- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 4 เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้ง
บทที่ 4 เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้ง
บทที่ 4 เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้ง
โจวเหมี่ยวขี่จักรยาน 28 นิ้ว ให้จ้าวเถี่ยอิงและโจวโม่โม่ซ้อนกลับไป
โจวโม่โม่นั่งอยู่บนคานด้านหน้า ไม่ลืมที่จะเอียงคอโบกมือให้โจวเยี่ยน ตะโกนเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “เกอเกอ โม่โม่กลับแล้วน้า”
“โอเค” โจวเยี่ยนยิ้มรับคำ
จักรยาน 28 นิ้วคันนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นรถขนส่งของพ่อเขาอีกด้วย ทุกวันที่เขาต้องขนเนื้อวัวหลายร้อยจินไปตลาดก็อาศัยมันนี่แหละ
ในยุคที่ขาดแคลนสิ่งของเช่นนี้ การจะซื้อจักรยานสักคันมีแค่เงินยังไม่พอ ยังต้องมีตั๋วซื้อจักรยานด้วย
“โจวเยี่ยนวันนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปหน่อยนะ” จ้าวเถี่ยอิงโอบเอวของโจวเหมี่ยวไว้ พูดพลางยิ้ม
“รู้สึกว่าจะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนะ แล้วก็ดูสนิทสนมกับลูกสาวคนเล็กมากขึ้นด้วย พอได้เป็นวีรบุรุษแล้วมันก็ไม่เหมือนเดิมจริง ๆ” โจวเหมี่ยวตอบ
“บะหมี่วันนี้อร่อยมากเลย ฉันโตมาจนป่านนี้ยังไม่เคยกินบะหมี่ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย ดูท่าเขาจะได้วิชามาจริง ๆ” รอยยิ้มของจ้าวเถี่ยอิงสดใสยิ่งขึ้น แต่ในไม่ช้าเธอก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา “แต่ว่า... ฝีมือของเขาก็เรียนมาจากอาจารย์เซียวไม่ใช่เหรอ ถ้าบะหมี่ในโรงอาหารของโรงงานอร่อยขนาดนี้ แล้วร้านบะหมี่ของหวังเหล่าอู่จะมีคนไปกินได้ยังไง”
“นั่นสิ มันก็น่าแปลกอยู่หน่อย ๆ...”
...
“โจวเยี่ยน ร้านอาหารของแกนี่เตรียมจะเซ้งต่อแล้วเหรอ?” ขณะที่โจวเยี่ยนกำลังจะเข้าประตู เสียงของหวังเหล่าอู่ก็ดังมาจากด้านหลัง
โจวเยี่ยนขมวดคิ้ว แล้วหันกลับไป
เขามองหวังเหล่าอู่ ที่สูงประมาณเมตรห้าสิบหก ทรงผมแบบเมดิเตอร์เรเนียน (หัวล้านตรงกลาง) รูปร่างท้วมเล็กน้อย และมีรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์
โจวเยี่ยน “ใครบอก? ร้านของผมยังเปิดกิจการดีอยู่ ไม่เซ้ง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังเหล่าอู่ชะงักไป เขารีบร้อนพูด “ทั้งวันยังไม่มีลูกค้าสักคน นี่ยังเรียกกว่ากิจการดีอยู่อีกเหรอ? มีที่ไหนเขาทำธุรกิจกันแบบนี้ ต่อให้พ่อแม่แกจะมีเงิน ก็ทนให้ลูกผลาญแบบนี้ไม่ไหวหรอกนะ ถึงแม้ว่าบางครั้งคำพูดของอาอาจจะฟังไม่เข้าหูไปบ้าง แต่ว่า...”
“ถ้าฟังไม่เข้าหูก็เก็บเอาไว้เลย อยู่ห่าง ๆ ผมไว้น่ะดีที่สุดแล้ว” โจวเยี่ยนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ผมเป็นโรคกลัวที่แคบ โดยเฉพาะพวกคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะ ๆ น่ะ”
แผงลอยบะหมี่ของหวังเหล่าอู่เปิดอยู่ตรงหน้าโรงงานผ้าไหมพอดี ทำธุรกิจอยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารของโจวเยี่ยนเลย โจวเยี่ยนรู้ดีว่าเขาไม่ได้มีเจตนาดีอะไร ไม่อย่างนั้นก่อนหน้านี้แม่ของเขาก็คงไม่ด่าอีกฝ่ายไปชุดใหญ่หรอก
เขาพูดพลางยิ้มอีกว่า “มีเวลามาสนใจร้านผม สู้เอาเวลาไปสนใจว่าบนหัวตัวเองเหลือผมอีกกี่เส้นดีกว่า ร้านของผมพรุ่งนี้จะเริ่มเปลี่ยนมาขายบะหมี่แล้ว อาคงกลัวจนผมร่วงเร็วกว่าเดิมล่ะสิ”
โจวเยี่ยนพูดจบก็หันหลังเดินเข้าร้าน แล้วปิดประตูทันที
“ขายบะหมี่?” หวังเหล่าอู่อึ้งไปครู่หนึ่ง พอคิดทบทวนคำพูดของโจวเยี่ยน เขาก็อดที่จะโกรธจนหน้าแดงไม่ได้ “ไอ้ลูกเนรคุณผลาญเงินนี่ ขนาดเส้นบะหมี่ยังไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนเลย ยังจะมาขายบะหมี่อีกเหรอ? นึกว่าการเปิดร้านบะหมี่มันง่ายขนาดนั้นเลยรึไง ร้านของแกอีกไม่เกินครึ่งเดือนเจ๊งสนิทแน่นอน!”
ร้านค้าที่ค่าเช่าเดือนละ 15 หยวนเขาไม่ได้สนใจหรอก แต่โต๊ะแปดเซียนกับม้านั่งยาวที่โจวเยี่ยนสั่งทำน่ะ เขาอยากได้จนตาลุกวาวเลยต่างหาก ถึงตอนนั้นค่อยไปกดราคาซื้อมาสักสองสามชุด ก็ยังคุ้มกว่าไปจ้างช่างไม้ทำเองตั้งเยอะ
โจวเยี่ยนเข้าไปในครัวเพื่อตรวจนับวัตถุดิบ แป้งสาลียังมีเหลืออยู่ประมาณสิบจิน เพียงพอสำหรับใช้ในวันพรุ่งนี้
พวกพริก หน่อไม้อบแห้ง ต้นหอม ขิง และเครื่องเคียงเครื่องปรุงอื่น ๆ ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้เช้าพอได้เนื้อมาถึงจะทำเครื่องราดหน้าได้ทันเวลา
ก่อนออกจากบ้าน โจวเยี่ยนนับเงินที่มีอยู่ในมือก่อน เขามีเงินเดิมอยู่ 3 หยวน 8 เจี่ยว 5 เฟิน พ่อแอบยัดเงินให้เขาอีก 2 หยวน โจวโม่โม่สนับสนุนด้วยมิตรภาพอีก 5 เฟิน แล้วแม่ก็ให้เขามาอีก 10 หยวน 4 เจี่ยว รวมทั้งหมดเป็น 16 หยวน 3 เจี่ยว
เงินไม่เยอะเลย แต่ทั้งหมดเป็นธนบัตรใบละหนึ่งหยวนกับห้าเหมา ถือไว้ในมือแล้วได้เป็นปึกหนา ๆ
นี่คือสมบัติทั้งหมดที่โจวเยี่ยนมี และยังเป็นเงินทุนในการพลิกสถานการณ์ของเขา ที่สำคัญกว่านั้น มันยังแบกรับความคาดหวังของพ่อกับแม่ที่มีต่อเขาไว้ด้วย
โจวเยี่ยนเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วออกจากบ้าน เขาคล้องแม่กุญแจที่ประตู แล้วมุ่งหน้าออกไปซื้อของ
กว่าที่เขาจะหอบหิ้วผักถุงใหญ่ถุงน้อยกลับมาถึงร้านอาหาร ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
“จักรยานนี่มันดีจริง ๆ นะ ไว้หาเงินได้แล้ว ยังไงก็ต้องซื้อจักรยานสักคันก่อน” โจวเยี่ยนวางถุงหน่อไม้อบแห้งถุงใหญ่และผักอื่น ๆ ลงบนโต๊ะแปดเซียน สะบัดมือที่เริ่มชา แล้วยกกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมากระดกอึก ๆ ๆ ไปหลายอึกใหญ่
การออกมาซื้อวัตถุดิบต้องไปหลายที่มาก อาศัยแค่รถเมล์สาย 11 (เดิน) มันเหนื่อยเกินไปจริง ๆ ในตอนนี้ ความรู้สึกอยากได้จักรยาน 28 นิ้วสักคันพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
หน่อไม้อบแห้งจินละห้าเหมาห้าเฟิน เขาซื้อมาสิบจิน พริกขี้หนูกับพริกเอ้อร์จิงเถียวอย่างละหนึ่งจิน จินละหนึ่งเหมาห้าเฟิน หัวไชเท้ากับผักกาดหอมอย่างละห้าจินรวมเป็นเงินหนึ่งหยวน ทั้งหมดใช้เงินไปหกหยวนแปดเหมา เขาหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ แล้วจดบันทึกลงไป
เขาทำบะหมี่ก้อนแป้งกินง่าย ๆ ชามหนึ่ง จากนั้นก็หากระดาษสีแดงแผ่นใหญ่สองแผ่นกับพู่กันหนึ่งด้าม
แผ่นหนึ่งเขียนเมนูใหม่สำหรับติดบนผนัง มีแค่บะหมี่สามชนิด ชามละหกเหมา ติดราคาบอกชัดเจน
อีกแผ่นหนึ่งเขียนป้ายร้านใหม่ ใช้แผ่นไม้ตอกทำเป็นป้ายสำหรับตั้งโชว์ พรุ่งนี้จะเอาไปวางไว้หน้าร้านเพื่อเรียกลูกค้า
เขาหยิบหน่อไม้อบแห้งสองกำมือมาแช่น้ำไว้ แล้วหั่นหัวไชเท้าเป็นแท่งยาวใส่ลงในไหผักดอง
แพ็กเกจเริ่มต้นที่ระบบให้มา ไม่ได้มีแค่บะหมี่สามชนิด แต่ยังมีสุดยอดเคล็ดลับการทำผักดองอีกด้วย ดองวันนี้ มะรืนนี้ก็กินได้แล้ว
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ เขาก็รีบอาบน้ำล้างหน้าขึ้นไปชั้นบน พอหัวถึงหมอนก็หลับไปทันที
...
วันต่อมาฟ้ายังไม่สว่าง อาจารย์เสี่ยวโจวก็ตื่นนอนออกไปซื้อของแล้ว
สำหรับเรื่องการหาเงิน โจวเยี่ยนมีความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยมสิบสองส่วนอยู่เสมอ
ช่วยไม่ได้ ก็เคยกลัวความจนมาก่อนนี่นา
เขาถือไฟฉายยี่ห้อหัวเสือ เดินตามความทรงจำไปยังโรงฆ่าสัตว์ที่ท้ายเขื่อนหมู่บ้านโจว โจวเหมี่ยวเตรียมเนื้อสันนอกหนึ่งจิน เนื้อส่วนท้องหนึ่งจิน และกระดูกวัวอีกสิบจินที่เขาต้องการไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
เนื้อสันนอกกับเนื้อส่วนท้องคิดราคาให้เขาจินละ 1.5 หยวน ถูกกว่าแผงขายเนื้อข้างนอกตั้ง 1 หยวน ส่วนกระดูกวัวไม่คิดเงิน นี่สิถึงเรียกว่าพ่อแท้ ๆ!
ระหว่างทางกลับ เขาก็แวะไปที่หัวสะพานหินเพื่อรับซี่โครงหมูชั้นดีหนึ่งจินที่สั่งจองไว้ล่วงหน้าจากจางเหล่าซาน
“โจวเอ้อร์หวา วันนี้ทำไมเอาแค่ซี่โครงหมูอ่อนจินเดียวล่ะ? คากิ หมูสามชั้น พวกนั้นไม่เอาแล้วเหรอ?” จางเหล่าซานมองโจวเยี่ยนอย่างสงสัย ช่วงนี้โจวเยี่ยนถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเขาเลยนะ ทุกครั้งที่มาไม่เพียงแต่จะซื้อเนื้อ แต่ยังสั่งพวกเซี่ยงจี๊ ตับหมู ไส้ใหญ่ อยู่ไม่น้อยเลย
“ลุงจาง ผมเปลี่ยนมาขายบะหมี่แล้วครับ ซื้อซี่โครงไปทำบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง เดี๋ยวถ้าลุงจัดการงานเสร็จแล้วก็แวะมากินบะหมี่ที่ร้านผมนะ” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ
จางเหล่าซานมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโจวเหมี่ยว ซี่โครงหมูวันนี้เขาเลยคิดราคาให้หนึ่งหยวนเก้าเหมาต่อจิน ถูกกว่าเจ้าอื่นอยู่สองสามเจี่ยว
คนขายเนื้อถือเป็นซัพพลายเออร์คนสำคัญของร้านอาหารเสฉวน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความสัมพันธ์ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่อยู่ด้วย
“ได้เลย” จางเหล่าซานรับคำ ก้มหน้าชำแหละเนื้อต่อไป
ตอนที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาเปิดใหม่ ๆ โจวเหมี่ยวเคยชวนเขาไปกินอยู่มื้อหนึ่ง นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้กินอาหารจากร้านอาหารเสฉวนที่รสชาติห่วยแตกขนาดนี้ นี่มันเป็นการย่ำยีเนื้อสัตว์ชัด ๆ
ระหว่างทางกลับ โจวเยี่ยนยังจ่ายเงินอีก 1 เหมาเพื่อซื้อผักกวางตุ้งต้นเล็กมาสองกำ
เป็นผักที่ชาวบ้านไปเด็ดจากสวนมาขายแต่เช้า ใช้ฟางข้าวรัดไว้ กำหนึ่งหนักกว่าหนึ่งจิน บนใบยังมีน้ำค้างเกาะอยู่เลย สดมาก ๆ
พอกลับมาถึงร้านก็เพิ่งจะตีห้าเท่านั้น เนื้อส่วนท้องกับซี่โครงหมูต้องใช้เวลาตุ๋นค่อนข้างนาน โดยเฉพาะน้ำซุปกระดูกวัวยิ่งต้องเคี่ยวไว้ล่วงหน้า เขาจึงไม่กล้าชักช้า รีบสับซี่โครงหมูเป็นท่อน ๆ ขนาดเท่ากัน และหั่นเนื้อส่วนท้องเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากัน
ตั้งกระทะจุดไฟ เริ่มเตรียมเนื้อตุ๋นและซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง ส่วนหม้อต้มซุปที่อยู่ตรงกลางก็ใช้เคี่ยวน้ำซุปกระดูกวัว
พอกระทะร้อนก็ใส่น้ำมัน นำเนื้อส่วนท้องลงไปผัดรวนก่อนเพื่อรีดน้ำมันออกมา จนผิวเริ่มมีสีเหลืองเกรียมเล็กน้อยก็ใส่เต้าเจี้ยวพริก ขิง กระเทียม และพริกไทยเสฉวนลงไป ผัดจนสีสวย แล้วเติมโป๊ยกั้ก เปราะหอม และอบเชยลงไปเล็กน้อย ราดด้วยเหล้าจีนสำหรับทำอาหาร
พอเริ่มส่งกลิ่นหอม ก็เติมน้ำให้ท่วมเนื้อวัว ปิดฝาต้มต่ออีกหนึ่งชั่วโมง
รอจนเนื้อเปื่อยนุ่ม ก็ใส่หน่อไม้อบแห้งที่หั่นไว้ลงไป น้ำซุปเนื้อที่หอมกรุ่นจะท่วมหน่อไม้อบแห้งพอดี ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวไปเรื่อย ๆ
ปุด ๆ ปุด ๆ กลิ่นหอมของเนื้อลอยฟุ้งไปทั่ว
น้ำซุปกระดูกคอยช้อนฟองออกครั้งแล้วครั้งเล่า จนตอนนี้น้ำซุปกระดูกวัวสีขาวข้นหม้อหนึ่งก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว กระดูกวัวที่ทุบจนแตกทำให้น้ำซุปยิ่งเข้มข้นขึ้น พอต้มซุปเสร็จ ไขกระดูกวัวก็ยังเป็นอีกหนึ่งเมนูเลิศรส
โจวเยี่ยนมองดูเวลา แล้วก็ลงมือนวดแป้งทิ้งไว้ก่อน เผื่อว่าลูกค้าเข้าร้านแล้วจะทำไม่ทัน
ในกระทะอีกใบ ซี่โครงหมูที่เคลือบไปด้วยซอสข้นหนืดกำลังเดือดปุด ๆ เขาจึงรีบตักขึ้นจากกระทะทันที เทใส่ชามกระเบื้องใบใหญ่ที่เตรียมไว้
ซี่โครงหมูที่หั่นขนาดเท่าหัวแม่มือ เห็นเป็นชิ้น ๆ ชัดเจน เคลือบไปด้วยซอสจนทั่ว ดูน่ากินเป็นอย่างยิ่ง โจวเยี่ยนตัดสินใจลองชิมสักชิ้น
ซี่โครงหมูที่เปื่อยนุ่ม คีบขึ้นมาก็สั่นระริก พอเข้าปากเพียงแค่เม้มเบา ๆ เนื้อก็หลุดออกจากกระดูกแล้ว ซอสรสหวานอ่อน ๆ เข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน กลิ่นหอมของเนื้อและเครื่องเทศผสมผสานกันอย่างลงตัว ไขมันที่แทรกอยู่ในซี่โครงหมูยิ่งเป็นจุดเด่นที่สำคัญ สูดเข้าปากไปคำเดียว วิญญาณแทบจะลอยขึ้นสวรรค์
“ฉันนี่มันอัจฉริยะจริง ๆ!” ดวงตาของโจวเยี่ยนเป็นประกาย ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงนี้ทำเอาเขาตะลึงไปเลย ทำครั้งเดียวก็สำเร็จ!
เขาวางชามกระเบื้องใบใหญ่ไว้บนเตาเพื่ออุ่นไว้ โจวเยี่ยนไม่หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว เขาล้างกระทะอย่างคล่องแคล่ว แล้วเริ่มผัดเครื่องราดหน้าเนื้อพริกสดสองชนิดต่อ
พอผัดเครื่องราดหน้าเนื้อพริกสดสองชนิดเสร็จ ทางฝั่งเนื้อตุ๋นน้ำแดงน้ำก็งวดลงแล้ว สามารถตักขึ้นได้เช่นกัน
โจวเยี่ยนลองชิมหน่อไม้อบแห้งชิ้นหนึ่ง หน่อไม้ถูกหั่นให้เล็กกว่าชิ้นเนื้อเล็กน้อย มันดูดซับน้ำซุปเนื้อที่เข้มข้นไว้จนชุ่ม ทั้งกรอบทั้งหอม อร่อยมากจริง ๆ!
ตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ ยุ่งวุ่นวายจนถึงหกโมงครึ่ง โจวเยี่ยนหิวจนใจสั่นไปหมด รีบต้มบะหมี่ดึงมือให้ตัวเองชามหนึ่ง ปรุงรสที่ก้นชามก่อน ตักน้ำซุปเนื้อสีขาวข้นสองทัพพี ใส่เส้นบะหมี่สามเหลี่ยง แล้วราดด้วยเนื้อตุ๋นหน่อไม้อีกหนึ่งทัพพี
บะหมี่ร้อน ๆ ชามนี้ลงท้องไป แม้แต่น้ำซุปก็ซดจนเกลี้ยงไม่เหลือ ทั่วทั้งร่างกายก็อบอุ่นขึ้นมาทันที
บะหมี่เนื้อตุ๋นชามนี้มันสุดยอดเกินไปแล้ว ไม่มีที่ติเลย
อีกอย่าง เมนูหน่อไม้อบแห้งตุ๋นเนื้อนี้ ต่อให้แยกออกมาเป็นเมนูเดี่ยว ๆ ก็สามารถเป็นเมนูชูโรงของร้านได้เลย กินกับข้าวอร่อยสุด ๆ แน่นอน!
เมื่อเตรียมเครื่องราดหน้าและท็อปปิงต่าง ๆ พร้อมแล้ว โจวเยี่ยนก็หิ้วป้ายที่เขียนไว้เมื่อคืนนี้ ออกไปตั้งไว้ที่หน้าร้านอาหาร
โรงงานผ้าไหมเจียโจวตั้งอยู่ริมแม่น้ำชิงอีเจียงในตำบลซูจี เป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่ของเจียโจว ในโรงงานมีพนักงานกว่าสองพันคน ในจำนวนนี้เป็นพนักงานหญิงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ มีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับลูกหลานพนักงานและโรงพยาบาลของพนักงานเอง สวัสดิการถือว่าดีมาก ผู้คนในตำบลซูจีต่างก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำงานในโรงงานผ้าไหมแห่งนี้
ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว เหล่าคนงานขี่จักรยานมาทำงาน บางคนก็แวะจอดที่แผงลอยหน้าโรงงานเพื่อกินบะหมี่หรือซาลาเปาสักชาม แต่ส่วนใหญ่จะไปกินมื้อเช้าที่โรงอาหารของโรงงาน
โรงอาหารของโรงงานมีอาหารเช้าบริการ แถมถ้าใช้ตั๋วก็จะยิ่งถูกกว่า บะหมี่เปล่าชามละหนึ่งเหมาเท่านั้น ถูกกว่ากินข้างนอกตั้งเยอะ
โจวเยี่ยนถือป้ายไม้ออกไปยืนอยู่หน้าประตู ก็ดึงดูดความสนใจจากพนักงานหญิงสาว ๆ บางคนได้ทันที
เขาสูงเมตรแปดสิบ รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน ผมทรงสั้นที่ดูสะอาดตา ประกอบกับใบหน้าที่คมคายได้รูป แม้ว่าบนตัวจะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาว กางเกงทำงานสีน้ำเงิน และยังมีผ้ากันเปื้อนผูกอยู่ที่เอว แต่เหล่าหญิงสาวก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองซ้ำสอง
“โจวเยี่ยนหล่อจริง ๆ เลยนะ ขาก็ยาว ดูดีกว่าดาราหนังซะอีก!”
“หล่อแล้วมันกินแทนข้าวได้ที่ไหนล่ะ เป็นเด็กฝึกงานในโรงอาหารอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ ดันอยากจะออกมาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย”
“โจวเยี่ยนหน้าตาดีก็จริง แต่ทำอาหารไม่อร่อยเลยนะ เปลี่ยนมาขายบะหมี่ก็คงไม่อร่อยเหมือนกันนั่นแหละ”
“ในโรงงานของเรายังมีใครไปกินข้าวที่ร้านโจวเอ้อร์หวาอีกเหรอ? อาหารในโรงอาหารต่อให้จะไม่อร่อยแค่ไหน มันก็ยังอร่อยกว่าที่เขาทำตั้งเยอะ”
...
เหล่าหญิงสาวหัวเราะคิกคักพลางขี่จักรยานผ่านโจวเยี่ยนไป สายตาที่มองมานั้นช่างกล้า แต่กลับไม่มีใครหยุดรถเลยสักคน
คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูของโจวเยี่ยน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเริ่มจะแข็งค้างเสียแล้ว
เสี่ยวโจวนี่เก่งจริง ๆ สร้างชื่อเสียงไว้ซะเละเทะเลย ดูท่าว่าวันนี้อยากเปิดร้านก็คงจะยากแล้ว ธุรกิจร้านอาหารสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือชื่อเสียงนี่แหละ
อคติในใจคนเรานี่มันช่างเป็นภูเขาลูกใหญ่จริง ๆ
ในทางกลับกัน แผงลอยบะหมี่ของหวังเหล่าอู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ตอนนี้มีลูกค้าเจ็ดแปดคนแล้ว
“โจวเอ้อร์หวา บะหมี่ของแกท่าทางจะขายไม่ออกล่ะมั้ง ฝีมือน่ะต้องเน้นที่ความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่เน้นที่ปริมาณ ทำแบบแกขายมันทุกอย่างแบบนี้มันไปไม่รอดหรอก ต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าหน่อยสิ” หวังเหล่าอู่จับเส้นบะหมี่หย่อนลงหม้อ ก็ยังไม่ลืมที่จะพูดจาถากถางโจวเยี่ยนสองสามประโยค รอยยิ้มบนใบหน้าแทบจะปิดไม่มิด
โจวเยี่ยนมาขายบะหมี่ก็คือมาแย่งธุรกิจของเขา พอหวังเหล่าอู่ได้โอกาสก็ย่อมต้องแขวะเขาสักหน่อยเป็นธรรมดา
“หวังเหล่าอู่ อ้าปากตะโกนโหวกเหวกแบบนั้น น้ำลายกระเด็นลงหม้อหมดแล้วมั้ง แบบนี้ท่าทางจะไม่ดีเท่าไหร่นะ ยังไงก็ต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าหน่อยสิ” โจวเยี่ยนไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาอยู่แล้ว เขายิ้มรับแล้วพูดสวนกลับไป
เหล่าลูกค้าที่กำลังรอบะหมี่มาเสิร์ฟพอได้ยินดังนั้น ต่างก็ชะโงกหน้ามองไปยังหวังเหล่าอู่ สีหน้าแสดงความกังวล
สีหน้าของหวังเหล่าอู่เปลี่ยนไปทันที เขารีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่มี ไม่มี ไอ้เด็กนั่นมันพูดมั่ว”
มุมปากของโจวเยี่ยนยกขึ้นเล็กน้อย สงครามธุรกิจน่ะเหรอ มันก็เรียบง่ายแบบนี้แหละ
การเถียงชนะไม่ได้ช่วยนำพาลูกค้ามาให้โจวเยี่ยน เขายืนอยู่ที่หน้าประตู มองดูเหล่าคนงานที่เดินผ่านไปมาอย่างขวักไขว่ ในสมองเริ่มคิดหาวิธีที่จะพลิกฟื้นชื่อเสียง และดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน
วิธีการและหนทางก็มีอยู่ไม่น้อย อย่างเช่น การจัดให้มีการทดลองชิมฟรี ของฟรีแบบนี้ย่อมต้องมีคนลองอยู่แล้ว ใช้ฝีมือที่แท้จริงมาทำลายข้อกังขาเหล่านั้น
หรือไม่อย่างนั้นก็ก่อเตาที่หน้าประตู ผัดเครื่องราดหน้าและดึงเส้นบะหมี่กันสด ๆ ตรงนั้นเลย แค่กลิ่นหอมของเนื้อลอยฟุ้งออกไป นักชิมที่ลิ้นถึงย่อมต้องตามกลิ่นมาเอง
วิธีเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีที่เรียบง่ายและได้ผลดี เพียงแต่ว่ามันเปลืองเงิน
และสิ่งที่โจวเยี่ยนขาดแคลนมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเงิน
บะหมี่สามสิบชามที่เตรียมไว้สำหรับวันนี้ต้องขายให้ได้เงินทั้งหมด ไม่อย่างนั้นค่าเช่าร้านในอีกสามวันข้างหน้าเขาคงจ่ายไม่ไหวแน่ จะให้ไปขอพ่อกับแม่ยืมเงินอีกก็คงไม่ได้ เขาพูดไม่ออกจริง ๆ
ปริมาณคนที่สัญจรไปมาหน้าโรงงานเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ แผงลอยบะหมี่ของหวังเหล่าอู่มีลูกค้านั่งเต็มไปสองรอบแล้ว แต่ฝั่งของโจวเยี่ยนยังขายไม่ได้แม้แต่ชามเดียว
หวังเหล่าอู่เหลือบมองโจวเยี่ยนที่ยืนอยู่หน้าประตูเป็นระยะ ๆ ยิ้มจนหน้าบานไปหมดแล้ว
พอมองดูเวลาก็เจ็ดโมงครึ่งแล้ว โจวเยี่ยนประเมินว่าเช้าวันนี้คงไม่มีหวังแล้วล่ะ ช่วงสาย ๆ ต้องวางแผนโปรโมชันให้เรียบร้อย แล้วเริ่มดำเนินการตอนเที่ยงเลย ไม่อย่างนั้นเครื่องราดหน้ากับเส้นบะหมี่ที่เตรียมไว้สำหรับวันนี้คงต้องทิ้งหมด ยิ่งขาดทุนหนักเข้าไปอีก
ในตอนนั้นเอง จักรยานสองคันก็ขี่ฝ่าฝูงชนออกมา แล้วมาจอดอยู่ที่หน้าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา
“ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลิน ที่นี่แหละครับคือร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น
โจวเยี่ยนมองตามเสียงไป ผู้ที่มาคือชายวัยกลางคนสองคน คนทางขวาที่รูปร่างท้วมเล็กน้อยเขารู้จัก คือหัวหน้าจ้าวตงจากแผนกสาวไหม ปกติเขาชอบไปกินอาหารชุดพิเศษที่โรงอาหาร รสชาติค่อนข้างจัด
ส่วนคนทางซ้ายรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดจงซานสีเทาเข้ม ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตผ้าเตี๋ยเหลียงสีขาว ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม สวมแว่นตากรอบสีดำ ผมหวีเรียบกริบไม่รุ่ยสักเส้น มีปากกาเสียบอยู่ที่กระเป๋าเสื้อ บนข้อมือสวมนาฬิกายี่ห้อเซี่ยงไฮ้ ดูมีลักษณะของปัญญาชนไม่น้อย เขากำลังเข็นจักรยาน 28 นิ้วคันใหม่เอี่ยม ที่ด้านหน้าจักรยานยังมีช่อดอกไม้ผ้าไหมสีแดงผูกติดอยู่ด้วย
นี่คือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลิน หลินจื้อเฉียง ที่เพิ่งย้ายมาเมื่อสองปีก่อนงั้นเหรอ?
“สหายโจวเยี่ยนใช่ไหม!” หลินจื้อเฉียงจอดจักรยานเสร็จ ก็รีบเดินเข้ามาสองก้าว คว้ามือของโจวเยี่ยนไว้ แล้วพูดเสียงดังว่า “ผมคือหลินจื้อเฉียง เมื่อวานคุณช่วยชีวิตหลานสาวของผมไว้ ผมมาเพื่อขอบคุณคุณครับ!”
……….……….……….……….
เกร็ดความรู้: เจี่ยว (角) กับ เหมา (毛) คือหน่วยเงินเดียวกัน ในสกุลเงินหยวนของประเทศจีน (เหรินหมินปี้) ความแตกต่างคือ “เจี่ยว” เป็นหน่วยเงินอย่างเป็นทางการที่ใช้ในการเขียนหรือระบุราคาตามกฎหมาย/บัญชี (คล้ายกับคำว่า “สลึง” ในภาษาไทยที่หมายถึง 25 สตางค์) ส่วน “เหมา” เป็นคำที่ใช้เรียกหน่วยเงินนี้ในภาษาพูด หรือภาษาที่ไม่เป็นทางการ (คล้ายกับคำว่า “ไคว่/Kuai” ที่ใช้เรียกหยวน)