เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 การต่อสู้

บทที่ 20 การต่อสู้

บทที่ 20 การต่อสู้


ถังซานจากไปด้วยท่าทีแน่วแน่ โดยไม่แสดงท่าทีลังเลแม้แต่น้อย

แม้เขาจะหิวโหยและขนมปังก้อนนั้นจะแข็งจนเคี้ยวยาก แต่เมื่อเขาตัดสินใจรับอาจารย์ใหญ่เป็นอาจารย์แล้ว ก็ถือว่าอีกฝ่ายเป็นดั่งบิดา และเขาจะไม่มีวันยอมให้ใครมาลบหลู่อาจารย์ของตนเด็ดขาด

“ช่างเถอะ พี่เซิ่ง อย่าไปสนใจเด็กคนนั้นเลย นิสัยเขาประหลาดแบบนั้นแหละ มากินข้าวกันก่อนเถอะ” ใครคนหนึ่งกล่าวปลอบ

อ้าวเทียนจับมือเสี่ยวอู่ แล้วจูงเดินตรงไปยังบันได

เสี่ยวอู่เบิกตากว้าง หน้าเล็ก ๆ แดงซ่านขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นรัวระรัว นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกเด็กผู้ชายจับมือแบบนี้

นางพยายามสะบัดมือออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่กลับไม่เป็นผล

“จะพาข้าไปไหนกันแน่?” นางอดถามไม่ได้

“ขึ้นไปกินบนชั้นสอง” อ้าวเทียนตอบโดยไม่หันหลังกลับ

“หา!!พวกเราไม่กินอยู่ที่นี่กับพวกเขาหรือ?”

อ้าวเทียนหยุดเดิน หันกลับไปมองหวังเซิ่งกับคนอื่นอีกเก้าคน แล้วกล่าวว่า

“ข้าเลี้ยงเอง ใครอยากกินก็ตามมา”

พูดจบ เขาก็จูงมือเสี่ยวอู่ขึ้นบันไดไป

เด็กหนุ่มทั้งเก้าที่เหลือพากันมองหน้ากัน ก่อนที่เสียงกลืนน้ำลายจะดังขึ้นพร้อมกัน พวกเขาล้วนแสดงท่าทางลังเล แต่ก็อดรู้สึกยั่วยวนใจไม่ได้ สุดท้ายทุกสายตาก็หันไปมองที่หวังเซิ่ง

“พี่เซิ่ง พวกเราจะไปกันไหม?” มีคนถาม

หวังเซิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองขึ้นไปยังชั้นสองที่ดูห่างไกลเกินเอื้อม ก่อนจะกัดฟันแน่นแล้วกล่าวว่า

“ไหน ๆ อ้าวเทียนก็เลี้ยงแล้ว พวกเราก็ขึ้นไปดูหน่อยเถอะว่ามีอะไรกินบ้าง”

เขาคิดในใจว่า หากไม่ขึ้นไปตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ขึ้นไปบนชั้นสอง และลิ้มรสอาหารเลิศรสพวกนั้นอีก

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หวังเซิ่งก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะติดหนี้บุญคุณอ้าวเทียนสักครั้ง

เหล่าเด็กหนุ่มรีบเดินตามกันขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว

“ต่อไปนี้ อ้าวเทียนคือสหายของพวกเรา เข้าใจไหม?” หวังเซิ่งกระซิบเสียงเบา

“เข้าใจแล้ว! ต่อจากนี้ เรื่องของอ้าวเทียนก็คือเรื่องของพวกเรา!”

“……”

อ้าวเทียนไม่หันกลับไปมอง แต่ที่มุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มบางเบา เขาใช้เงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถซื้อใจคนไว้ได้แล้ว

การมีลูกน้องอยู่ในโรงเรียนนั่วติงสักสองสามคน ย่อมหมายความว่าเขาจะไม่ต้องลงมือทำอะไรด้วยตนเองทั้งหมดในอนาคตให้ต้องลำบากเสียเปล่า

เช่น งานทำความสะอาดในแต่ละวันของนักเรียนทุน เขาก็สามารถผลักภาระทั้งหมดไปให้หวังเซิ่งกับพวกได้

หากวันใดไม่อยากเข้าเรียน ก็อาจให้หวังเซิ่งช่วยเช็กชื่อแทน…

โรงอาหารชั้นสองนั้นต่างจากชั้นล่างที่เป็นเพียงห้องโถงใหญ่หนึ่งเดียว ที่นี่แบ่งเป็นห้องรับประทานอาหารส่วนตัวแยกออกจากกัน

“อ้าวเทียน… ปล่อยข้าเถอะ” เสี่ยวอู่พูดอย่างเขินอาย

แม้นางจะรู้สึกว่ามือของอ้ัาวเทียนอบอุ่นและสบาย แต่ในฐานะเด็กหญิงก็ยังต้องรักษาความอ่อนหวานไว้บ้าง

อ้าวเทียนปล่อยมืออันเนียนนุ่มของเสี่ยวอู่ แล้วเดินนำเข้าไปในห้องหนึ่งทันที

“คนเลว!” เสี่ยวอู่บ่นพึมพำ หน้าแดงก่ำ ก่อนจะรีบก้าวตามเข้าไป

“ดูสิ หัวหน้าของพวกเราก็เข้ากับอ้าวเทียนได้ตั้งแต่วันแรกเลยแฮะ” มีเสียงแซวดังมาจากข้างหลัง

หวังเซิ่งหันไปมองกลุ่มเด็กชายที่ตามมา แล้วกล่าวเสียงเข้มว่า

“กลับไปพิจารณาตัวเองในกระจกเถอะ อย่าริคิดอะไรกับหัวหน้าของพวกเราเลย!”

กลุ่มนั้นยังไม่ได้ก้าวเข้าไปในห้องทันที แต่ยืนชะเง้อมองบรรยากาศบนชั้นสองด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ชั้นสองไม่มีความวุ่นวายและเสียงดังเหมือนชั้นล่าง กลับให้ความรู้สึกหรูหราและเงียบสงบ ทว่าเมื่อหวังเซิ่งและพวกมาถึง พวกเขากลับรู้สึกประหม่าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เข้ามาในสถานที่ระดับสูงเช่นนี้

เสี่ยวอู่โผล่หน้าออกมาจากประตู ถามด้วยเสียงใส

“พวกเจ้ายังไม่เข้ามาอีก จะยืนอยู่นั่นถึงเมื่อไร?”

หวังเซิ่งกับคนอื่นจึงรีบก้าวเข้าไปในห้อง

ภายในห้อง อ้าวเทียนได้เลือกเมนูอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยแทบจะสั่งจานเด่นของที่นี่ทั้งหมด

แม้เขาจะเป็นเจ้าภาพ แต่ก็ไม่คิดปล่อยให้คนอื่นสั่งแทน

เพราะหวังเซิ่งกับพวกคงไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อน จึงยากจะคาดหวังให้พวกเขาเลือกอาหารได้ถูกปาก

เขาติ๊กชื่ออาหารไปสิบกว่ารายการ แล้วส่งเมนูให้เสี่ยวอู่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

“เจ้าอยากกินอะไรก็สั่งมาเถอะ” เขากล่าว

เสี่ยวอู่ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วพูดว่า

“ข้าไม่เข้าใจเมนู…เจ้าช่วยดูให้หน่อยว่ามีแครอทไหม?”

อ้าวเทียนถึงกับพูดไม่ออก กระต่ายจริง ๆ ด้วยสิ ถึงได้ชอบกินแครอท

เขากวาดตามองเมนูครู่หนึ่ง กระทั่งพบว่ามีอยู่จริง จึงสั่งเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งจาน

เมื่อสั่งเสร็จ เขาก็โยนเมนูให้หวังเซิ่งที่นั่งตรงข้าม พร้อมพูดว่า

“เลือกกันตามใจเถอะ อยากกินอะไรก็สั่ง ไม่ต้องเกรงใจข้า”

หวังเซิ่งกับพวกพากันเบียดหัวมาดูเมนูด้วยความอยากรู้ ชื่ออาหารแต่ละจานมีราคากำกับไว้ชัดเจน

ทันทีที่พวกเขาเห็นราคา เด็กหนุ่มทั้งหลายก็แทบจะกลืนน้ำลายลงคอไม่ทัน หนึ่งจานที่นี่ สามารถใช้จ่ายค่าอาหารได้หลายวันเลยทีเดียว

“พอ… พอแล้วล่ะ” หวังเซิ่งพูดเสียงสั่น

แม้เขาจะไม่ใช่คนจ่ายเงิน แต่ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ ความตื่นเต้นย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง

ในตอนนั้นเอง สาวเสิร์ฟหน้าตาน่ารักวัยประมาณยี่สิบต้น ๆ ผลักประตูเข้ามา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า

“สวัสดีค่ะ ได้สั่งอาหารไว้แล้วหรือยัง…”

แต่ยังไม่ทันพูดจบ นางก็เห็นว่าเด็กในห้องล้วนสวมเสื้อผ้าธรรมดา บางคนถึงกับมีรอยปะบนเสื้อผ้า

คิ้วของนางขมวดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า

“พวกเจ้าแน่ใจนะ ว่าจะรับประทานที่นี่?”

ด้วยความเป็นคนมากประสบการณ์ อ้าวเทียนย่อมมองทะลุถึงความในใจของนางได้ในพริบตา เขาไม่พูดมากความ เพียงหยิบเหรียญทองวิญญาณออกมาโยนลงไปเบา ๆ แล้วกล่าวว่า

“อาหารสั่งแล้ว ช่วยไปเตรียมให้เร็วหน่อย”

สายตาของหญิงสาวจับจ้องไปยังเหรียญทองวิญญาณในมือของอ้าวเทียน แล้วหันไปมองใบหน้าอันหล่อเหลาดูดีของเขาอีกครั้ง กว่าที่สตินางจะกลับคืนมาก็ล่วงเลยไปกว่าสิบวินาที“อ๊ะ! ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ…”

สาวเสิร์ฟคนนั้นรับเมนูแล้วเดินจากไป พอเห็นว่าเด็กเหล่านี้มีเงินจ่าย นางก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีก

แต่เจ้าเด็กคนนั้นหน้าตาหล่อเหลาเสียจริง...

ไม่นาน อาหารที่สั่งก็ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟทีละจาน

ตอนแรกหวังเซิ่งกับพวกยังออกอาการเกรง ๆ แต่พอได้ลิ้มรสอาหารเลิศรส พวกเขาก็อดใจไม่ไหวอีกต่อไป

วัยรุ่นนั้นมักมีความอยากอาหารมากเป็นทุนเดิม จานอาหารสิบกว่ารายการที่อ้าวเทียนสั่งมา ถูกกวาดเรียบไม่มีเหลือ แม้แต่หยดน้ำซุปก็ไม่หลงเหลือ

หวังเซิ่งกับพวกต่างพุงกาง แน่นจนถึงขั้นเรอออกมา ทำให้อ้าวเทียนหลุดยิ้มออกมา

แม้จะกินอิ่มกันแล้ว แต่สายตาของพวกเขายังคงจับจ้องอยู่ที่จานเปล่า อ้าวเทียนคิดในใจว่า หากตนไม่อยู่ตรงนี้ เกรงว่าเด็กพวกนี้คงจะเลียจานกันแน่

ข้างกายของหวังเซิ่งมีห่อผ้าใบเล็ก ๆ วางอยู่ ภายในบรรจุอาหารที่เขาขออนุญาตอ้าวเทียนไว้ล่วงหน้า ตั้งใจจะนำไปฝากถังซาน

เขานึกย้อนกลับไปถึงตอนที่พูดจาดูถูกอาจารย์ของถังซานต่อหน้าอีกฝ่าย ก็รู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย จึงอยากใช้โอกาสนี้ขอโทษ

เสี่ยวอู่ใช้หลังมือเช็ดมุมปาก แล้วกล่าวว่า

“อ้าวเทียน ขอบคุณมากนะ ที่พาข้ามากินของอร่อยขนาดนี้…ตลอดหกปีที่ข้าอยู่มา ข้ายังไม่เคยกินอะไรดีขนาดนี้มาก่อนเลย”

นางพูดไปก็เผลอตบอกถอนหายใจหนึ่งครั้ง สีหน้าดูราวกับเพิ่งหลุดปากพูดบางอย่างที่ไม่ควรออกไป

หวังเซิ่งลุกขึ้นยืน ดึงเพื่อน ๆ ให้ลุกตาม แล้วกล่าวเสียงดัง

“อ้าวเทียน! จากนี้ไป งานของนักเรียนทุน ไม่ว่าจะของเจ้า หรือของพี่สาวเสี่ยวอู่ เราจะจัดการให้เอง!”

อ้าวเทียนยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าว

“ได้ ถ้าอยากมากินที่นี่อีก ก็เรียกข้าได้ทุกเมื่อ”

หวังเซิ่งรีบโบกมือ

“ไม่ต้อง ๆ แค่มื้อนี้ก็เกินพอแล้ว!”

แต่ในขณะนั้นเอง ประตูกลับถูกผลักเปิดออกกะทันหัน กลุ่มวัยรุ่นที่เคี้ยวไม้จิ้มฟันเข้ามาพร้อมท่าทีอวดดี

“โย่ว!! นี่มันหวังเซิ่งจริง ๆ ด้วย ข้าได้ยินเสียงเจ้าตั้งแต่ข้างนอกแล้วเชียว ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่นักเรียนทุนมีสิทธิ์มากินที่นี่ด้วย? ไม่กลัวจะทำให้ระดับของที่นี่ตกต่ำรึไง?”

หัวหน้าแก๊งวัยรุ่นที่ชื่อเซียวเฉินอวี่เชิดจมูกขึ้น มองกวาดไปรอบห้อง ก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่เสี่ยวอู่

“หัวหน้าครับ ดูเหมือนว่าพวกเราต้องสั่งสอนพวกมันเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นหากพวกมันขึ้นมากินอีกครั้ง พวกเราคงหมดอารมณ์จะกินอาหารแน่” หนึ่งในลูกน้องของเซียวเฉินอวี่กล่าว

“พูดถูก” เซียวเฉินอวี่หัวเราะ แล้วพูดเสียงดัง

“ส่งเงินของพวกเจ้าออกมาให้หมด! ไม่มีเงิน ก็อย่าหวังจะขึ้นมากินที่ชั้นสองอีก!”

หวังเซิ่งทุบโต๊ะดังปัง ลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ

“เซียวเฉินอวี่! เจ้าอย่ามาอวดดีให้มากนัก!”

“โอ๊ะ ดูเจ้าจะกล้าขึ้นนะ?” เซียวเฉินอวี่ยกมือขึ้น แล้วตบหน้าหวังเซิ่งไปหลายฉาดติดกัน

“ข้าก็อวดดีนั้นแหละ แล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”

หวังเซิ่งกำหมัดแน่น เส้นเลือดบนหน้าผากปูดพองด้วยความโกรธ

“หึ ไอ้ขี้ขลาด” เซียวเฉินอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

“ข้าจะให้เจ้าเลือกสามทาง หนึ่ง มอบเงินทั้งหมดให้ข้า สอง ให้สาวน้อยนั่นมากับข้าสองวัน หรือสาม ไปเจอกันที่เนินเขาหลังโรงเรียน ถ้าแพ้ล่ะก็ ต้องยกทั้งเงินและสาวน้อยให้ข้าเข้าใจไหม?”

จบบทที่ บทที่ 20 การต่อสู้

คัดลอกลิงก์แล้ว