- หน้าแรก
- ตำนานมังกรบรรพกาลแห่งโลกวิญญาณยุทธ์
- บทที่ 22 การท้าทายของเสี่ยวอู่
บทที่ 22 การท้าทายของเสี่ยวอู่
บทที่ 22 การท้าทายของเสี่ยวอู่
เมื่อถังซานกลับมาถึงหอพัก ทุกคนกำลังบำเพ็ญเพียรยกเว้นอ้าวเทียนที่ยังหลับอยู่ เขาก้าวเดินอย่างเบา ๆ พอกลับมาถึงที่นอนก็พบกล่องข้าววางอยู่ข้าง ๆ
ถังซานรู้สึกสงสัย จึงเปิดกล่องดู พบไก่ติดสะโพกหอมกรุ่นอยู่ไม่กี่ชิ้น แม้จะเย็นแล้วก็ตาม
“ถังซาน กลับมาแล้วหรือ?” เสียงเสี่ยวอู่ดังขึ้น
ถังซานหันกลับไปเห็นเสี่ยวอู่ลืมตาตื่นแล้ว
คนอื่น ๆ ในหอพักก็ลืมตาตื่นจากการบำเพ็ญเพียรเช่นกัน แล้วจึงเห็นถังซาน
“นี่คือ...” ถังซานถามขึ้น
หวังเซิ่งเดินมาพร้อมกล่าวว่า “ถังซาน ข้าเสียใจสำหรับเหตุการณ์ตอนเที่ยง นี่เป็นอาหารของอ้าวเทียนที่เลี้ยงพวกเรา ข้าจัดกล่องไว้ให้เจ้าด้วย แต่เสียดายที่เย็นลงแล้ว”
เวลาผ่านไปครึ่งวัน ความโกรธของถังซานก็ลดลงมาก เขากล่าวว่า “เรื่องเก่าแล้ว ไม่เป็นไร”
เขามองกล่องข้าวแล้วบอกว่า “ข้าเพิ่งกินกับอาจารย์มา ยังอิ่มอยู่เลย”
เสี่ยวอู่กระโดดลงจากเตียง ถูท้องแล้วบอกว่า “ข้าเองก็หิว หวังเซิ่ง เราไปกินกันเถอะ เพราะถังซานกินแล้ว เราไม่อยากให้เสียของ เอาไปกินด้วยกันเถอะ”
หวังเซิ่งพยักหน้า “ได้เลย”
เสี่ยวอู่เหลือบตามองอ้าวเทียนที่ยังนอนขดตัวสบายอยู่บนเตียง แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
อ้าวเทียนนอนหลับตั้งแต่กลับมาหลังเที่ยง และไม่ได้บำเพ็ญเพียรเลย เสี่ยวอู่เดินไปเขย่าเขาเบา ๆ
“ลุกขึ้นมากินเถอะ”
อ้าวเทียนกลิ้งตัวไปมาแล้วบ่นว่า “พวกเจ้าไปกินกันเถอะ ข้าไม่หิว”
อาหารในโรงอาหารดูน่ากินสำหรับเสี่ยวอู่และหวังเซิ่ง แต่สำหรับอ้าวเทียนแล้วดูธรรมดามาก
เขาเคยเดินทางกับบีบี้ตงมานานถึงสิบปี ชิมอาหารอร่อยแทบทุกที่ในทวีป ทำให้เขากลายเป็นคนเลือกกินมากขึ้น
“งั้นก็ได้”
เสี่ยวอู่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องไปที่โรงอาหารกับหวังเซิ่งและคนอื่น ๆ เหลือเพียงถังซานกับอ้าวเทียนอยู่ในหอพักเท่านั้น ถังซานเฝ้ามองอ้าวเทียนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็นอนลงบนที่นอนเพื่อพักผ่อน
เช้านี้เขาเดินทางหลายชั่วโมง ตอนบ่ายศึกษากับอาจารย์ใหญ่หลายชั่วโมง ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่นานนัก ถังซานก็ค่อย ๆ หลับไป
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง เสี่ยวอู่กับคนอื่น ๆ ก็กลับมา
เมื่อเห็นอ้าวเทียนยังนอนหลับอยู่ เสี่ยวอู่อดไม่ได้ที่จะเขย่าเขาหลายครั้ง แล้วพูดว่า “อ้าวเทียน จิตวิญญาณเจ้ามันเป็นหมูหรือไง? นอนตั้งแต่เช้ายันค่ำ ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเพียรบำเพ็ญเพียรเลย”
อ้าวเทียนถอนใจ แล้วลุกขึ้นนั่ง
เขาไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญเพียรอย่างตั้งใจ เพราะวิธีบำเพ็ญเพียรที่สืบทอดมาจากตระกูลมังกรจะหมุนเวียนอยู่ในร่างกายเขาเองตลอดเวลา
ยิ่งกว่านั้น ในระดับของเขา การบำเพ็ญเพียรบนทวีปโต่วหลัวแทบไม่มีผลใด ๆ
แม้ว่าเขาจะดูดซับพลังจิตวิญญาณจากดาวโต่วหลัวทั้งดวง ก็ไม่สามารถพัฒนาระดับได้อย่างมีนัยสำคัญ
หากต้องการก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น ก็ต้องไปยังโลกขั้นสูง เช่น เทพภูมิ หรือผจญภัยในจักรวาล
แต่เขาหลับใหลมานานห้าร้อยล้านปี และตอนนี้แค่อยากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เลยตั้งใจจะบำเพ็ญเพียรก็ต่อเมื่อเบื่อการเล่นแล้วเท่านั้น เพราะไม่มีใครที่นี่จะคุกคามชีวิตเขาได้
เสี่ยวอู่เพิ่งกินข้าวเสร็จ และไม่อยากบำเพ็ญเพียรทันที พอเห็นอ้าวเทียนตื่น นางกล่าวว่า “เราออกไปเดินเล่นกันเถอะ”
อ้าวเทียนขมวดคิ้วทันที เขารับรู้ถึงพลังจิตวิญญาณระดับอัครพรหมยุทธุ์ที่ลอยมาจากข้างนอก โอบล้อมเสี่ยวอู่ไว้
เขาคุ้นเคยกับการสั่นสะเทือนของพลังจิตนี้ดี
เสี่ยวอู่และคนอื่น ๆ ไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้เพราะระดับพลังของพวกเขายังต่ำ แต่กลับหนีไม่พ้นสายตาของอ๋าวเทียนผู้แข็งแกร่งกว่า
สายตาของเขาคมกริบ มองทะลุผ่านชั้นพลังอำพราง เห็นร่างในชุดดำยืนแฝงตัวอยู่ในมุมมืด ไม่ไกลจากอาคารหอพัก
ถังเฮ่า!
“เขารู้ตัวแล้วหรือยัง?” อ้าวเทียนเหลือบตามองเสี่ยวอู่อย่างครุ่นคิด
“รีบใส่รองเท้าเถอะ เราออกไปเดินเล่นกัน” เสี่ยวอู่เอ่ยเร่งเสียงเบา
อ้าวเทียนยิ้ม “ได้เลย”
หวังเซิ่งกับคนอื่น ๆ มองตามด้วยแววตาอิจฉาเล็กน้อย พวกเขาพรสวรรค์ธรรมดา หลังจากกินข้าวเสร็จก็ยังต้องฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง จึงแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อนหรือเล่นสนุก
ถังซานลุกขึ้นนั่งกะทันหัน พลางเอ่ยว่า “เสี่ยวอู่ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า”
เสี่ยวอู่ที่กำลังจะเดินออกไปกับอ้าวเทียนชะงักฝีเท้า แล้วหันกลับมาถามว่า “มีอะไรหรือ?”
ถังซานกล่าวว่า “พลังวิญญาณของข้าแตะระดับสิบแล้ว พรุ่งนี้อาจารย์จะพาข้าไปหาวงแหวนวิญญาณแรก อาจต้องใช้เวลาหลายวัน”
เพราะเสี่ยวอู่เป็นหัวหน้าหอพักหมายเลขเจ็ด ถังซานจึงตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับนาง
อย่างไรเสียเขาก็เป็นนักเรียนทุน และพรุ่งนี้โรงเรียนก็จะเปิดเรียนแล้ว หากเขาไม่อยู่ในช่วงนั้น งานที่ต้องรับผิดชอบจำเป็นต้องมีการจัดการไว้ล่วงหน้า
สีหน้าของเสี่ยวอู่ดูซับซ้อนเล็กน้อย นางกล่าวว่า “วงแหวนวิญญาณสำคัญกับเจ้าขนาดนั้นเลยหรือ?”
มีเพียงอ้าวเทียนเท่านั้นที่เข้าใจความซับซ้อนในสายตาของนาง
ถังซานพยักหน้า “ใช่ วิญญาจารย์จะฝึกฝนต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับวงแหวนวิญญาณจากการล่าสัตว์วิญญาณเท่านั้น”
หวังเซิ่งพูดขึ้นว่า “ถังซาน เจ้ากังวลเรื่องงานของนักเรียนทุนใช่ไหม? ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวข้าจัดการแทนเจ้าในช่วงที่เจ้าไม่อยู่เอง”
ถังซานพยักหน้า “ขอบใจมาก ข้ากลับมาเมื่อไหร่จะช่วยชดเชยให้”
“อย่าพูดแบบนั้นเลย อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นวิญญาจารย์คนแรกของหอเรานี่นะ” หวังเซิงพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา
เขาอยู่ที่โรงเรียนนั่วติงมาหลายปี แต่พลังวิญญาณยังไม่แตะระดับสิบเลย
แต่ถังซานเพิ่งมาเรียนวันแรกก็จะได้วงแหวนวิญญาณแล้ว จะไม่ให้อิจฉาได้อย่างไร?
ไม่เพียงแต่หวังเซิ่ง แม้แต่คนอื่น ๆ ก็ล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกอิจฉาเช่นกัน
ถังซานหันไปมองอ้าวเทียนก่อนจะเอ่ยว่า “อ้าวเทียน อาจารย์ฝากถามมาว่า เจ้าจะไปหาวงแหวนวิญญาณกับพวกเราด้วยไหม ถ้าอยากไปก็ไปพร้อมกันได้”
“ไม่ต้องหรอก” อ้าวเทียนปฏิเสธทันที
“ไปกันเถอะ” เสี่ยวอู่ที่อารมณ์ไม่ค่อยดีนักรีบดึงแขนอ้าวเทียนแล้วพาเดินออกไป
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว มีเพียงแสงจันทร์เย็นเยียบกับแสงดาวริบหรี่ที่ส่องสว่างพื้นดินอย่างเลือนราง
ในเขตโรงเรียน แทบไม่มีอาจารย์หรือนักเรียนเดินผ่าน
วิญญาจารย์ส่วนใหญ่มักฝึกฝนในเวลากลางคืน จึงทำให้โรงเรียนดูเงียบเหงา
เสี่ยวอู่พาอ้าวเทียนเดินมาจนถึงลานฝึก แล้วนั่งลงบนก้อนหินเรียบขนาดใหญ่
“อ้าวเทียน ทำไมมนุษย์ต้องล่าสัตว์วิญญาณด้วย?”
เสี่ยวอู่นอนลงบนก้อนหิน ก้มมองดาวเหนือศีรษะ พลางถามคำถามเดิมอีกครั้ง
“การฝึกฝนของมนุษย์ไม่อาจแยกจากวงแหวนวิญญาณได้ นี่เป็นกฎของธรรมชาติ คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์” อ้าวเทียนกล่าวเรียบ ๆ
เขาจำได้ว่า ก่อนที่เขาจะหลับใหล กฎของโลกยังไม่เป็นแบบนี้ ดาวโต่วหลัวยังไม่มีสัตว์วิญญาณที่ปล่อยวงแหวนวิญญาณหลังความตาย
เป็นไปได้ว่าสัตว์วิญญาณเหล่านี้เพิ่งปรากฏขึ้นในภายหลัง
“งั้นธรรมชาติก็ไม่ยุติธรรมกับสัตว์วิญญาณเลยสิ” เสี่ยวอู่กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความเศร้า
อ้าวเทียนเอื้อมมือไปหยิกแก้มนางเบา ๆ พลางพูดว่า “คิดมากไปแล้ว เจ้าว่าแบบนี้เพราะตัวเจ้าเป็นสัตว์วิญญาณรึไง?”
แววตาตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตากลมโตของเสี่ยวอู่ นางรีบตอบกลับทันควัน “เจ้าพูดอะไรน่ะ! ข้าน่ารักขนาดนี้ จะเป็นสัตว์วิญญาณได้ยังไง?”
อ้าวเทียนยิ้ม ไม่พูดอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนั้น
“เจ้าลากข้าออกมาข้างนอก แค่จะคุยเรื่องนี้หรือ?” เขาถาม
เสี่ยวอูกระโดดลงจากก้อนหินทันทีแล้วพูดว่า “แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าอยากประลองกับเจ้าต่างหาก”
“ทำไมอีกล่ะ? ตอนกลางวันข้าก็ยอมแพ้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ?” อ้าวเทียนถาม
เสี่ยวอู่ตอบว่า “ตอนนั้นมันจำเป็น ข้าอยากเป็นหัวหน้า ถ้าข้าแพ้เจ้า ก็ไม่สามารถขึ้นตำแหน่งได้ แต่ถ้าเจ้าแพ้ ข้าก็กลัวเจ้าจะเสียหน้า จริง ๆ แล้วข้าแค่อยากประลองกับเจ้าเท่านั้นเอง”
“เจ้าถึงเลือกเวลาค่ำ ที่ไม่มีใครอยู่สินะ?”
เสี่ยวอู่พยักหน้า แล้วพูดอย่างร่าเริงว่า “ใช่เลย ถ้าข้าแพ้ ตำแหน่งหัวหน้าก็ยังอยู่เหมือนเดิม ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าก็ไม่เสียหน้า ใช่ไหมล่ะ?”
“มาเลย ข้าอยากรู้ว่าเจ้าเก่งแค่ไหนกันแน่” เสี่ยวอู่พูดพลางดึงอ้าวเทียนลงจากก้อนหิน
อ้าวเทียนเหลือบมองมุมมืดไม่ไกลนักแล้วยิ้มออกมา “ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะประลองกับเจ้าอย่างจริงจังสักครั้ง”