เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 จักรยาน 28 นิ้ว +1

บทที่ 5 จักรยาน 28 นิ้ว +1

บทที่ 5 จักรยาน 28 นิ้ว +1


กระแสการจราจรหน้าประตูโรงงานเริ่มชะลอตัวลง

ลูกค้าที่ร้านบะหมี่ของหวังเหล่าอู่ต่างก็หันมามองตามเสียง

มือที่กำลังจับบะหมี่ของหวังเหล่าอู่ชะงักไป เขามองหลินจื้อเฉียงที่กำลังจับมือกับโจวเยี่ยนอย่างตกตะลึง รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง

เมื่อสองปีก่อนโรงงานผ้าไหมได้นำเข้าเครื่องทอจากต่างประเทศ หลินจื้อเฉียงจึงถูกย้ายมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน รับผิดชอบดูแลด้านเทคนิคการผลิต สองปีมานี้ผลผลิตและผลกำไรของโรงงานผ้าไหมก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาจึงเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในโรงงานอยู่ไม่น้อย

“โจวเยี่ยนช่วยหลานสาวของผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินเหรอ? เรื่องเป็นยังไงกัน?”

“เมื่อวานฉันได้ยินป้าข้างบ้านบอกว่ามีหญิงสาวชาวเมืองคนหนึ่งตกน้ำเกือบจมน้ำตายแถวห้วงน้ำขี้ผึ้งขาว ท้ายที่สุดก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งช่วยพาขึ้นฝั่งมาได้ หรือว่าจะเป็นโจวเยี่ยนกันนะ?”

“ห้วงน้ำขี้ผึ้งขาว?! ที่นั่นน้ำทั้งลึกทั้งเชี่ยว ใต้น้ำยังมีกระแสน้ำวนอีก ปีไหนบ้างที่จะไม่มีคนจมน้ำตายที่นั่นสักสองสามคน? โจวเยี่ยนนี่กล้าหาญจริง ๆ!”

“ถึงโจวเยี่ยนจะทำอาหารไม่อร่อย แต่ก็นึกไม่ถึงเลยว่านอกจากจะหล่อแล้ว ยังมีความยุติธรรมอยู่ไม่น้อยเลยนะ!”

เหล่าคนงานต่างกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กัน พอมีเรื่องสนุกให้ดู ก็เลยไม่รีบร้อนเข้าโรงงานกันแล้ว

“ไร้สาระน่า! เจ้าเด็กโจวเยี่ยนนั่นว่ายน้ำไม่เป็นเลย จะกระโดดลงไปในห้วงน้ำขี้ผึ้งขาวช่วยคนได้ยังไง?” หวังเหล่าอู่บ่นพึมพำ แต่ในใจก็เริ่มลังเลอยู่บ้าง

เมื่อวานตอนที่เขาตั้งแผงลอยก็ได้ยินข่าวลือมาบ้างเหมือนกัน ว่าตอนที่โจวเยี่ยนกลับมา ตัวเปียกโชกไปไปหมด เขานึกว่าเจ้าหมอนี่คิดสั้นไปกระโดดแม่น้ำเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะไปช่วยหลานสาวของผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินมา?

โจวเยี่ยนที่ถูกจับมืออยู่ก็มีอาการมึนงงเล็กน้อย ในไม่ช้าเขาก็นึกถึงหญิงสาวที่ตกน้ำเมื่อวานนี้ หรือว่าเธอจะเป็นหลานสาวของผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินจริง ๆ?

เหล่าป้า ๆ ที่ศูนย์กลางข่าวกรองของเมืองเล็กนี่ ข่าวคราวฉับไวกันจริง ๆ

“คุณเกรงใจเกินไปแล้วครับ ใครเจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยอยู่แล้ว” โจวเยี่ยนยิ้มเล็กน้อย

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการยื่นมือเข้าช่วยนะครับ ผมได้ยินมาว่าคุณว่ายน้ำไม่เป็น แต่กลับกระโดดลงไปในห้วงน้ำขี้ผึ้งขาวที่ทั้งเชี่ยวกรากและอันตรายเพื่อช่วยคนโดยไม่คิดชีวิต บุญคุณที่ช่วยชีวิตครั้งนี้ พวกเราจะไม่มีวันลืมเลือน” หลินจื้อเฉียงบีบมือของโจวเยี่ยนไว้แน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ

เซี่ยเหยาเป็นลูกสาวของพี่สาวภรรยาเขา เธอตามอาจารย์มาวาดภาพทิวทัศน์ที่เจียโจว ถือโอกาสแวะกลับมาเยี่ยมญาติที่ซูจีด้วย

เมื่อวานตอนเช้าเธอบอกว่าจะไปวาดรูปริมแม่น้ำ แต่กลับประสบอุบัติเหตุตกน้ำ พอข่าวนี้แพร่ไปถึงบ้านพักคนงาน สองสามีภรรยาถึงกับขาอ่อนเลยทีเดียว

นี่เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลเซี่ยเลยนะ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆ พวกเขาคงต้องกระโดดแม่น้ำชิงอีเจียงเพื่อไถ่โทษแล้ว

โจวเยี่ยนไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตเซี่ยเหยาไว้ แต่ยังช่วยครอบครัวถึงสองครอบครัวไว้ด้วย

ดังนั้นเมื่อวานนี้หลินจื้อเฉียงจึงให้คนไปสืบหาข้อมูลของผู้มีพระคุณ เตรียมของขอบคุณไว้ และเช้าวันนี้ก็ให้จ้าวตงพาเขามาขอบคุณโจวเยี่ยน

“คุณผู้หญิงคนนั้นไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหมครับ?” โจวเยี่ยนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เมื่อวานตอนที่ช่วยคน เขาเพิ่งจะทะลุมิติมา ในสมองของเขาก็สับสนวุ่นวายไปหมด จำได้แค่ว่าดึงคนขึ้นฝั่งมาได้เท่านั้น

“อาการของเซี่ยเหยาไม่เป็นอะไรมากครับ คุณไปช่วยได้ทันเวลาพอดี น้ำที่สำลักเข้าไปก็อาเจียนออกมาหมดแล้ว แต่ว่าเธอตกใจมาก อารมณ์ก็เลยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ กินอะไรไม่ลง ร่างกายเลยอ่อนเพลียไปบ้าง รออีกสักสองวันให้เธอดีขึ้น ผมจะพาเธอมาขอบคุณสหายโจวเยี่ยนด้วยตัวเองแน่นอนครับ” หลินจื้อเฉียงพูดด้วยสีหน้าโล่งอก แต่ในแววตาก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง

“คนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ ให้เธอพักผ่อนเยอะ ๆ นะครับ เมื่อวานคงจะตกใจมากจริง ๆ”

พอได้ยินว่าคนไม่เป็นอะไร โจวเยี่ยนก็ดีใจมาก

ในฐานะคนหนุ่มสาวผู้มีความมุ่งมั่นที่เติบโตมาใต้ผืนธงแดง การทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นแล้วได้รับการชื่นชมต่อหน้าสาธารณชน มันเป็นความรู้สึกฟินที่ไม่แพ้การเก็บเงินได้เลย

“สหายโจวเยี่ยน การเสียสละตัวเองเพื่อช่วยผู้อื่น คุณธรรมอันสูงส่งในการกล้าทำความดีนี้ ช่างน่าเลื่อมใสจริง ๆ ครับ!” จ้าวตงเอ่ยชื่นชมเสียงดังฟังชัด สีหน้าที่แสดงความนับถือบนใบหน้าของเขานั้นไม่มีการเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย

ในฐานะคนเจียโจวโดยกำเนิด จ้าวตงทำงานที่โรงงานทอผ้ามาสิบกว่าปีแล้ว ในช่วงฤดูร้อนเขาก็จะลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำบ้าง แต่สำหรับช่วงห้วงน้ำขี้ผึ้งขาวนั่น เขาไม่กล้าลงไปเด็ดขาด

การกระทำของโจวเยี่ยนที่ลงน้ำไปช่วยคนนั้นช่างบุ่มบ่ามจริง ๆ แต่มันก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมอันสูงส่งของเขา

“โจวเยี่ยนว่ายน้ำไม่เป็นก็ยังกล้ากระโดดน้ำไปช่วยคน! เขากล้าหาญมาก!”

“นี่สิถึงเรียกว่าเสียสละตัวเองเพื่อช่วยคน ถ้าเป็นฉันล่ะก็ไม่กล้าแน่”

“น่าเสียดายที่ทำอาหารไม่อร่อยเกินไป ไม่อย่างนั้นปกติฉันคงไปร้านเขาบ่อย ๆ แน่”

เหล่าพนักงานหญิงต่างมองโจวเยี่ยนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสและชื่นชม

หลินจื้อเฉียงเองก็มองโจวเยี่ยนด้วยความชื่นชมเช่นกัน ชายหนุ่มคนนี้ทั้งหน้าตาดี ทั้งดูสดใสหล่อเหลา มีเสน่ห์ของวัยหนุ่มอยู่ไม่น้อย แถมยังถ่อมตัว มีเหตุผล ไม่ยโสโอหังหรือประจบสอพลอ ไม่เหมือนพวกพ่อครัวในโรงงานที่พอเจอเขาแล้วก็มักจะทำตัวเกร็ง ๆ

“สหายโจวเยี่ยน จักรยาน 28 นิ้วคันนี้ คือของขอบคุณที่ผมเตรียมไว้ โปรดรับไว้ด้วยครับ” หลินจื้อเฉียงปล่อยมือของโจวเยี่ยน แล้วชี้ไปที่จักรยานคันใหม่เอี่ยมที่แขวนช่อดอกไม้ผ้าไหมสีแดงไว้ข้าง ๆ

เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ก็พากันส่งเสียงฮือฮาออกมาทันที

ให้จักรยาน 28 นิ้วเป็นของขอบคุณเลยเหรอ!

สายตาที่ทุกคนมองไปยังโจวเยี่ยนเต็มไปด้วยความอิจฉามากขึ้นหลายส่วน

โรงงานทอผ้าในช่วงสองปีมานี้มีผลประกอบการค่อนข้างดี เงินเดือนของคนงานหน้าสายการผลิตอยู่ที่ 38.6 หยวน นอกจากนี้ยังมีเงินค่าอายุงานและโบนัสอีกด้วย ส่วนช่างเทคนิคอาวุโสและระดับผู้บริหารเงินเดือนก็จะสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงมีคนไม่น้อยที่เก็บเงินซื้อจักรยานกัน

แต่จักรยาน 28 นิ้วคันหนึ่งก็ไม่ใช่ถูก ๆ ราคาคันละ 150 หยวน แถมยังต้องมีตั๋วซื้อจักรยานถึงจะซื้อได้ ส่วนราคาในตลาดมืดนั้นสูงเกิน 300 หยวนเลยทีเดียว

คนงานทั่วไปต้องเก็บเงินเป็นปีหรือครึ่งปีกว่าจะซื้อไหว

“จักรยานคันนี้ น่าจะเป็นรางวัลที่ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินได้รับรางวัลความก้าวหน้าทางเทคนิคระดับมณฑลเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ใช่ไหม?”

“จริงด้วย! ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินใจกว้างจริง ๆ”

“โจวเยี่ยนเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยคน เขาสมควรได้รับมันแล้ว!”

โจวเยี่ยนมองไปที่จักรยาน 28 นิ้วคันนั้น ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาเช่นกัน แต่ในไม่ช้าเขาก็ส่ายหน้า “จักรยานคันนี้มีค่าเกินไปครับ ผมรับไว้ไม่ได้ครับ”

“สหายโจวเยี่ยน คุณช่วยชีวิตของหญิงสาววัยแรกรุ่นไว้นะครับ ไม่มีอะไรที่จะล้ำค่าไปกว่าชีวิตอีกแล้ว” หลินจื้อเฉียงมองโจวเยี่ยนด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณเคยได้ยินนิทานเรื่อง ‘จื่อลู่รับวัว’ ไหมครับ จักรยานคันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการขอบคุณคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้อื่นทำความดีอีกด้วย”

เรื่องจื่อลู่รับวัว(1) โจวเยี่ยนย่อมเคยได้ยินอยู่แล้ว ในเมื่อหลินจื้อเฉียงถึงกับยกนิทานอุทาหรณ์ขึ้นมาอ้าง หากปฏิเสธต่อไปอีกก็จะดูเสแสร้งเกินไป เขาจึงพยักหน้าทันที “ถ้างั้นจักรยานคันนี้ผมขอรับไว้นะครับ ขอบคุณมากครับผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลิน”

จักรยาน 28 นิ้วหนึ่งคัน สำหรับเขาในตอนนี้มันมีประโยชน์มากจริง ๆ!

ต่อไปไม่ว่าจะไปซื้อวัตถุดิบหรือกลับบ้าน ก็สะดวกสบายขึ้นเยอะ

“ยอดเยี่ยมมากครับ” หลินจื้อเฉียงส่งแฮนด์จักรยานใส่มือของโจวเยี่ยน

หวังเหล่าอู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมองดูภาพเหตุการณ์นี้ กรามแทบจะบดกันจนแตก นี่มันจักรยาน 28 นิ้วทั้งคันเลยนะ!

“หวังเหล่าอู่ บะหมี่ของแกต้มจนเละหมดแล้ว” ลูกค้าคนหนึ่งที่ยืนดูเรื่องสนุกอยู่ข้างหม้อเอ่ยเตือน

“ฉิบหายแล้ว!” หวังเหล่าอู่ก้มลงมอง สีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขารีบตักเส้นบะหมี่ออกมา มองเส้นบะหมี่ที่ต้มจนเละเกินไปแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ทำได้เพียงหยิบเส้นบะหมี่กำใหม่มาต้มอีกรอบ

“สหายโจวเยี่ยน ผมให้พวกเขาเตรียมเอกสารเพื่อรายงานขึ้นไปแล้ว จะเสนอชื่อคุณให้เป็นแบบอย่างอารยธรรมทางจิตวิญญาณ พอด้านบนอนุมัติลงมาแล้ว ก็จะยังมีการดูแลเป็นพิเศษอีกหลายอย่างเลย” หลินจื้อเฉียงยิ้มพลางเอื้อมมือไปตบไหล่ของโจวเยี่ยนเบา ๆ แล้วพูดอย่างใจดีว่า “ถ้าคุณมีปัญหาอะไรในการทำงานหรือในชีวิตประจำวัน ทางองค์กรก็จะพยายามช่วยคุณแก้ไขให้ได้มากที่สุด”

โจวเยี่ยนไม่นึกเลยว่าหลินจื้อเฉียงจะคิดการณ์ไกลและรอบคอบถึงเพียงนี้ ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยปากว่า “ในเมื่อคุณพูดแบบนี้แล้ว งั้นผมก็จะไม่เกรงใจแล้วนะครับ ร้านอาหารของผมก่อนหน้านี้บริหารไม่ดี ทำให้ชื่อเสียงไม่ดีเท่าไหร่ กำลังจะเจ๊งอยู่แล้ว

ตอนนี้ผมได้บทเรียนอันเจ็บปวดแล้ว เลยตัดสินใจว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน โดยจะเริ่มจากการขายบะหมี่ก่อน แต่ว่าในร้านกลับไม่มีลูกค้าเลยสักคน ทุกคนต่างก็ไม่กล้าที่จะลองชิม

ผมเลยอยากจะเชิญผู้จัดการโรงงานหลินกับหัวหน้าจ้าวเข้ามาในร้าน ลองชิมบะหมี่สักชาม ช่วยประเมินรสชาติบะหมี่ที่ผมทำอย่างเป็นธรรมหน่อยครับ ถือเป็นการชิมนำร่องให้เหล่าคนงานในโรงงานทอผ้า เพื่อขจัดความกังวลของพวกเขา คุณคิดว่าเป็นยังไงบ้างครับ?”

“นี่... แน่นอนว่าไม่มีปัญหาครับ พอดีผมก็ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย” หลินจื้อเฉียงพยักหน้าโดยไม่ลังเล เขามองไปยังคนงานโรงงานทอผ้านับร้อยที่กำลังยืนมุงดูอยู่ แล้วพูดพลางยิ้มว่า “พวกเราควรจะให้โอกาสสหายหนุ่มสาวได้ลองผิดลองถูกบ้างสิครับ ในเมื่อทุกคนไม่กล้ากิน ถ้างั้นผมจะขอเป็นตัวแทนลองชิมให้ทุกคนเอง”

“ดี!”

เหล่าคนงานขานรับพลางยิ้ม

โจวเยี่ยนทำอาหารไม่อร่อย ไม่รู้ว่าทำบะหมี่จะเป็นยังไงบ้าง ถ้าอร่อยล่ะก็ การได้ลองชิมบะหมี่ฝีมือวีรบุรุษก็ไม่เลวเหมือนกันนะ

จ้าวตงแสดงสีหน้าลำบากใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากปฏิเสธ

เขาถือเป็นนักชิมตัวยงของโรงงานทอผ้าเลยทีเดียว ปกติก็จะกินอาหารชุดพิเศษที่โรงอาหารอยู่บ่อย ๆ และบางครั้งก็จะไปเปลี่ยนรสชาติที่ร้านอาหารของรัฐบ้าง

วันแรกที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาเปิด เขาก็เคยมากินแล้วมื้อหนึ่ง มันไม่อร่อยจนน่าจดจำเลยทีเดียว

“เชิญด้านในเลยครับทั้งสองท่าน” โจวเยี่ยนเข็นจักรยาน 28 นิ้วเข้าไปในร้าน จอดพิงกำแพงไว้ แล้วเชิญคนทั้งสองเข้าร้าน

“ก็นั่งโต๊ะตรงหน้าประตูนี่แหละ จะได้ให้ทุกคนได้เห็นกันชัด ๆ ว่าบะหมี่ของคุณเป็นยังไง” หลินจื้อเฉียงพูดพลางอมยิ้ม “ผมเป็นคนมณฑลจิ้น เรื่องการกินบะหมี่นี่ผมค่อนข้างพิถีพิถันเลยนะ”

“ได้ครับ งั้นเชิญทั้งสองท่านดูเลยครับว่าจะรับบะหมี่อะไรดี เมนูติดอยู่บนผนังตรงนั้นครับ” โจวเยี่ยนยิ้ม ยิ่งพิถีพิถัน ยิ่งเป็นมืออาชีพก็ยิ่งดี

เดิมทีเขากำลังขบคิดหาวิธีโปรโมตจนหัวแทบแตก การมาของหลินจื้อเฉียงและจ้าวตงในครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่ามาช่วยชี้ช่องทางแก้ไขสถานการณ์ให้เขา

คนหนึ่งคือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานที่ดูแลด้านเทคนิค อีกคนคือหัวหน้าแผนกนักชิม ทั้งคู่ต่างก็มีสถานะและความน่าเชื่อถือในสายตาของคนงานในโรงงานทอผ้าอยู่พอสมควร

ขอเพียงแค่พวกเขาบอกว่าดี คนงานก็จะยอมมาลองชิม สิ่งที่เขาต้องการก็คืออิทธิพลจากคนดังนี่แหละ

โจวเยี่ยนมีความมั่นใจในบะหมี่ของตัวเองมาก ขอเพียงแค่มีลูกค้าได้ลองชิมเยอะขึ้น ชื่อเสียงก็จะถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

“ผมเอาบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋น” หลินจื้อเฉียงมองเมนูอยู่สองสามวินาทีก็ตัดสินใจได้

จ้าวตงมองไปที่เมนู สีหน้าประหลาดใจ เมนูเดิมที่เคยมีรายการอาหารเขียนไว้แน่นขนัดถูกฉีกทิ้งไปแล้ว แทนที่ด้วยเมนูแผ่นใหม่ ซึ่งตอนนี้มีแค่บะหมี่สามรายการเท่านั้น ดูเหมือนจะเน้นปฏิบัติได้จริงมากขึ้นเยอะ

แต่ว่าบะหมี่ชามหนึ่งราคาตั้งหกเหมา แพงกว่าที่โรงอาหารเท่าตัว และยังแพงกว่าร้านบะหมี่ของหวังเหล่าอู่อยู่หนึ่งถึงสองเหมา ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไงบ้าง

เขาก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน “ผมเอาบะหมี่แห้งเนื้อพริกสดสองชนิด”

“ได้ครับ รอสักครู่นะครับทั้งสองท่าน” โจวเยี่ยนหันหลังเดินเข้าครัวไป ในที่สุดก็ได้เปิดบิลแล้ว!

ในเตาไฟยังมีไฟอ่อน ๆ อยู่ตลอดเวลา เขาเติมไม้ชิงกังเข้าไปท่อนหนึ่ง แล้วออกแรงสูบลมสองสามที เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมาทันที น้ำร้อนในกระทะใบใหญ่ก็เริ่มเดือดปุด ๆ

โจวเยี่ยนหันไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยม หยิบแป้งโดว์ที่นวดเตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาหนึ่งก้อน ดึงและสะบัดในมือไปมา ไม่นานมันก็กลายเป็นเส้นบะหมี่หนึ่งกำมือ เขาหย่อนมันลงไปในหม้อน้ำที่กำลังเดือดพล่าน

เขาหยิบชามใบใหญ่สองใบมาเตรียมเครื่องปรุงรสก้นชามไว้

พอเส้นบะหมี่สุกได้เจ็ดส่วน ก็หยิบผักกวางตุ้งต้นเล็กสองสามใบใส่ลงไปลวก

เส้นบะหมี่สุกได้ที่แล้ว เขาเปิดฝาหม้อต้มซุปที่อยู่ตรงกลาง ตักน้ำซุปเนื้อสีขาวข้นหนึ่งทัพพีใส่ลงในชามใบซ้าย ตักเส้นบะหมี่แบ่งใส่ในชามทั้งสองใบ ตักใบผักกวางตุ้งทั้งหมดใส่ลงในชามบะหมี่น้ำ ส่วนบะหมี่แห้งก็นำเครื่องปรุงก้นชามมาคลุกเคล้ากับเส้นบะหมี่ให้เข้ากันก่อน

ตักเนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งหนึ่งทัพพีราดลงบนบะหมี่น้ำ และตักเนื้อสับผัดพริกสดสองชนิดหนึ่งทัพพีราดลงบนบะหมี่แห้ง

เขาวางชามใบใหญ่ทั้งสองใบลงบนถาด แล้วยกบะหมี่ออกจากห้องครัว

ถ้าลูกค้าน้อยก็ยังพอไหว แต่ถ้าลูกค้าเยอะขึ้นมา ทำคนเดียวทั้งจุดไฟ ต้มบะหมี่ เสิร์ฟอาหาร และเก็บโต๊ะคงไม่ไหวแน่ การรับสมัครพนักงานก็กลายเป็นเรื่องที่โจวเยี่ยนต้องเก็บไปคิดต่อแล้ว

“บะหมี่นี่ขายไม่ถูกเลยนะ ชามละหกเหมา ที่โรงอาหารกินบะหมี่เนื้อได้ตั้งสองชาม”

“ก็ไม่ถูกจริง ๆ นั่นแหละ แถมชนิดของบะหมี่ก็มีไม่เยอะ มีแค่สามอย่าง ขนาดร้านบะหมี่ของหวังเหล่าอู่ยังมีตั้งหกเจ็ดอย่างเลย”

“แพงหน่อยก็พอเข้าใจได้ ก็ค่าเช่าร้านมันไม่ใช่ถูก ๆ นี่นา หวังเหล่าอู่ตั้งแผงลอย ไม่ต้องเสียค่าเช่าสักหน่อย”

“ถ้าอร่อยก็ยังโอเค แต่ถ้ารสชาติไม่ได้เรื่อง ใครมันจะอยากไปเป็นหมูให้เชือดล่ะ”

เหล่าคนงานชะโงกหน้าดูเมนู ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา

เมื่อเห็นโจวเยี่ยนยกบะหมี่ออกมา ทุกคนก็หันไปมองเขาเป็นตาเดียว

โจวเยี่ยนวางบะหมี่ทั้งสองชามลงบนโต๊ะ ชามใบใหญ่ดูแล้วให้ปริมาณที่เยอะมาก

บนบะหมี่น้ำราดหน้าด้วยเนื้อตุ๋นหน่อไม้ มีเนื้อชิ้นใหญ่อยู่ห้าหกชิ้น หน่อไม้ก็มีไม่น้อย น้ำซุปเนื้อสีแดงผสมผสานเข้ากับน้ำซุปกระดูกสีขาวข้นเป็นมันวาว ดูน่ากินเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนบะหมี่แห้งก็ราดด้วยเนื้อสับผัดพริกสดสองชนิดหนึ่งทัพพี เนื้อสับผัดกับพริกเขียวพริกแดง สีสันสดใสสวยงาม ไออุ่นพากลิ่นหอมของเนื้อลอยฟุ้งออกไปนอกร้าน

“เอื๊อก”

ชั่วขณะนั้น เสียงกลืนน้ำลายก็ดังขึ้นระงม

“หอมจัง! เนื้อตุ๋นนี้หอมมากเลย!”

“เครื่องราดหน้าก็ให้เยอะมาก เนื้อชิ้นใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เยอะกว่าร้านของหวังเหล่าอู่ตั้งสามเท่าแน่ะ ยังมีหน่อไม้อบแห้งอีก แค่ดูก็น่ากินแล้ว!”

“บะหมี่แห้งเนื้อพริกสดสองชนิดนี่ดูแล้วสุดยอดไปเลย! ดูน่ากินกว่าเครื่องราดหน้าเนื้อหมูตั้งเยอะ แถมปริมาณก็เยอะด้วย”

“ตอนแรกก็คิดว่าชามละหกเหมามันแพงไปหน่อย แต่พอเห็นปริมาณเนื้อนี่แล้ว ตอนนี้ฉันกลับกังวลว่าเถ้าแก่จะขาดทุนแทน”

เหล่าคนงานต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ดินแดนปาสู่ (เสฉวน-ฉงชิ่ง) นั้นพิถีพิถันเรื่องการกินเป็นอย่างมาก อร่อยหรือไม่อร่อย แค่เหลือบมองแวบเดียว สูดกลิ่นเข้าไป ก็พอจะรู้คำตอบในใจแล้ว

หลินจื้อเฉียงมองบะหมี่น้ำตรงหน้า ดวงตาเป็นประกาย แค่ดูจากหน้าตาก็ถือว่าไร้ที่ติแล้ว น้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนขาวข้น ค่อย ๆ ผสมผสานเข้ากับน้ำซุปเนื้อ กลิ่นหอมของเนื้อลอยเตะจมูกเข้ามา

เขาคีบเนื้อขึ้นมาชิ้นหนึ่งก่อน ตะเกียบจมลงไปในเนื้อที่เปื่อยนุ่ม น้ำจากเนื้อก็ไหลซึมออกมา พอกัดเข้าไปเบา ๆ เนื้อส่วนท้องที่แทรกมันก็ละลายในปาก แต่ก็ไม่ถึงกับเละเป็นเศษ ๆ สัมผัสของพังผืดที่นุ่มหนึบก็แทรกซึมอยู่ด้วย กลิ่นหอมของซอสเข้มข้น มีรสเผ็ดที่แฝงความหวานตามมาทีหลัง คำนี้มันช่างฟินสุด ๆ ไปเลย!

เขาลองชิมหน่อไม้อบแห้งอีกชิ้น หน่อไม้อบแห้งที่ดูดซับน้ำมันวัวและน้ำซุปเนื้อไว้จนชุ่มฉ่ำ สัมผัสทั้งกรอบทั้งนุ่มผสมผสานกัน ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำมันแต่ก็ยังสดชื่น ช่างน่าประหลาดใจจริง ๆ!

“เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งนี่ เนื้อวัวชุ่มฉ่ำไม่แห้งกระด้าง หน่อไม้อบแห้งก็ทั้งกรอบทั้งนุ่มสดชื่น อร่อย! อร่อยจริง ๆ!” หลินจื้อเฉียงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม

ต่อจากนั้น เขาก็คนเส้นบะหมี่ให้เข้ากัน แล้วคีบขึ้นมาคำหนึ่งส่งเข้าปาก ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็ปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจ

……….……….……….……….

(1)จื่อลู่รับวัว (子路受牛) เป็นเรื่องเล่าเชิงคุณธรรมที่มีชื่อเสียงในวัฒนธรรมจีน มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับเรื่อง จื่อก้งปฏิเสธทอง (子贡拒金) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของการส่งเสริมคุณธรรมและพฤติกรรมที่ดีในสังคม

จบบทที่ บทที่ 5 จักรยาน 28 นิ้ว +1

คัดลอกลิงก์แล้ว