- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 11 ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ
บทที่ 11 ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ
บทที่ 11 ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ
“ฉันยังอยากกินบะหมี่ซี่โครงหมูค่ะ แต่ว่าขอเพิ่มซี่โครงหมูได้ไหม” เซี่ยเหยาพอนั่งลง ก็เงยหน้ามองโจวเยี่ยนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มสดใส “ค่าเครื่องราดฉันจ่ายเพิ่มให้ต่างหากค่ะ”
“ฉันเอาบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นชามหนึ่ง ขอบะหมี่แค่สองเหลี่ยงก็พอค่ะ” เมิ่งอันเหอพูด เมื่อวานเหล่าหลินพร่ำเพ้ออยู่ข้างหูเธอไม่หยุดว่าบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นนี้อร่อยแค่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะต้องไปทำงานต่างจังหวัดที่เฉิงตูกะทันหัน เช้าวันนี้เขาต้องมากินแน่นอน
“ฉันก็ขอบะหมี่แค่สองเหลี่ยงเหมือนกันค่ะ” เซี่ยเหยารีบพูดเสริมตาม
เมื่อวานบะหมี่ชามนั้นให้ปริมาณเยอะมากจริง ๆ เธอต้องอดข้าวมาทั้งวันถึงจะกินหมดได้ ปกติเธอไม่ได้กินจุขนาดนั้น
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนรับคำ หันหลังเดินเข้าครัวไป
จ้าวเถี่ยอิงเอาของไปเก็บไว้ด้านหลัง แล้วก็ไปจัดการรินน้ำมาให้คนทั้งสอง
“ลายมือเขาเขียนได้ไม่เลวเลยนะ เหมือนเคยฝึกคัดมา ทำไมเหล่าหลินถึงบอกว่าเขายังเรียนไม่จบมัธยมต้นก็เลิกเรียนแล้วล่ะ?” เมิ่งอันเหอมองเมนูที่เขียนด้วยลายมือบนผนังแล้วพูดขึ้น
“เขียนได้ดีจริง ๆ ค่ะ ปกติผู้ชายที่ลายมือสวยขนาดนี้ ผลการเรียนมักจะไม่แย่นะคะ” เซี่ยเหยามองลายมือบนผนังก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเช่นกัน แต่ในไม่ช้าก็ยิ้มแล้วพูดว่า “อาจจะเป็นเพราะเขาชอบเป็นพ่อครัวมากกว่าล่ะมั้งคะ ก็ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงที่เขาทำอร่อยขนาดนั้น”
เมิ่งอันเหอพยักหน้าเล็กน้อย แต่ในใจก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ต่อให้ทำซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงอร่อยแค่ไหน ชีวิตนี้ก็คงต้องติดแหง็กอยู่ที่ตำบลซูจี เปิดร้านบะหมี่ที่ธุรกิจดีร้านหนึ่งไปวัน ๆ
ตอนนี้นโยบายของประเทศก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทุกอุตสาหกรรมต่างก็กำลังเฟื่องฟู ถ้าสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ โลกทัศน์และอนาคตก็จะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยนิสัยและหน้าตาของเขา ไม่แน่ว่าอาจจะไปได้ไกลมากก็ได้
ไม่นาน โจวเยี่ยนก็ยกบะหมี่ร้อน ๆ สองชามออกมา พร้อมกับหัวไชเท้าดองอีกหนึ่งจานเล็ก
ชามของเซี่ยเหยา ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงด้านบนแทบจะกองจนมิดเส้นบะหมี่ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ยิ่งสดใสมากขึ้น เมื่อวานนี้ที่เธอกินยังไม่รู้สึกจุใจเลย
เมิ่งอันเหอมองบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นตรงหน้า เนื้อวัวชิ้นใหญ่ ๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับหน่อไม้อบแห้งหั่นเต๋า สีแดงสดน่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง กลิ่นหอมก็ยิ่งโชยมาเตะจมูก ทำเอาคนหิวจนตาลาย
เดิมทีทั้งสองคนก็มาแบบท้องว่างอยู่แล้ว ตอนนี้จะไปทนไหวได้ยังไง พอหยิบตะเกียบขึ้นมาก็เริ่มสูดเส้นบะหมี่ทันที
โจวเยี่ยนกับจ้าวเถี่ยอิงรู้มารยาทจึงเดินเลี่ยงไปอยู่หลังเคาน์เตอร์ เพื่อไม่ให้ไปยืนจ้องจนทำให้พวกเธอรู้สึกอึดอัด
บะหมี่คำหนึ่ง เนื้อคำหนึ่ง ตามด้วยน้ำซุปกระดูกวัวร้อน ๆ อีกหนึ่งคำ เพียงครู่เดียวบนหน้าผากของทั้งสองคนก็มีเหงื่อซึมออกมาบาง ๆ กินกันได้สะใจจริง ๆ
ปกติเมิ่งอันเหอชอบกินเกี๊ยวเสฉวน เกี๊ยวน้ำ ไม่ค่อยชอบกินบะหมี่นอกบ้านเท่าไหร่ เพราะไม่ชินกับกลิ่นของน้ำด่าง
แต่บะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นในวันนี้ ทำเอาเธอประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเลย
เนื้อวัวทั้งหอมทั้งเผ็ดนุ่มละมุนลิ้น หน่อไม้อบแห้งก็หอมกรอบสดชื่น กินคู่กับเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มลื่นคอและน้ำซุปกระดูกวัวที่หอมเข้มข้น ไม่มีรสชาติแปลก ๆ เลยสักนิด มีแต่ความหอมอบอวลไปทั่วทั้งปาก
ตามด้วยหัวไชเท้าดองอีกคำ รสเปรี้ยวเผ็ดสดชื่น ทิ้งรสหวานชุ่มคอไว้ อร่อยจนซาบซ่านไปถึงหัวใจ
บะหมี่เนื้อตุ๋นหนึ่งชามลงท้องไป แม้แต่น้ำซุปก็ดื่มจนเกลี้ยงโดยไม่รู้ตัว
ทั่วทั้งร่างอบอุ่นขึ้นมา มันช่างฟินสุด ๆ ไปเลย
ตอนนี้เองเธอถึงได้เข้าใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบกินบะหมี่ แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้กินบะหมี่อร่อย ๆ ต่างหาก
“กินเป็นครั้งที่สอง ก็ยังต้องทึ่งให้กับซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงอยู่ดี!” เซี่ยเหยาตบท้ายมื้อเช้านี้ด้วยหัวไชเท้าดองแท่งหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ “แล้วหัวไชเท้าดองนี่ก็อร่อยมาก ๆ ด้วยค่ะ”
การได้กินซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงปริมาณสองเท่าในคราวเดียว มันฟินสุด ๆ ไปเลย!
“เสี่ยวโจว หัวไชเท้าดองนี่ขายแยกไหมจ๊ะ? ฉันอยากซื้อกลับไปให้ลูกชายสองคนกินกับข้าวต้มตอนเช้าหน่อย” เมิ่งอันเหอหยิบกระเป๋าเงินออกมา มองโจวเยี่ยนแล้วถาม
“หัวไชเท้าดองเป็นของที่ร้านแถมให้ฟรีน่ะครับ เอาไว้ให้ลูกค้ากินแก้เลี่ยน ถ้าคุณน้าว่าอร่อย งั้นเดี๋ยวผมตักใส่โหลให้คุณน้ากลับไปหน่อยแล้วกันครับ หัวไชเท้าไม่ได้แพงอะไร ถ้ากินหมดแล้วคุณน้าค่อยแวะมาเอาใหม่ก็ได้ครับ” โจวเยี่ยนหยิบโหลแก้วลูกท้อเหลืองกระป๋องใบหนึ่งมา ตักหัวไชเท้าดองให้เมิ่งอันเหอจนเต็มโหล
แค่ใช้ผักดองเล็ก ๆ น้อย ๆ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับภรรยาของหลินจื้อเฉียงไว้ นี่มันคุ้มค่าเกินไปแล้ว
มองแวบเดียวก็รู้ว่าเมิ่งอันเหอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาที่ต้องคอยพึ่งพาหลินจื้อเฉียง สร้างความประทับใจดี ๆ ไว้ ต่อไปถ้ามีเรื่องต้องขอความช่วยเหลืออะไร ก็คงจะราบรื่นขึ้นบ้าง
“ได้จ้ะ งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ” เมิ่งอันเหอยิ้มรับ โหลแก้วถูกล้างมาอย่างสะอาดใสแจ๋ว หัวไชเท้าเปลือกแดงดูใสเป็นประกาย แถมยังตักน้ำผักดองใส่มาให้ด้วยอย่างรอบคอบ แค่ปิดฝาให้แน่นก็เก็บไว้กินได้อีกหลายวัน ช่างเป็นชายหนุ่มที่ใส่ใจรายละเอียดจริง ๆ
“เก็บเงินพวกเราด้วยจ้ะ”
“มื้อนี้ผมขอเลี้ยงทั้งสองท่านนะครับ ผมรับของจากพวกคุณมาเยอะขนาดนั้น เกรงใจแย่แล้วครับ” โจวเยี่ยนรีบพูด
“ไม่ได้หรอกค่ะ พวกเราตั้งใจมากินบะหมี่โดยเฉพาะเลยนะ ถ้าคุณไม่เก็บเงิน คราวหน้าพวกเราก็ยิ่งไม่กล้ามาน่ะสิคะ” เซี่ยเหยาโบกมือปฏิเสธไม่หยุด “ชามของฉันซี่โครงหมูเยอะมาก คิดราคาเป็นบะหมี่สองชามก็ได้ค่ะ”
“ฉันว่าก็เหมาะดีนะ เงินนี่ต้องรับไว้ คราวหน้าฉันกับเหล่าหลินยังต้องมาฝากท้องอีก” เมิ่งอันเหอพยักหน้า หยิบเงินหนึ่งหยวนแปดเจี่ยวส่งให้โจวเยี่ยน
“ก็ได้ครับ งั้นผมขอรับไว้นะครับ แต่ว่าไม่ใช่หนึ่งหยวนแปดเจี่ยวนะครับ เป็นหนึ่งหยวนห้าเจี่ยว” โจวเยี่ยนยิ้มรับเงินมา แล้วทอนเงินสามเหมากลับไป “เพิ่มท็อปปิงอย่างหนึ่งคิดแค่สามเหมาครับ”
เมิ่งอันเหอเก็บเงินเข้ากระเป๋า ชายหนุ่มคนนี้รับมือกับผู้คนได้เป็นธรรมชาติและสง่างาม การพูดจาก็ไม่ถ่อมตัวหรือหยิ่งผยองจนเกินไป ไม่เหมือนหนุ่มชาวบ้านทั่วไปที่ขี้อายและดูทึ่ม ๆ
พวกนักศึกษาใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในสถาบันออกแบบ พอมาอยู่ต่อหน้าเธอก็มักจะตื่นเต้นจนพูดติดอ่าง ยังสู้เขาไม่ได้เลย
ในใจของเธอพลันเกิดความรู้สึกเสียดายในความสามารถขึ้นมาเล็กน้อย เธอมองโจวเยี่ยนแล้วพูดว่า “เสี่ยวโจว เมนูบนผนังกับป้ายตั้งหน้าร้านนี่ เธอเป็นคนเขียนเองเหรอ?”
“ครับ พอดีเมนูมันค่อนข้างง่าย ผมก็เลยเขียนด้วยมือง่าย ๆ ขึ้นมาแผ่นหนึ่งครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า
“ลายมือเขียนได้ดีจริง ๆ เคยเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยบ้างไหม?” เมิ่งอันเหอถามต่อ
เซี่ยเหยามองไปที่โจวเยี่ยน บนใบหน้าก็มีความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน
จ้าวเถี่ยอิงที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ด้านข้างค่อย ๆ หยุดมือลง เธอเหลือบมองเมนูบนผนังเช่นกัน เมนูก่อนหน้านี้เป็นฝีมือของหมอดูในหมู่บ้านพวกเขา ลายมือของโจวเยี่ยนน่ะเขียนยังกับยันต์ผี แล้วไหงจู่ ๆ ถึงลายมือสวยขึ้นมาได้ล่ะ?
เจ้าเด็กนี่ ขี้โม้ซะแล้ว!
“ไม่เคยครับ ผลการเรียนผมไม่ดีมาตลอด พอขึ้นมัธยมต้นปีที่ 2 ก็ลาออกแล้ว จะไปสอบเรียนได้ยังไงครับ” โจวเยี่ยนส่ายหน้า ตอบโดยไม่ปิดบัง
ระดับการศึกษาของสหายเสี่ยวโจว ก็แค่ดีกว่าคนไม่รู้หนังสืออยู่นิดหน่อย ขนาดบวกเลขเกินหนึ่งร้อยยังคิดไม่ค่อยจะเป็นเลย
การที่ไม่ได้รับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมต้น ก็เท่ากับเป็นการปิดตายเส้นทางการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาด้วยการสอบมหาวิทยาลัยของโจวเยี่ยนไปแล้ว
โจวเยี่ยนไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้เลย ในยุคสมัยนี้มีโอกาสอยู่ทุกหนทุกแห่ง ขอเพียงแค่คว้าไว้ได้สักหนึ่งอย่างก็สามารถพลิกชีวิตได้แล้ว เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะปักหลักในอุตสาหกรรมอาหาร และตั้งใจบริหารร้านอาหารให้ดี
เขาเป็นพวกที่พอใจกับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่สามารถเป็นผู้นำกระแสแห่งยุคสมัยได้ และยิ่งไม่มีความสามารถที่จะไปโลดแล่นในวงการธุรกิจ ต่อไปในอนาคตแค่ได้เปิดร้านอาหาร ภัตตาคารสักสองสามแห่ง มีภรรยา มีลูก อยู่กันอย่างอบอุ่น ใช้ชีวิตเล็ก ๆ ที่มีความสุข นั่นก็คืออุดมคติในชีวิตของเขาแล้ว
“ลายมือเขียนได้ดีนะ ฝึกฝนต่อไปได้” เมิ่งอันเหอจึงไม่ได้พูดถึงหัวข้อนี้ต่อ
ลาออกตั้งแต่มัธยมต้นปีที่สอง ห่างหายจากโรงเรียนไปก็สี่ห้าปีแล้ว พื้นฐานจะแย่แค่ไหนก็พอนึกภาพออก
แต่ก็เหมือนที่เซี่ยเหยาพูดนั่นแหละ เขาทำอาหารอร่อยขนาดนี้ พรสวรรค์คงอยู่ด้านการทำอาหารหมดแล้ว ทั้งกล้าหาญ ทั้งใส่ใจรายละเอียด ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จก็ได้
“คุณน้าพูดถูกแล้วครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
เซี่ยเหยาเอื้อมมือไปลูบหัวของโจวโม่โม่ แล้วพูดพลางยิ้มว่า “โม่โม่ คราวหน้าพี่สาวจะเอาของอร่อยมาฝากนะจ๊ะ”
“พี่สาว!” ดวงตาของโจวโม่โม่เป็นประกาย จับมือของเซี่ยเหยาไว้แล้วออดอ้อน “งั้นพี่สาวต้องมาจริง ๆ นะ!”
“จ้ะ ๆ มาแน่นอน” มืออวบ ๆ เล็ก ๆ ของโจวโม่โม่เขย่าไปมา หัวใจของเซี่ยเหยาแทบละลายกว่าจะดึงมือกลับมาได้ จากนั้นเธอหันไปโบกมือให้โจวเยี่ยน “ลาก่อนนะคะ สหายโจวเยี่ยน”
“ลาก่อนครับ สหายเซี่ยเหยา” โจวเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย
ทั้งสองคนสบตากัน ก็อดที่จะหัวเราะออกมาพร้อมกันไม่ได้
เป็นคำเรียกที่ค่อนข้างแปลกพิลึก
ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังปฏิบัติภารกิจสร้างมิตรภาพแห่งการปฏิวัติอย่างไรอย่างนั้น
“สาวน้อยคนนี้ ไม่เลวจริง ๆ นะ” จ้าวเถี่ยอิงมองจักรยานที่ขี่ห่างออกไป อดไม่ได้ที่จะเปรยขึ้นมา “ถ้าได้มาเป็นลูกสะใภ้ฉันก็คงจะดี”
“แม่ก็คิดไปเรื่อย” โจวเยี่ยนหัวเราะ หันหลังเดินไปที่เคาน์เตอร์
“นั่นสิเนอะ เขาเป็นถึงนักศึกษา เป็นคนในเมือง ฐานะทางบ้านก็คงจะดี จะมามองคนบ้านนอกอย่างพวกเราได้ยังไง” จ้าวเถี่ยอิงถอนหายใจแล้วเดินตามเข้ามาในร้าน “ป้าหลิวของแกก็พูดมาหลายรอบแล้ว ว่าจะแนะนำคู่ดูตัวให้ แกจะไปดูตัวเมื่อไหร่?”
“ผมเพิ่งจะยี่สิบเอง จะรีบดูตัวไปทำไมครับ!” มือที่กำลังนับเงินของโจวเยี่ยนชะงักไป รู้สึกปวดหัวตุบ ๆ แต่ในไม่ช้าก็พูดต่อว่า “หรือไม่อย่างนั้น แม่ก็เอาสถานการณ์ของบ้านเราไปเล่าให้ป้าหลิวฟังตามความจริงเลยสิครับ ดูสิว่าป้าเขาจะแนะนำใครมาให้ผมได้บ้าง”
พอจ้าวเถี่ยอิงได้ยินดังนั้นก็ห่อเหี่ยวลงทันที เดิมทีครอบครัวของพวกเธอก็ถือว่ามีฐานะดีอยู่ โจวเยี่ยนก็ทั้งสูงใหญ่หล่อเหลา พวกแม่สื่อต่างก็หมายตากันอยู่ไม่น้อย
แต่ตอนนี้กลับผลาญเงินเก็บจนหมดตัวไปกับการเปิดร้านอาหารร้านนี้ แถมข้างนอกยังเป็นหนี้อีกแปดร้อยกว่าหยวน ได้ยินเรื่องนี้แล้วจะมีลูกสาวบ้านไหนยอมมากันล่ะ แม้แต่เงินสินสอดยังหามาจ่ายไม่ได้เลย
พอทำให้จ้าวเถี่ยอิงเงียบไปได้ โจวเยี่ยนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก สองชาติภพนี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาโดนเร่งเรื่องแต่งงาน การที่มีคนมาคอยเป็นห่วงเป็นใยเรื่องแต่งงานให้ ก็นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และอบอุ่นหัวใจดีเหมือนกัน
แต่เรื่องนี้เขากลับไม่รีบร้อนเลยแม้แต่น้อย ผู้ชายต้องเอาการงานเป็นใหญ่ และเขาก็ไม่ยอมรับการแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่สื่อแนะนำมา ซึ่งมีทัศนคติไม่ตรงกัน แถมยังคุยกันไม่รู้เรื่องด้วยหรอก
“พี่สาวเหยาเหยาดี” โจวโม่โม่ขยับเข้าไปใกล้ขาของโจวเยี่ยน แล้วกระซิบเสียงเบา “พี่สาวเหยาเหยามาเป็นพี่สะใภ้ดี”
“เธอน่ะคิดไปไกลกว่าแม่อีก” โจวเยี่ยนเอื้อมมือไปบีบจมูกเธอเบา ๆ ทีหนึ่ง
