายได้เยอะแค่ไหน? ใครมันจะไปรู้ พวกแกอยู่หมู่บ้านเดียวกันไม่ใช่เหรอ แกก็ไปถามเองสิ มาทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ทำไม”
“วันนี้มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งไปกินข้าวที่ร้านเขา ตั้งยี่สิบสามสิบคน ทั้งมีเงินทั้งกล้ากิน ดูท่าว่าแค่กลุ่มนักศึกษานี้ เขาก็ทำเงินได้หลายสิบหยวนแล้วล่ะ”
โจวเลี่ยงเลี่ยงคุยกับพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยพวกนั้นเสร็จ แม้แต่มือที่คีบบุหรี่ก็ยังสั่น เขามองไปทางร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาอย่างเหม่อลอย ยกมือขึ้นสูบตามสัญชาตญาณ ผลลัพธ์คือโดนลวกจนอ้าปากค้าง รีบสะบัดก้นบุหรี่ทิ้งไป
“ถุ้ย ถุ้ย ๆ...” โจวเลี่ยงเลี่ยงถ่มน้ำลายออกมาสองสามที ก้นบุหรี่ลวกจนเขาสะดุ้งเฮือก
จากนั้นเขาก็เห็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวที่แต่งตัวทันสมัย หน้าตาดี เดินออกมาจากประตูใหญ่ของโรงงานทอผ้า แล้วเลี้ยวเข้าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาไป
“ตอนเย็นก็ยังกินที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาอีกเหรอ? ก็มีแค่บะหมี่สามอย่างกับหม้อซุปอีกหนึ่งอย่าง มันจะอร่อยขนาดนั้นเลย? นักศึกษาในเมืองก็ไม่เคยกินของดีอะไรเหมือนกันสินะ”
“นั่นสิ ไม่มาลองชิมเกี๊ยวน้ำที่ฉันทำบ้างเหรอ?”
เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ อิจฉาจะแย่อยู่แล้ว
จังหวะนี้ก็เป็นเวลาที่โรงงานเลิกงานพอดี ขบวนจักรยานหลั่งไหลออกมา บางส่วนก็เลี้ยวตามไปที่หน้าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาด้วย
ตอนนี้โจวเลี่ยงเลี่ยงก็ไม่สนใจแผลพุพองที่มุมปากแล้ว มองร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาที่มีลูกค้านั่งเต็มร้าน ในแววตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ “บะหมี่ชามละหกเหมา หม้อซุปชามละหกเหมา มันจะขายดีขนาดนี้เลยเหรอ?”
“คนงานโรงงานทอผ้ารวยจริง ๆ! เงินที่นี่มันหากง่ายกว่าจริง ๆ ด้วย!”
โจวเลี่ยงเลี่ยงขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ อีกพักหนึ่ง เห็นว่าเป็นลูกค้าที่สั่งของนั่งกินกันจริง ๆ ถึงได้วางใจปั่นจักรยานจากไป
ทำได้!
พรุ่งนี้ก็มาเลย!
ขายบะหมี่ ขายหม้อซุป!
ต้องได้แน่นอน!
ขาสองข้างของเขายิ่งปั่นก็ยิ่งเร็ว แทบอยากจะเหาะกลับไปเดี๋ยวนี้เลย
...
ตอนเย็นเหล่านักศึกษาก็กินไปสามสิบหยวน กินกันอย่างพึงพอใจมาก
โจวโม่โม่นั่งอยู่ข้าง ๆ เซี่ยเหยา ในมือถือตุ๊กตาตัวใหม่ เรียกพี่สาวจ๋า พี่สาวจ๋าไม่หยุด จนเหล่านักศึกษาหญิงพากันเอ็นดูจนทำอะไรไม่ถูก ขนมในกระเป๋าของพวกเธอถูกควักออกมาจนหมด เอามาใส่ตะกร้าใบเล็กให้เธอจนเต็ม
ช่วยไม่ได้ ก็ใครใช้ให้น้องสาวคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ล่ะ
“อาเล็กเก่งจังเลย มีพี่สาวตั้งเยอะแยะเอาขนมให้กิน” ฟานหวานั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ ปากก็อมลูกอม อิจฉามาก
“น้าจ้าวคะ หนูขอพาโม่โม่ไปเล่นสักพักนะคะ เดี๋ยวค่อยส่งเธอกลับมากินข้าวได้ไหม?” เซี่ยเหยาจูงมือเล็ก ๆ ของโจวโม่โม่ พูดกับจ้าวเถี่ยอิง
“ได้สิ พาไปเล่นเลย เธอบ่นคิดถึงหนูทุกวันเลยนะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มรับคำ
เย็นวันนี้โรงงานทอผ้าจัดเตรียมบ้านรับรองไว้เป็นที่พัก พรุ่งนี้เช้าพวกเขาก็จะนั่งรถบัสประจำทางกลับซานเฉิง ดังนั้นก่อนที่ฟ้าจะมืดกลับบ้านรับรอง พวกเธอยังมีเวลาว่างสองชั่วโมง
เซี่ยเหยาก็เลยอยากจะเล่นกับโจวโม่โม่อีกสักพัก
ก็เหมือนกับที่โจวเยี่ยนคาดการณ์ไว้
เรื่องที่คณาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนไม่กินโรงอาหาร แต่กลับมากินที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาสองมื้อติดต่อกัน ได้กลายเป็นที่ฮือฮาในโรงงานทอผ้าเจียโจวแล้ว
นักศึกษาคือสัญลักษณ์ของปัญญาชนและความทันสมัย คนงานไม่น้อยก็อยากจะมาดูว่าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวานี่ขายของอร่อยอะไร ถึงสามารถมัดใจเหล่านักศึกษาไว้ได้
บะหมี่อีกสามสิบสองชุดกับเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวที่เหลือซึ่งโจวเยี่ยนเตรียมไว้เพิ่ม กลับขายจนไม่เหลือเลยสักนิด แม้แต่น้ำซุปเนื้อวัวในหม้อยังแบ่งให้ลูกค้าที่มาทีหลังแล้วกินไม่ทันจนเกลี้ยงหม้อ
“ขอโทษด้วยนะครับทุกคน วันนี้บะหมี่กับเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวขายหมดแล้ว พรุ่งนี้ร้านอาหารไม่เปิด ทุกคนรอวันจันทร์ค่อยมาใหม่นะครับ” โจวเยี่ยนยืนอยู่ที่ประตู กล่าวขอโทษลูกค้าที่กินไม่ทัน
“หมดเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
“คราวหน้าก็เตรียมไว้เยอะ ๆ หน่อยสิ อุตส่าห์อยากจะมาลองชิม”
“ได้ งั้นคราวหน้าค่อยมาใหม่”
เหล่าลูกค้าต่างก็รู้สึกเสียดาย แต่ก็ทำได้แค่รอวันจันทร์ค่อยมาใหม่
“คราวหน้าเตรียมไว้เยอะ ๆ แน่นอนค่ะ” จ้าวเถี่ยอิงก็ยิ้มพูด
ในตอนนี้โจวเหมี่ยวก็ปั่นจักรยาน 28 นิ้วคันเก่งเข้ามา ที่แฮนด์จักรยานมีปลาไนตัวใหญ่สองตัวที่มัดด้วยฟางแขวนอยู่ จอดลงที่หน้าร้านอาหาร
“อ้าว ตกปลาไนได้ด้วยเหรอ!” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพลางเดินออกไปต้อนรับ ส่งเสียงชื่นชม “เหล่าโจว วันนี้ลุกขึ้นยืนได้แล้วสินะ วันนี้ตกปลาไนตัวใหญ่ขนาดนี้ได้ด้วย! ตอนเย็นจะได้มีอะไรมาทำกินแล้ว”
“สองตัวนี้ยังไม่ถือว่าใหญ่หรอก ยังมีตัวที่ใหญ่กว่านี้หลุดมือไปอีกนะ” โจวเหมี่ยวเกาหัว
โจวเยี่ยนที่อยู่ด้านข้างเบือนหน้าหนีเงียบ ๆ ขยับปากควบคุมสีหน้าของตัวเอง
หมายเหตุบรรทัดหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนผ่านไป
[ปลาไนเลี้ยงสองตัว ให้อาหารด้วยธัญพืชล้วน คุณภาพพอใช้ได้]
……….……….……….……….
(1)มอลโทส (Maltose) คือน้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide) ที่เกิดจากกลูโคส 2 โมเลกุลเชื่อมต่อกัน มีรสหวานน้อยกว่าน้ำตาลทราย มอลโทสพบได้ในข้าวมอลต์ (Malt) ที่ได้จากการงอกของเมล็ดธัญพืช และยังเกิดขึ้นได้จากการย่อยแป้งด้วยเอนไซม์ในร่างกายมนุษย์ ร่างกายจะย่อยมอลโทสให้เป็นกลูโคสเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน