- หน้าแรก
- ตำนานมังกรบรรพกาลแห่งโลกวิญญาณยุทธ์
- บทที่ 10 อวี้เสี่ยวกังและความตกตะลึงของถังซาน
บทที่ 10 อวี้เสี่ยวกังและความตกตะลึงของถังซาน
บทที่ 10 อวี้เสี่ยวกังและความตกตะลึงของถังซาน
ขณะทีปู่เจี๋ยเค่อและยามหนุ่มเฝ้าประตูกำลังทะเลาะกัน ชายวัยกลางคนได้ปรากฏไม่ไกลจากอ่าวเทียน เฝ้าดูอย่างเงียบๆ ด้วยคิ้วขมวด
ชายผู้นั้นคือ อวี้เสี่ยวกัง ทรงผมสั้น ใบหน้าเรียบเฉย แม้กาลเวลาจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเขามากนัก แต่ก็ดูโทรมลงไปไม่น้อย
บนตัวเขาแผ่กลิ่นอายของความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวังอยู่ราง ๆ
เมื่อเห็นชายหนุ่มเฝ้าประตูลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้าใส่ถังซาน อวี้เสี่ยวกังก็เอ่ยขึ้นในทันทีด้วยเสียงเรียบ
“พอได้แล้ว”
ชายหนุ่มเฝ้าประตูชะงักฝีเท้าทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น เขาหันขวับไปด้วยความโมโหหมายจะด่ากลับ แต่เมื่อเห็นว่าเป็น ‘อาจารย์ใหญ่’ ความโกรธทั้งหมดก็หายวับราวกับถูกสาดน้ำเย็นลงกลางศีรษะ
สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นยิ้มแห้ง ๆ ประจบสอพลอ
“อ๋อ ท่านอาจารย์ใหญ่นี่เอง”
ต่อหน้าอวี้เสี่ยวกัง ชายหนุ่มไม่กล้าแสดงกิริยาเย่อหยิ่งอีกต่อไป
ถังซานมองชายหนุ่มผู้นั้นด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะลดแขนลง
หากไม่มีผู้ใดเข้ามาขัดขวางในจังหวะนั้น ชายเฝ้าประตูผู้นั้นคงกลายเป็นศพไปแล้ว
ถังซานหันมามองชายวัยกลางคนที่เพิ่งมาใหม่ ดวงตาฉายแววระวัง
หากอีกฝ่ายมีพฤติกรรมเย่อหยิ่งเหมือนชายก่อนหน้า เขาก็ไม่คิดไว้ชีวิตเช่นกัน
อวี้เสี่ยวกังเหลือบตามองชายหนุ่มเฝ้าประตู แค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะหันไปกล่าวกับปู่เจี๋ยเค่อ
“ท่านอาวุโส ขอดูใบรับรองจากวิหารวิญญาณหน่อย”
ปู่เจี๋ยเค่อรีบหยิบใบรับรองการปลุกวิญญาณของถังซานออกมายื่นให้
อวี้เสี่ยวกังมองเอกสารในมืออย่างละเอียด สลับกับมองถังซานเป็นระยะ ดวงตาเขาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากความแปลกใจ กลายเป็นความยินดีปนไม่อยากเชื่อ
ถังซานขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาของชายผู้นี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
อวี้เสี่ยวกังโค้งเล็กน้อย พลางกล่าว
“เอกสารถูกต้องแล้ว ท่านอาวุโส เด็กคนนี้ฝากไว้กับข้าได้เลย ข้าจะพาเขาไปลงทะเบียนต่อเอง ชายเฝ้าประตูนั่นเสียมารยาท ข้าขออภัยแทนโรงเรียนด้วย”
ปู่เจี๋ยเค่อโบกมือรีบกล่าวกลับ
“ไม่เป็นไรหรอก เราเองก็มีส่วนผิดเหมือนกัน”
ว่าแล้วก็หันไปกำชับถังซานสองสามประโยค ก่อนจะจากไป
อวี้เสี่ยวกังหันไปมองชายเฝ้าประตูอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้ามีครั้งหน้าอีก เจ้าจะไม่ได้อยู่ที่นี่ต่อ”
ชายหนุ่มตกใจจนหน้าซีด พยักหน้ารับคำแทบไม่ทัน รีบหลีกทางให้
จากนั้น อวี้เสี่ยวกังก็ก้มหน้าลงมองถังซานอีกครั้ง ริมฝีปากเผยรอยยิ้มแข็ง ๆ ที่ดูเหมือนเขาไม่ได้ยิ้มมานานมากแล้ว...
“รอตรงนี้สักครู่” ชายวัยกลางคนเอ่ยกับถังซาน
จากนั้น เขาก็หันไปมองเด็กชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะโบกมือเรียก “เจ้าหนู มานี่สิ”
สายตาของอวี้เสี่ยวกังจับจ้องมายังเด็กชายงดงามผู้หนึ่งทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้บริเวณนั้น
รูปลักษณ์และกลิ่นอายของเด็กผู้นี้ช่างสะดุดตาจนแม้แต่อวี้เสี่ยวกัง ซึ่งผ่านโลกมานับไม่ถ้วน ยังอดตื่นตะลึงไม่ได้
เขาคาดเดาว่าเด็กผู้นี้คงมาสมัครเข้าเรียนเช่นกัน ด้วยรูปลักษณ์อันสง่างามและอารมณ์ที่สูงส่งเกินสามัญ จึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า เด็กคนนี้ครอบครองวิญญาณยุทธ์แบบใดกันแน่
อ้าวเทียนขมวดคิ้วน้อย ๆ เมื่อได้ยินเสียงเรียก แต่ก็ยอมเดินเข้าไป
อวี้เสี่ยวกังพยายามยิ้ม แม้รอยยิ้มจะดูฝืนอยู่ไม่น้อย เขามองอ้าวเทียนที่เดินเข้ามาใกล้แล้วถามว่า “เจ้ามาสมัครเข้าเรียนด้วยหรือไม่?”
อ้าวเทียนพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“ขอดูใบรับรองการปลุกวิญญาณของเจ้าได้หรือไม่?” อวี้เสี่ยวกังเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
อ้าวเทียนหยิบเอกสารออกมายื่นให้โดยไม่แสดงท่าทีใด เขาอยากดูว่าอวี้เสี่ยวกังจะทำอย่างไรต่อไป หรือคิดจะ “ชี้นำ” เขาเหมือนกับที่เคยทำกับถังซานหรือไม่
ระหว่างที่อ้าวเทียนเดินเข้าไป ถังซานก็มองตามอย่างไม่ละสายตา
เขาเห็นเด็กคนนี้มาตั้งแต่แรก และรู้สึกประทับใจอยู่เงียบ ๆ แต่พอได้เห็นใกล้ ๆ ถังซานก็พลันรู้สึกต่ำต้อยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
อีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าหรูหรางดงาม ใบหน้าก็หล่อเหลาราวภาพวาด เมื่อยืนเทียบกันแล้ว เขาเองดูจืดชืดไร้แสงไปในทันที
“เมื่อไหร่กันที่ข้าเริ่มให้ความสำคัญกับเปลือกภายนอก? พลังคือแก่นแท้ของทุกสิ่ง ใบหน้าหล่อเหลานั้นไร้ความหมาย” ถังซานคิดพลางสั่งสอนตัวเอง
แต่ทันทีที่อวี้เสี่ยวกังเห็นใบรับรองของอ้าวเทียน เขาก็ถึงกับตะลึง
“พลังวิญญาณเต็มระดับตั้งแต่เกิดอีกคนแล้วหรือ!?” เขาอดอุทานไม่ได้
ก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งตกใจเมื่อเห็นใบของถังซาน แต่ตอนนี้เขาต้องตะลึงอีกครั้ง เมื่อเด็กอีกคนก็มีพลังวิญญาณเต็มระดับเช่นกัน ทำเอาเขาแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
จากการศึกษาวิจัยของเขา ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา มีเด็กที่มีพลังวิญญาณเต็มตั้งแต่เกิดเพียงสิบเก้าคน ในทั้งสองจักรวรรดิ เทียนโต้วและซิงหลัว
แต่วันนี้ เขากลับพบถึงสองคนในเวลาเดียวกัน
“นี่คือโชคชะตาหรือ? หรือสวรรค์กำลังชดเชยชีวิตที่อัปยศของข้า?” อวี้เสี่ยวกังเงยหน้ามองฟ้าพลางพึมพำในใจ
เขาตัดสินใจแน่วแน่ในทันที ต่อให้ต้องทำอย่างไร เขาก็จะต้องรับเด็กสองคนนี้เป็นศิษย์ให้ได้! อัจฉริยะเช่นนี้...จะปล่อยให้สูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด!
ขณะเขาอุทานออกมา ถังซานก็หันไปมองอ้าวเทียนด้วยความตกใจ
เด็กผู้นี้ไม่เพียงรูปลักษณ์โดดเด่น แต่พรสวรรค์ก็ไม่น้อยหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย ถังซานรู้สึกเหมือนตนพ่ายแพ้
“ข้ากำลังเปรียบเทียบตัวเองกับเด็กคนหนึ่งเชียวหรือ? ข้ายังมีข้อได้เปรียบอื่นอีกนะ! ข้ามีวิญญาณคู่ และยังมีวิชาลับของสำนักถัง ข้า...ถังซาน...ไม่แพ้ใครทั้งนั้น!” เขาคิด พลางฮึดฮัดขึ้นมาในใจ
เมื่ออวี้เสี่ยวกังรู้สึกตื่นเต้นแล้ว ความสงสัยก็ผุดขึ้นทันทีเมื่อเห็นชื่อวิญญาณยุทธ์ของอ้าวเทียน
‘วิญญาณมังกรทอง’ เป็นชื่อที่เขาไม่เคยพบมาก่อน
ตลอดหลายปีที่เขาอยู่ในวิหารวิญญาณ แม้ด้วยพลังยุทธ์และพรสวรรค์ที่ต่ำต้อย เขาน่าจะเป็นได้แค่เพียงผู้ช่วยระดับล่าง
แต่เพราะเขาบังเอิญได้ใกล้ชิดกับบีบี้ตง และได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับมากมายในวิหาร จึงสามารถสรุปเป็น ‘ทฤษฎีความสามารถหลักสิบประการของวิญญาณยุทธ์’ ได้สำเร็จ
เขาเคยศึกษาและจำแนกวิญญาณยุทธ์มาแล้วนับร้อยแบบ แต่ไม่เคยได้ยินชื่อ ‘มังกรทอง’ มาก่อนเลย
โดยเฉพาะหากเทียบกับ ‘มังกรสายฟ้าทมิฬ’ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นวิญญาณยุทธ์ประเภทมังกรที่แข็งแกร่งที่สุด เขาคาดว่า ‘มังกรทอง’ อาจจะด้อยกว่าอยู่บ้าง
“เจ้าเด็กน้อย เจ้าชื่ออ้าวเทียนสินะ ข้าขอดูวิญญาณยุทธ์ของเจ้าหน่อยได้หรือไม่?” อวี้เสี่ยวกังเอ่ยด้วยน้ำเสียงคาดหวัง ดวงตาเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้
เขาคือบุรุษผู้ถวายชีวิตแด่การวิจัย เมื่อเห็นวิญญาณยุทธ์ใหม่ ย่อมไม่อาจระงับความตื่นเต้นได้
“ขอโทษด้วย ข้าไม่ใช่คนที่จะเผยวิญญาณยุทธ์ให้ใครดูง่าย ๆ” อ้าวเทียนปฏิเสธเสียงเรียบ
เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาเป็นศิษย์ของอวี้เสี่ยวกัง แล้วจะต้องเชื่อฟังทุกคำพูดของอีกฝ่ายไปเพื่ออะไร?
เขาคาดเดาได้ไม่ยากว่าอวี้เสี่ยวกังคงคิดจะรับเขาเป็นศิษย์
อวี้เสี่ยวกังชะงักเล็กน้อย บรรยากาศโดยรอบพลันอึดอัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องกังวลไป ข้าอาศัยอยู่ที่โรงเรียนนั่วติง ทุกคนที่นี่ต่างเรียกข้าว่า ‘อาจารย์ใหญ่” อวี้เสี่ยวกังรีบกล่าวอธิบาย เขารู้สึกว่าเด็กผู้นี้ช่างระวังตัวเกินไป
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นอาจารย์ใหญ่หรืออะไรก็ช่าง ข้าไม่อยากให้ดู ต่อให้สังฆราชมาด้วยตัวเองก็ไม่มีทางได้เห็น” อ้าวเทียนพูดอย่างไร้เยื่อใย
“เด็กคนนี้ ทำไมเจ้าถึงพูดจาหยาบคายอย่างนี้? ท่านผู้นี้เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนะ และเจ้าก็กำลังจะเรียนที่นี่!” ถังซานที่อยู่ด้านข้างอดตำหนิไม่ได้
“ช่างเถอะ ๆ ข้าไม่ดูก็ได้” อวี้เสี่ยวกังรีบตัดบท
โอกาสที่จะได้เห็นวิญญาณยุทธ์ของเด็กผู้นี้ในภายหน้ายังมีอีกมาก เขาไม่คิดจะทำให้สถานการณ์แย่ลงเพียงเพราะความเร่งร้อน
“ข้าจะพาเจ้าทั้งสองไปลงทะเบียน” เขาพูดพลางยื่นมือออกไปคว้าข้อมือของถังซาน
มืออีกข้างของเขาเอื้อมไปทางอ้าวเทียน แต่เด็กชายกลับไม่ยื่นมือมาให้
อวี้เสี่ยวกังไม่ได้ถือสาอะไร จึงชักมือกลับแล้วพาถังซานเดินเข้าไปข้างใน
อ้าวเทียนเดินตามอยู่ด้านหลัง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นาน เขาคงจะได้เห็นถังซานคุกเข่าขอฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยตาตนเอง…