เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ

บทที่ 11 ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ

บทที่ 11 ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ


“ฉันยังอยากกินบะหมี่ซี่โครงหมูค่ะ แต่ว่าขอเพิ่มซี่โครงหมูได้ไหม” เซี่ยเหยาพอนั่งลง ก็เงยหน้ามองโจวเยี่ยนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มสดใส “ค่าเครื่องราดฉันจ่ายเพิ่มให้ต่างหากค่ะ”

“ฉันเอาบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นชามหนึ่ง ขอบะหมี่แค่สองเหลี่ยงก็พอค่ะ” เมิ่งอันเหอพูด เมื่อวานเหล่าหลินพร่ำเพ้ออยู่ข้างหูเธอไม่หยุดว่าบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นนี้อร่อยแค่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะต้องไปทำงานต่างจังหวัดที่เฉิงตูกะทันหัน เช้าวันนี้เขาต้องมากินแน่นอน

“ฉันก็ขอบะหมี่แค่สองเหลี่ยงเหมือนกันค่ะ” เซี่ยเหยารีบพูดเสริมตาม

เมื่อวานบะหมี่ชามนั้นให้ปริมาณเยอะมากจริง ๆ เธอต้องอดข้าวมาทั้งวันถึงจะกินหมดได้ ปกติเธอไม่ได้กินจุขนาดนั้น

“ได้ครับ” โจวเยี่ยนรับคำ หันหลังเดินเข้าครัวไป

จ้าวเถี่ยอิงเอาของไปเก็บไว้ด้านหลัง แล้วก็ไปจัดการรินน้ำมาให้คนทั้งสอง

“ลายมือเขาเขียนได้ไม่เลวเลยนะ เหมือนเคยฝึกคัดมา ทำไมเหล่าหลินถึงบอกว่าเขายังเรียนไม่จบมัธยมต้นก็เลิกเรียนแล้วล่ะ?” เมิ่งอันเหอมองเมนูที่เขียนด้วยลายมือบนผนังแล้วพูดขึ้น

“เขียนได้ดีจริง ๆ ค่ะ ปกติผู้ชายที่ลายมือสวยขนาดนี้ ผลการเรียนมักจะไม่แย่นะคะ” เซี่ยเหยามองลายมือบนผนังก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเช่นกัน แต่ในไม่ช้าก็ยิ้มแล้วพูดว่า “อาจจะเป็นเพราะเขาชอบเป็นพ่อครัวมากกว่าล่ะมั้งคะ ก็ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงที่เขาทำอร่อยขนาดนั้น”

เมิ่งอันเหอพยักหน้าเล็กน้อย แต่ในใจก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ต่อให้ทำซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงอร่อยแค่ไหน ชีวิตนี้ก็คงต้องติดแหง็กอยู่ที่ตำบลซูจี เปิดร้านบะหมี่ที่ธุรกิจดีร้านหนึ่งไปวัน ๆ

ตอนนี้นโยบายของประเทศก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทุกอุตสาหกรรมต่างก็กำลังเฟื่องฟู ถ้าสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ โลกทัศน์และอนาคตก็จะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยนิสัยและหน้าตาของเขา ไม่แน่ว่าอาจจะไปได้ไกลมากก็ได้

ไม่นาน โจวเยี่ยนก็ยกบะหมี่ร้อน ๆ สองชามออกมา พร้อมกับหัวไชเท้าดองอีกหนึ่งจานเล็ก

ชามของเซี่ยเหยา ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงด้านบนแทบจะกองจนมิดเส้นบะหมี่ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ยิ่งสดใสมากขึ้น เมื่อวานนี้ที่เธอกินยังไม่รู้สึกจุใจเลย

เมิ่งอันเหอมองบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นตรงหน้า เนื้อวัวชิ้นใหญ่ ๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับหน่อไม้อบแห้งหั่นเต๋า สีแดงสดน่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง กลิ่นหอมก็ยิ่งโชยมาเตะจมูก ทำเอาคนหิวจนตาลาย

เดิมทีทั้งสองคนก็มาแบบท้องว่างอยู่แล้ว ตอนนี้จะไปทนไหวได้ยังไง พอหยิบตะเกียบขึ้นมาก็เริ่มสูดเส้นบะหมี่ทันที

โจวเยี่ยนกับจ้าวเถี่ยอิงรู้มารยาทจึงเดินเลี่ยงไปอยู่หลังเคาน์เตอร์ เพื่อไม่ให้ไปยืนจ้องจนทำให้พวกเธอรู้สึกอึดอัด

บะหมี่คำหนึ่ง เนื้อคำหนึ่ง ตามด้วยน้ำซุปกระดูกวัวร้อน ๆ อีกหนึ่งคำ เพียงครู่เดียวบนหน้าผากของทั้งสองคนก็มีเหงื่อซึมออกมาบาง ๆ กินกันได้สะใจจริง ๆ

ปกติเมิ่งอันเหอชอบกินเกี๊ยวเสฉวน เกี๊ยวน้ำ ไม่ค่อยชอบกินบะหมี่นอกบ้านเท่าไหร่ เพราะไม่ชินกับกลิ่นของน้ำด่าง

แต่บะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นในวันนี้ ทำเอาเธอประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเลย

เนื้อวัวทั้งหอมทั้งเผ็ดนุ่มละมุนลิ้น หน่อไม้อบแห้งก็หอมกรอบสดชื่น กินคู่กับเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มลื่นคอและน้ำซุปกระดูกวัวที่หอมเข้มข้น ไม่มีรสชาติแปลก ๆ เลยสักนิด มีแต่ความหอมอบอวลไปทั่วทั้งปาก

ตามด้วยหัวไชเท้าดองอีกคำ รสเปรี้ยวเผ็ดสดชื่น ทิ้งรสหวานชุ่มคอไว้ อร่อยจนซาบซ่านไปถึงหัวใจ

บะหมี่เนื้อตุ๋นหนึ่งชามลงท้องไป แม้แต่น้ำซุปก็ดื่มจนเกลี้ยงโดยไม่รู้ตัว

ทั่วทั้งร่างอบอุ่นขึ้นมา มันช่างฟินสุด ๆ ไปเลย

ตอนนี้เองเธอถึงได้เข้าใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบกินบะหมี่ แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้กินบะหมี่อร่อย ๆ ต่างหาก

“กินเป็นครั้งที่สอง ก็ยังต้องทึ่งให้กับซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงอยู่ดี!” เซี่ยเหยาตบท้ายมื้อเช้านี้ด้วยหัวไชเท้าดองแท่งหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ “แล้วหัวไชเท้าดองนี่ก็อร่อยมาก ๆ ด้วยค่ะ”

การได้กินซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงปริมาณสองเท่าในคราวเดียว มันฟินสุด ๆ ไปเลย!

“เสี่ยวโจว หัวไชเท้าดองนี่ขายแยกไหมจ๊ะ? ฉันอยากซื้อกลับไปให้ลูกชายสองคนกินกับข้าวต้มตอนเช้าหน่อย” เมิ่งอันเหอหยิบกระเป๋าเงินออกมา มองโจวเยี่ยนแล้วถาม

“หัวไชเท้าดองเป็นของที่ร้านแถมให้ฟรีน่ะครับ เอาไว้ให้ลูกค้ากินแก้เลี่ยน ถ้าคุณน้าว่าอร่อย งั้นเดี๋ยวผมตักใส่โหลให้คุณน้ากลับไปหน่อยแล้วกันครับ หัวไชเท้าไม่ได้แพงอะไร ถ้ากินหมดแล้วคุณน้าค่อยแวะมาเอาใหม่ก็ได้ครับ” โจวเยี่ยนหยิบโหลแก้วลูกท้อเหลืองกระป๋องใบหนึ่งมา ตักหัวไชเท้าดองให้เมิ่งอันเหอจนเต็มโหล

แค่ใช้ผักดองเล็ก ๆ น้อย ๆ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับภรรยาของหลินจื้อเฉียงไว้ นี่มันคุ้มค่าเกินไปแล้ว

มองแวบเดียวก็รู้ว่าเมิ่งอันเหอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาที่ต้องคอยพึ่งพาหลินจื้อเฉียง สร้างความประทับใจดี ๆ ไว้ ต่อไปถ้ามีเรื่องต้องขอความช่วยเหลืออะไร ก็คงจะราบรื่นขึ้นบ้าง

“ได้จ้ะ งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ” เมิ่งอันเหอยิ้มรับ โหลแก้วถูกล้างมาอย่างสะอาดใสแจ๋ว หัวไชเท้าเปลือกแดงดูใสเป็นประกาย แถมยังตักน้ำผักดองใส่มาให้ด้วยอย่างรอบคอบ แค่ปิดฝาให้แน่นก็เก็บไว้กินได้อีกหลายวัน ช่างเป็นชายหนุ่มที่ใส่ใจรายละเอียดจริง ๆ

“เก็บเงินพวกเราด้วยจ้ะ”

“มื้อนี้ผมขอเลี้ยงทั้งสองท่านนะครับ ผมรับของจากพวกคุณมาเยอะขนาดนั้น เกรงใจแย่แล้วครับ” โจวเยี่ยนรีบพูด

“ไม่ได้หรอกค่ะ พวกเราตั้งใจมากินบะหมี่โดยเฉพาะเลยนะ ถ้าคุณไม่เก็บเงิน คราวหน้าพวกเราก็ยิ่งไม่กล้ามาน่ะสิคะ” เซี่ยเหยาโบกมือปฏิเสธไม่หยุด “ชามของฉันซี่โครงหมูเยอะมาก คิดราคาเป็นบะหมี่สองชามก็ได้ค่ะ”

“ฉันว่าก็เหมาะดีนะ เงินนี่ต้องรับไว้ คราวหน้าฉันกับเหล่าหลินยังต้องมาฝากท้องอีก” เมิ่งอันเหอพยักหน้า หยิบเงินหนึ่งหยวนแปดเจี่ยวส่งให้โจวเยี่ยน

“ก็ได้ครับ งั้นผมขอรับไว้นะครับ แต่ว่าไม่ใช่หนึ่งหยวนแปดเจี่ยวนะครับ เป็นหนึ่งหยวนห้าเจี่ยว” โจวเยี่ยนยิ้มรับเงินมา แล้วทอนเงินสามเหมากลับไป “เพิ่มท็อปปิงอย่างหนึ่งคิดแค่สามเหมาครับ”

เมิ่งอันเหอเก็บเงินเข้ากระเป๋า ชายหนุ่มคนนี้รับมือกับผู้คนได้เป็นธรรมชาติและสง่างาม การพูดจาก็ไม่ถ่อมตัวหรือหยิ่งผยองจนเกินไป ไม่เหมือนหนุ่มชาวบ้านทั่วไปที่ขี้อายและดูทึ่ม ๆ

พวกนักศึกษาใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในสถาบันออกแบบ พอมาอยู่ต่อหน้าเธอก็มักจะตื่นเต้นจนพูดติดอ่าง ยังสู้เขาไม่ได้เลย

ในใจของเธอพลันเกิดความรู้สึกเสียดายในความสามารถขึ้นมาเล็กน้อย เธอมองโจวเยี่ยนแล้วพูดว่า “เสี่ยวโจว เมนูบนผนังกับป้ายตั้งหน้าร้านนี่ เธอเป็นคนเขียนเองเหรอ?”

“ครับ พอดีเมนูมันค่อนข้างง่าย ผมก็เลยเขียนด้วยมือง่าย ๆ ขึ้นมาแผ่นหนึ่งครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า

“ลายมือเขียนได้ดีจริง ๆ เคยเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยบ้างไหม?” เมิ่งอันเหอถามต่อ

เซี่ยเหยามองไปที่โจวเยี่ยน บนใบหน้าก็มีความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน

จ้าวเถี่ยอิงที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ด้านข้างค่อย ๆ หยุดมือลง เธอเหลือบมองเมนูบนผนังเช่นกัน เมนูก่อนหน้านี้เป็นฝีมือของหมอดูในหมู่บ้านพวกเขา ลายมือของโจวเยี่ยนน่ะเขียนยังกับยันต์ผี แล้วไหงจู่ ๆ ถึงลายมือสวยขึ้นมาได้ล่ะ?

เจ้าเด็กนี่ ขี้โม้ซะแล้ว!

“ไม่เคยครับ ผลการเรียนผมไม่ดีมาตลอด พอขึ้นมัธยมต้นปีที่ 2 ก็ลาออกแล้ว จะไปสอบเรียนได้ยังไงครับ” โจวเยี่ยนส่ายหน้า ตอบโดยไม่ปิดบัง

ระดับการศึกษาของสหายเสี่ยวโจว ก็แค่ดีกว่าคนไม่รู้หนังสืออยู่นิดหน่อย ขนาดบวกเลขเกินหนึ่งร้อยยังคิดไม่ค่อยจะเป็นเลย

การที่ไม่ได้รับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมต้น ก็เท่ากับเป็นการปิดตายเส้นทางการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาด้วยการสอบมหาวิทยาลัยของโจวเยี่ยนไปแล้ว

โจวเยี่ยนไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้เลย ในยุคสมัยนี้มีโอกาสอยู่ทุกหนทุกแห่ง ขอเพียงแค่คว้าไว้ได้สักหนึ่งอย่างก็สามารถพลิกชีวิตได้แล้ว เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะปักหลักในอุตสาหกรรมอาหาร และตั้งใจบริหารร้านอาหารให้ดี

เขาเป็นพวกที่พอใจกับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่สามารถเป็นผู้นำกระแสแห่งยุคสมัยได้ และยิ่งไม่มีความสามารถที่จะไปโลดแล่นในวงการธุรกิจ ต่อไปในอนาคตแค่ได้เปิดร้านอาหาร ภัตตาคารสักสองสามแห่ง มีภรรยา มีลูก อยู่กันอย่างอบอุ่น ใช้ชีวิตเล็ก ๆ ที่มีความสุข นั่นก็คืออุดมคติในชีวิตของเขาแล้ว

“ลายมือเขียนได้ดีนะ ฝึกฝนต่อไปได้” เมิ่งอันเหอจึงไม่ได้พูดถึงหัวข้อนี้ต่อ

ลาออกตั้งแต่มัธยมต้นปีที่สอง ห่างหายจากโรงเรียนไปก็สี่ห้าปีแล้ว พื้นฐานจะแย่แค่ไหนก็พอนึกภาพออก

แต่ก็เหมือนที่เซี่ยเหยาพูดนั่นแหละ เขาทำอาหารอร่อยขนาดนี้ พรสวรรค์คงอยู่ด้านการทำอาหารหมดแล้ว ทั้งกล้าหาญ ทั้งใส่ใจรายละเอียด ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จก็ได้

“คุณน้าพูดถูกแล้วครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า

เซี่ยเหยาเอื้อมมือไปลูบหัวของโจวโม่โม่ แล้วพูดพลางยิ้มว่า “โม่โม่ คราวหน้าพี่สาวจะเอาของอร่อยมาฝากนะจ๊ะ”

“พี่สาว!” ดวงตาของโจวโม่โม่เป็นประกาย จับมือของเซี่ยเหยาไว้แล้วออดอ้อน “งั้นพี่สาวต้องมาจริง ๆ นะ!”

