- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 6 อร่อยจนคิ้วแทบร่วง!
บทที่ 6 อร่อยจนคิ้วแทบร่วง!
บทที่ 6 อร่อยจนคิ้วแทบร่วง!
ในฐานะคนซานซี หลินจื้อเฉียงรักการกินบะหมี่เป็นชีวิตจิตใจ
แต่บะหมี่ของเจียโจวส่วนใหญ่จะใส่น้ำด่าง ยังไงก็ไม่ใช่รสชาติของบะหมี่ดึงมือแบบที่บ้านเกิด
แต่พอได้ลิ้มรสบะหมี่ในวันนี้ เขาก็รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาทันที
นี่มันรสชาติของบ้านเกิด!
บะหมี่ดึงมือที่ไม่ใส่น้ำด่าง มีเพียงกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของข้าวสาลี ดูดซับน้ำซุปกระดูกไว้จนชุ่ม ทั้งเหนียวหนึบและลื่นคอ
อร่อย! หอม!
คล่องคอ!
ความคิดของหลินจื้อเฉียงล่องลอยกลับไปในวัยเด็ก——
ร้านบะหมี่หัวมุมถนนร้านนั้น เถ้าแก่หัวล้านตรงกลางขยันสะบัดเส้นบะหมี่ทุกวัน หม้อน้ำซุปกระดูกบนเตาถ่านส่งเสียงเดือดปุด ๆ ไม่หยุด กลิ่นหอมลอยฟุ้งไปไกลครึ่งค่อนถนน พ่อของเขามักจะพาไปกินบะหมี่ที่ร้าน และมักจะเติมน้ำส้มสายชูเยอะ ๆ เสมอ
พอโตขึ้น เขาก็ไปเรียนต่อที่มอสโก สร้างครอบครัวที่เจียงหนาน แล้วก็ย้ายมาทำงานที่เจียโจว พ่อแม่ที่บ้านก็เสียชีวิตไปแล้ว เขาจึงไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานหลายปี ความทรงจำบางอย่างเริ่มเลือนราง แต่พอบะหมี่คำนี้ลงท้อง สุดท้ายมันก็ยังคงปลุกความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ
พอบะหมี่ลงท้อง เขาก็ซดน้ำซุปตามไปหนึ่งอึก พยักหน้าไม่หยุด
กินบะหมี่แล้วไม่ซดน้ำซุป ก็เหมือนกินไม่ครบสูตร!
“บะหมี่ดึงมือนี้ไม่ใส่น้ำด่าง แต่กลับเหนียวนุ่มลื่นคอเป็นพิเศษ ฝีมือการทำบะหมี่ดึงมือของสหายโจวเยี่ยนนี่ไม่เลวเลยจริง ๆ เทียบได้กับอาจารย์ทำบะหมี่เก่าแก่ของซานซีเลย” หลินจื้อเฉียงเอ่ยชมไม่ขาดปาก “แถมน้ำซุปบะหมี่นี่น่าจะใช้น้ำซุปกระดูกวัว รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นเนื้อเข้มข้น ตอนเช้า ๆ ได้ซดสักคำ ทั้งตัวก็อุ่นซ่านไปหมด นี่ก็สุดยอดเหมือนกัน!”
“ผมกินร้านบะหมี่ในซูจีมาทั่วแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารของรัฐหรือโรงอาหารของโรงงาน บะหมี่เนื้อของพวกเขาก็ยังสู้ชามนี้ไม่ได้”
“แน่นอน ถ้าได้น้ำส้มสายชูหมักของซานซีสักกามาคู่กันก็จะยิ่งดีกว่านี้”
เหล่าคนงานที่มุงดูอยู่พอได้ยินก็พากันหัวเราะออกมา ทุกคนต่างก็รู้ว่าหลินจื้อเฉียงเป็นคนซานซี ที่ชอบก็คือน้ำส้มสายชูรสชาตินั้นแหละ
แต่ก็ดูออกว่าเขาพึงพอใจกับบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นชามนี้มากจริง ๆ เขาวิจารณ์อยู่สองสามประโยค ก็ก้มหน้าก้มตาสูดเส้นบะหมี่ต่อไม่หยุด ในไม่ช้าก็มีเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนหน้าผาก
อีกด้านหนึ่ง จ้าวตงก็คลุกเคล้าบะหมี่จนเข้ากันดีแล้ว กลิ่นเผ็ดร้อนของพริกสองชนิดและกลิ่นหอมของเนื้อวัวโชยเข้าจมูก เส้นบะหมี่เคลือบไปด้วยน้ำมัน คลุกเคล้ากับเครื่องราดหน้าเนื้อจนทั่ว จากประสบการณ์การกินบะหมี่หลายปีของเขา บะหมี่แห้งชามนี้รสชาติไม่เลวแน่นอน
ซู้ด!
พอบะหมี่แห้งเข้าปาก รสชาติเผ็ดชา หอมอร่อย ก็ถาโถมเข้ามา เนื้อวัวเม็ดเล็ก ๆ ที่กรอบนอกนุ่มใน คลุกเคล้าไปกับรสชาติเผ็ดสดของพริกเขียวพริกแดง และรสเปรี้ยวหอมของผักดอง ผสมผสานกันอยู่บนปลายลิ้น เส้นบะหมี่ดึงมือที่ชุ่มฉ่ำน้ำมันและลื่นคอ เหนียวนุ่มเป็นพิเศษ แตกต่างจากบะหมี่น้ำด่างอยู่จริง ๆ รสชาติก็ปรุงมาได้พอดิบพอดี เป็นประสบการณ์สุดยอดทั้งในด้านรสสัมผัสและรสชาติความอร่อย
กินคำแล้วคำเล่า หยุดไม่ได้เลยจริง ๆ
เพียงครู่เดียว บะหมี่แห้งชามโตก็พร่องไปเกือบครึ่ง
“หัวหน้าจ้าว บะหมี่แห้งนี่เป็นยังไงบ้างครับ?” มีคนรีบร้อนถามขึ้นมา
“พูดตามตรงนะ เมื่อก่อนผมเคยมาร้านอาหารของสหายโจวเยี่ยนกินข้าวแล้วครั้งหนึ่ง ฝีมือทำครัวยังขาด ๆ เกิน ๆ ไปหน่อยจริง” จ้าวตงกลืนบะหมี่ในปากลงไป แล้วถอนหายใจ “แต่บะหมี่แห้งเนื้อพริกสดสองชนิดในวันนี้ ทำเอาผมทึ่งไปเลยจริง ๆ ทั้งรสเผ็ดชา ทั้งกลิ่นหอม ทำออกมาได้ลงตัวหมด หอมจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเอง”
“เนื้อสับผัดของร้านอาหารรัฐในเมืองก็ถือว่าผัดได้ดีมากแล้วใช่ไหม? แต่ถ้าให้ผมพูดนะ เทียบกับเครื่องราดหน้าบะหมี่นี้แล้ว ทั้งรสชาติและการควบคุมไฟยังด้อยกว่าอยู่หน่อย
เนื้อสับผัดพริกสดสองชนิดนี้ ถ้าเอามาทำเป็นกับข้าวสักจานนะ ผมสั่งแน่นอน มันยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
“แถมเครื่องราดหน้าบะหมี่ที่ให้มานี่ก็เยอะมากจริง ๆ แค่เนื้อวัวอย่างเดียวก็น่าจะหนึ่งเหลี่ยงแล้ว บะหมี่ชามใหญ่ขนาดนี้ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วยังตักเจอเนื้อทุกคำ ขายชามละหกเหมานี่ไม่แพงเลยจริง ๆ”
“ส่วนเรื่องเส้นบะหมี่ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินสรุปไว้ได้ตรงจุดมาก มันทั้งเหนียวนุ่มลื่นคอ แถมยังเคลือบซอสได้ดี บะหมี่แห้งถ้าไม่เคลือบซอส มันก็ไม่ใช่บะหมี่แห้งที่ดี”
สรุปจบ จ้าวตงก็หันไปมองโจวเยี่ยนแล้วพูดว่า “เสี่ยวโจว เอาบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นมาให้ฉันอีกชามสิ เห็นผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินกินซะอร่อย ทำเอาฉันน้ำลายไหลตามเลย”
“ฮ่าฮ่า ถ้างั้นผมก็ขอเอาบะหมี่แห้งเนื้อพริกสดสองชนิดอีกชามเหมือนกัน” หลินจื้อเฉียงก็หัวเราะร่าเช่นกัน
คนในยุคนี้ในท้องไม่ค่อยมีเนื้อมีน้ำมันเท่าไหร่ ชายฉกรรจ์สองคนจึงสามารถกินบะหมี่สองชามได้อย่างง่ายดาย
[ได้รับการยอมรับจากลูกค้า +1]
[ได้รับการยอมรับจากลูกค้า +1]
โจวเยี่ยนเหลือบเห็นข้อความแจ้งเตือนที่แวบขึ้นมา รอยยิ้มก็ยิ่งสดใสมากขึ้น
[ติ๊ง! ภารกิจรองปรากฏ: เซี่ยเหยาหลานสาวของหลินจื้อเฉียง เนื่องจากตกใจจากการตกน้ำ ทำให้เบื่ออาหาร ไม่ได้กินอะไรมาหนึ่งวันแล้ว สองสามีภรรยาหลินจื้อเฉียงจึงกังวลใจเป็นอย่างมาก ขอจงช่วยเรียกความอยากอาหารของเซี่ยเหยากลับคืนมา ให้เธอกลับมากินอาหารได้ตามปกติ รางวัลภารกิจ: ไม่ทราบ ยอมรับ: ใช่/ไม่]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นในหัว
สถานการณ์ของเซี่ยเหยา หลินจื้อเฉียงเพิ่งจะเล่าไปเมื่อกี้นี้เอง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะย่ำแย่กว่าที่คิดเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าจะมาปรากฏเป็นภารกิจรองด้วย
โจวเยี่ยนเพิ่งจะรับจักรยาน 28 นิ้วของเขามาหมาด ๆ แน่นอนว่าจะทำเป็นมองไม่เห็นก็คงไม่ได้ แถมยังมีรางวัลอีกต่างหาก
ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลินและหัวหน้าจ้าว สองผู้นำต่างก็เอ่ยปากชมไม่หยุด แถมกินชามแรกหมดแล้วยังต้องขอเบิ้ลอีกชาม นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดแล้ว
ในหมู่คนงานที่แต่เดิมยืนมุงดูเรื่องสนุกอยู่ที่หน้าร้าน ในตอนนั้นก็มีอยู่หลายคนที่เดินเข้ามาในร้าน
“เถ้าแก่ ขอบะหมี่แห้งเนื้อพริกสดสองชนิดชามหนึ่ง”
“ฉันเอาบะหมี่น้ำเนื้อตุ๋นชามหนึ่ง”
“ไม่ได้กินซี่โครงหมูนานแล้ว ฉันเอาบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นชามหนึ่ง”
พอมีคนนำร่อง คนที่ยังลังเลอยู่ก็อดใจไม่ไหวอีกต่อไป ต่างก็พากันเดินเข้ามาในร้าน หาที่นั่ง แล้วเริ่มสั่งบะหมี่
เพียงครู่เดียว ในร้านก็มีลูกค้านั่งอยู่สิบกว่าคนแล้ว แถมยังมีคนเดินเข้ามาเพิ่มอีกเรื่อย ๆ
แปดโมงเช้าก็ต้องเข้างานแล้ว เวลาที่เหลือให้พวกเขาตัดสินใจมีไม่มากนัก ถ้าตัดสินใจนั่งลงสั่งเลยตอนนี้ก็ยังพอกินทัน ไม่อย่างนั้นก็คงต้องรอตอนเที่ยงหรือตอนเย็นเลย
โจวเยี่ยนถือกระดาษแผ่นหนึ่ง จดรายการอาหารที่ลูกค้าสั่ง แล้วหันหลังรีบเดินเข้าครัวไป
ทีเดียวมียอดสั่งเข้ามาถึงสิบแปดชาม อิทธิพลของคนดังเห็นผลชัดเจน!
การรับประกันจากหลินจื้อเฉียงและจ้าวตง ช่วยขจัดความกังขาของเหล่าคนงานไปได้โดยตรง แถมยังเป็นการป้ายยาอย่างรุนแรงอีกด้วย
ต้องยกให้ผู้นำจริง ๆ เป็นคนเก่งมีความสามารถ แถมยังพูดจาน่าฟังอีกด้วย
แต่ว่าเขาต้องรีบต้มบะหมี่แล้ว จะทำให้คนงานไปเข้างานสายไม่ได้เด็ดขาด
ยังมีอีกหลายคนที่อยากจะเข้ามาในร้าน แต่ก็กลัวว่าจะรอไม่ทัน เลยทำได้แค่ไปกินอะไรง่าย ๆ ที่โรงอาหารของโรงงานไปก่อน แล้วค่อยรอมาชิมตอนเที่ยงแทน
หน้าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาจอดจักรยานอยู่สิบกว่าคัน โต๊ะในร้านกว่าครึ่งก็มีคนนั่งแล้ว สภาพที่คึกคักขนาดนี้ นอกจากช่วงสามวันแรกที่เพิ่งเปิดร้าน ก็ไม่เคยเกิดขึ้นมานานมากแล้ว
“บะหมี่ร้านโจวเอ้อร์หวาอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมทุกคนถึงเข้าไปกันหมด?”
“ส่วนใหญ่ก็น่าจะดีแหละ ถ้าไม่ใช่ว่าบะหมี่ลงหม้อไปแล้วนะ ฉันก็อยากจะไปลองชิมดูเหมือนกัน”
หวังเหล่าอู่ได้ยินลูกค้าพูดดังนั้น สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก เขาพูดจาประชดประชันว่า “มันจะไปอร่อยสักแค่ไหนกันเชียว ก็แค่พวกผู้นำเกรงใจเลยต้องไปอุดหนุนเขาก็เท่านั้นแหละ กับข้าวที่โจวเยี่ยนผัดเมื่อก่อน ขนาดหมายังเมิน เอาไปให้หมูกิน หมูยังยอมอดอาหารประท้วงเลย แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงที่ผ่านไปแค่สองวันจะกลายเป็นสุดยอดเชฟไปได้”
เรื่องที่เขากังวลมากที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ แม้ว่าเขาจะไม่เชื่อมั่นในฝีมือทำอาหารของโจวเยี่ยน แต่การที่มีผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานมาช่วยสนับสนุน แถมเหล่าคนงานก็ยังยอมไปอุดหนุนอีก การเริ่มต้นขายบะหมี่ของโจวเยี่ยนในครั้งนี้ ถือว่าดีกว่าที่เขาคาดไว้มาก
แต่ตอนที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาเพิ่งเปิดใหม่ ๆ ธุรกิจก็เคยดีอยู่สามวันเหมือนกัน แต่ร้านอาหารน่ะมันต้องวัดกันที่ชื่อเสียงและรสชาติ ถ้ามันไม่ได้เรื่อง ต่อให้ใครมาช่วยสนับสนุนก็ไม่มีประโยชน์หรอก
คอยดูไปเถอะ ร้านบะหมี่นี่ก็คงเปิดได้อีกไม่กี่วันหรอก!
ไม่ไกลออกไปนัก จ้าวเถี่ยอิงจูงมือโจวโม่โม่เดินตรงมายังร้านอาหาร
“แม่คะ ดูสิ หน้าร้านของเกอเกอมีรถจอดเต็มเลย!” โจวโม่โม่เขย่ามือของจ้าวเถี่ยอิง พลางพูดเสียงเล็กเสียงน้อย
จ้าวเถี่ยอิงได้ยินดังนั้นก็มองไป สีหน้าประหลาดใจ “ทำไมมีรถมาจอดเยอะขนาดนี้?”
ธุรกิจดีขึ้นมันก็เป็นเรื่องดี จ้าวเถี่ยอิงอุ้มโจวโม่โม่ขึ้นมา แล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น พอเข้ามาในประตูก็เห็นคนงานจากโรงงานทอผ้านั่งอยู่ในร้านสิบกว่าคน สองคนที่นั่งกินบะหมี่อยู่ตรงหน้าประตูดูเหมือนจะเป็นระดับหัวหน้า ส่วนลูกค้าคนอื่น ๆ ตรงหน้ายังว่างเปล่าอยู่เลย
“น้าจ้าว รีบไปช่วยในครัวเร็ว พวกเรายังรอกินบะหมี่ก่อนไปทำงานอยู่นะคะ” มีพนักงานหญิงคนหนึ่งเป็นคนหมู่บ้านโจว จำจ้าวเถี่ยอิงได้ จึงยิ้มทักทาย
“ได้เลย!”
จ้าวเถี่ยอิงขานรับคำหนึ่ง วางโจวโม่โม่ลง เหลือบมองจักรยานคันใหม่เอี่ยมที่จอดพิงกำแพงอยู่แวบหนึ่ง แล้วหยิบผ้ากันเปื้อนจากหลังเคาน์เตอร์มาผูก จากนั้นก็รีบร้อนเข้าไปในครัว
โจวเยี่ยนกำลังสะบัดเส้นบะหมี่อยู่ พอเห็นจ้าวเถี่ยอิงเข้ามาก็ประหลาดใจเล็กน้อย “แม่ครับ แม่มาได้ยังไง? ไม่ต้องไปขายเนื้อเหรอครับ?”
“พ่อแกกลัวว่าลูกจะยุ่งจนทำบะหมี่ขายไม่ทัน เลยให้แม่แวะมาดูหน่อย ก็มาถูกจังหวะพอดี” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มถาม “วันนี้ทำไมลูกค้าเยอะขนาดนี้ล่ะ? แล้วจักรยานคันใหม่ในร้านนั่นมันเรื่องอะไรกัน?”
“แม่ครับ เรื่องนี้มันยาว สองสามประโยคเล่าไม่จบหรอกครับ เดี๋ยวรอผ่านช่วงวุ่นวายก่อนแล้วจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง” โจวเยี่ยนใส่เส้นบะหมี่กำใหญ่ในมือลงไปในหม้อ พลางยิ้มพูด “แม่ช่วยเติมฟืนสักสองท่อนทีครับ พวกเขาต้องรีบไปทำงานกัน”
“ได้!” จ้าวเถี่ยอิงรับคำ ก็ไม่ซักไซ้อะไรต่อ หันไปอยู่หลังเตาเพื่อเติมฟืนจุดไฟ
“เกอเกอ โม่โม่มาแล้ว!” โจวโม่โม่วิ่งเข้ามาในครัว เขย่งปลายเท้าไปอุ้มท่อนฟืนท่อนหนึ่งมาจากกองฟืน อุ้มมาวางไว้ข้างเท้าของจ้าวเถี่ยอิงอย่างทุลักทุเล ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำ
“โม่โม่เก่งจังเลย” โจวเยี่ยนพูดพลางยิ้ม เจ้าตัวเล็กยังสูงไม่เท่าท่อนฟืนเลย แต่ก็รู้จักช่วยงานแล้ว
“ฮะ ๆ” โจวโม่โม่โดนชม ก็ส่ายหัวไปมาอย่างภูมิใจ ผมจุกบนหัวก็ส่ายตามไปด้วย
จ้าวเถี่ยอิงเหลือบมองโจวเยี่ยนอย่างประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อก่อนเจ้าเด็กนี่ไม่ค่อยชอบน้องสาวคนเล็กเท่าไหร่ แต่วันนี้กลับเอ่ยปากชมเธอซะงั้น
“เจ้าตัวเล็ก มาเฝ้าไฟตรงนี้” จ้าวเถี่ยอิงปิดประตูเตาไฟ แล้วจับตัวโจวโม่โม่มากดให้นั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก “ห้ามขยับไปไหนนะ ถ้าไฟเริ่มอ่อนลงเมื่อไหร่ก็เรียกแม่”
“ค่ะ” โจวโม่โม่พยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วหันไปกำชับกับเตาไฟอย่างจริงจังว่า “เตาเตา เตาเตาก็ต้องเป็นเด็กดีช่วยจุดไฟด้วยนะ!”
เส้นบะหมี่สำหรับสิบแปดที่กำลังต้มอยู่ในกระทะใบใหญ่สองใบ โจวเยี่ยนวางชามใบใหญ่เรียงเป็นแถวยาวบนเตา แล้วเริ่มปรุงเครื่องปรุง
จ้าวเถี่ยอิงก็ไม่พูดอะไรมาก ยืนดูอยู่ข้าง ๆ อย่างตั้งใจ จ้องมองลำดับและปริมาณของเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่โจวเยี่ยนใส่ลงไป โจวเยี่ยนให้เธอทำอะไรเธอก็ทำอย่างนั้น
ฉายาสตรีเหล็กนี้ไม่ได้มาเพราะจ้าวเถี่ยอิงด่าคนเก่งเท่านั้น แต่เธอทำงานเก่งมากด้วย เมื่อก่อนตอนทำงานในคอมมูน(1) เธอมักจะทำแต้มผลงานได้มากที่สุดเสมอ แถมยังสามารถจัดเก็บบ้านช่องได้เป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย
งานอย่างการคลุกบะหมี่ ตักเครื่องราดหน้า ซึ่งไม่ได้ใช้ทักษะอะไรมากนัก เธอมองแวบเดียวก็ทำเป็นแล้ว แม้ว่าเธอจะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ขอเพียงแค่โจวเยี่ยนบอกเธอว่าโต๊ะไหนสั่งบะหมี่อะไร เธอก็ไม่เคยทำสลับกันเลย
บะหมี่ทีละชาม ๆ ถูกยกไปเสิร์ฟที่โต๊ะของลูกค้าอย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพสูงขนาดนี้ ทำให้เหล่าคนงานที่ตอนแรกยังกังวลว่าจะไปทำงานสายพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทั่วทั้งร้าน มีแต่เสียงสูดเส้นบะหมี่และเสียงชื่นชมดังขึ้นมาไม่ขาดสาย
[ได้รับการยอมรับจากลูกค้า +1]
[ได้รับการยอมรับจากลูกค้า +1]
[ได้รับการยอมรับจากลูกค้า +1]
…
ส่วนโจวเยี่ยนที่อยู่ในครัวก็เก็บเกี่ยวคำชมเชยได้อย่างต่อเนื่อง
“แค่บะหมี่สามชามนี้ ร้านอาหารของเสี่ยวโจวก็ไปต่อได้แล้ว” จ้าวตงกินบะหมี่ชามที่สอง พลางรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง “ทำไมเมื่อก่อนเขาไม่เปิดร้านบะหมี่ไปเลยตั้งแต่แรกล่ะ?”
หลินจื้อเฉียงยิ้มแล้วพูดว่า “ผมว่าฝีมือทำครัวของเสี่ยวโจวก็ไม่ได้แย่อย่างที่คุณว่านะ เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้งกับเนื้อสับผัดพริกสดสองชนิดนี่ ต่อให้ทำเป็นกับข้าวแยกต่างหากก็ไม่มีปัญหาเลย อาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนเขาทำเมนูจับฉ่ายเกินไปหน่อย คนหนุ่มสาวที่รู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเองได้นี่หาได้ยากนะ”
“ท่านพูดถูกครับ เด็กหนุ่มคนนี้ใช้ได้เลยจริง ๆ” จ้าวตงก็ยิ้มเห็นด้วย
เหล่าคนงานรีบกินบะหมี่จนหมด จ่ายเงิน แล้วรีบไปเข้างาน
“เถ้าแก่ บะหมี่ของเถ้าแก่อร่อยสุดยอดไปเลย!”
“ซี่โครงหมูหอมมาก อร่อยกว่าที่โรงอาหารทำอีก!”
“น้ำซุปก็กลมกล่อมมาก อร่อยจนคิ้วแทบร่วง”
ตอนที่เดินออกจากร้าน เหล่าคนงานก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชมอีกสองสามประโยค
“เดินทางดี ๆ นะครับ ไว้โอกาสหน้าเชิญใหม่ครับ” ในมือของโจวเยี่ยนกำเงินทอนอยู่หนึ่งปึก เขาส่งลูกค้าออกจากประตูด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“สหายเสี่ยวโจว มารับเงินโต๊ะเราด้วยครับ” หลินจื้อเฉียงยิ้มพูด
“ผมจ่ายเอง ผมจ่ายเอง” จ้าวตงรีบล้วงกระเป๋าหยิบกระเป๋าเงินออกมา
“ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานหลิน หัวหน้าจ้าว มื้อนี้ผมขอเลี้ยงเองครับ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกท่านทั้งสองช่วยสนับสนุน ร้านเล็ก ๆ ของผมวันนี้คงขายไม่ออกสักชามแน่” โจวเยี่ยนรีบโบกมือห้าม แล้วเสนอขึ้นมาว่า “จะรับบะหมี่ซี่โครงหมูสักชุดกลับไปให้หลานสาวลองชิมไหมครับ? บะหมี่ซี่โครงหมูจะมีรสชาติอ่อนกว่าหน่อย ไม่แน่ว่าเธออาจจะพอมีอารมณ์อยากลองทานดู”
……….……….……….……….
(1)คอมมูน (Commune) เป็นคำศัพท์ทางการเมืองและสังคมที่มีความหมายหลักคือ ชุมชน หรือ การรวมกลุ่มกันของคนเพื่อดำเนินชีวิตและกิจกรรมร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการแบ่งปันทรัพยากรและการทำงานร่วมกัน