- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 2 บะหมี่แห้งเนื้อพริกสดสองชนิด
บทที่ 2 บะหมี่แห้งเนื้อพริกสดสองชนิด
บทที่ 2 บะหมี่แห้งเนื้อพริกสดสองชนิด
โจวเยี่ยนเริ่มสำรวจร้านอาหารของตัวเอง ร้านนี้มีพื้นที่ราวสองร้อยตารางเมตร หักห้องครัวขนาดใหญ่ออกไปแล้ว โถงสำหรับรับประทานอาหารก็ยังมีพื้นที่ประมาณหนึ่งร้อยสามสิบตารางเมตร แม้วางโต๊ะแปดเซียนไว้ถึงยี่สิบตัวก็ไม่รู้สึกอึดอัดเลย มีการเดินสายไฟ และแขวนหลอดไฟไว้แปดดวง
เงินที่ใช้เปิดร้าน กว่าครึ่งถูกนำไปใช้ซื้อโต๊ะเก้าอี้ม้านั่งเหล่านี้ วัสดุที่ใช้ก็แข็งแรงทนทานมาก
นอกจากนี้ บริเวณทางเข้ายังมีลานกว้างที่ทอดยาวไปจนถึงเขื่อนกั้นแม่น้ำ ซึ่งสามารถวางโต๊ะได้อีกหลายสิบตัว
พื้นที่ห้องครัวไม่เล็กเลย เสี่ยวโจวเรียนทำอาหารมาจากโรงอาหารของโรงงาน จึงวางผังครัวด้านหลังไว้ค่อนข้างดี มีทั้งโซนล้างผัก โซนหั่นผัก โซนปรุงอาหาร และยังมีห้องเตรียมอาหารเย็นแยกต่างหากอีกด้วย อุปกรณ์มีดและเครื่องครัวต่าง ๆ ก็มีครบครัน
เตาดินสามหัวตั้งกระทะเหล็กขนาดใหญ่ไว้สองใบ และยังมีหม้อต้มซุปอีกหนึ่งใบ ข้างเตามีท่อนฟืนไม้ชิงกังที่ผ่าเตรียมไว้แล้วกองสูงครึ่งตัวคนเรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ
บนเตามีชั้นวางเครื่องปรุงสามชั้น ชั้นบนสุดวางน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ชั้นกลางวางเครื่องเทศแห้งอย่างพริกไทยเสฉวนและพริกแห้ง ส่วนชั้นล่างสุดเป็นไหซอสที่ใส่เต้าเจี้ยวพริกและพริกดอง เรียกได้ว่ามีครบทุกอย่าง
ข้าง ๆ ยังมีพื้นที่ว่างอีกโซนหนึ่ง ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการขยายพื้นที่สูงมาก
ก็เหมือนพวกเด็กเรียนไม่เก่งที่อุปกรณ์เครื่องเขียนเยอะนั่นแหละ
เงินก้อนโตกว่าหนึ่งพันสามร้อยหยวนถูกใช้ไปกับที่นี่หมดแล้ว
ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไปเวลาเพิ่งเริ่มธุรกิจ มักจะแค่ตั้งแผงลอยก็เริ่มค้าขายได้แล้ว ไม่ต้องเสียค่าเช่า และไม่ต้องซื้อหาอุปกรณ์อะไร เน้นหลักการว่าทำยังไงก็ได้ให้ประหยัดเงินที่สุด
ทว่าห้องครัวนี้ โจวเยี่ยนกลับชอบมันมากจริงๆ
กระทะเหล็กใบใหญ่สองใบนี้ไม่เพียงแต่ใช้ผัดอาหารได้ แต่การนำมาต้มเส้นบะหมี่ก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน
[ติ๊ง! แจ้งเตือนภารกิจหลัก: เพิ่มอิทธิพลร้านอาหารให้ถึง 100 (ได้รับการยอมรับจากลูกค้า 1 คน จะได้รับ 1 อิทธิพล) ยอมรับ: ใช่! / ไม่!
