- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 9 พี่สาว พี่สาวสวยจังเลย
บทที่ 9 พี่สาว พี่สาวสวยจังเลย
บทที่ 9 พี่สาว พี่สาวสวยจังเลย
จ้าวเถี่ยอิงนั่งซ้อนท้ายจักรยาน ฮัมเพลงกลับมาตลอดทางจนถึงหมู่บ้านโจว
ใต้ต้นไม้ใหญ่ปากทางเข้าหมู่บ้าน กลุ่มหญิงวัยกลางคนกำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมและพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่
“ขี่ช้า ๆ หน่อย” จ้าวเถี่ยอิงดึงเสื้อของโจวเหมี่ยว ความเร็วของจักรยานก็ลดลงทันที
“สตรีเหล็กวันนี้อารมณ์ดีจังนะ ฮัมเพลงกลับมาเลยเหรอ” มีป้าคนหนึ่งยิ้มทักทาย สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่จ้าวเถี่ยอิงและโจวเหมี่ยว
โจวเหล่าซื่อมีฝีมือในการฆ่าวัวเป็นเลิศ หลังจากที่มีการอนุญาตให้ฆ่าวัวได้ เขาก็เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ในหมู่บ้านโจวที่ได้รับใบอนุญาตฆ่าวัว จ้าวเถี่ยอิงก็ทำงานคล่องแคล่วว่องไว ชีวิตความเป็นอยู่จึงดีวันดีคืน ไม่แปลกที่จะทำให้คนอื่นอิจฉา
แต่ดันมีลูกชายผลาญเงินอย่างโจวเยี่ยน ไปเป็นเด็กฝึกงานในโรงอาหารของโรงงานได้แค่สองปีครึ่ง ก็กล้าออกมาเปิดร้านอาหารเอง เป็นผู้ประกอบการรายย่อย
ไม่เพียงแต่ผลาญเงินของพ่อแม่จนหมดตัว แต่ยังเป็นหนี้ก้อนโตอีกด้วย ช่วงนี้เรื่องของครอบครัวพวกเขาเลยกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าขบขันหลังมื้ออาหารของคนในหมู่บ้านโจว
ก็ดีที่โจวเหมี่ยวมีพี่น้องหลายคน ทุกคนต่างก็มีฝีมือในการฆ่าวัว แถมจ้าวเถี่ยอิงยังเป็นผู้หญิงปากร้ายที่ไม่ยอมคนอีกด้วย คนทั่วไปเลยไม่กล้าพูดจานินทาต่อหน้าพวกเขา
จ้าวเถี่ยอิงเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีมากคนหนึ่ง ช่วงนี้เวลาขี่จักรยานผ่านปากทางเข้าหมู่บ้าน เธอมักจะก้มหน้าแล้วบอกให้โจวเหมี่ยวขี่ให้เร็วกว่านี้ ไม่อยากได้ยินคำซุบซิบนินทาของพวกผู้หญิงแก่เหล่านั้น
“ป้าหวังก็ได้ยินเรื่องที่โจวเยี่ยนลูกชายฉันช่วยหลานสาวของผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินแห่งโรงงานผ้าไหมไว้ไม่ใช่เหรอ?” จ้าวเถี่ยอิงดึงชายเสื้อของโจวเหมี่ยวทีหนึ่ง จักรยานก็หยุดลงทันที เสียงของเธอดังขึ้นกว่าเดิมหลายระดับ “วันนี้ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินมาขอบคุณโจวเยี่ยน เอาจักรยาน 28 นิ้วคันใหม่เอี่ยมมาให้เขาด้วยนะ ยังไงก็ต้องให้เขารับไว้ให้ได้ แถมยังบอกว่าจะเสนอชื่อเขาให้เป็นแบบอย่างอารยธรรมทางจิตวิญญาณอะไรสักอย่างด้วย อ้อ แล้ววันนี้ที่ร้านธุรกิจก็ดีมากเลยนะ ยุ่งจนทำแทบไม่ทันแน่ะ”
ปากทางเข้าหมู่บ้านเงียบกริบ มีเพียงเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของจ้าวเถี่ยอิงและเสียงแตกประทุของกองไฟที่ดังประสานกัน
จักรยาน 28 นิ้วถือเป็นของชิ้นใหญ่เลยนะ คนงานในโรงงานทอผ้าต้องเก็บเงินเกินครึ่งปี แถมยังต้องได้โควตาตั๋วซื้อจักรยานถึงจะซื้อได้
ทั้งหมู่บ้านโจวมีจักรยานอยู่ไม่กี่คันหรอก มีแต่พวกคนฆ่าวัวเท่านั้นแหละที่พอจะซื้อไหว
จ้าวเถี่ยอิงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ความอิจฉา และความริษยาเหล่านั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ยิ่งสดใสมากขึ้น คางที่เชิดขึ้นนั้นราวกับแม่ทัพผู้ได้รับชัยชนะ “ไม่คุยกับพวกเธอแล้วล่ะ จะกลับไปอาบน้ำนอนแต่หัววัน พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปช่วยงานที่ร้านอีก”
โจวเหมี่ยวรีบปั่นจักรยานจากไปทันที
“จักรยาน 28 นิ้ว! โจวเยี่ยนนี่มันโชคดีเป็นบ้าเลย!”
“ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานของโรงงานผ้าไหมเลยนะ โจวเอ้อร์หวานี่ได้ไต่เต้าไปผูกสัมพันธ์กับผู้บริหารระดับสูงแล้ว!”
“ธุรกิจที่ร้านก็ดีขึ้นด้วย มิน่าล่ะจ้าวเถี่ยอิงถึงได้ลำพองใจขนาดนั้น...”
จ้าวเถี่ยอิงเงี่ยหูฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังไล่หลังมา เธอหัวเราะจนตัวสั่น ความอัดอั้นตันใจที่สะสมอยู่ในอกมาตลอดช่วงนี้ ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้นในคราวเดียว
“แม่คะ แม่หัวเราะอะไรเหรอ?” โจวโม่โม่หันกลับมามองเธออย่างสงสัย
“แม่แค่นึกถึงเรื่องดี ๆ ขึ้นมาได้น่ะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มตอบ
“คิกคิก งั้นโม่โม่ก็ดีใจด้วย...”
...
โจวเยี่ยนล้มตัวลงนอนก็หลับเป็นตาย
แต่หวังเหล่าอู่กับภรรยาของเขากลับพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ
“วันนี้ขายได้น้อยกว่าเมื่อวานตั้งสิบชาม โจวเอ้อร์หวาแย่งลูกค้าไปหมดแล้ว จะทำยังไงดี?” ภรรยาของหวังเหล่าอู่ทำหน้ากลัดกลุ้ม
หวังเหล่าอู่พ่นควันยาเส้นออกมาคำหนึ่ง โบกมือแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้เป็นเพราะหลินจื้อเฉียงกับจ้าวตงไปช่วยสนับสนุนเขา ลูกค้าที่ไปกินบะหมี่ก็แค่ไปเกรงใจสองคนนั้น ไปร่วมวงสนุก ๆ เท่านั้นแหละ
บะหมี่ของมันขายชามละหกเหมา ต่อให้คนงานเงินเดือนจะสูงหน่อย ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมากินแบบนี้ทุกวันหรอก อีกสักสองวันก็ต้องกลับมากินที่ร้านเราอยู่ดี”
“จริงเหรอ?”
“วางใจเถอะน่า ตอนที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาเปิดใหม่ ๆ ธุรกิจก็ไม่ได้ดีอยู่แค่สองวันหรอกเหรอ? แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร โจวเอ้อร์หวาน่ะ ไม่ใช่คนที่จะมาเป็นพ่อครัวเปิดร้านอาหารได้หรอก”
...
โจวเยี่ยนตื่นแต่เช้าตรู่อีกแล้ว ตื่นมาก็เปลี่ยนน้ำที่แช่หน่อไม้อบแห้งก่อน แล้วใช้น้ำเย็นล้างหน้าล้างตา
ร่างกายที่ทำงานหนักเป็นประจำมันแตกต่างกันจริง ๆ นอนหลับไปตื่นหนึ่งก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม ไม่เหมือนพวกนักศึกษากระดูกเปราะเลยสักนิด
เขามัดตะกร้าสานไว้ที่เบาะหลังของจักรยาน 28 นิ้ว โจวเยี่ยนก็ขี่จักรยานออกไปซื้อของ
พอไปถึงตลาดสด ก็เปิดใช้ทักษะ [ประเมินอาหาร] คุณภาพดีเลวของวัตถุดิบต่าง ๆ ก็ชัดเจนในพริบตา แม้แต่พริก เขาก็ยังเลือกหยิบเฉพาะอันที่มีหมายเหตุว่ายอดเยี่ยม
“โจวเอ้อร์หวา วันนี้หมูสามชั้นกับซี่โครงหมูสวยมากเลยนะ ถ้านายจะเอาล่ะก็ เดี๋ยวคิดราคาพิเศษให้” โจวเยี่ยนเดินผ่านแผงขายเนื้อแผงหนึ่ง คนขายเนื้อก็ตะโกนเรียกเขาไว้ พูดจาลับ ๆ ล่อ ๆ ว่า “จินละหนึ่งหยวนหกเหมา ถ้าเอาหมดจะลดให้อีกเหมาหนึ่ง”
จินละหนึ่งหยวนหกเหมา ราคานี้ถือว่าถูกจริง ๆ
โจวเยี่ยนเหลือบมองแวบหนึ่ง เนื้อหมูบนแผงสีค่อนข้างซีด แต่ข้อความหมายเหตุกลับเป็นสีแดงสด: [เนื้อหมูโรคที่ไม่สดกองหนึ่ง]
โจวเยี่ยนเปิดร้านอาหาร ใช้เนื้ออยู่ไม่น้อย คนขายเนื้อในเมืองต่างก็รู้จักเขา
“ทำไมเนื้อนี่สีมันซีด ๆ จังล่ะครับ?” โจวเยี่ยนถามอย่างไม่ใส่ใจ
“นี่มันหมูที่ลุงรองของฉันเลี้ยงเองเลยนะ เนื้อดีมาก ๆ แกวางใจได้เลย ฉันหวังชีขายเนื้อมากี่ปีแล้ว จะมาหลอกเด็กอย่างนายได้ยังไง” คนขายเนื้อตบอกพูด
“น่าเสียดายจัง ผมเปลี่ยนมาขายบะหมี่แล้ว เนื้อหมูพวกนี้ไม่ได้ใช้น่ะครับ” โจวเยี่ยนทำหน้าเสียดาย หันหลังเดินจากไป
“ขายบะหมี่แล้วเหรอ?” หวังชีเกาหัว จำต้องหันไปมองหาเหยื่อรายต่อไป
ในยุคที่ขาดแคลนสิ่งของแบบนี้ การขายหมูโรค วัวป่วย ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่การมาหลอกเด็กหนุ่มอย่างโจวเยี่ยนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวนี่มันก็เกินไปหน่อย ไม่แน่ว่าเมื่อก่อนเสี่ยวโจวอาจจะเคยโดนแบบนี้มาแล้วก็ได้
เดิมทีโจวเยี่ยนก็ไม่ได้คิดจะยุ่ง แต่ตอนที่ซื้อของเสร็จกำลังจะกลับ เขาเห็นหวังชีกำลังลากคุณยายคนหนึ่งให้มาซื้อของ เขาจึงเลี้ยวไปตรงมุมที่ไม่มีคน หยิบสมุดบัญชีกับปากกาออกมา เขียนข้อความสองสามบรรทัดอย่างรวดเร็ว ฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกมาพับไว้ พอขี่จักรยานผ่านหน้าสำนักงานจัดการตลาดก็โยนมันเข้าไปข้างในพอดี ตกลงบนโต๊ะเป๊ะ
ส่วนว่าเจ้าหน้าที่ในสำนักงานจะจัดการหรือไม่ หวังชีจะโดนลงโทษหรือเปล่า นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาสามารถควบคุมได้แล้ว
โจวเยี่ยนไปหาจางเหล่าซานเพื่อรับซี่โครงหมูสามจินที่เขาสั่งไว้ ยังคงเป็นราคาหนึ่งหยวนเก้าเหมา คำประเมินที่ได้คือ: [ซี่โครงหมูสดใหม่คุณภาพดีชิ้นหนึ่ง]
จินหนึ่งแพงขึ้นมาสามเหมา แต่ได้ให้ลูกค้าได้กินซี่โครงหมูคุณภาพดี เงินก้อนนี้โจวเยี่ยนก็ใช้จ่ายได้อย่างสบายใจมากขึ้น
“เธอนี่มันไม่เลวเลยนะ ได้เป็นถึงวีรบุรุษช่วยคนแล้ว เดี๋ยวตอนเที่ยงพอขายเนื้อหมดแล้ว ฉันก็จะไปกินบะหมี่ที่ร้านเธอเหมือนกัน” จางเหล่าซานมองโจวเยี่ยนด้วยสีหน้าชื่นชม วันนี้เขาไม่ได้พูดไปตามมารยาทแล้ว
“ได้เลยครับ” โจวเยี่ยนยิ้มรับคำ ขี่จักรยานจากไป ดอกไม้ผ้าไหมสีแดงที่ติดอยู่หน้าจักรยานดูเหมือนจะสีสดยิ่งขึ้น
เริ่มจากเคี่ยวน้ำซุปกระดูกก่อน จากนั้นก็เอาเนื้อส่วนท้องกับซี่โครงหมูลงไปตุ๋น แล้วค่อยเริ่มนวดแป้ง พอมีประสบการณ์จากเมื่อวานแล้ว โจวเยี่ยนก็สามารถจัดสรรเวลาได้อย่างเหมาะสม
ตอนนี้การขายบะหมี่มีแม่ของเขามาช่วย ก็ยังพอรับมือไหวอยู่ แต่ถ้าต่อไปคิดจะเพิ่มเมนูใหม่ ๆ อย่างเช่น เริ่มกลับมาขายอาหารจีนอีกครั้ง เรื่องที่จะทำยังไงให้ร้านอาหารดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คงต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังแล้ว
โจวเยี่ยนย่อมไม่พอใจแค่การเปิดร้านบะหมี่อยู่แล้ว
วันนี้จ้าวเถี่ยอิงก็มาแต่เช้าเหมือนกัน โจวโม่โม่ยังไม่ตื่นนอนเลย เธอเลยต้องใส่ตะกร้าสานสะพายหลังมา บนตัวยังห่มผ้าห่มผืนเล็กไว้อีกด้วย
“แม่ครับ คราวหน้าแม่มาสายหน่อยก็ได้ ฟ้ายังมืดอยู่เลย เดินทางก็ไม่สะดวก” โจวเยี่ยนอุ้มโจวโม่โม่ออกมาอย่างระมัดระวัง พาไปส่งที่เตียงของเขาให้นอนต่อ
“แกรู้ด้วยเหรอว่าทางมันเดินไม่สะดวก แล้วทำไมไม่ขี่จักรยานจากโรงฆ่าสัตว์ย้อนกลับไปรับเราแม่ลูกที่บ้านก่อนล่ะ? เห็นปั่นจักรยานซะเร็วเชียว” จ้าวเถี่ยอิงค้อนให้เขาวงหนึ่ง
“ได้ครับ คราวหน้าไม่พลาดแน่” โจวเยี่ยนเกาหัวอย่างเขิน ๆ ในหัวของเขามัวแต่คิดเรื่องซื้อของ ลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย
โจวเยี่ยนนวดแป้ง จ้าวเถี่ยอิงก็รับหน้าที่ช่วยดูไฟ ตอนที่เขาตุ๋นเนื้อ ผัดกับข้าว เธอก็ยืนดูอยู่ข้าง ๆ อย่างตั้งใจ
“แม่ครับ แม่อยากเป็นแม่ครัวด้วยเหรอ?” โจวเยี่ยนพูดขึ้นมาลอยๆ
“ที่บ้านมีพ่อครัวคนหนึ่งก็พอแล้ว แม่ก็แค่มาดูว่าพวกยอดเชฟเขาทำอาหารกันยังไง ต่อไปเวลาทำกับข้าวจะได้อร่อยขึ้นมาบ้างไง” จ้าวเถี่ยอิงมองเนื้อในหม้อ พูดอย่างกังวลเล็กน้อย “วันนี้ลูกเตรียมเนื้อไว้เยอะขนาดนี้ จะขายหมดเหรอ?”
“ไม่เยอะหรอกครับ ขอแค่ตอนเช้าธุรกิจดีหน่อยก็ไม่มีปัญหาแล้ว” โจวเยี่ยนพูดอย่างมั่นใจ
วันนี้เขาเตรียมวัตถุดิบไว้สำหรับบะหมี่เก้าสิบชาม มากกว่าเมื่อวานแค่สามสิบชาม ไม่ถือว่าหักโหมเกินไป
เมื่อเตรียมเครื่องราดหน้าและท็อปปิงเสร็จ กระทะใบใหญ่ทั้งสองใบก็ต้มน้ำจนร้อนแล้ว หม้อต้มซุปที่อยู่ตรงกลางก็กำลังเคี่ยวน้ำซุปกระดูกด้วยไฟอ่อน ๆ ส่งเสียงปุด ๆ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
ยุ่งมาทั้งเช้า จะทำงานทั้งที่ท้องหิว ๆ ไม่ได้ โจวเยี่ยนเลยลวกบะหมี่สองชาม
“แม่เอาแค่ใส่ใบผักก็พอแล้ว ตอนเช้า ๆ กินอะไรรสจืดหน่อย” จ้าวเถี่ยอิงหยิบชามใบใหญ่สองใบมา
“แล้วแม่จะตักน้ำมันพริกไปเยอะขนาดนั้นทำไมครับ?” โจวเยี่ยนพ่นลมหายใจแรง พอตักเส้นบะหมี่ขึ้นมาแล้ว ก็ตักเนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งราดให้เธอไปเลยหนึ่งทัพพี
“น้อยหน่อยสิ จะกินหมดได้ยังไงตั้งเยอะแยะ...” จ้าวเถี่ยอิงยกชามขึ้น กลัวว่าโจวเยี่ยนจะตักเพิ่มให้อีก แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ลูกชายคนนี้ก็รู้จักคิดรู้จักกตัญญูเหมือนกันนะ ไม่เสียแรงที่เลี้ยงมา
โจวเยี่ยนเพิ่งจะตักเส้นบะหมี่ที่เหลือในหม้อขึ้นมา โจวโม่โม่ก็ได้กลิ่นตามมาถึงที่ ยืนขยี้ตางัวเงียอยู่ที่หน้าประตู ทำหน้าดีใจ “กินข้าวได้ยังคะ?”
“อื้ม กินได้แล้ว” โจวเยี่ยนหยิบชามเล็กมาใบหนึ่ง ตักบะหมี่ให้เธอก่อนชามหนึ่ง
“โม่โม่หิวหิว วันนี้จะกินสามชามเลย!” โจวโม่โม่ขยับเข้าไปใกล้ ชูมือเล็ก ๆ ขึ้นทำท่าสองนิ้วสู้ตาย
โจวเยี่ยนช่วยคลี่นิ้วของเธอออกมาอีกนิ้วหนึ่ง “แบบนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าสาม”
เจ้าตัวเล็กไม่ได้โม้จริง ๆ ซัดบะหมี่ชามเล็กไปสามชาม กินจนหน้าเล็ก ๆ มันแผล็บเลยทีเดียว พอลุกจากโต๊ะก็ยังไม่ลืมที่จะหันมายกนิ้วโป้งให้โจวเยี่ยน “อร่อยจังเลย! คราวหน้าโม่โม่จะกินสามชามอีก!”
พอกินข้าวเช้าเสร็จ โจวเยี่ยนก็เปิดประตูใหญ่ของร้านอาหาร ข้างนอกสว่างจ้าไปหมดแล้ว
แผงลอยบะหมี่ของหวังเหล่าอู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามตั้งหม้อต้มบะหมี่ไว้ใบหนึ่ง ตอนนี้ก็กำลังส่งไอร้อนกรุ่นออกมาเช่นกัน เขากำลังจัดโต๊ะเก้าอี้อยู่
พอได้ยินเสียงเปิดประตู หวังเหล่าอู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่ง สบตากับโจวเยี่ยนเข้าพอดี เขาก็รีบหันหน้าหนีแล้วส่งเสียง ‘ฮึ’ ออกมา
คนทำอาชีพเดียวกันคือศัตรูกัน ยิ่งเปิดร้านอยู่ตรงข้ามกันก็ยิ่งแล้วใหญ่
ส่วนโจวเยี่ยนกลับยิ้มออกมา ไม่ได้เก็บท่าทีของหวังเหล่าอู่มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เปิดร้านอาหาร มันต้องวัดกันที่ฝีมือ ร้านไหนอร่อยกว่า ลูกค้าย่อมเป็นคนให้คำตอบเอง
หลังหกโมงครึ่ง ก็เริ่มมีคนงานทยอยมาทำงานแล้ว
หวังเหล่าอู่กับหลิวฟางภรรยาของเขาวันนี้ตั้งใจเปลี่ยนผ้ากันเปื้อนผืนใหม่ ยืนยิ้มแฉ่งอยู่หน้าแผงลอย เตรียมต้อนรับลูกค้าด้วยภาพลักษณ์ใหม่
แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็ยิ้มไม่ออก
จักรยานทุกคันต่างก็มุ่งหน้าไปจอดที่หน้าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา เพียงครู่เดียวก็จอดไปหกเจ็ดคันแล้ว
แถมยังมีลูกค้าประจำของร้านเขาสองคน วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ดันใส่หมวกมาด้วย แถมยังเดินเอียงคอมองไปทางอื่น เหมือนกลัวว่าพวกเขาจะจำได้ มุดเข้าร้านโจวเอ้อร์หวาไปเหมือนกัน
“มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ไปร้านฝั่งตรงข้ามกันหมดเลย! นายหวังเจี้ยนหมิงกับหลิวเหล่าปานั่นยังอุตส่าห์ใส่หมวกมาอีกนะ ฉันมองแวบเดียวก็จำได้แล้ว! ปกติพวกเขาไม่เคยกินบะหมี่ร้านอื่นนอกจากร้านเราไม่ใช่เหรอ?” หลิวฟางร้อนใจจนกระทืบเท้าไม่หยุด
ปกติป่านนี้ต้องขายได้แล้ว แต่วันนี้กลับยังไม่มีลูกค้าเลยสักคน ได้แต่ยืนมองร้านฝั่งตรงข้ามที่คึกคัก
“ก็แค่ไปร่วมวงสนุก ๆ เท่านั้นแหละ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องตกใจ” หวังเหล่าอู่พูดเสียงเข้ม
แต่มือที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกลับสั่นเทาเล็กน้อย ในใจรู้สึกขมขื่น เหมือนโดนภรรยาวิ่งหนีตามคนอื่นไปต่อหน้าต่อตา
โดนสวมเขาซะแล้ว
ไม่ว่าพวกเขาจะแค่ไปร่วมวงสนุก ๆ หรือไม่ก็ตาม แต่วันนี้ธุรกิจแย่ลงแน่นอน บะหมี่กับเครื่องราดหน้าที่เขาเตรียมไว้พวกนี้คงแย่แล้ว
“ทำไมพวกเรามากินบะหมี่ถึงต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ด้วยวะ ทำอย่างกับมาลักลอบเป็นชู้กันงั้นแหละ?”
“แกเห็นสีหน้าของหวังเหล่าอู่กับเมียเขาไหมล่ะ? ตกใจสามส่วน ไม่เข้าใจสามส่วน แล้วก็โกรธอีกสี่ส่วน ขาดแค่พุ่งเข้ามาจับตัวพวกเราแล้วถามว่า ‘ฉันไม่ได้ลดราคาให้พวกแกเหรอ?’ แบบนี้ใครมันจะไปทนไหววะ”
“หา? งั้นรีบ ๆ เดินเข้าสิวะ!”
หวังเจี้ยนหมิงกับหลิวเหล่าปารีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา ถึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เช้าวันนั้นทั้งเช้า หวังเหล่าอู่ขายบะหมี่ไปได้แค่สามชาม แถมยังเป็นพวกญาติ ๆ กันทั้งนั้น ซึ่งเพราะโดนพวกเขาสองคนจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด เลยไม่กล้าเดินไปร้านฝั่งตรงข้าม
ในทางกลับกัน ฝั่งของโจวเยี่ยนกลับไม่ได้หยุดพักเลย สะบัดเส้นบะหมี่ลงหม้อแล้วหม้อเล่า ชามใบใหญ่ที่เก็บเข้ามาในครัวกองจนเต็มถังไม้สี่ใบแล้ว
แม้แต่แรงงานเด็กอย่างโจวโม่โม่ ก็ยังได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าอยู่ที่หน้าประตู
“ยินดีต้อนรับมากินเส้นเส้นค่ะ”
“พี่สาว พี่สาวสวยจังเลยค่ะ”
“พี่สาว ผิวพี่สาวขาวจังเลยค่ะ”
“คราวหน้ามาอุดหนุนเส้นเส้นอีกนะคะ”
“บ๊ายบายค่ะ”
...
โจวโม่โม่เป็นเด็กช่างพูด เข้ากับคนง่าย คุยกับใครก็ได้ไปหมดสองสามประโยค หน้าตาก็น่ารัก แถมยังชมคนเก่งอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการให้กำลังใจที่เต็มเปี่ยม ทำเอาเหล่าพนักงานหญิงถูกอกถูกใจกันใหญ่ แถมยังมีคนเอาลูกอมมาให้เธอกินอีกด้วย
พอในกระเป๋ามีลูกอม โจวโม่โม่ก็ยิ่งพูดไม่หยุด
โจวเยี่ยนยกบะหมี่ออกมาสองสามรอบ รู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กนี่คงมาเพื่อหลอกเอาของกินชัด ๆ แต่ก็ต้านทานความน่ารักของเธอไม่ไหว อัตราความสำเร็จสูงมากจริง ๆ
พอใกล้จะแปดโมง เหล่าคนงานก็รีบร้อนไปตอกบัตรเข้างาน คนในร้านก็เริ่มบางตาลง
ในตอนนั้นเอง จักรยานยี่ห้อฟีนิกซ์สีแดงทับทิมคันหนึ่งก็มาจอดอยู่ที่หน้าร้านอาหาร หญิงสาวคนหนึ่งกระโดดลงมาจากเบาะหลังของจักรยาน
โจวโม่โม่ที่กำลังนั่งกินลูกอมอยู่บนม้านั่งตัวเล็กหน้าประตูเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาเบิกกว้างขึ้น อ้าปากค้างเล็กน้อย “พี่สาว พี่สาวสวยจังเลยค่ะ...”