- หน้าแรก
- ระบบบอสข้ามโลก จากคนคุ้มภัยต้อยต่ำสู่มหาเทพไร้พ่าย!
- บทที่ 27 โลกใบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว
บทที่ 27 โลกใบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว
บทที่ 27 โลกใบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว
บทที่ 27 โลกใบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว
กลุ่มโจรแตกพ่ายไปแล้ว ผู้ฝึกตนสองคนที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันก็หายลับไปจากการไล่ล่า
เหลือทิ้งไว้เพียงซากศพไม่กี่ร่าง รถม้าคุ้มภัยที่พังยับเยิน และสมุนไพรที่ร่วงระเกะระกะเต็มพื้นดิน
อี้หมิงพ่นลมหายใจยาวออกมา นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ แฝงลมปราณลงไปเล็กน้อย
เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มคนของสำนักคุ้มภัยที่ยังยืนอึ้งตกตะลึงอยู่ได้สติกลับมา
"เฮ้อ..."
"คุณพระช่วย!"
"ผู้ฝึกตน... ข้ารอดชีวิตมาจากเงื้อมมือผู้ฝึกตนได้งั้นเหรอ?"
"สวรรค์ เรื่องในวันนี้ข้าเอาไปคุยโวได้ทั้งชาติเลยล่ะ!"
ผู้คุ้มภัยตงเองก็ถอนหายใจยาว ขาของเขาเริ่มสั่นจนแทบจะทรุดลงกับพื้น
เขาฝืนยืนให้มั่นคง โบกมือปฏิเสธถังจื่อโส่วที่จะเข้ามาพยุง แล้วค่อยๆ เดินกลับเข้ามาในร้าน
เขาหย่อนก้นนั่งลงตรงข้ามกับหลงจู๊หาน
ผู้คุ้มภัยตงจ้องมองหลงจู๊หานที่เหงื่อท่วมตัวพลางกล่าวเสียงเข้มว่า "หลงจู๊หาน สินค้าของพวกท่านกลับมี 'พืชวิญญาณ' ปนอยู่ด้วย แถมยังดึงดูดผู้ฝึกตนมาแบบนี้"
"เรื่องนี้ทางร้านยาเหอเต๋อต้องให้คำอธิบายกับข้า ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่!"
หลงจู๊หานเผยรอยยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าการร้องไห้ "ผู้คุ้มภัยตง ครั้งนี้เป็นความผิดของร้านยาเหอเต๋อจริงๆ ข้าต้องขออภัยท่านด้วย"
"เมื่อถึงเวลาส่งมอบสินค้า ทางร้านยาจะมีการชดเชยที่เหมาะสมให้แน่นอนครับ"
อี้หมิงส่ายหน้า พลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่า "ในเมื่อของก็เสียไปแล้ว พอจะบอกได้ไหมว่าเรื่องมันเป็นมายังไง?"
เมื่อเห็นว่าผู้คุ้มภัยตงเองก็แสดงสีหน้าอยากรู้ หลงจู๊หานจึงถอนหายใจยาว
"ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังแล้วล่ะครับ"
"เมื่อสิบวันก่อน นักปรุงยาคนหนึ่งของร้านเราเข้าป่าไปหาสมุนไพร แล้วบังเอิญเดินหลงเข้าไปลึกกว่าเส้นทางปกติ จนออกนอกเส้นทางที่เคยไป"
"ในระหว่างที่เขากำลังหาทางกลับ เขาก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ดังมาจากที่ไกลๆ แต่เสียงนั้นก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว"
หลงจู๊หานยกมือที่สั่นเทาขึ้นถือจอกเหล้า เหล้าหกไปครึ่งหนึ่งก่อนจะกระดกส่วนที่เหลือเข้าปาก
"เจ้าหมอนั่นมันใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ ดันแอบเข้าไปดูเหตุการณ์ แต่กลับไม่พบอะไรเลย เห็นเพียงป่ารอบๆ ที่พังยับเยิน"
"ทว่าตรงใจกลางพื้นที่ถล่มทลายนั้น เขากลับพบสมุนไพรต้นหนึ่งที่ไม่รู้จักวางอยู่"
"จิ๊ๆ ดวงของเขาดีจริงๆ นะเนี่ย"
หลงจู๊หานถอนหายใจ "ตอนนี้ข้าอยากจะขอให้เขาไม่ต้องมีดวงแบบนี้จะดีกว่า"
นักปรุงยาคนนั้นย่อมเก็บสมุนไพรที่คาดว่าเป็นของวิเศษติดมือกลับมาที่ร้านยาเหอเต๋อ
ทางร้านยาเองก็ไม่กล้าชะล่าใจ จึงรีบส่งสมุนไพรต้นนี้ไปพร้อมกับรถม้าคุ้มภัยในวันรุ่งขึ้นทันที เพื่อส่งไปยังร้านสาขาใหญ่ให้ยอดนักปรุงยาตรวจสอบ
หากเป็นพืชวิญญาณที่มีคุณภาพสูง ย่อมสามารถนำไปขายให้ขุมพลังผู้ฝึกตนเพื่อแลกผลประโยชน์มหาศาลได้
ทว่าใครจะไปนึก ผลประโยชน์ยังไม่ทันได้เห็น แต่ทุกคนที่ร่วมเดินทางมากลับต้องมารับเคราะห์เพราะพืชวิญญาณต้นนี้
จนเกือบจะถูกผู้ฝึกตนฆ่าตายไปเสียแล้ว
"ไม่มีพลัง แต่กลับกล้าไปยุ่งเกี่ยวกับสมบัติของผู้ฝึกตน พวกเจ้านี่มันรนหาที่ตายจริงๆ!" ผู้คุ้มภัยตงเค้นเสียงต่ำพลางตบโต๊ะฉาดใหญ่
ตั้งแต่โบราณกาลมา ปุถุชนที่เข้าไปพัวพันกับสมบัติของผู้ฝึกตนใช่ว่าจะไม่มี แต่คนที่ได้รับวาสนาจนรุ่งโรจน์นั้น เมื่อเทียบกับกองกระดูกที่ถมทับกันแล้ว มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน
เมื่อเห็นผู้คุ้มภัยตงสั่งเนื้อสัตว์และซาลาเปามานั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย อี้หมิงก็ลุกขึ้นยืน
เขาพยักหน้าให้ทางนั้นเล็กน้อย แล้วบอกหลงจู๊หานว่า "ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวเดินทางก่อนนะครับ"
"ครับ" หลงจู๊หานแม้จะอยากชวนอี้หมิงเดินทางไปด้วยกัน แต่การทำแบบนั้นจะกลายเป็นการล่วงเกินผู้คุ้มภัยตงที่กำลังโมโหอยู่
เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวในตอนนี้ จึงได้แต่ประสานมือบอกลาอี้หมิง
เด็กหนุ่มคนนั้นเดินออกจากร้านเหล้าไปโดยไม่หันกลับมามอง ฝีเท้าของเขาคล่องแคล่วว่องไวและหายลับไปจากปลายถนนในไม่ช้า
...
อี้หมิงเร่งฝีเท้าขึ้น เขาไม่มีความคิดที่จะร่วมทางกับหลงจู๊หานอีกแล้ว หากระหว่างทางเกิดเรื่องขึ้นมา เขาควรจะลงมือช่วยหรือเปล่าล่ะ?
เขาเป็นผู้คุ้มภัย (ในนาม) แต่ไม่มีกฎข้อไหนบอกว่าต้องลงมือช่วยฟรีๆ เสียหน่อย
ส่วนเรื่องการมุ่งหน้าเข้าป่าตามรอยผู้ฝึกตนทั้งสองคนนั้นไป เพื่อดูว่าจะพอมีลาภลอยอะไรให้เก็บตกได้บ้างหรือไม่... เขาไม่เคยแม้แต่จะคิด
จะหาเรื่องใส่ตัวไปเพื่ออะไร? คนที่ตายเพราะความอยากรู้อยากเห็นน่ะมีตั้งเท่าไหร่แล้ว
อี้หมิงไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่เลือดร้อนจริงๆ เขาจะไปรนหาที่ตายทำไมกัน
ดังนั้นเขาจึงเลือกเดินไปตามถนนใหญ่ และยังเพิ่มความเร็วขึ้นอีกนิด เพื่อหวังจะพ้นจากเขตพื้นที่ที่อาจเกิดเรื่องยุ่งยากนี้ไปให้ไวที่สุด
ทว่าแม้เขาจะไม่หาเรื่อง แต่เรื่องกลับวิ่งมาหาเขาเอง
หลังจากเดินมาได้ประมาณสิบกว่าหลี่ ในขณะที่อี้หมิงกำลังก้มหน้าก้มตาเดินทาง
พลันได้ยินเสียง "ฟึ่บ" ดังมาจากป่าทางด้านซ้าย เงาร่างสีเทาสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา หมายจะข้ามถนนพุ่งเข้าสู่ป่าอีกฟากหนึ่ง
และช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่อี้หมิงดันไปยืนขวางเส้นทางการเคลื่อนที่ของมันพอดี
"เช็ดเข้!" อี้หมิงอุทานเบาๆ เขามองเห็นชัดเจนว่าเงาสีเทานั้น คือชายชราประหลาดที่เพิ่งหนีมานั่นเอง
"ข้าหลบ!"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงื้อไม้เท้าขึ้นหมายจะฟาดหัวเขา อี้หมิงก็พุ่งตัวออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทำท่าทางเหมือนคนขวัญอ่อนที่พยายามหนีเอาตัวรอด
ทว่านั่นกลับทำให้เขาหลีกทางให้อีกฝ่ายได้พอดี และหลบพ้นการจู่โจมของชายชราไปได้อย่างฉิวเฉียด
"หืม?" ชายชราที่เงื้อไม้เท้าไปครึ่งทาง ชำเลืองมองอี้หมิงด้วยความสงสัยครู่หนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้หยุดพัก
ร่างกายวูบไหว พุ่งหายเข้าไปในป่าทางด้านขวาทันที
อี้หมิงแววตาคมกริบ เขาไม่คิดจะสนใจอะไรทั้งนั้นและรีบเดินทางต่อ
เป็นไปตามคาด เพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา ก็มีอีกเงาหนึ่งพุ่งผ่านถนนบนเขาหายลับไปเช่นกัน
"จิ๊ๆ ยังสู้กันไม่จบอีกเหรอเนี่ย ดูท่าหลี่จื่อหยางคนนั้นจะลอบโจมตีสำเร็จจริงๆ แต่ถ้าพูดถึงฝีมือดิฉพาะตัวคงยังห่างชั้นอยู่บ้าง การจะจัดการอีกฝ่ายให้ได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก"
จากคำสนทนาของทั้งคู่ ชายชราประหลาดน่าจะบาดเจ็บจากการสู้กับสัตว์อสูรที่เฝ้าพืชวิญญาณ แล้วถูกหลี่จื่อหยางฉวยโอกาสลอบจู่โจมจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน
หลี่จื่อหยางในตอนนั้นยอมทิ้งพืชวิญญาณเพื่อไล่ล่าชายชรา เพราะคิดว่าน่าจะสังหารได้ไวแล้วค่อยกลับมาเอาพืชวิญญาณก็ได้
แต่เขากลับนึกไม่ถึงว่าชายชราคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดา ต่อให้บาดเจ็บก็ยังฆ่ายากฆ่าเย็น แถมยังเกือบจะสลัดเขาหลุดได้อีกด้วย
อี้หมิงเดาว่าพวกเขาน่าจะวนกลับไปที่จุดเดิมแล้วพบว่าพืชวิญญาณถูกเก็บไปแล้ว
ไม่รู้ว่าชายชรามีวิธีระบุตำแหน่งพืชวิญญาณได้อย่างไร แต่เห็นได้ชัดว่าเขาสะกดรอยตามมาจนเกือบจะชิงคืนไปได้สำเร็จ ทว่ากลับถูกหลี่จื่อหยางขัดขวางไว้ได้อีกครั้ง จนสุดท้ายพืชวิญญาณก็ตกเป็นของอีกฝ่ายไป
"หืม?" อี้หมิงหรี่ตาลง เขาจู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า จังหวะการปรากฏตัวของหลี่จื่อหยางมันช่างพอเหมาะพอเจาะเกินไปหรือเปล่า
"เขาไม่ได้จงใจปล่อยให้ชายชราเป็นคนนำทางมาหาพืชวิญญาณหรอกเหรอ? รอจนอีกฝ่ายเข้าใกล้เป้าหมายแล้วค่อยโผล่มาแย่งชิงไปน่ะ?"
"เช็ดเข้ ดูหน้าตาก็ออกจะหล่อเหลาดูเป็นคนดีแท้ๆ ที่แท้ก็เป็น 'เฒ่าเจ้าเล่ห์' เหมือนกันงั้นเหรอ?"
ชายชราคนนั้นฆ่าคนไม่กะพริบตา ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดี แต่หลี่จื่อหยางที่ลอบโจมตีและตามฆ่าไม่ลดละแบบนี้ ก็ไม่ใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน (ไม่ใช่คนธรรมดา) แน่นอน
"หากคนทั้งสองไม่รู้จักกันมาก่อน และการลงมือครั้งนี้ไม่ใช่การเจาะจงเป้าหมายแต่แรกล่ะก็... หลี่จื่อหยางคนนี้ก็คือคนประเภทที่เห็นสมบัติแล้วเกิดกิเลสจนลงมือฆ่าคนได้หน้าตาเฉยสินะ" อี้หมิงลอบคิดในใจ
"ให้ตายสิ โลกแห่งการฝึกตนนี่มันช่างอันตรายจริงๆ"