รางวัลความสำเร็จภารกิจ: สุ่มสูตรอาหาร 1 รายการ!]
ภารกิจใหม่ปรากฏขึ้นมากะทันหัน โจวเยี่ยนเลือกที่จะยอมรับโดยไม่ลังเล
โจวเยี่ยนออกไปยกโต๊ะแปดเซียนตัวหนึ่งเข้ามา วางไว้บนพื้นที่ว่างด้านขวามือหลังจากเข้ามาในประตู
โต๊ะไม้สนยังคงใหม่เอี่ยม แผ่นไม้ถูกเชื่อมต่อกันด้วยสลักหางเหยี่ยวอย่างแนบสนิทไร้รอยต่อ ผิวโต๊ะถูกไสจนเรียบเนียนเป็นมันเงาราวกับกระจก ช่างไม้หวังฝีมือไม่เลวเลย
นี่คือพื้นที่ทำเส้นบะหมี่ของเขาแล้ว การจะทำบะหมี่ดึงมือ โต๊ะสำหรับนวดย่อมขาดไม่ได้
เขาหยิบแป้งสาลีถุงหนึ่งออกจากตู้ ชั่งน้ำหนักหนึ่งจิน เติมเกลือและน้ำในปริมาณที่เหมาะสม แล้วเริ่มนวดแป้ง
งานนวดแป้งนี้ โจวเยี่ยนไม่เคยทำมาก่อนอย่างแน่นอน ส่วนเสี่ยวโจวก็ไม่เคยแตะต้องงานด้านเส้นบะหมี่เช่นกัน
แต่พอวางมือลงบนก้อนแป้ง เขาก็เริ่มนวดมันโดยไม่รู้ตัว ทั้งผลักทั้งดึง ท่วงท่าชำนาญ ก้อนแป้งที่เคยขรุขระถูกนวดปั้นเปลี่ยนรูปไปมาในมือของเขา ไม่นานก็กลับกลายเป็นเนียนนุ่ม
เขาใช้กะละมังเคลือบใบหนึ่งครอบก้อนแป้งไว้ ต้องพักแป้งสักครู่ถึงจะนวดต่อได้ ทำสลับไปมาสามครั้ง แป้งที่นวดได้ที่แล้วถึงจะสามารถดึงเป็นเส้นบะหมี่ได้
ระหว่างรอเวลานี้ โจวเยี่ยนก็ตรวจสอบชั้นวางของข้าง ๆ พบว่ายังมีไข่ไก่อยู่สิบกว่าฟอง พริกเขียวพริกแดงที่เริ่มเหี่ยวแล้วสองกำ และยังมีขิง กระเทียม มันฝรั่ง ที่เก็บไว้ได้นานอีกเล็กน้อย
เมื่อวานร้านอาหารไม่ได้เปิด แน่นอนว่าย่อมไม่มีการเตรียมวัตถุดิบไว้
ในร้านไม่มีตู้เย็น อากาศเดือนตุลาคมก็ยังหนาวไม่พอ ดังนั้นเนื้อสัตว์จึงต้องซื้อใหม่ทุกวัน
โจวเยี่ยนเก็บตั๋วแลกเนื้อและเงินใส่กระเป๋า เตรียมออกไปซื้อเนื้อวัวกลับมาทำเครื่องราดหน้า และทดลองทำเมนูก่อน
“เกอเกอ! เกอเกอ! เปิดปะตู! น้องโม่โม่ มาแล้ว!”
ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงเล็ก ๆ เหน่อ ๆ ของเด็กน้อย แถมยังเป็นสำเนียงเสฉวนอีกด้วย
หัวใจของโจวเยี่ยนไหววูบ เขาเอื้อมมือไปดึงสลักประตูออก ประตูถูกผลักเปิดออก ร่างกลมป้อมเล็ก ๆ ร่างหนึ่งก็ถลาเข้ามาด้วย ท่าทางกำลังจะล้มคะมำลงกับพื้น
โจวเยี่ยนตาไวมือไว คว้าคอเสื้อด้านหลังของเธอไว้ได้ทัน แล้วหิ้วเธอขึ้นมาตามแรงนั้น
ตัวเล็กนิดเดียว หน้าตาน่ารักราวตุ๊กตาแกะสลัก ดวงตาทั้งกลมทั้งโต แก้มยุ้ย ๆ แบบเด็กทารกยังไม่หายไป พวงแก้มนั้นดูนุ่มนิ่มยิ่งกว่าก้อนแป้งเสียอีก ทำเอาคนอดใจไม่ไหวอยากจะหยิกสักที
โจวเยี่ยนมองเด็กหญิงตัวน้อยอายุสามขวบครึ่งตรงหน้า
นี่... น้องสาวฉันเหรอ? น่ารักจัง!
“เอ๋?” โจวโม่โม่เตะขาสั้น ๆ สองสามที เมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้ล้มลงพื้น ก็เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างคาดหวัง แล้วหัวเราะฮะ ๆ “เกอเกอเก่งจัง! รับโม่โม่ไว้ได้ด้วย”
“คราวหน้าถ้าล้มอีก พี่ก็ไม่แน่ใจว่าจะรับไว้ได้ทันนะ” โจวเยี่ยนเอื้อมมือไปหยิกแก้มเธอทีหนึ่ง นุ่มนิ่มจริง ๆ ด้วย
แต่เจ้าตัวเล็กนี่ดูเหมือนจะตอบสนองช้าไปครึ่งจังหวะ ออกจะซื่อบื้อปนน่ารัก
พ่อแม่ของเขามีลูกสาวตอนอายุมากแล้ว ให้กำเนิดน้องสาวคนเล็กคนนี้ขึ้นมา เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลโจว แถมยังมีพี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) อีกห้าคน เรียกได้ว่าเป็นที่รักของทุกคนอย่างแท้จริง
โจวเยี่ยนอุ้มโจวโม่โม่ไว้ พลางมองไปยังคนสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่งทางด้านซ้าย ผิวคล้ำ สวมชุดจงซานสีกรมท่า ยืนตัวตรงแน่ว รอยปะที่ข้อศอกมีฝีเข็มละเอียดเรียบร้อย เสื้อผ้าดูเก่าและสีซีดจาง แต่ก็ซักมาอย่างสะอาดสะอ้าน มือขวาที่เต็มไปด้วยรอยด้านหนาหิ้วเนื้อวัวชิ้นหนึ่งอยู่ น่าจะหนักกว่าหนึ่งจิน
หญิงวัยกลางคนทางด้านขวา รูปร่างไม่สูงนัก สวมเสื้อเชิ้ตผ้าเตี๋ยเหลียง(1)ลายดอกไม้สีเหลืองบนพื้นสีน้ำเงิน ผิวพรรณดูขาวสะอาดกว่าผู้หญิงบ้านนอกทั่วไปเล็กน้อย แม้ว่าหางตาจะมีริ้วรอยอยู่ไม่น้อย แต่แก้มทั้งสองข้างก็ยังคงแดงระเรื่อ ทำให้เธอดูสดใสร่าเริง
ดวงตาของเธอนั้นทั้งกลมโตและสดใสเหมือนกับโจวโม่โม่ เธอมองมาที่โจวเยี่ยนพร้อมกับรอยยิ้ม
โจวเยี่ยนอ้าปาก สองคำว่า ‘พ่อ แม่’ นี้ช่างไม่คุ้นเคยสำหรับเขาเลย ชาติที่แล้วเขาไม่เคยได้เรียกมัน แม้ว่าความทรงจำและอารมณ์ที่หลงเหลืออยู่ของเสี่ยวโจวจะทำให้เขารู้สึกใกล้ชิดกับคนทั้งสอง แต่ในตอนนี้มันกลับติดอยู่ที่ลำคอจนเปล่งเสียงออกมาไม่ได้
ในตอนนั้นเอง หวังเหล่าอู่ที่ตั้งแผงขายบะหมี่อยู่หน้าโรงงานก็ชะโงกหน้าเข้ามามองในร้าน พลางบ่นพึมพำ “ไหนว่าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาไปต่อไม่ไหว กระโดดแม่น้ำชิงอีเจียงไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเถี่ยอิงพลันเย็นเยียบ เธอหันขวับไปจ้องเขม็งที่หวังเหล่าอู่คนนั้น ชี้หน้าด่าเขาทันที “ไอ้ปัญญาอ่อน! หน้าอย่างกับคางคกผี ดีแต่หาเรื่องชาวบ้าน ไม่มีปัญญาทำมาหากินยังจะมาทำกร่าง ถอดกางเกงผูกคอตายไปเลยไป ไอ้หน้าด้าน!”
“ใต้คิ้วมีลูกตาไว้แค่กะพริบ แต่ดูอะไรไม่เป็นหรือไง อยู่ดี ๆ มาใส่ร้ายลูกชายฉันทำไม?”
“เธอ... ยายผู้หญิงคนนี้...” หวังเหล่าอู่ถูกด่าจนหน้าแดงก่ำ
“ไอ้ลูกเต่า! ตอนรวยไม่เห็นหน้า พอตกอับล่ะมากันพร้อมหน้า ถ้าขืนฉันได้ยินแกพูดจาแย่ ๆ ถึงลูกชายฉันอีกนะ ฉันจะฉีกปากเน่า ๆ ของแกซะ!” จ้าวเถี่ยอิงยังคงด่าไม่หยุด สาดคำด่าใส่หน้าเขาอีกชุดใหญ่
หวังเหล่าอู่กำหมัดแน่น ทำท่าจะพุ่งเข้ามา
โจวเหมี่ยวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนขวางอยู่หน้าจ้าวเถี่ยอิง ใบหน้าเรียบเฉย เขาถลกชายชุดจงซานขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นมีดแล่กระดูกที่เหน็บอยู่ที่เอว
ฝีเท้าของหวังเหล่าอู่ชะงักกึก เขาหัวเราะแห้ง ๆ “พี่สี่ เมียพี่นี่ปากจัดจริง ๆ” พูดจบก็หันหลังเดินจากไป
โจวเหล่าซื่อ (โจวคนที่สี่) คนฆ่าวัวแห่งหมู่บ้านโจว ใครจะกล้ามีเรื่องด้วย?
“ไสหัวไป!” จ้าวเถี่ยอิงถ่มน้ำลายไล่หลังหวังเหล่าอู่
“ชิ่ว!” โจวโม่โม่เองก็กำหมัดเล็ก ๆ ตะโกนเสียงแจ๋ว ๆ ตามไปด้วย
โจวเยี่ยนที่เพิ่งเคยมีคนปกป้องเป็นครั้งแรกรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ชาติที่แล้วเวลาเขาถูกรังแก เขาต้องแบกรับมันไว้คนเดียวมาโดยตลอด จะเคยได้สัมผัสกับความรักของครอบครัวแบบนี้ที่ไหน เขาจึงโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว
“พ่อครับ แม่ครับ พวกคุณมาได้ยังไง”
หลังจากด่าหวังเหล่าอู่จนหนีไปแล้ว จ้าวเถี่ยอิงก็หันกลับมา สำรวจมองโจวเยี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดว่า “ก็มาดูวีรบุรุษน่ะสิ ได้ยินว่ามีวีรบุรุษกระโดดแม่น้ำชิงอีเจียงช่วยสาวงามไว้ได้ โจวเยี่ยน เมื่อก่อนแม่ไม่ยักรู้เลยนะว่าลูกมีความสามารถแบบนี้ด้วย?”
ให้ตายเถอะ ไดโนเสาร์แห่งเสฉวน-ฉงชิ่ง กลายร่างเป็นจอมประชดประชันไปซะแล้ว
“ผมแค่ผ่านไปเห็นพอดี เห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยก็ไม่ได้นี่ครับ” โจวเยี่ยนเกาหัว
“เอ้อร์หวาก็แค่ทำเรื่องดี ๆ คนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” โจวเหมี่ยวช่วยพูดเสริม
จ้าวเถี่ยอิงตวัดสายตาค้อนเขาหนึ่งที ยังไม่ทันได้พูดอะไร โจวเหมี่ยวก็รีบหันไปพูดว่า “แม่ของลูกพูดถูกแล้ว”
โจวเยี่ยน: ???
ในเรื่องของลำดับอำนาจในครอบครัว เห็นได้ชัดว่าจ้าวเถี่ยอิงกุมอำนาจไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
“มีดีแค่ไหนก็ทำแค่นั้นเถอะ ลูกว่ายน้ำก็ไม่เป็น ยังจะกล้ากระโดดแม่น้ำชิงอีเจียงไปช่วยคนอีก...” จ้าวเถี่ยอิงพูดไปได้ครึ่งประโยค ขอบตาก็แดงก่ำ เสียงเริ่มสั่นเครือ
โจวเยี่ยนสัมผัสได้ถึงความห่วงใยและความรักของครอบครัวที่เขาเคยใฝ่หาแต่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนจากตัวเธอ
เขานึกภาพออกเลยว่าตอนที่จ้าวเถี่ยอิงกับโจวเหมี่ยวได้ยินข่าว พวกเขาจะร้อนรนรีบมาหาเขาขนาดไหน
ลูกชายของพวกเขา ‘โจวเยี่ยน’ ได้ตายไปแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาที่ได้รับสืบทอดความทรงจำและอารมณ์ความรู้สึกบางส่วนของ ‘โจวเยี่ยน’ มา ก็คือลูกชายของพวกเขาแล้ว
มีทั้งพ่อและแม่ครบ แถมยังมีน้องสาวที่น่ารักอีกคน ความขุ่นเคืองใจที่โจวเยี่ยนมีต่อการทะลุมิติครั้งนี้ได้สลายหายไปจนหมดสิ้นในวินาทีนี้
“แม่ครับ แม่พูดถูก คราวหน้าผมจะประเมินกำลังตัวเองก่อนแน่นอน” โจวเยี่ยนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ลูกยังกล้ามีคราวหน้าอีกเหรอ? เดี๋ยวแม่จะตีขาให้หักเลย!” จ้าวเถี่ยอิงทำท่าง้างหมัดขึ้น
“ไม่กล้าแล้วครับ ไม่กล้าแล้ว” โจวเยี่ยนรีบยอมแพ้ทันที เขาวางโจวโม่โม่ลง แล้วเอื้อมมือไปรับเนื้อวัวมาจากมือของโจวเหมี่ยว พลางพูดว่า “ผมกำลังว่าจะออกไปซื้อเนื้อมาทำเครื่องราดหน้าพอดี ทุกคนยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงกันใช่ไหมครับ? เดี๋ยวผมทำบะหมี่เนื้อพริกสดสองชนิดให้กิน”
“ดีเลย ดีเลย! โม่โม่ชอบกินเส้นเส้น!” โจวโม่โม่เดินตามโจวเยี่ยนเข้าไปในครัว
“ก็ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงนั่นแหละ แต่ว่าลูกไปหัดทำบะหมี่เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?” จ้าวเถี่ยอิงเดินตามเข้ามา สีหน้างุนงง
“เรียนเป็นนานแล้วครับ แค่ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำให้พ่อกับแม่กินเฉย ๆ” โจวเยี่ยนพูดปัดไป
ตอนที่เสี่ยวโจวฝึกงานครัว เขากินอยู่หลับนอนที่โรงงานตลอด ไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่ จ้าวเถี่ยอิงกับโจวเหมี่ยวเลยไม่ค่อยรู้เรื่องฝีมือทำอาหารของเขานัก ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้เขายืมเงินมากมายขนาดนี้มาเปิดร้านอาหารหรอก
โจวเหมี่ยวถือโอกาสปิดประตูลง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เนื้อวัวนี่ ลูกเก็บไว้ทำให้ลูกค้ากินดีกว่าไหม พวกเราคนกันเอง กินแค่บะหมี่ธรรมดา ๆ ก็พอแล้ว”
“ใช่ ๆ เนื้อสันนอกดีขนาดนี้ พ่อแกลงทุนเก็บไว้ให้เลยนะ บ้านเราตอนนี้ไม่มีปัญญาจะกินเนื้อแล้ว” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้าเห็นด้วย
“ผมวางแผนว่าพรุ่งนี้จะเริ่มเปลี่ยนมาขายบะหมี่แล้ว ก่อนจะขายจริงก็ต้องมีคนลองชิมดูก่อนสิครับ ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่มั่นใจ” โจวเยี่ยนพูดพลางยิ้ม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวเถี่ยอิงและโจวเหมี่ยวก็เงียบไป ทั้งคู่เหลือบมองผนังที่ว่างเปล่า เมนูเดิมหายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงรอยคราบกาวไม่กี่แห่ง
“ไหงเปลี่ยนเป็นร้านบะหมี่อีกแล้วล่ะ?” โจวเหมี่ยวกระซิบเสียงเบา
“ผีสางที่ไหนจะไปรู้” จ้าวเถี่ยอิงเบ้ปาก “สงสัยพอได้มาบริหารเองถึงได้รู้ว่าของมันแพง เลิกทำอะไรหรูหราอลังการพวกนั้น เปลี่ยนมาขายบะหมี่ที่อย่างน้อยก็ขาดทุนน้อยลงหน่อย แต่ว่า... เจ้าเด็กนี่มันทำบะหมี่เป็นจริงเหรอ ? ในเมืองของเรามีร้านบะหมี่ไม่น้อยเลยนะ”
โจวเยี่ยนหิ้วเนื้อวัวเข้าไปในครัว เขาจัดการนวดแป้งที่พักไว้รอบหนึ่งก่อน จากนั้นก็ครอบฝาทิ้งไว้ให้พักแป้งต่อ แล้วถึงจะเริ่มจัดการกับเนื้อวัว
เนื้อวัวพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงด้วยหญ้านี้คุณภาพดีมาก แถมเนื้อสันนอกยังเป็นส่วนที่หาซื้อได้ยากมากด้วย จะผัดก็ได้ จะลวกก็ดี ไปที่สหกรณ์ไม่มีทางแย่งซื้อได้ทันแน่นอน
พ่อของเขาเป็นคนฆ่าวัวของหมู่บ้านโจว คนฆ่าวัวหมู่บ้านโจวมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแถบเจียโจว พวกเขามีพี่น้องห้าคน เป็นคนฆ่าวัวถึงสี่คน พ่อของเขาเป็นคนที่สี่ ผู้คนจึงเรียกเขาว่าโจวเหล่าซื่อ ฝีมือดี ชื่อเสียงก็ดี
คนฆ่าวัวอาศัยฝีมือในการทำมาหากิน พ่อของเขาฆ่าวัวหนึ่งเดือนสามารถทำเงินได้หกถึงเจ็ดสิบหยวน มากกว่าคนงานทั่วไปในโรงงานผ้าไหมเสียอีก ฐานะทางบ้านจึงไม่เลวเลย ถึงสามารถเอาเงินเก็บห้าร้อยหยวนให้เขาเปิดร้านได้ และยังเลี้ยงดูโจวโม่โม่จนอ้วนจ้ำม่ำได้ขนาดนี้
โจวเยี่ยนเปิดร้านอาหารร้านนี้ ผลาญเงินเก็บของคนทั้งคู่จนหมดเกลี้ยง แถมยังติดหนี้สินจากภายนอกอีกก้อน
เรื่อง ‘ลูกทรพี’ นี่ เขาก็ได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้วเหมือนกัน
แต่การมีพ่อเป็นคนฆ่าวัว เรื่องการซื้อเนื้อวัวก็กลับกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แถมราคาก็ยังน่าเชื่อถือกว่าตลาดมืดเสียอีก
เนื้อวัวหนึ่งจินนี้ ที่สหกรณ์ขาย 1.2 หยวน แต่ตลาดมืดขายถึง 2.8 หยวน ราคาแพงขึ้นกว่าเท่าตัว
แต่เนื้อในสหกรณ์นั้น ต่อให้มีตั๋วก็ยังซื้อยาก ถึงขนาดไปต่อแถวตั้งแต่เช้ามืดก็ไม่แน่ว่าจะซื้อเนื้อส่วนที่ต้องการได้
เริ่มจากหั่นเนื้อวัวเป็นเส้นก่อนแล้วค่อยสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ หยิบพริกดองและขิงดองหนึ่งกำมือจากไหผักดอง นำมาสับละเอียดเช่นกัน ส่วนกระเทียมที่ปอกเปลือกแล้ว ให้ทุบก่อนหนึ่งทีแล้วค่อยสับ เพื่อให้ยังคงมีความหยาบอยู่บ้าง
พริกขี้หนูสีแดงสดและพริกเอ้อร์จิงเถียวสีเขียวมรกต ให้นำมาซอยเป็นวงก่อนแล้วค่อยสับ เทใส่จานเตรียมไว้
ทักษะการใช้มีดของโจวเยี่ยนในตอนนี้ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ มือสามารถเคลื่อนไหวตามความคิดได้ทันอย่างสมบูรณ์
“เกอเกอเก่งจัง!”
โจวโม่โม่ย้ายม้านั่งตัวเล็กมานั่งดูอยู่ข้าง ๆ ส่งเสียงชื่นชมไม่ขาดปาก เรียกได้ว่าเป็นการให้กำลังใจที่เต็มเปี่ยมจริง ๆ
เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จ โจวเยี่ยนก็นวดแป้งอีกรอบหนึ่ง ตอนนี้ก้อนแป้งนุ่มและเนียนละเอียดแล้ว
เขาจุดไฟให้กระทะทั้งสองใบพร้อมกัน ใบหนึ่งต้มน้ำ ส่วนอีกใบหนึ่งใช้ผัด
โจวโม่โม่เองก็นั่งไม่ติดแล้ว เธอวิ่งไปข้าง ๆ แล้วอุ้มท่อนฟืนไม้ชิงกังที่สูงเกือบเท่าตัวเองขึ้นมา เดินฮึบฮับกลับมา มองโจวเยี่ยนอย่างภาคภูมิใจ “เกอเกอ ดูสิ โม่โม่เก่งไหม”
“เก่งมากเลย” โจวเยี่ยนยิ้มชม
พอได้รับคำชม โจวโม่โม่ก็ยิ่งมีกำลังใจ เธอกอดท่อนไม้แล้วยัดเข้าไปในช่องใส่ฟืน พลางบ่นพึมพำ “โม่โม่ป้อนข้าวเตาเตา”
รอกระทะร้อน เทน้ำมันเมล็ดผักกาดลงไปหนึ่งทัพพี จากนั้นโจวเยี่ยนก็ตักน้ำมันหมูสีขาวข้นหนึ่งช้อนเล็กจากกะละมังเคลือบข้าง ๆ ใส่ตามลงไป
จ้าวเถี่ยอิงยืนอยู่ที่ประตูห้องครัว ชะเง้อคอมองดู แล้วก็ทำหน้าเจ็บปวดใจทันที “เจ้าเด็กนี่ น้ำมันสองทัพพีนั่น พอให้บ้านเราผัดกับข้าวกินได้ทั้งอาทิตย์เลยนะ”
“น้ำมันเยอะ กับข้าวก็หอมขึ้นหน่อย ที่บ้านกับที่ร้านมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เอ้อร์หวาเป็นพ่อครัวมืออาชีพนี่นา” โจวเหมี่ยวยิ้มพลางพูด
“มืออาชีพอะไรกัน หมูผัดพริกเสฉวนยังทำไม่หอมเท่าฉันผัดเลย” จ้าวเถี่ยอิงพึมพำ
“นั่นสิ” โจวเหมี่ยวรีบพยักหน้า
ในตอนนี้สมาธิทั้งหมดของโจวเยี่ยนจดจ่ออยู่กับกระทะน้ำมันตรงหน้า เขารู้วิธีทำเนื้อผัดพริกสองชนิดอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการลงมือทำจริงครั้งแรก จึงยังคงรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างเล็กน้อย
พอน้ำมันร้อน ก็ใส่เนื้อสับลงไปก่อน
กระทะน้ำมันส่งเสียง ‘ฉ่า’ ขึ้นมา ตะหลิวรีบยีเนื้อสับให้แตกตัวออกจากกัน ทันใดนั้นกลิ่นหอมของเนื้อก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว
เนื้อสับเปลี่ยนสีในน้ำมันร้อนอย่างรวดเร็ว รอจนกระทั่งเนื้อเริ่มมีสีเหลืองเกรียมเล็กน้อย ก็ใส่ขิงดอง พริกดอง และกระเทียมสับลงไป เติมซีอิ๊วลงไปเล็กน้อย กลิ่นหอมก็ยิ่งถูกขับออกมาทันที
“เอื๊อก”
เสียงกลืนน้ำลายของโจวโม่โม่ดังฟังชัด เธอยืนเขย่งปลายเท้าเกาะขอบเตา อยากจะชะโงกหน้าเข้าไปดู เผยให้เห็นหัวเล็ก ๆ ครึ่งหนึ่ง “หอมจังเลย!”
“ระวังน้ำมันกระเด็นใส่” จ้าวเถี่ยอิงรีบเดินเข้าไปอุ้มเธอขึ้นมา เธอก็อดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปในกระทะ กลิ่นนี้มันช่างยั่วยวนจริง ๆ เมื่อก่อนตอนโจวเยี่ยนทำอาหาร กลิ่นที่ได้ก็ไม่ใช่แบบนี้นี่นา
เติมเกลือและผงชูรสเล็กน้อยเพื่อปรุงรส ใส่พริกขี้หนูและพริกเอ้อร์จิงเถียวสับลงไป ผัดให้เข้ากัน ตักใส่ชามดินเผาที่อยู่ข้างๆ เพียงเท่านี้เครื่องราดหน้าเนื้อผัดพริกสองชนิดก็เสร็จเรียบร้อย
พริกเขียวพริกแดงมันวาวมีสีสันสดใส เนื้อสับที่เหลืองเกรียมเล็กน้อยเห็นเป็นเม็ดชัดเจน กลิ่นเผ็ดร้อนผสมผสานกับกลิ่นหอมของเนื้อ ช่างยั่วยวนใจอย่างยิ่ง
จ้าวเถี่ยอิงและโจวเหมี่ยวที่ยุ่งมาทั้งเช้าก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายตามไปด้วย
เครื่องราดหน้าบะหมี่นี่ดูน่ากินจริง ๆ เลย! ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไงนะ?
……….……….……….……….
(1)ผ้าเตี๋ยเหลียง (的确良) เป็นชื่อเรียกของ ผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester) หรือผ้าใยสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศจีนช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980
……….……….……….……….
เกร็ดความรู้: หน่วยวัดน้ำหนักของจีนนิยมใช้หน่วย จิน (斤) มีน้ำหนักเท่ากับ 500 กรัม หน่วยที่เล็กถัดลงมาจากจินคือ เหลี่ยง (两) มีน้ำหนักเท่ากับ 50 กรัม และเฉียน (钱) มีน้ำหนักเท่ากับ 5 กรัม