- หน้าแรก
- ระบบบอสข้ามโลก จากคนคุ้มภัยต้อยต่ำสู่มหาเทพไร้พ่าย!
- บทที่ 44 ภายในหุบเขา
บทที่ 44 ภายในหุบเขา
บทที่ 44 ภายในหุบเขา
บทที่ 44 ภายในหุบเขา
ในเมื่อเบื้องหน้าไร้ทางหนี แววตาของอี้หมิงพลันเย็นเยียบ เขาไม่ลังเลอีกต่อไป
เขาสะบัดร่างพุ่งทะยานมุ่งหน้ากลับเข้าไปในหุบเขาหมอกพิษทันที
"ในเมื่อพวกเจ้าไม่ให้ข้าไป งั้นข้าก็จะขอร่วมชิงวาสนาในวิกฤตครั้งนี้ด้วยคนเถอะ"
"จะได้พิสูจน์ดูด้วยว่ารัศมีตัวเอกของข้าน่ะมันของจริงรึเปล่า"
อี้หมิงกัดฟันกรอด เขาอยู่ใกล้หุบเขาที่สุดจึงพุ่งตัวไปไม่หยุด ในระหว่างที่เคลื่อนที่เขายังหยิบโอสถถอนพิษออกมาจากถุงวิเศษและกรอกเข้าปากไปหนึ่งเม็ด
แม้จะเป็นเพียงระดับหวางขั้นกลาง แต่ก็น่าจะพอต้านทานได้บ้างล่ะนะ
"ตามเขาไป!"
"ฆ่ามันซะ!"
ไม่รู้ว่าอี้หมิงไปมีหนี้แค้นอะไรกับคนพวกนั้นนักหนา ท่ามกลางผู้ฝึกตนที่พยายามขวางทางเขาก่อนหน้านี้
มีหลายคนดูเหมือนอยากจะให้อี้หมิงตายตกไปในทันทีเสียให้ได้
หรือว่าพวกเขาจะอิจฉาที่อี้หมิงหน้าตาดีกันนะ?
...
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตหมอกพิษ เบื้องหน้าก็เต็มไปด้วยรัศมีรุ้งที่หนาแน่นและหมุนวนไปมา
มันดูสวยงามตระการตา ทว่ากลิ่นของมันกลับรุนแรงจนแทบจะเอาชีวิตได้ในพริบตา
ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือหมอกพิษในหุบเขานี้หนาแน่นยิ่งนัก แม้จะไม่ถึงขั้นมองไม่เห็นฝ่ามือตนเอง
แต่ในระยะสายตา กลับมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ห่างออกไปเกินสามจั้งเลย
เขารีบพุ่งไปข้างหน้าไม่ถึงสิบจั้ง อี้หมิงก็รีบหยุดฝีเท้าและกลิ้งตัวหลบไปด้านข้างหลายตลบ
เขาหลีกทางจากเส้นทางหลักของหุบเขา และมุดหายเข้าไปในป่ารกชัฏทันที
เขาพุ่งตัวเพียงครั้งเดียวก็ไปหมอบนิ่งอยู่บนยอดไม้ อี้หมิงเงียบกริบพลางสะกดกลิ่นอายพลังจนมิด
เขางัดเอาทั้ง 《วิชาสะกดกลิ่นอาย》 《เคล็ดเต่าจำศีล》 《วิชาเงาพรางร่าง》 《วิชาแสร้งตาย》 《วิชานิทราหายใจ》...
บรรดาวิชาระดับสีขาวและสีเขียวที่อี้หมิงฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ ถูกนำมาใช้งานร่วมกันจนถึงขีดสุด
ทั้งลมหายใจ กลิ่นอายพลัง การเต้นของหัวใจ อุณหภูมิร่างกาย หรือแม้แต่กลิ่นตัว ล้วนถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
ในตอนนี้เขาเปรียบเสมือนก้อนหินก้อนหนึ่งที่เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้ฝึกตนคนอื่นๆ
วิชาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาได้มาจากโลกเกม และถูกฝึกฝนจนถึงระดับสูงสุดผ่านการใช้งานบ่อยครั้ง
แม้ระดับจะไม่สูงและแต่ละวิชาต่างก็มีจุดบกพร่อง และแทบไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือที่เก่งกาจจริงๆ
ทว่าเมื่อนำมาใช้งานร่วมกันแบบครบวงจรเช่นนี้ อานุภาพของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าวิชาระดับสีน้ำเงินเลยสักนิด
อย่างน้อยหลังจากที่เขาพรางตัวได้ไม่นาน ก็มีเสียงลมพัดผ่านชายเสื้อดัง "ฟึ่บฟั่บ" ผ่านไปใกล้ๆเขาหลายสาย
ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นการคงอยู่ของเขาเลยแม้แต่คนเดียว
รอจนบรรดาเงาร่างที่หนาตาพุ่งเข้าไปข้างในหมดแล้ว อี้หมิงถึงได้ค่อยๆกระโดดลงจากยอดไม้เงียบๆ
สายตาของเขาแน่วแน่ สองเท้าสะกิดพื้นเบาๆเคลื่อนร่างแนบไปตามต้นไม้และรอยเท้าของคนก่อนหน้าอย่างช้าๆ
ทำไมเขาถึงไม่หนีออกไปข้างนอกน่ะรึ?
เพราะผู้ฝึกตนคนอื่นไม่ใช่พวกฉายเดี่ยวเหมือนเขา ตามกฎของการสำรวจดินแดนลึกลับทั่วไป
ภายนอกหุบเขาในตอนนี้ย่อมต้องมียอดฝีมือคอยคุมเชิงและเฝ้าทางออกไว้อยู่แน่นอน
หากอี้หมิงกล้าโผล่หัวออกไป ย่อมกลายเป็นเป้าให้นิ่งให้รุมยำทันที
ดังนั้นต่อให้เขาอยากจะออกไป ก็ต้องรอจนกว่าจะมีผู้ฝึกตนแห่กันมามากกว่านี้จนล้อมหุบเขาไว้หนาแน่น
แล้วเขาถึงค่อยหาทางออกไปจากอีกฝั่งหนึ่งของหุบเขาแทน
"ซวยชะมัด ข้าเพิ่งเดินเข้ามาได้แค่สิบกว่าหลี่เองนะเนี่ย นี่มันแค่ชายขอบเทือกเขาหงหมั่งไม่ใช่เหรอ?"
"ไหนว่าที่นี่ปลอดภัยที่สุดไง? ไหนว่าแม้แต่สัตว์อสูรระดับหวางยังหาไม่เจอไงวะ?"
อี้หมิงรีบจำแลงโฉมกลับไปเป็นร่าง 'จางต้าเชียน' อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
พลางเคลื่อนที่มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของหุบเขาอย่างระมัดระวังและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เช็ดเข้!"
อี้หมิงเตรียมจะพุ่งเข้าหาต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทว่าหางตากลับชำเลืองเห็นงูยักษ์ขนาดเท่าต้นขาขดตัวอยู่บนยอดไม้
ดวงตาสีดำสนิทคู่หนึ่งจ้องมองเขาเขม็งอย่างไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
เขาสะดุดฝีเท้าเล็กน้อย พลิกตัวหลบไปอีกด้าน ลดความเร็วลงและจ้องมองงูยักษ์อย่างระมัดระวัง
พร้อมที่จะเรียกกระบี่บินออกมาสู้ได้ทุกวินาที
ทว่างูยักษ์กลับไม่ได้สนใจอี้หมิงเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันตรวจไม่พบกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตจากตัวเขาหรือเปล่า
สรุปคือจนกระทั่งอี้หมิงพ้นระยะการโจมตีของมัน และหมอกพิษหนาทึบปิดกั้นสายตาของทั้งคู่
งูยักษ์ตัวนั้นก็ไม่ได้เปิดฉากจู่โจมอี้หมิงเลยสักนิด
"ฟู่ว..." อี้หมิงลอบถอนหายใจยาว งูยักษ์เมื่อกี้นี้ก็นับเป็นสัตว์อสูรระดับหวางขั้นกลางตัวหนึ่งเลยนะนั่น
"กร้วม! กร้วม!"
เดินไปได้ไม่ไกล ก็มีเสียงเคี้ยวอะไรบางอย่างดังแว่วมา อี้หมิงใจเต้นผิดจังหวะ เขาสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
เขาจึงค่อยๆเบี่ยงทิศทางหนีไปทางขวา เพื่อเลี่ยงจุดที่เกิดเสียงนั้น
ทว่าในตอนที่เดินผ่าน เขากลับเห็นฝูงแมลงปีกแข็งขนาดเท่าหัวแม่มือนับไม่ถ้วนกำลังบินว่อนอยู่แถวนั้น
"จิ๊ๆไม่รู้ว่ามีคนตายกลายเป็นอาหารพวกมันไปกี่ศพแล้วนะเนี่ย" อี้หมิงละสายตาและมุ่งหน้าต่อไปด้วยความระมัดระวังที่มากขึ้น
"คนพวกนี้มุทะลุกันเกินไปแล้ว ในสถานที่แบบนี้ยังกล้าพุ่งทะยานกันแบบไม่คิดชีวิตอีก ไม่กลัวตายกันรึไง?"
อี้หมิงเดินทางมาพักใหญ่แต่ก็ยังไม่พบกลุ่มคนนำทางกลุ่มใหญ่ที่พุ่งนำหน้าไปก่อนหน้าเลย ซึ่งทำเอาเขาค่อนข้างประหลาดใจ
ทว่าเขาหารู้ไม่ว่า เป็นเพราะเขามีข้อมูลจากหินสื่อสารของหออวี้คงคอยเตือนใจอยู่ เขาจึงระแวดระวังและก้าวเท้าช้าลง
ผิดกับผู้ฝึกตนคนอื่นที่นึกว่าหมอกพิษนี่เกิดจากอาเพศแผ่นดินไหวจนหมอกใต้ดินพุ่งออกมา และคงไม่มีอันตรายอะไรมากนัก
ทว่าในสภาพแวดล้อมที่หมอกพิษใต้ดินถูกกักเก็บไว้นับหมื่นปี ย่อมต้องมีพืชวิญญาณระดับล้ำเลิศซ่อนอยู่แน่นอน
โบราณว่ามือไวได้มือช้าเสีย ใครถึงก่อนได้ก่อน พวกเขาจึงต้องรีบเร่งเดินทางสุดชีวิต
ส่วนเรื่องสัตว์อสูรเฝ้าสมบัติน่ะเหรอ?
ใครจะรู้ว่ามีจริงไหม ถ้ามีก็ค่อยรุมจัดการพร้อมกัน ถ้าไม่มีก็ถือว่าโชคดีได้สมบัติไปฟรีๆไงล่ะ!
"สุดยอดจริงๆยอมตายถวายหัวเพื่อเงินทองกันทั้งนั้นเลยนะเนี่ย!"
นี่คือเสียงรำพึงอย่างไร้ยางอายจากผู้ข้ามมิติที่มีสูตรโกง และสามารถได้รับวิชาเทพได้โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตราย
เขาสามารถเพิ่มระดับตบะได้โดยไม่ต้องเอาชีวิตไปแลกกับทรัพยากรที่ไหนเลยแม้แต่น้อย
...
หลังจากเดินทางมาได้อีกระยะหนึ่ง ในที่สุดอี้หมิงก็ได้ยินเสียงตะโกนของผู้ฝึกตน
ทว่าจำนวนคนดูเหมือนจะไม่มากนัก เห็นได้ชัดว่าหลังจากก้าวเข้าสู่หุบเขา กลุ่มผู้ฝึกตนที่ไม่ได้รู้จักกันต่างก็แยกย้ายกันไป
ไม่มีใครไว้ใจที่จะร่วมทางกับคนแปลกหน้า และกลุ่มที่อี้หมิงแอบตามมาก็คือหนึ่งในกลุ่มเหล่านั้น
"จงไปตายซะ!"
เมื่อได้ยินเสียงนี้ อี้หมิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเงียบๆดวงของเขาไม่เลวเลยจริงๆ
คนกลุ่มนี้ก็คือพวกที่เคยคิดจะ 'ตรวจค้นตัว' เขาที่หน้าหุบเขานั่นเอง
อี้หมิงพรางตัวอยู่บนยอดไม้ ค่อยๆขยับเข้าใกล้สนามรบในรัศมีสามจั้ง จนมองเห็นภาพการต่อสู้ได้อย่างชัดเจน
ไม่รู้ว่าพวกเขาเหลือคนคุมเชิงข้างนอกไว้กี่คน แต่ในตอนนี้คนกลุ่มนี้เหลืออยู่เพียงสามคนเท่านั้น
ประกอบด้วยผู้ฝึกตนวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า ผู้ฝึกตนร่างท้วมที่เคยปากดีจะค้นตัวเขา และหญิงชราผมขาวที่เคยตะโกนจะฆ่าเขาตอนที่เขาหนีเข้าหุบเขามา
สิ่งที่กำลังรุมล้อมจู่โจมพวกเขาอยู่ คือสัตว์ที่รูปร่างคล้ายกิ้งก่าหลายตัว
ทว่าขนาดตัวของมันใหญ่กว่ากิ้งก่าทั่วไปมากนัก ตัวที่ใหญ่ที่สุดยาวถึงหนึ่จั้งครึ่ง (ประมาณ 5 เมตร) ส่วนตัวที่เล็กที่สุดก็ยาวร่วมสองเมตร
แถมการเคลื่อนไหวของมันไม่ได้เชื่องช้าเลยสักนิด มันพุ่งเข้าออกได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นหนังของมันยังแข็งแกร่งราวกับชุดเกราะ หากไม่ถูกฟันเข้าตรงๆกระบี่บินหรือมีดบินที่เฉียดไปย่อมไม่อาจสร้างรอยแผลให้หลังหนาๆของมันได้เลย
คนที่ตะโกนลั่นคือผู้ฝึกตนร่างท้วม เขาใช้ดาบโค้งยาวสองฟุตที่ไร้ด้ามจับและมีรูปร่างคล้ายใบมีดสีเลือด
ในตอนนี้เขาเกร็งมรรคาดรรชนีอย่างแน่นหนา ดาบโค้งหมุนคว้างด้วยความเร็วสูง
อาศัยจังหวะที่กิ้งก่าตัวหนึ่งถูกเพื่อนร่วมทีมพัวพันไว้ เขาจัดการฟันเข้าที่ลำคอของมันอย่างบ้าคลั่ง
"ฉัวะ!"
ดาบโค้งที่หมุนคว้างอย่างรุนแรงบั่นคอกิ้งก่าตัวนั้นจนขาดกระเด็น
ทว่าเขากลับไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า กิ้งก่าอีกตัวหนึ่งได้ลอบเข้ามาประชิดตัวเขาในระยะเพียงห้าฟุตเท่านั้น!
"ฟึ่บ!"
ลิ้นของมันพุ่งออกมาดุจลูกศรเพลิง และทะลวงผ่านหน้าอกของเขาไปในพริบตา!