“จ้ะ ๆ มาแน่นอน” มืออวบ ๆ เล็ก ๆ ของโจวโม่โม่เขย่าไปมา หัวใจของเซี่ยเหยาแทบละลายกว่าจะดึงมือกลับมาได้ จากนั้นเธอหันไปโบกมือให้โจวเยี่ยน “ลาก่อนนะคะ สหายโจวเยี่ยน”

“ลาก่อนครับ สหายเซี่ยเหยา” โจวเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย

ทั้งสองคนสบตากัน ก็อดที่จะหัวเราะออกมาพร้อมกันไม่ได้

เป็นคำเรียกที่ค่อนข้างแปลกพิลึก

ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังปฏิบัติภารกิจสร้างมิตรภาพแห่งการปฏิวัติอย่างไรอย่างนั้น

“สาวน้อยคนนี้ ไม่เลวจริง ๆ นะ” จ้าวเถี่ยอิงมองจักรยานที่ขี่ห่างออกไป อดไม่ได้ที่จะเปรยขึ้นมา “ถ้าได้มาเป็นลูกสะใภ้ฉันก็คงจะดี”

“แม่ก็คิดไปเรื่อย” โจวเยี่ยนหัวเราะ หันหลังเดินไปที่เคาน์เตอร์

“นั่นสิเนอะ เขาเป็นถึงนักศึกษา เป็นคนในเมือง ฐานะทางบ้านก็คงจะดี จะมามองคนบ้านนอกอย่างพวกเราได้ยังไง” จ้าวเถี่ยอิงถอนหายใจแล้วเดินตามเข้ามาในร้าน “ป้าหลิวของแกก็พูดมาหลายรอบแล้ว ว่าจะแนะนำคู่ดูตัวให้ แกจะไปดูตัวเมื่อไหร่?”

“ผมเพิ่งจะยี่สิบเอง จะรีบดูตัวไปทำไมครับ!” มือที่กำลังนับเงินของโจวเยี่ยนชะงักไป รู้สึกปวดหัวตุบ ๆ แต่ในไม่ช้าก็พูดต่อว่า “หรือไม่อย่างนั้น แม่ก็เอาสถานการณ์ของบ้านเราไปเล่าให้ป้าหลิวฟังตามความจริงเลยสิครับ ดูสิว่าป้าเขาจะแนะนำใครมาให้ผมได้บ้าง”

พอจ้าวเถี่ยอิงได้ยินดังนั้นก็ห่อเหี่ยวลงทันที เดิมทีครอบครัวของพวกเธอก็ถือว่ามีฐานะดีอยู่ โจวเยี่ยนก็ทั้งสูงใหญ่หล่อเหลา พวกแม่สื่อต่างก็หมายตากันอยู่ไม่น้อย

แต่ตอนนี้กลับผลาญเงินเก็บจนหมดตัวไปกับการเปิดร้านอาหารร้านนี้ แถมข้างนอกยังเป็นหนี้อีกแปดร้อยกว่าหยวน ได้ยินเรื่องนี้แล้วจะมีลูกสาวบ้านไหนยอมมากันล่ะ แม้แต่เงินสินสอดยังหามาจ่ายไม่ได้เลย

พอทำให้จ้าวเถี่ยอิงเงียบไปได้ โจวเยี่ยนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก สองชาติภพนี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาโดนเร่งเรื่องแต่งงาน การที่มีคนมาคอยเป็นห่วงเป็นใยเรื่องแต่งงานให้ ก็นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และอบอุ่นหัวใจดีเหมือนกัน

แต่เรื่องนี้เขากลับไม่รีบร้อนเลยแม้แต่น้อย ผู้ชายต้องเอาการงานเป็นใหญ่ และเขาก็ไม่ยอมรับการแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่สื่อแนะนำมา ซึ่งมีทัศนคติไม่ตรงกัน แถมยังคุยกันไม่รู้เรื่องด้วยหรอก

“พี่สาวเหยาเหยาดี” โจวโม่โม่ขยับเข้าไปใกล้ขาของโจวเยี่ยน แล้วกระซิบเสียงเบา “พี่สาวเหยาเหยามาเป็นพี่สะใภ้ดี”

“เธอน่ะคิดไปไกลกว่าแม่อีก” โจวเยี่ยนเอื้อมมือไปบีบจมูกเธอเบา ๆ ทีหนึ่ง

เช้าวันนี้ขายบะหมี่ไปได้ 52 ชาม ทำรายได้ 31.5 หยวน ทั้งหมดเป็นธนบัตรใบละหนึ่งเจี่ยวกับห้าเจี่ยว ถือไว้ในมือแล้วได้เป็นปึกหนา ๆ

โจวเยี่ยนยุ่งมาทั้งเช้า รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดได้สลายหายไปในวินาทีนี้ ความรู้สึกของการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนแบบนี้มันช่างฟินสุด ๆ

“ธุรกิจนี่นับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ ดูท่าว่าวันนี้บะหมี่เก้าสิบชามน่าจะขายหมดนะ” จ้าวเถี่ยอิงมองเงินในมือของโจวเยี่ยน ก็ยิ้มหน้าบานไปด้วย

ก่อนหน้านี้ยอดขายของร้านอาหารในแต่ละวันยังไม่พอค่าวัตถุดิบเลย เงินไหลออกเป็นน้ำ สองวันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นเงินกลับเข้ามาบ้างแล้ว แถมธุรกิจก็ยังดีขึ้นทุกวัน ลูกค้าที่มากินต่างก็บอกว่าอร่อย ชื่อเสียงก็เริ่มจะดีขึ้นมาแล้ว

ช่วงเวลานี้พวกเธอสองสามีภรรยาก็กดดันไม่น้อยไปกว่าโจวเยี่ยนเลย แถมยังไม่กล้าพูดจาแรง ๆ ต่อหน้าเขาอีก กลัวว่าเขาจะกดดันมากเกินไปจนรับไม่ไหว เตรียมใจไว้แล้วว่าถ้าร้านอาหารต้องปิดตัวลง พวกเธอจะเป็นคนรับผิดชอบหนี้สินเอง

ไม่นึกเลยว่าเจ้าเด็กนี่พอกระโดดแม่น้ำช่วยคนแล้ว ก็เหมือนจะตาสว่างขึ้นมาทันที เปลี่ยนมาขายบะหมี่จนสามารถพลิกฟื้นร้านอาหารกลับมาได้ แถมธุรกิจก็ยังดีขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่งขายบะหมี่ได้ถึงเก้าสิบชาม นั่นมันทำเงินได้ถึงห้าสิบสี่หยวนเลยนะ!

รายได้ต่อเดือนก็หนึ่งพันกว่าหยวน หักต้นทุนกับค่าเช่าแล้ว ก็ยังเหลือกำไรหลายร้อยหยวนเลย!

จ้าวเถี่ยอิงขายเนื้อวัวมาหลายปี เรื่องบัญชีเธอคิดเป็น นี่มันทำเงินได้เยอะกว่าที่เหล่าโจวฆ่าวัวเสียอีก!

ชีวิตเริ่มมีความหวังแล้ว!

“แสดงให้เห็นว่า ทุกคนก็ยอมรับได้ที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีกหน่อย เพื่อที่จะได้กินของที่ดีขึ้น” โจวเยี่ยนพูดพลางยิ้ม

ลูกค้าทุกคนฉลาดจะตายไป บะหมี่ของร้านเขาถึงแม้จะแพงกว่าร้านอื่นหนึ่งถึงสองเหมา แต่เนื้อที่ให้ก็เยอะกว่าร้านอื่นเป็นเท่าตัว คิดดูแล้วจริง ๆ ก็คุ้มค่ากว่า แถมยังอร่อยกว่าด้วย

พอชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จัก ธุรกิจก็ย่อมไม่แย่อยู่แล้ว

แต่ว่าเช้าวันนี้ขายบะหมี่ไปได้ตั้ง 52 ชาม ภารกิจของระบบก็น่าจะสำเร็จลุล่วงเกินเป้าหมายแล้วสินะ?

โจวเยี่ยนเหลือบมองแวบหนึ่ง ก็มีหน้าต่างภารกิจเด้งขึ้นมาจริง ๆ ด้วย

[ติ๊ง! ภารกิจหลัก: เพิ่มอิทธิพลร้านอาหารให้ถึง 100 สำเร็จ! ได้รับรางวัล: สูตรเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว]

จบบทที่ บทที่ 11 ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว