เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 แม่คะ หนูรักแม่!

บทที่ 25 แม่คะ หนูรักแม่!

บทที่ 25 แม่คะ หนูรักแม่!


พอกินมื้อเย็นเสร็จ สหายเหล่าโจวก็ขี่จักรยานพาจ้าวเถี่ยอิงกับโจวโม่โม่กลับบ้านไป

“วันละหนึ่งร้อย เดือนหนึ่งหยุดสี่วัน ก็ยังเหลืออีกยี่สิบหกวัน นั่นมันก็สองพันหกร้อยหยวนเลยนะ!”

“หนึ่งปีเป็นเท่าไหร่? สะ... สามหมื่นกว่า!”

“คุณพระช่วย!”

จ้าวเถี่ยอิงนั่งอยู่บนเบาะหลังจักรยาน กอดเอวของโจวเหมี่ยวไว้ อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

มันเยอะเกินไปแล้ว!

เมื่อกี้ตอนกินข้าวเธอยังไม่ได้คำนวณละเอียด แค่รู้สึกว่าวันหนึ่งขายได้หนึ่งร้อยก็ไม่น้อยแล้ว พอคำนวณออกมาว่าปีหนึ่งได้เงินเท่าไหร่ ก็ทำเอาเธอตกตะลึงไปเหมือนกัน

“นี่มันยอดขาย ไม่ใช่กำไรสุทธิสักหน่อย” โจวเหมี่ยวพูดพลางยิ้ม “แต่ว่าโจวเยี่ยนเจ้าเด็กนี่ก็ทำได้ดีจริง ๆ นั่นแหละ ต่อให้กำไรแค่ครึ่งหนึ่ง ปีหนึ่งก็ยังได้ตั้งหมื่นกว่า”

“ปีหนึ่งก็ทำเงินให้ครอบครัวเป็นหมื่นหยวน! เจ้าเด็กนี่จะเอาจริงเอาจังแล้วสินะ!” จ้าวเถี่ยอิงใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ อารมณ์ก็ค่อนข้างตื่นเต้น

โจวเหมี่ยวเป็นมือดีในหมู่คนฆ่าวัวของหมู่บ้านโจว ฆ่าวัว ขายเนื้อ เดือนหนึ่งทำเงินได้เจ็ดสิบแปดสิบหยวน ปีหนึ่งรายได้ก็ประมาณหนึ่งพัน

รายได้ขนาดนี้ ก็สูงกว่าคนงานส่วนใหญ่ในโรงงานทอผ้าแล้ว

แต่เงินที่ร้านอาหารของโจวเยี่ยนทำได้นี่ มันมากกว่าของโจวเหมี่ยวตั้งสิบกว่าเท่า

ถ้าทำเงินได้เยอะขนาดนี้ทุกวัน ต่อไปชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านพวกเขาก็ย่อมไม่แย่แน่นอน

“นั่นก็เพราะคุณที่เป็นแม่คอยประสานงานได้ดี แบกรับหน้าที่สำคัญทั้งต้มเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวและเก็บเงิน ค้ำจุนร้านนี้ไว้ตั้งครึ่งหนึ่ง” โจวเหมี่ยวพูดอย่างจริงจัง “ถ้าไม่มีคุณ ร้านนี้ก็ไม่มีทางไปต่อได้หรอก”

“อื้ม พูดจามีเหตุผล” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มหน้าบาน “ความตระหนักรู้ของคุณนี่ ก็ยังสูงมากเลยนะเนี่ย”

“พรุ่งนี้ไม่ขายเนื้อ ก็แค่ไปช่วยคอมมูนฆ่าวัวสองตัวตอนเช้า เหล่าหวงนัดผมไปตกปลาด้วยกัน คุณว่า...” โจวเหมี่ยวพูดอย่างระมัดระวัง

“ก็ไปสิ ช่วงนี้คุณก็ลำบากมามากแล้ว” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพูด “ถ้าตกปลาได้ พวกเราก็จะได้มีกับข้าวเพิ่มในมื้อเย็นอีกมื้อ”

“ผะ... ผมจะพยายามก็แล้วกัน...” น้ำเสียงของโจวเหมี่ยวเบาลงไปหลายส่วน ดูเหมือนจะไม่มีความมั่นใจเท่าไหร่

ในฐานะทัพฟ้า(1) การนำปลากลับบ้านไปเป็นกับข้าวถือเป็นแรงกดดันที่มหาศาล

ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทางจนกลับถึงหมู่บ้านโจว

เหล่าชาวบ้านที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ปากทางเข้าหมู่บ้าน พอเห็นพวกเขาสองคนแต่ไกลก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น

ข่าวที่ว่าธุรกิจร้านอาหารของโจวเยี่ยนเฟื่องฟูมาก ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านโจวแล้ว

บะหมี่ชามละหกเหมา วันหนึ่งขายได้ตั้งหลายสิบชาม!

วันหนึ่งทำเงินได้ตั้งหลายสิบหยวน จะไม่ทำให้คนอิจฉาตาร้อนได้ยังไง

โจวเยี่ยนเปลี่ยนจากลูกผลาญเงินในกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทุกคืนของศูนย์ข่าวกรองปากทางเข้าหมู่บ้าน กลายมาเป็นลูกชายบ้านอื่นที่ได้ดิบได้ดีในพริบตา

ส่วนจ้าวเถี่ยอิงกับโจวเหมี่ยว ก็เปลี่ยนจากคนโง่ที่ตามใจลูก กลายมาเป็นพ่อแม่ที่ดีที่มีวิสัยทัศน์และกล้าได้กล้าเสีย

ช่วงนี้จ้าวเถี่ยอิงผยองมาก ออกจากบ้านทีก็ต้องหวีผมให้เรียบแปล้ เชิดคอ กลับมามีออร่าของหญิงเหล็กแห่งหมู่บ้านโจวในตอนนั้นอีกครั้ง

เธอทักทายตอบรับกับเหล่าชาวบ้านอย่างคุ้นเคย แต่ก็ไม่ได้ให้โจวเหมี่ยวจอดรถ บอกแค่ว่าจะกลับไปอาบน้ำพักผ่อน

“เมื่อก่อนพวกเขานินทากันไม่หยุดเลย ไม่พูดอะไรให้พวกเขาฟัง ให้พวกเขาเจ็บใจเล่น ๆ หน่อยเหรอ?” โจวเหมี่ยวยิ้มถาม

“พอเจ็บใจก็จะอิจฉาตาร้อน ไม่รู้ว่าจะไปดึงดูดปัญหามาอีกเท่าไหร่ พวกเราอย่าไปสร้างความวุ่นวายให้โจวเยี่ยนเลย” จ้าวเถี่ยอิงส่ายหน้า “ครอบครัวของพวกเราใช้ชีวิตให้ดีมันสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด พวกผู้หญิงแก่ ๆ ในหมู่บ้านตอนนี้ก็เจ็บใจมากพอแล้ว”

เรื่องที่ธุรกิจร้านอาหารเฟื่องฟูมาก เธอก็กำชับจ้าวหงไว้แล้วว่าอย่าไปพูดมากในหมู่บ้าน เดี๋ยวจะโดนคนอิจฉาตาร้อนมาเล่นงานเอา

“ได้ ๆ ฟังคุณหมดเลย” โจวเหมี่ยวรับคำ

วันนี้โจวเยี่ยนไม่ได้รีบเข้านอน ล็อกประตู อาศัยแสงสว่างที่ยังพอมีอยู่ไปวิ่งที่ริมแม่น้ำรอบหนึ่ง

การเป็นพ่อครัวเป็นงานที่ใช้แรงกาย ทั้งดึงเส้นบะหมี่ ทั้งผัดกับข้าว ล้วนเป็นการผสมผสานกันของพละกำลังและเทคนิค

วิ่งจนเหงื่อท่วมตัว โจวเยี่ยนก็ถอดเสื้อผ้าออก กระโดดลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำรอบหนึ่ง ถือโอกาสอาบน้ำไปในตัว ทันใดนั้นก็รู้สึกสดชื่นไปทั้งตัว

สองวันนี้เขาเริ่มจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับจังหวะการทำงานได้แล้ว ร่างกายที่หนุ่มแน่นแข็งแรง ทำให้เขาสามารถรับมือได้อย่างสบาย ๆ

เพราะว่าโจวเยี่ยนตัวสูง เลยดูเหมือนจะผอม แต่จริง ๆ แล้วพอถอดเสื้อผ้าออก ก็มีแต่กล้ามเนื้อที่ได้รูป กล้ามท้องแปดก้อนชัดเจนมาก

พอกลับมาถึงบ้าน ก็ใช้น้ำบาดาลราดตัวอีกรอบหนึ่ง เปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาด แล้วก็เริ่มจดบัญชีก่อน

วันนี้บะหมี่หนึ่งร้อยชามขายหมด รายได้หกสิบหยวน เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวขายไปหกสิบเก้าชาม รายได้สี่สิบเอ็ดหยวนสี่เหมา ข้าวสวยขายไปห้าสิบสองชุด รายได้ห้าหยวนสองเหมา

ต้นทุนของเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอยู่ที่ประมาณยี่สิบหยวน แค่เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอย่างเดียวก็เพิ่มกำไรมาถึงยี่สิบเอ็ดหยวน

ร้านอาหารเสฉวนที่ใกล้จะเจ๊งเต็มที ตอนนี้ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องแล้ว

การเพิ่มเมนูอาหารอย่างมีแบบแผน สามารถช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

แต่การเพิ่มเมนูอาหารอย่างไม่มีแบบแผน ก็อาจจะทำให้หลังครัวพังทลาย ทำให้ระบบระเบียบของทั้งร้านอาหารยุ่งเหยิง วุ่นวายไปหมด

โจวเยี่ยนตรวจนับเงินเก็บในมือตามปกติ ตอนนี้มีถึง 240.52 หยวนแล้ว

นี่ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ แล้วนะ พรุ่งนี้ทำงานอีกวัน ในมือก็เก็บไว้ห้าสิบหยวนเป็นเงินหมุนเวียน ดูสิว่าบรรดาคุณลุงคุณอากับลูกพี่ลูกน้องบ้านไหนที่ต้องการใช้เงินด่วน ก็จะเอาเงินไปคืนก่อน

เขาน่ะ เป็นคนที่ไม่ชอบติดหนี้ใคร

พอมีหนี้สินติดตัว นอนก็ยังนอนไม่สงบ

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสภาพจิตใจของพวกที่ชอบเบี้ยวหนี้มันฝึกฝนกันมาได้ยังไง ติดหนี้คนอื่นแล้วยังคิดว่าตัวเองเป็นนายท่านอีก

บะหมี่กับเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวเป็นฐานลูกค้าหลักของร้านอาหาร แต่ก่อนที่อิทธิพลจะขยายวงกว้างออกไป เพดานก็น่าจะอยู่ที่ประมาณวันละหนึ่งร้อยชุด ยากที่จะทะลุไปได้สูงกว่านี้

อีกอย่าง ธุรกิจที่ทำเงินได้วันละหนึ่งร้อยหยวน ก็พอจะคาดเดาได้เลยว่าอีกไม่นานก็ต้องมีคนอิจฉาตาร้อน

หวังเหล่าอู่คนหนึ่งไปแล้ว ก็จะมีหวงเหล่าอู่ จางเหล่าอู่โผล่มาอีก

แค่การต้มบะหมี่ ในสายตาของคนทั่วไปก็ไม่ใช่งานที่ต้องใช้ฝีมืออะไร

หลังจากที่โจวเยี่ยนเปิดตลาดหม้อซุปในโรงงานทอผ้าได้แล้ว ก็ต้องมีคนหมู่บ้านโจวมาตั้งแผงลอยที่หน้าประตูโรงงานแน่นอน ขายชามละสองเหมา สามเหมาเพื่อแย่งลูกค้า

รสชาติและสรรพคุณทางยาคือปราการป้องกันของเขา เขาไม่กลัวที่จะแข่งขันกันตรง ๆ ขอเพียงแค่อีกฝ่ายไม่มาเล่นนอกกติกาก็พอ

อีกอย่าง โจวเยี่ยนไม่เคยคิดว่าแผงลอยเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่หน้าประตูเป็นคู่แข่งของตัวเองเลย

ไปแย่งเงินหนึ่งหยวนแปดเหมาจากแผงลอยพวกนั้นแล้วจะเอาไปทำอะไรได้?

เป้าหมายของเขา มีเพียงโรงอาหารของโรงงานเท่านั้น

[ติ๊ง! ภารกิจหลักใหม่ปรากฏ: [พิชิตโรงงานทอผ้า]: ค่าอิทธิพลร้านอาหารทะลุถึง 1000 (ได้รับการยอมรับจากลูกค้าหนึ่งคนจะได้รับ 1 แต้มอิทธิพล) เมื่อได้รับ 1000 แต้มอิทธิพล จะสามารถกลายเป็นร้านอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุดในละแวกโรงงานทอผ้าได้!]

[ความคืบหน้าภารกิจ: 380/1000]

[รางวัลภารกิจ: ไม่ทราบ]

[รับภารกิจ: ใช่/ไม่]

โจวเยี่ยนเพิ่งจะยัดเงินกลับเข้าหีบใส่เงิน หน้าต่างภารกิจก็เด้งขึ้นมา

“1000 แต้มอิทธิพล นี่มันจะขุดรากถอนโคนโรงอาหารของโรงงานจริง ๆ สินะ” โจวเยี่ยนอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

ขนาดของโรงงานทอผ้าเจียโจวก็ไม่เล็กเลย มีพนักงานตั้งเกือบสองพันเก้าคน

การที่เขาจะต้องได้รับ 1000 แต้มอิทธิพลนี้ ก็คือการไปแย่งอาหารมาจากปากเสืออย่างโรงอาหารของโรงงาน

โชคดีที่เขตโรงงานอยู่ไม่ไกลจากตำบลซูจี ตำบลซูจีมีประชากรอยู่ประมาณสองหมื่นคน นี่คือฐานลูกค้าที่จะสามารถหาได้หลังจากที่ชื่อเสียงของร้านอาหารเริ่มเป็นที่รู้จัก

380 คนในความคืบหน้าภารกิจ ก็คือลูกค้าประจำของร้านอาหารในโรงงานทอผ้าในปัจจุบันนี้

ถ้าอยากจะขยายฐานลูกค้าต่อไป ก็ต้องมีเมนูอาหารที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น

นี่เป็นภารกิจระยะยาว ความยากในการสำเร็จค่อนข้างสูง

โจวเยี่ยนคาดเดาว่า รางวัลของภารกิจนี้น่าจะสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งด้วย

ภารกิจหลักนี้จัดอยู่ในประเภทสะสมความสำเร็จ เปิดร้านตามปกติทุกวัน ค่อย ๆ พัฒนาไปทีละขั้น ไม่ช้าก็เร็วต้องสำเร็จได้ รางวัลที่ได้มาแน่ ๆ ความสุขที่มั่นคง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

โจวเยี่ยนเลือกที่จะยอมรับ

หลังจากที่ศึกษามาหลายวันนี้ เขาพบว่าหน้าต่างเกมนี้ค่อนข้างจะเข้าใจง่าย ไม่มีข้อบังคับที่ยุ่งยากอะไรมากมาย มีอิสระสูงมาก ภารกิจของระบบก็ไม่ได้บังคับ แถมยังไม่มีบทลงโทษที่วิปริตอย่างการแก้ผ้าวิ่งถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จด้วย

มันก็คือเครื่องมือช่วยเหลือที่สมบูรณ์แบบดี ๆ นี่เองไม่ใช่เหรอ

โจวเยี่ยนไม่ชอบให้ใครมาถือแส้บังคับเขาเหมือนลา การที่สามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้มันสำคัญมาก

แน่นอนว่า ในรางวัลของระบบมันมีกุญแจที่จะเปิดประตูไปสู่ชีวิตที่ดีงามซ่อนอยู่ เขาก็ไม่คิดจะอู้งานหรอก

ภารกิจที่สามารถทำสำเร็จได้ก็จะพยายามทำอย่างเต็มที่ ยิ่งปลดล็อกเมนูใหม่ได้มากเท่าไหร่ การขยายและบริหารร้านอาหารก็จะยิ่งคล่องแคล่วมากขึ้นเท่านั้น

เป้าหมายของเขาในตอนนี้ก็คือเก็บเงินก่อน เอาเงินแปดร้อยกว่าหยวนที่ติดหนี้อยู่ไปคืนให้หมด

ฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง อาจารย์เสี่ยวโจวก็ออกจากบ้านไปซื้อของแต่เช้าแล้ว

วันนี้เขาก็ยังคงเตรียมวัตถุดิบสำหรับบะหมี่หนึ่งร้อยชาม เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวหนึ่งร้อยชาม เป้าหมายคือขายให้หมด

จ้าวหงก็ยังคงมาแต่เช้าเหมือนเดิม

โจวเยี่ยนจอดรถ เหลือบมองซ้ายขวาทีหนึ่ง ยิ้มแล้วเอ่ยถาม “ฮุยฮุยกับฟานหวาล่ะครับ? ไม่ใช่ว่าบอกว่าวันนี้พวกเขาจะมาเล่นกับโม่โม่เหรอ?”

“เจ้าหมูน้อยสองตัวนั่นยังนอนอยู่เลย ฉันบอกฮุยฮุยว่าตื่นนอนก่อนค่อยพาฟานหวาขึ้นมา อีกอย่างตอนเช้าร้านอาหารก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว พวกเขามาที่ร้านก็กระโดดโลดเต้นเหมือนลิง เห็นแล้วก็รำคาญ” จ้าวหงอธิบาย

“เด็กผู้ชายก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ จะมีเด็กที่ไหนไม่ซนบ้าง” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพูดต่อ

ตอนเช้าร้านอาหารยุ่งจริง ๆ

คนเสฉวนตอนเช้าชอบกินบะหมี่ ตอนนี้อากาศช่วงเช้าก็เริ่มเย็นลงแล้ว ได้กินบะหมี่น้ำอร่อย ๆ สักชาม ซดน้ำซุปกระดูกร้อน ๆ จนหมดชาม ทั้งตัวก็จะอุ่นขึ้นมา สบายตัวมากเลย

พอชื่อเสียงเริ่มสั่งสม ธุรกิจของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เช้าวันนี้ขายบะหมี่ไปได้หกสิบสามชาม

ขายได้เยอะขึ้นทุกวัน

“เกอเกอ หนูหิวแล้ว อยากกินเส้นเส้น บะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นเส้นเส้น!” โจวโม่โม่ขยี้ตางัวเงีย ปรากฏตัวที่ประตูห้องครัว พูดด้วยน้ำเสียงเล็ก ๆ

“ได้เลย ลวกให้เดี๋ยวนี้แหละ” โจวเยี่ยนยิ้มรับคำ

ทางด้านนั้นจ้าวเถี่ยอิงก็ถือผ้าขนหนูอุ่น ๆ เข้ามา

“แม่คะ หนูรักแม่!” โจวโม่โม่ถอยหลังไปข้าง ๆ ก้าวหนึ่ง พยายามจะปลุกความรักของแม่

แต่น้าจ้าวกลับไม่หวั่นไหว

โจวโม่โม่เงยหน้าขึ้น หลับตาลง กัดฟันแน่น เผยสีหน้าที่เหมือนกับยอมพลีชีพ

ผ้าขนหนูอุ่น ๆ ทาบลงบนใบหน้า ถูจนใบหน้าอวบอ้วนของโจวโม่โม่บิดเบี้ยวไปหมด พักหนึ่งถึงได้ยอมปล่อยมือ

โจวโม่โม่ลืมตาขึ้น แก้มแดงระเรื่อ แววตาก็ดูสดใสขึ้นมาหลายส่วน

เธอเม้มปากเล็กน้อย เหมือนอยากจะพูดแต่ก็ลังเล พูดเสียงเบาอ้อมแอ้ม “แม่คะ คราวหน้าเบาหน่อยสิคะ...”

“ถ้าเบาไปขี้ไคลก็ถูไม่ออกหรอก แม่รู้ดีน่า” จ้าวเถี่ยอิงรับคำ

“หน้าหน้าของหนูสะอาดมากเลย ไม่มีขี้ไคลสักหน่อย” โจวโม่โม่ทำปากจู๋

……….……….……….……….

(1) ทัพฟ้า (空军) คำสแลงหมายถึงคนที่ตกปลาไม่ได้เลย

จบบทที่ บทที่ 25 แม่คะ หนูรักแม่!

คัดลอกลิงก์แล้ว