เช้าวันนี้ขายบะหมี่ไปได้ 52 ชาม ทำรายได้ 31.5 หยวน ทั้งหมดเป็นธนบัตรใบละหนึ่งเจี่ยวกับห้าเจี่ยว ถือไว้ในมือแล้วได้เป็นปึกหนา ๆ
โจวเยี่ยนยุ่งมาทั้งเช้า รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดได้สลายหายไปในวินาทีนี้ ความรู้สึกของการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนแบบนี้มันช่างฟินสุด ๆ
“ธุรกิจนี่นับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ ดูท่าว่าวันนี้บะหมี่เก้าสิบชามน่าจะขายหมดนะ” จ้าวเถี่ยอิงมองเงินในมือของโจวเยี่ยน ก็ยิ้มหน้าบานไปด้วย
ก่อนหน้านี้ยอดขายของร้านอาหารในแต่ละวันยังไม่พอค่าวัตถุดิบเลย เงินไหลออกเป็นน้ำ สองวันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นเงินกลับเข้ามาบ้างแล้ว แถมธุรกิจก็ยังดีขึ้นทุกวัน ลูกค้าที่มากินต่างก็บอกว่าอร่อย ชื่อเสียงก็เริ่มจะดีขึ้นมาแล้ว
ช่วงเวลานี้พวกเธอสองสามีภรรยาก็กดดันไม่น้อยไปกว่าโจวเยี่ยนเลย แถมยังไม่กล้าพูดจาแรง ๆ ต่อหน้าเขาอีก กลัวว่าเขาจะกดดันมากเกินไปจนรับไม่ไหว เตรียมใจไว้แล้วว่าถ้าร้านอาหารต้องปิดตัวลง พวกเธอจะเป็นคนรับผิดชอบหนี้สินเอง
ไม่นึกเลยว่าเจ้าเด็กนี่พอกระโดดแม่น้ำช่วยคนแล้ว ก็เหมือนจะตาสว่างขึ้นมาทันที เปลี่ยนมาขายบะหมี่จนสามารถพลิกฟื้นร้านอาหารกลับมาได้ แถมธุรกิจก็ยังดีขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่งขายบะหมี่ได้ถึงเก้าสิบชาม นั่นมันทำเงินได้ถึงห้าสิบสี่หยวนเลยนะ!
รายได้ต่อเดือนก็หนึ่งพันกว่าหยวน หักต้นทุนกับค่าเช่าแล้ว ก็ยังเหลือกำไรหลายร้อยหยวนเลย!
จ้าวเถี่ยอิงขายเนื้อวัวมาหลายปี เรื่องบัญชีเธอคิดเป็น นี่มันทำเงินได้เยอะกว่าที่เหล่าโจวฆ่าวัวเสียอีก!
ชีวิตเริ่มมีความหวังแล้ว!
“แสดงให้เห็นว่า ทุกคนก็ยอมรับได้ที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีกหน่อย เพื่อที่จะได้กินของที่ดีขึ้น” โจวเยี่ยนพูดพลางยิ้ม
ลูกค้าทุกคนฉลาดจะตายไป บะหมี่ของร้านเขาถึงแม้จะแพงกว่าร้านอื่นหนึ่งถึงสองเหมา แต่เนื้อที่ให้ก็เยอะกว่าร้านอื่นเป็นเท่าตัว คิดดูแล้วจริง ๆ ก็คุ้มค่ากว่า แถมยังอร่อยกว่าด้วย
พอชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จัก ธุรกิจก็ย่อมไม่แย่อยู่แล้ว
แต่ว่าเช้าวันนี้ขายบะหมี่ไปได้ตั้ง 52 ชาม ภารกิจของระบบก็น่าจะสำเร็จลุล่วงเกินเป้าหมายแล้วสินะ?
โจวเยี่ยนเหลือบมองแวบหนึ่ง ก็มีหน้าต่างภารกิจเด้งขึ้นมาจริง ๆ ด้วย
[ติ๊ง! ภารกิจหลัก: เพิ่มอิทธิพลร้านอาหารให้ถึง 100 สำเร็จ! ได้รับรางวัล: สูตรเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว]