- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 12 เนื้อต้มเฉียวเจี่ยว
บทที่ 12 เนื้อต้มเฉียวเจี่ยว
บทที่ 12 เนื้อต้มเฉียวเจี่ยว
เนื้อต้มเฉียวเจี่ยว? โจวเยี่ยนชะงักไปเล็กน้อย
เขารู้จักอาหารจานนี้ดี หากจะพูดถึงอาหารที่โด่งดังที่สุดของตำบลซูจีในยุคหลัง ก็คงหนีไม่พ้นเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว ไม่เพียงแต่เป็นอาหารพื้นเมืองจานพิเศษ แม้แต่ในเฉิงตูก็ยังมีร้านเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอยู่ทุกหนทุกแห่ง
หม้อซุปรสชาติจืด ๆ หนึ่งหม้อ เสิร์ฟคู่น้ำจิ้มหนึ่งถ้วย สามารถผงาดขึ้นมามีชื่อเสียงไปทั่วดินแดนปาสู่ได้ ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของมันแล้ว
ชาติที่แล้วเขาเคยมาที่ตำบลซูจี แถมยังเคยสัมภาษณ์ผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวถึงสองคนด้วย
ว่ากันว่า ต้นกำเนิดของอาหารจานนี้ก็อยู่ที่หมู่บ้านโจวซึ่งเป็นหมู่บ้านคนฆ่าวัวนี่เอง ว่ากันว่าเป็นวิธีการกินที่บรรพบุรุษตระกูลโจวซึ่งเป็นคนฆ่าวัวคนหนึ่งคิดค้นขึ้นมา บ้างก็ว่าเป็นหมอจีนเฒ่าคนหนึ่งในหมู่บ้านโจวที่คิดค้นขึ้น
เขามีลูกพี่ลูกน้องสองคนที่ตอนนี้ก็ขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอยู่ที่ท่าเรือริมแม่น้ำชิงอีเจียง ในช่วงที่เนื้อวัวกับเครื่องในวัวขายไม่ค่อยดี แม่ของเขาก็จะไปตั้งแผงขายบ้างเหมือนกัน ถือเป็นฝีมือดั้งเดิมของตระกูล
แน่นอนว่า เขาทำไม่เป็น
แต่ตอนนี้ เขาทำเป็นแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือ คนอื่นที่ขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวต้องกังวลปัญหาว่าจะหาวัตถุดิบสดใหม่มาจากไหน แต่เขาสามารถพึ่งพาพ่อแม่ได้ พ่อของเขาส่งตรงให้เลย!
ในอุตสาหกรรมอาหาร การจัดหาวัตถุดิบถือเป็นห่วงโซ่ที่สำคัญมาก
มีหมู่บ้านโจวคนฆ่าวัวหนุนหลังอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเลยว่าจะไม่มีเนื้อวัวและเครื่องในวัวใช้
“เหม่ออะไรอยู่?” จ้าวเถี่ยอิงเอื้อมมือไปโบกผ่านหน้าเขาทีหนึ่ง
“ไม่มีอะไรครับ ยังไงก็ไม่มีลูกค้าแล้ว ผมขอขึ้นไปงีบสักหน่อย เมื่อเช้าตื่นเช้าเกินไป” โจวเยี่ยนยิ้มพลางลุกขึ้นเดินไปทางบันได
“ไปเถอะ เดี๋ยวอีกสักพักแม่เรียก” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้า
เด็กคนนี้ตื่นแต่เช้าไปซื้อของ ผัดเครื่องราดหน้า แล้วยังต้องมานวดแป้ง ดึงเส้นบะหมี่อีก ต้องเหนื่อยมากแน่ ๆ เมื่อก่อนแค่ทำงานนิดหน่อยก็โวยวายแล้ว สองวันนี้กลับไม่ปริปากบ่นสักคำ ดูเป็นลูกผู้ชายขึ้นมาหน่อย
โจวเยี่ยนขึ้นไปชั้นบนแล้วปิดประตูลง ถึงได้ใช้ความคิดเปิดสูตรเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว ข้อมูลจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในสมอง ทำเอาเขายืนนิ่งไปชั่วขณะ
สามนาทีต่อมา ดวงตาของโจวเยี่ยนก็กลับมาสดใสอีกครั้ง เพียงแค่ความคิดขยับวูบหนึ่ง ทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวก็หลอมรวมเข้ากับความทรงจำของเขาราวกับว่าเป็นสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญมาแต่เดิม
“ถ้าหากขายดี ก็นับเป็นจุดเติบโตใหม่ที่ไม่เลวเลย แถมยังแทบไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายบะหมี่ด้วย” โจวเยี่ยนครุ่นคิดในใจ
ถึงแม้ว่าโรงงานทอผ้าจะมีพนักงานกว่าสองพันคน แต่บะหมี่ชามละหกเหมาก็มีคนน้อยมากที่จะมากินทุกวันได้ วันหนึ่งขายได้คงที่สักร้อยชามเขาก็พอใจแล้ว
แต่เขาก็ยังไม่พอใจแค่การทำเงินวันละสามสิบสี่สิบหยวน ช่วงกลางวันกับช่วงเย็นยังว่างมากทีเดียว
นี่ก็สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว อากาศจะค่อย ๆ หนาวเย็นลง ในช่วงเวลานี้ เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวร้อน ๆ สักหม้อ จะกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างมาก
แต่ว่าเรื่องการขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวนี้ เขาต้องได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อโจวและคุณแม่จ้าวเสียก่อน
…
“โจวโม่โม่น่ารักจังเลยค่ะ คนอย่างโจวเยี่ยนก็น่าสนใจดีนะคะ” เซี่ยเหยานั่งซ้อนท้ายจักรยาน มือข้างหนึ่งโอบเอวเมิ่งอันเหอไว้ แล้วพูดพลางยิ้ม
“สุภาพอ่อนน้อม ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ก็น่าสนใจดีจริง ๆ” เมิ่งอันเหอก็ยิ้มเล็กน้อย แต่ในไม่ช้าก็พูดต่อว่า “แต่ว่า พวกเธอสองคนอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมกันเท่าไหร่”
“หา?” เซี่ยเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง พลันเข้าใจความหมายของเมิ่งอันเหอ บนแก้มก็ปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมา รีบพูดเสียงเบาอย่างร้อนรน “น้าเล็กคะ น้าพูดอะไรน่ะ!”
“น้าก็แค่เตือนหลานไวหน่อย เธอห้ามไปหวั่นไหวส่งเดชนะ ไม่อย่างนั้นน้าโดนแม่เธอฉีกเป็นชิ้น ๆ แน่” เมิ่งอันเหอหันกลับมามองเธอแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “โจวเยี่ยนช่วยชีวิตเธอไว้ พวกเราจะรู้สึกขอบคุณและตอบแทนเขา เธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกเป็นภาระ
พอเธอเรียนจบก็ต้องกลับไปหางโจว ภูเขาและสายน้ำขวางกั้นไกลถึงสี่พันลี้ เขาเปิดร้านอาหารอยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ส่วนเธอทำงานใช้ชีวิตอยู่ที่หางโจว มันยากมากที่จะได้ติดต่อกันอีก”
“หนูรู้ค่ะ แล้วหนูก็ไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลยสักนิด...” เซี่ยเหยาพูดอย่างจนใจ เธอไม่ได้คิดไปในทางนั้นเลย แค่รู้สึกว่าโจวโม่โม่น่ารักมาก ส่วนโจวเยี่ยนก็เป็นคนที่น่าสนใจดีเท่านั้นเอง
“งั้นก็ถือว่าน้าคิดมากไปเองก็แล้วกัน” เมิ่งอันเหอยิ้มแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้พอกินข้าวเที่ยงเสร็จน้าต้องไปเฉิงตู ที่สถาบันออกแบบมีเรื่องต้องไปจัดการนิดหน่อย เดี๋ยวจะแวะไปส่งเธอที่ตัวเมืองเจียโจวด้วยเลย วันลาที่ขอไว้ให้เธอก็ถึงแค่พรุ่งนี้เหมือนกัน”
“ค่ะ” เซี่ยเหยารับคำ
…
พอยุ่งช่วงกลางวันใกล้จะเสร็จ สหายเหล่าโจวก็ขี่จักรยาน 28 นิ้วคันเก่งของเขามาที่ร้าน ในมือยังถือกังหันลมสีรุ้งอันเล็ก ๆ ที่กำลังหมุนติ้ว ๆ ตามแรงลมมาด้วย
โจวโม่โม่ที่นั่งอยู่หน้าประตูพอเห็นเข้า ก็กระโดดโลดเต้นวิ่งเข้าไปหาเขา ปากก็พึมพำว่า “กังหันลม!”
โจวเหมี่ยวจอดรถ แล้วยื่นกังหันลมให้โจวโม่โม่
“ขอบคุณค่ะพ่อ!” โจวโม่โม่ร้องออกมาอย่างดีใจ ถือกังหันลมวิ่งเล่นอยู่แถวหน้าร้าน
โจวเหมี่ยวกอดอกยืนมองอยู่ข้าง ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าก็สดใสมากเช่นกัน
“เขามันพวกทาสลูกสาวชัด ๆ” ในร้าน จ้าวเถี่ยอิงบ่นกับโจวเยี่ยน
“จริงด้วยครับ ผมยังไม่เคยได้เล่นเลย” โจวเยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“แกอายุปูนนี้แล้ว ยังจะเล่นกังหันลมอีกเหรอ? หน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนอีก” จ้าวเถี่ยอิงหัวเราะพลางตบแขนเขาไปทีหนึ่ง
ในร้านไม่มีลูกค้าแล้ว ทั้งครอบครัวถึงได้เริ่มกินมื้อเที่ยงกัน วันนี้หุงข้าว ตักเนื้อตุ๋นน้ำแดงมาถ้วยหนึ่ง กับเนื้อสับผัดพริกสองชนิดอีกจานเป็นกับข้าว เสิร์ฟคู่กับหัวไชเท้าดองจานเล็ก และผัดผักกวางตุ้งอีกจาน
“เนื้อขายหมดแล้วเหรอ?” จ้าวเถี่ยอิงเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ
“เนื้อน่ะขายหมดแล้ว ส่วนเครื่องในวัวให้โจวเจี๋ยเอาไปขาย เขาขายหม้อซุป ก็น่าจะขายออก” โจวเหมี่ยวตักข้าวเข้าปากคำหนึ่ง
“ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้เน่าคามือ” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้า
โจวเยี่ยนฟังบทสนทนาของคนทั้งสอง ในใจก็พลันขยับวูบ “พวกพี่เจี๋ยเขาขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวธุรกิจเป็นยังไงบ้างครับ?”
“ก็พอไปได้ เดี๋ยวอากาศก็จะเริ่มหนาวแล้ว ธุรกิจน่าจะดีขึ้นอีกหน่อย” โจวเหมี่ยวตอบ
“งั้นพวกเรามาลองขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวกันดูบ้างไหมครับ?” โจวเยี่ยนถือโอกาสเสนอขึ้น
“ถ้าลูกอยากจะขาย ก็ลองดูได้...” โจวเหมี่ยวยังพูดไม่ทันจบ
“นี่แกเพิ่งจะขายบะหมี่เริ่มไปได้ดีหน่อย ก็จะขายหม้อซุปอีกแล้วเหรอ?” จ้าวเถี่ยอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “พออากาศหนาวลง หม้อซุปมันก็ขายดีขึ้นจริงนั่นแหละ แต่คนที่กินเครื่องในวัวส่วนใหญ่เป็นพวกใช้แรงงานแถวท่าเรือ สองปีมานี้หน้าหนาวแม่ก็ไปขายอยู่พักหนึ่ง ไม่ค่อยเห็นคนงานโรงงานทอผ้ามากินเท่าไหร่”
“ใช่เลย” โจวเหมี่ยวรีบพยักหน้าเห็นด้วย “พวกโจวเจี๋ยก็ได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำนั่นแหละ เวลาขายไม่หมดก็ยังต้องขาดทุนอีก”
โจวเยี่ยนคาดเดาปฏิกิริยาของพวกเขาไว้แล้ว เขายิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ตอนที่ผมอยู่ที่โรงอาหารของโรงงาน ผมเคยเรียนทำอาหารยาตำรับหนึ่งมา ผมวางแผนว่าจะเอาอาหารยานี้มารวมเข้ากับหม้อซุป หม้อซุปที่ต้มออกมาแบบนี้ไม่เพียงแต่จะรสชาติอร่อยกลมกล่อมมากขึ้น แต่ยังมีคุณสมบัติทางยาด้วย
แล้วต่อไปนี้เราจะไม่เรียกมันว่าหม้อซุป ที่ร้านของเราจะเรียกมันว่าเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว บรรพบุรุษของหมู่บ้านโจวเราคิดค้นอาหารจานนี้มาก็ร้อยกว่าปีแล้ว ระหว่างนั้นก็ยังมีหมอจีนเฒ่าคนหนึ่งเคยตั้งแผงขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว แถมยังปรับปรุงสูตรอีกด้วย แบบนี้ก็จะมีทั้งเรื่องราวการสืบทอดและเรื่องราวแล้วครับ”
“แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?” จ้าวเถี่ยอิงกับโจวเหมี่ยวสบตากัน ฟังแล้วก็ยังงง ๆ อยู่หน่อย
“แน่นอนครับ ถ้าอยากจะขายหม้อซุปให้ได้ราคาดีขึ้น ทำให้เหล่าคนงานหันมาชอบกินหม้อซุปด้วย ก็ต้องเล่าเรื่องราวดี ๆ ให้กับอาหารจานนี้ ตั้งแต่การย้อนรอยประวัติศาสตร์และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ไปจนถึงระบบการสืบทอด” โจวเยี่ยนพยักหน้าอย่างมั่นใจ
ตอนที่เขาถ่ายวิดีโอรีวิวร้านอาหาร เขาได้ฟังเรื่องราวของแบรนด์มานับไม่ถ้วนแล้ว รวมถึงเรื่องของเนื้อซูจีด้วย ดังนั้นเขาจึงมีแผนการในใจคร่าว ๆ แล้วว่าจะเล่าเรื่องราวของแบรนด์นี้ยังไงให้ดี
เรื่องทำอาหารเขาอาจจะไม่ถนัด แต่การเล่าเรื่องน่ะ มันงานถนัดของเขาเลย
การดัดแปลงไม่ใช่การแต่งเรื่องมั่วซั่ว เขาเพียงแค่เรียบเรียงและถ่ายทอดมันออกมา เพื่อให้อาหารจานนี้ได้เปล่งประกายเร็วยิ่งขึ้น
จ้าวเถี่ยอิงกับโจวเหมี่ยวพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เรื่องพวกนี้พวกเขาไม่เข้าใจ แต่ในเมื่อโจวเยี่ยนบอกว่าเรียนมาจากโรงอาหารของโรงงาน ก็น่าจะไม่ผิดพลาดอะไร
“งั้นพรุ่งนี้ฆ่าวัว พ่อจะเก็บเครื่องในวัวไว้ให้ลูกก็แล้วกัน” โจวเหมี่ยวพูด
“ก็ไม่ต้องเก็บไว้ทั้งหมดครับ ขอเนื้อเตี้ยวหลง(1)ให้ผมเพิ่มสักครึ่งจิน ส่วนผ้าขี้ริ้ว ไส้วัว เอ็นวัว ก็เก็บไว้อย่างละหน่อย ที่เหลือก็ยังส่งไปให้พี่เจี๋ยเหมือนเดิม พรุ่งนี้พวกเรามาลองต้มกันสักหม้อดูก่อน” โจวเยี่ยนทำหน้าจริงจัง “ถ้าจะขายจริง ๆ ผมว่าจะก่อเตาที่หน้าประตูเลย เอาไว้ต้มเนื้อเฉียวเจี่ยวโดยเฉพาะ พอกลิ่นมันโชยออกไป มันดีกว่าโฆษณาไหน ๆ อีกครับ”
“เอาสิ” โจวเหมี่ยวพยักหน้า
“งั้นพรุ่งนี้แม่จะเอาเครื่องในวัวที่ลูกต้องการไปจัดการที่ริมแม่น้ำให้ก่อนก็แล้วกัน” จ้าวเถี่ยอิงพูด
“งั้นคงต้องลำบากสหายจ้าวเถี่ยอิงแล้วล่ะครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
การที่สหายจ้าวเถี่ยอิงและสหายโจวเหมี่ยวไว้วางใจและสนับสนุนเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก
พี่น้องครับ ใครจะเข้าใจบ้าง นี่แหละคือความรู้สึกของการมีครอบครัว!
ชาตินี้ เขาจะต้องตั้งใจหาเงิน ใช้หนี้สินที่มีอยู่ให้หมดโดยเร็วที่สุด เพื่อลดแรงกดดันของพ่อกับแม่ ให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดี
โจวเยี่ยนพกเงินออกจากบ้านไปรอบหนึ่ง สูตรเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวที่เขาได้รับมานี้ เป็นเวอร์ชันที่ผ่านการปรับปรุงมาจนถึงขั้นสุดยอดของยุคหลังแล้ว
ในยุค 1984 ที่ขาดแคลนสิ่งของเช่นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงพยายามดิ้นรนเพื่อให้ได้กินอิ่มท้อง แต่สำหรับชนชั้นแรงงานบางกลุ่มที่มีงานมั่นคงและมีรายได้พอสมควร ก็ได้เริ่มค่อย ๆ แสวงหาการกินที่อิ่มท้องและต้องอร่อยด้วยแล้ว
เมื่อมาตรฐานการครองชีพของผู้คนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการด้านคุณภาพของอาหารก็จะค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย นี่เป็นกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติ
เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวที่เริ่มจากการเติมเครื่องเทศเพื่อดับกลิ่นคาว ไปสู่การเติมสมุนไพรจีนเพื่อเพิ่มรสชาติ และไปจนถึงการบำรุงกระเพาะ ขจัดความชื้นขับความหนาวเย็น บำรุงร่างกายเสริมสร้างกระดูก ก็คือการตอบสนองความต้องการของนักชิมที่แสวงหาการกินที่ดีนั่นเอง
ในตำบลซูจีและริมแม่น้ำชิงอีเจียงมีแผงขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอยู่มากมาย ซึ่งเก้าในสิบเป็นคนที่มาจากหมู่บ้านโจวของพวกเขา เปิดขายกันทุกวัน มีเครื่องในวัวสดใหม่มาส่งตลอด โดยเน้นจุดขายหลักคือราคาถูกและให้เยอะ
โจวเยี่ยนอยากจะขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวให้ได้ราคาดี ก็ต้องสร้างความแตกต่างออกมา โดยใช้การโจมตีที่เหนือชั้นกว่าทั้งสามด้าน คือ รสชาติ รสสัมผัส และสรรพคุณ แถมยังต้องเล่าเรื่องราวให้ดีด้วย
เขาไปหาหมอจีนเฒ่าสองคนในตำบลเพื่อซื้อสมุนไพรจีนกว่าสิบชนิด เช่น โกศสอ ดีปลี กระวานดำ เร่ว เปราะหอม และอื่น ๆ ปริมาณที่ซื้อก็ไม่ได้เยอะเลย แต่ยังต้องใช้เงินไปถึงแปดหยวนสองเหมา
หนึ่งคือเพราะมันมีหลายชนิด สองก็คือสมุนไพรจีนแท้ ๆ มันก็ยังแพงอยู่ดีนั่นแหละ
จ้าวเถี่ยอิงมองโจวเยี่ยนที่หิ้วถุงกระดาษคราฟต์ใส่สมุนไพรจีนกลับมาหลายถุง ก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง “แกไม่สบายตรงไหนเหรอ? ซื้อยาจีนมาเยอะแยะเลย”
“ผมสบายดีครับ ยาจีนพวกนี้จะเอาไปใส่ในเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวน่ะครับ” โจวเยี่ยนอธิบายให้เธอฟังง่าย ๆ รอบหนึ่ง
การเติมสมุนไพรจีนลงในเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว อย่างแรกคือเพื่อเพิ่มรสชาติ อย่างที่สองก็คือเพื่อเพิ่มสรรพคุณทางยาให้กับอาหารจานนี้ เพื่อที่จะได้สร้างความแตกต่างจากเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวของร้านอื่น
“มันก็ต้องใส่ยาจีนบ้างนั่นแหละ แต่ก็ไม่เห็นต้องใส่เยอะขนาดนี้เลยนี่? แล้วยาจีนมันก็แพง คนในหมู่บ้านเราที่ขายหม้อซุปก็มีน้อยคนนักที่จะใส่ของจริง” จ้าวเถี่ยอิงขมวดคิ้วพูด “แกใส่เยอะขนาดนี้ กลัวว่าจะขาดทุนเอาน่ะสิ”
“ไม่ขาดทุนหรอกครับ ผมรู้ดีน่า” โจวเยี่ยนพูดอย่างมั่นใจ
คืนวันนี้เลิกงานเร็ว บะหมี่เก้าสิบชามขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังมีลูกค้าอีกสองสามคนที่อยากมากินบะหมี่แต่ก็ถูกโจวเยี่ยนปฏิเสธไปอย่างนอบน้อม บอกให้พวกเขาพรุ่งนี้รีบมาแต่เช้า
พ่อกับแม่ของเขากินข้าวเย็นเสร็จ ก็พาโจวโม่โม่กลับไปแล้ว
โจวเยี่ยนแช่หน่อไม้อบแห้งทิ้งไว้ แล้วก็ทำหัวไชเท้าดองเพิ่มอีกหนึ่งไห อาบน้ำเย็นที่ลานบ้าน แล้วก็รีบกลับเข้าห้องแต่หัวค่ำ
ห้องมันเล็กมาก หลอดไฟห้าวัตต์แทบจะไม่สว่างพอสำหรับทั้งห้อง บนผนังที่หยาบกร้านก็แปะทับด้วยหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ที่เหลืองกรอบ หน้าต่างกระจกก็แตกไปบานหนึ่ง เอาหนังสือพิมพ์กับเทปผ้ามาแปะไว้ ตอนนี้ก็เริ่มร่อนออกแล้ว ลมก็เลยพัดเข้ามาในห้องตามรอยแยก
เตียงนอนก็คือม้านั่งยาวสองตัวที่วางแผ่นไม้พาดไว้สองสามแผ่น สูงต่ำไม่เท่ากัน ผ้ารองนอนก็เป็นผ้าห่มนวมเก่า ๆ ผืนบาง ๆ ผืนหนึ่ง สีดำเมี่ยม ไม่รู้ว่าตกทอดมาตั้งแต่ปีไหน นอนแล้วทั้งแข็งทั้งเจ็บหลัง
หมอนก็คือพจนานุกรมซินหัว(2)เล่มหนึ่ง ผ้าห่มที่ใช้ก็บางเฉียบ ไม่มีความอบอุ่นเลยสักนิด ตอนกลางคืนต้องเอาเสื้อนอกมาคลุมทับผ้าห่มอีกชั้นถึงจะพอนอนได้
มีไม้ไผ่ลำหนึ่งใช้เชือกแขวนไว้ก็ถือเป็นตู้เสื้อผ้าแล้ว แขวนเสื้อไว้สองตัว กางเกงอีกสองตัว นี่ก็คือสมบัติทั้งหมดของเขา
ใช้คำว่าสิ้นเนื้อประดาตัวมาอธิบายก็ไม่ถือว่าเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เสี่ยวโจวเป็นสหายที่ดีคนหนึ่ง เงินที่ยืมมาทั้งหมดก็ใช้ไปกับเรื่องที่จำเป็นจริง ๆ ตัวเองไม่เคยได้เสวยสุขเลย
ชาติที่แล้วโจวเยี่ยนเริ่มต้นจากการเป็นเด็กกำพร้า ก็ถือว่าเป็นคนที่อดทนต่อความยากลำบากได้ดีคนหนึ่ง
แต่ไม่นึกเลยว่าพอผ่านความลำบากของตัวเองมาได้แล้ว ยังต้องมารับความลำบากที่คนอื่นทิ้งไว้ให้อีก
เวรกรรมแท้ ๆ!
หาเงิน!
ตอนนี้เขามีแรงผลักดันเต็มเปี่ยม
มีเพียงการหาเงินเท่านั้น ถึงจะทำลายสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวนี้ลงได้
รอให้หาเงินได้ก่อน จะเปลี่ยนเป็นที่นอนสปริงให้ตัวเอง! ซื้อผ้าห่มนวมหนา ๆ ที่ทำจากนุ่นใหม่! เปลี่ยนหมอนนุ่ม ๆ สักใบ! แล้วก็ซ่อมหน้าต่างกระจกนั่นด้วย!
ไม่สิ ๆ ความต้องการแค่นี้มันยังต่ำเกินไป
มันควรจะเป็นตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้าสิ!
การแสวงหาชีวิตที่ดีงาม มันควรจะสูงส่งกว่านี้หน่อยถึงจะถูก
กล่องใส่เงินวางอยู่ที่หัวเตียง เขาเปิดฝาออกแล้วเริ่มนับ
วันนี้มีรายได้ 54 หยวน ค่าใช้จ่ายซื้อเนื้อกับซื้อผักกวางตุ้ง 15.3 หยวน เมื่อวานยังเหลืออยู่ 35.5 หยวน ตอนนี้เงินสดในมือของเขามีถึง 74.2 หยวนแล้ว
มีเงินจ่ายค่าเช่าของวันพรุ่งนี้แล้ว จ่ายเสร็จก็ยังพอมีเงินเหลือ สามารถเอาไปใช้ขยับขยายทำเตากลางแจ้งที่ต้องใช้สำหรับเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวได้
นอกจากนี้ยังมีปากกาหมึกซึมด้ามนั้นที่เซี่ยเหยาให้มา ข้างในยังมีน้ำหมึกอยู่ โจวเยี่ยนก็เลยถือโอกาสหมุนเปิดออกมาจดบัญชีของวันนี้
ของนำเข้าราคาแพงนี่ ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกจะดูประณีตงดงาม แต่ตอนเขียนมันก็ลื่นไหลกว่าปากกาพลาสติกด้ามละเก้าเหมายี่ห้อหย่งเซิง 233 ของเขาจริง ๆ ด้วย
แต่เธอคิดยังไงกันนะ ถึงได้ให้ปากกาหมึกซึมกับพ่อครัวคนหนึ่ง?
ช่างเป็นหญิงสาวที่แปลกจริง ๆ
ดึงเชือกที่หัวเตียงทีหนึ่ง หลอดไฟทังสเตนก็ดับวูบ โจวเยี่ยนหลับเป็นตายในทันที
ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน ทำให้เขาไม่มีเวลาไปคิดเรื่องไร้สาระพวกนั้นเลย รู้สึกเหมือนกับว่าเหนื่อยจนสลบไปมากกว่า
…
เช้าวันต่อมา ฟ้ายังไม่สว่าง อาจารย์เสี่ยวโจวก็ขี่จักรยาน 28 นิ้วคันเก่งของเขาออกไปซื้อของแล้ว
โรงฆ่าสัตว์ที่ท้ายเขื่อนเปิดไฟไว้สองสามดวง พอให้ลานกว้างสว่างขึ้นมาบ้าง กลุ่มคนฆ่าวัวสองสามกลุ่มกำลังลงมือชำแหละวัวแบ่งเนื้อกันอย่างขะมักเขม้น
“โจวเยี่ยน!”
จักรยานของโจวเยี่ยนเพิ่งจะจอดลง ด้านหลังก็มีเสียงทุ้มกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้น
เขาหันกลับไปตามเสียง ก็เห็นชายร่างกำยำสองคนถือมีดเปื้อนเลือดเดินตรงมาหาเขา
……….……….……….……….
(1)เนื้อเตี้ยวหลง (吊龙) เป็นชื่อเรียกชิ้นส่วนเนื้อวัวที่นิยมมากในหม้อไฟแบบแต้จิ๋ว (เฉาซ่าน) โดยทั่วไปหมายถึงส่วน เนื้อสัน หรือส่วนที่อยู่ใกล้เคียงกับสันนอกหรือเนื้อริบอาย ซึ่งเป็นส่วนที่ค่อนข้างนุ่ม
(2)พจนานุกรมซินหัว (新华字典) คือ พจนานุกรมภาษาจีนสำหรับอักขระจีนตัวย่อที่ได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศจีน