เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 ภายในหุบเขา

บทที่ 44 ภายในหุบเขา

บทที่ 44 ภายในหุบเขา


บทที่ 44 ภายในหุบเขา

ในเมื่อเบื้องหน้าไร้ทางหนี แววตาของอี้หมิงพลันเย็นเยียบ เขาไม่ลังเลอีกต่อไป

เขาสะบัดร่างพุ่งทะยานมุ่งหน้ากลับเข้าไปในหุบเขาหมอกพิษทันที

"ในเมื่อพวกเจ้าไม่ให้ข้าไป งั้นข้าก็จะขอร่วมชิงวาสนาในวิกฤตครั้งนี้ด้วยคนเถอะ"

"จะได้พิสูจน์ดูด้วยว่ารัศมีตัวเอกของข้าน่ะมันของจริงรึเปล่า"

อี้หมิงกัดฟันกรอด เขาอยู่ใกล้หุบเขาที่สุดจึงพุ่งตัวไปไม่หยุด ในระหว่างที่เคลื่อนที่เขายังหยิบโอสถถอนพิษออกมาจากถุงวิเศษและกรอกเข้าปากไปหนึ่งเม็ด

แม้จะเป็นเพียงระดับหวางขั้นกลาง แต่ก็น่าจะพอต้านทานได้บ้างล่ะนะ

"ตามเขาไป!"

"ฆ่ามันซะ!"

ไม่รู้ว่าอี้หมิงไปมีหนี้แค้นอะไรกับคนพวกนั้นนักหนา ท่ามกลางผู้ฝึกตนที่พยายามขวางทางเขาก่อนหน้านี้

มีหลายคนดูเหมือนอยากจะให้อี้หมิงตายตกไปในทันทีเสียให้ได้

หรือว่าพวกเขาจะอิจฉาที่อี้หมิงหน้าตาดีกันนะ?

...

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตหมอกพิษ เบื้องหน้าก็เต็มไปด้วยรัศมีรุ้งที่หนาแน่นและหมุนวนไปมา

มันดูสวยงามตระการตา ทว่ากลิ่นของมันกลับรุนแรงจนแทบจะเอาชีวิตได้ในพริบตา

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือหมอกพิษในหุบเขานี้หนาแน่นยิ่งนัก แม้จะไม่ถึงขั้นมองไม่เห็นฝ่ามือตนเอง

แต่ในระยะสายตา กลับมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ห่างออกไปเกินสามจั้งเลย

เขารีบพุ่งไปข้างหน้าไม่ถึงสิบจั้ง อี้หมิงก็รีบหยุดฝีเท้าและกลิ้งตัวหลบไปด้านข้างหลายตลบ

เขาหลีกทางจากเส้นทางหลักของหุบเขา และมุดหายเข้าไปในป่ารกชัฏทันที

เขาพุ่งตัวเพียงครั้งเดียวก็ไปหมอบนิ่งอยู่บนยอดไม้ อี้หมิงเงียบกริบพลางสะกดกลิ่นอายพลังจนมิด

เขางัดเอาทั้ง 《วิชาสะกดกลิ่นอาย》 《เคล็ดเต่าจำศีล》 《วิชาเงาพรางร่าง》 《วิชาแสร้งตาย》 《วิชานิทราหายใจ》...

บรรดาวิชาระดับสีขาวและสีเขียวที่อี้หมิงฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ ถูกนำมาใช้งานร่วมกันจนถึงขีดสุด

ทั้งลมหายใจ กลิ่นอายพลัง การเต้นของหัวใจ อุณหภูมิร่างกาย หรือแม้แต่กลิ่นตัว ล้วนถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน

ในตอนนี้เขาเปรียบเสมือนก้อนหินก้อนหนึ่งที่เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้ฝึกตนคนอื่นๆ

วิชาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาได้มาจากโลกเกม และถูกฝึกฝนจนถึงระดับสูงสุดผ่านการใช้งานบ่อยครั้ง

แม้ระดับจะไม่สูงและแต่ละวิชาต่างก็มีจุดบกพร่อง และแทบไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือที่เก่งกาจจริงๆ

ทว่าเมื่อนำมาใช้งานร่วมกันแบบครบวงจรเช่นนี้ อานุภาพของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าวิชาระดับสีน้ำเงินเลยสักนิด

อย่างน้อยหลังจากที่เขาพรางตัวได้ไม่นาน ก็มีเสียงลมพัดผ่านชายเสื้อดัง "ฟึ่บฟั่บ" ผ่านไปใกล้ๆเขาหลายสาย

ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นการคงอยู่ของเขาเลยแม้แต่คนเดียว

รอจนบรรดาเงาร่างที่หนาตาพุ่งเข้าไปข้างในหมดแล้ว อี้หมิงถึงได้ค่อยๆกระโดดลงจากยอดไม้เงียบๆ

สายตาของเขาแน่วแน่ สองเท้าสะกิดพื้นเบาๆเคลื่อนร่างแนบไปตามต้นไม้และรอยเท้าของคนก่อนหน้าอย่างช้าๆ

ทำไมเขาถึงไม่หนีออกไปข้างนอกน่ะรึ?

เพราะผู้ฝึกตนคนอื่นไม่ใช่พวกฉายเดี่ยวเหมือนเขา ตามกฎของการสำรวจดินแดนลึกลับทั่วไป

ภายนอกหุบเขาในตอนนี้ย่อมต้องมียอดฝีมือคอยคุมเชิงและเฝ้าทางออกไว้อยู่แน่นอน

หากอี้หมิงกล้าโผล่หัวออกไป ย่อมกลายเป็นเป้าให้นิ่งให้รุมยำทันที

ดังนั้นต่อให้เขาอยากจะออกไป ก็ต้องรอจนกว่าจะมีผู้ฝึกตนแห่กันมามากกว่านี้จนล้อมหุบเขาไว้หนาแน่น

แล้วเขาถึงค่อยหาทางออกไปจากอีกฝั่งหนึ่งของหุบเขาแทน

"ซวยชะมัด ข้าเพิ่งเดินเข้ามาได้แค่สิบกว่าหลี่เองนะเนี่ย นี่มันแค่ชายขอบเทือกเขาหงหมั่งไม่ใช่เหรอ?"

"ไหนว่าที่นี่ปลอดภัยที่สุดไง? ไหนว่าแม้แต่สัตว์อสูรระดับหวางยังหาไม่เจอไงวะ?"

อี้หมิงรีบจำแลงโฉมกลับไปเป็นร่าง 'จางต้าเชียน' อีกครั้งอย่างรวดเร็ว

พลางเคลื่อนที่มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของหุบเขาอย่างระมัดระวังและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

"เช็ดเข้!"

อี้หมิงเตรียมจะพุ่งเข้าหาต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทว่าหางตากลับชำเลืองเห็นงูยักษ์ขนาดเท่าต้นขาขดตัวอยู่บนยอดไม้

ดวงตาสีดำสนิทคู่หนึ่งจ้องมองเขาเขม็งอย่างไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ

เขาสะดุดฝีเท้าเล็กน้อย พลิกตัวหลบไปอีกด้าน ลดความเร็วลงและจ้องมองงูยักษ์อย่างระมัดระวัง

พร้อมที่จะเรียกกระบี่บินออกมาสู้ได้ทุกวินาที

ทว่างูยักษ์กลับไม่ได้สนใจอี้หมิงเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันตรวจไม่พบกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตจากตัวเขาหรือเปล่า

สรุปคือจนกระทั่งอี้หมิงพ้นระยะการโจมตีของมัน และหมอกพิษหนาทึบปิดกั้นสายตาของทั้งคู่

งูยักษ์ตัวนั้นก็ไม่ได้เปิดฉากจู่โจมอี้หมิงเลยสักนิด

"ฟู่ว..." อี้หมิงลอบถอนหายใจยาว งูยักษ์เมื่อกี้นี้ก็นับเป็นสัตว์อสูรระดับหวางขั้นกลางตัวหนึ่งเลยนะนั่น

"กร้วม! กร้วม!"

เดินไปได้ไม่ไกล ก็มีเสียงเคี้ยวอะไรบางอย่างดังแว่วมา อี้หมิงใจเต้นผิดจังหวะ เขาสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง

เขาจึงค่อยๆเบี่ยงทิศทางหนีไปทางขวา เพื่อเลี่ยงจุดที่เกิดเสียงนั้น

ทว่าในตอนที่เดินผ่าน เขากลับเห็นฝูงแมลงปีกแข็งขนาดเท่าหัวแม่มือนับไม่ถ้วนกำลังบินว่อนอยู่แถวนั้น

"จิ๊ๆไม่รู้ว่ามีคนตายกลายเป็นอาหารพวกมันไปกี่ศพแล้วนะเนี่ย" อี้หมิงละสายตาและมุ่งหน้าต่อไปด้วยความระมัดระวังที่มากขึ้น

"คนพวกนี้มุทะลุกันเกินไปแล้ว ในสถานที่แบบนี้ยังกล้าพุ่งทะยานกันแบบไม่คิดชีวิตอีก ไม่กลัวตายกันรึไง?"

อี้หมิงเดินทางมาพักใหญ่แต่ก็ยังไม่พบกลุ่มคนนำทางกลุ่มใหญ่ที่พุ่งนำหน้าไปก่อนหน้าเลย ซึ่งทำเอาเขาค่อนข้างประหลาดใจ

ทว่าเขาหารู้ไม่ว่า เป็นเพราะเขามีข้อมูลจากหินสื่อสารของหออวี้คงคอยเตือนใจอยู่ เขาจึงระแวดระวังและก้าวเท้าช้าลง

ผิดกับผู้ฝึกตนคนอื่นที่นึกว่าหมอกพิษนี่เกิดจากอาเพศแผ่นดินไหวจนหมอกใต้ดินพุ่งออกมา และคงไม่มีอันตรายอะไรมากนัก

ทว่าในสภาพแวดล้อมที่หมอกพิษใต้ดินถูกกักเก็บไว้นับหมื่นปี ย่อมต้องมีพืชวิญญาณระดับล้ำเลิศซ่อนอยู่แน่นอน

โบราณว่ามือไวได้มือช้าเสีย ใครถึงก่อนได้ก่อน พวกเขาจึงต้องรีบเร่งเดินทางสุดชีวิต

ส่วนเรื่องสัตว์อสูรเฝ้าสมบัติน่ะเหรอ?

ใครจะรู้ว่ามีจริงไหม ถ้ามีก็ค่อยรุมจัดการพร้อมกัน ถ้าไม่มีก็ถือว่าโชคดีได้สมบัติไปฟรีๆไงล่ะ!

"สุดยอดจริงๆยอมตายถวายหัวเพื่อเงินทองกันทั้งนั้นเลยนะเนี่ย!"

นี่คือเสียงรำพึงอย่างไร้ยางอายจากผู้ข้ามมิติที่มีสูตรโกง และสามารถได้รับวิชาเทพได้โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตราย

เขาสามารถเพิ่มระดับตบะได้โดยไม่ต้องเอาชีวิตไปแลกกับทรัพยากรที่ไหนเลยแม้แต่น้อย

...

หลังจากเดินทางมาได้อีกระยะหนึ่ง ในที่สุดอี้หมิงก็ได้ยินเสียงตะโกนของผู้ฝึกตน

ทว่าจำนวนคนดูเหมือนจะไม่มากนัก เห็นได้ชัดว่าหลังจากก้าวเข้าสู่หุบเขา กลุ่มผู้ฝึกตนที่ไม่ได้รู้จักกันต่างก็แยกย้ายกันไป

ไม่มีใครไว้ใจที่จะร่วมทางกับคนแปลกหน้า และกลุ่มที่อี้หมิงแอบตามมาก็คือหนึ่งในกลุ่มเหล่านั้น

"จงไปตายซะ!"

เมื่อได้ยินเสียงนี้ อี้หมิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเงียบๆดวงของเขาไม่เลวเลยจริงๆ

คนกลุ่มนี้ก็คือพวกที่เคยคิดจะ 'ตรวจค้นตัว' เขาที่หน้าหุบเขานั่นเอง

อี้หมิงพรางตัวอยู่บนยอดไม้ ค่อยๆขยับเข้าใกล้สนามรบในรัศมีสามจั้ง จนมองเห็นภาพการต่อสู้ได้อย่างชัดเจน

ไม่รู้ว่าพวกเขาเหลือคนคุมเชิงข้างนอกไว้กี่คน แต่ในตอนนี้คนกลุ่มนี้เหลืออยู่เพียงสามคนเท่านั้น

ประกอบด้วยผู้ฝึกตนวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า ผู้ฝึกตนร่างท้วมที่เคยปากดีจะค้นตัวเขา และหญิงชราผมขาวที่เคยตะโกนจะฆ่าเขาตอนที่เขาหนีเข้าหุบเขามา

สิ่งที่กำลังรุมล้อมจู่โจมพวกเขาอยู่ คือสัตว์ที่รูปร่างคล้ายกิ้งก่าหลายตัว

ทว่าขนาดตัวของมันใหญ่กว่ากิ้งก่าทั่วไปมากนัก ตัวที่ใหญ่ที่สุดยาวถึงหนึ่จั้งครึ่ง (ประมาณ 5 เมตร) ส่วนตัวที่เล็กที่สุดก็ยาวร่วมสองเมตร

แถมการเคลื่อนไหวของมันไม่ได้เชื่องช้าเลยสักนิด มันพุ่งเข้าออกได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง

ยิ่งไปกว่านั้นหนังของมันยังแข็งแกร่งราวกับชุดเกราะ หากไม่ถูกฟันเข้าตรงๆกระบี่บินหรือมีดบินที่เฉียดไปย่อมไม่อาจสร้างรอยแผลให้หลังหนาๆของมันได้เลย

คนที่ตะโกนลั่นคือผู้ฝึกตนร่างท้วม เขาใช้ดาบโค้งยาวสองฟุตที่ไร้ด้ามจับและมีรูปร่างคล้ายใบมีดสีเลือด

ในตอนนี้เขาเกร็งมรรคาดรรชนีอย่างแน่นหนา ดาบโค้งหมุนคว้างด้วยความเร็วสูง

อาศัยจังหวะที่กิ้งก่าตัวหนึ่งถูกเพื่อนร่วมทีมพัวพันไว้ เขาจัดการฟันเข้าที่ลำคอของมันอย่างบ้าคลั่ง

"ฉัวะ!"

ดาบโค้งที่หมุนคว้างอย่างรุนแรงบั่นคอกิ้งก่าตัวนั้นจนขาดกระเด็น

ทว่าเขากลับไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า กิ้งก่าอีกตัวหนึ่งได้ลอบเข้ามาประชิดตัวเขาในระยะเพียงห้าฟุตเท่านั้น!

"ฟึ่บ!"

ลิ้นของมันพุ่งออกมาดุจลูกศรเพลิง และทะลวงผ่านหน้าอกของเขาไปในพริบตา!

จบบทที่ บทที่ 44 ภายในหุบเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว