เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 วางแผง

บทที่ 24 วางแผง

บทที่ 24 วางแผง


บทที่ 24 วางแผง

นอกจากนี้ คนงานโรงพิมพ์จากกวนต้งยังนำข่าวสำคัญกลับมาให้อีกอย่างหนึ่ง

ล่าเจียงสั่งพิมพ์นิตยสารครั้งเดียวถึงหนึ่งแสนเล่ม ดูเหมือนว่าเขาจะตั้งใจทุ่มหมดหน้าตักเพื่อยึดครองตลาดนิตยสารหวาบหวิวทั้งหมด และขึ้นเป็นราชาแห่งวงการนิตยสารแนวนี้ให้ได้!

"ถุย นิตยสารเล่มหนึ่งต่อให้งานหยาบแค่ไหน ต้นทุนก็ต้องอยู่ที่เล่มละ 1.8 ถึง 2 เหรียญแล้ว พิมพ์แสนเล่มก็เท่ากับเงินสองแสนเหรียญฮ่องกง!"

"ไอ้ล่าเจียงเป็นแค่สี่เก้าปลายแถวในพรรคตงอัน มันจะไปหาเงินสดสองแสนมาจากไหนวะ?"

นักเลงที่แม้แต่นิตยสารแจกฟรียังต้องก็อปปี้เขา ไม่มีวันที่จะกลายเป็นเจ้าพ่อในยุทธภพได้หรอก

เจ้าพ่อที่มีชื่อเสียงจริงๆ เดือนหนึ่งมีเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าแสนเหรียญ มีถิ่น มีลูกน้องให้ต้องดูแล ใครจะมาลดตัวสนใจแนวทางทำมาหากินใหม่ๆ ของเด็กเมื่อวานซืนกันล่ะ?

เรื่องการมาสูบเลือดสูบเนื้อผู้น้อยแบบนี้ จี๋เสียงก็ไม่มีทางไปขอให้ลูกพี่ใหญ่ตัวจริงมาช่วยทำด้วยหรอก

นอกจากชื่อเสียงจะเหม็นโฉ่จนกู่ไม่กลับแล้ว ระหว่างทางยังอาจจะถูกเขี่ยทิ้งได้ง่ายๆ ผลสุดท้ายคือนอกจากจะไม่ได้อะไรแล้วยังจะเสียผลประโยชน์ไปเปล่าๆ

อิ่นเจ้าถังยิ้มเย็นในใจ "ฉบับแรกพิมพ์แสนเล่มเลยเหรอเนี่ย ใจถึงยิ่งกว่าผู้ก่อตั้งนิตยสารมังกรพยัคฆ์เสือเสียอีก ร้ายกาจจริงๆ!"

"ขนาดนิตยสารมังกรพยัคฆ์เสือ ฉบับแรกแสนเล่มนั่นกว่าครึ่งคือการสั่งพิมพ์เพิ่ม แต่ถ้าเกิดนิตยสารของพรรคตงอันขายไม่ออกขึ้นมาแม้แต่ครึ่งเดียว ไอ้ล่าเจียงคงได้ล้มละลายแน่!"

อิ่นเจ้าถังพบว่าแทนที่จะไปฟันล่าเจียงให้ตาย การใช้การแข่งขันทางธุรกิจบีบให้อีกฝ่ายล้มลงดูจะคุ้มค่ากว่าเยอะ

การทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่ต้องกลัวตำรวจจับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทวงคืนสิทธิ์ในการเป็นผู้นำตลาดนิตยสารหวาบหวิว

บริษัทนิตยสาร 91 ที่เกิดมาเพื่อเป็นพี่ใหญ่ จะยอมให้ไอ้นิตยสารเกลียวคลื่นที่โผล่มาจากไหนไม่รู้มาชุบมือเปิบไปได้อย่างไร?

ที่สำคัญคือ ในเชิงธุรกิจแล้ว ล่าเจียงไม่มีคุณสมบัติพอจะมาเป็นคู่ต่อสู้ของอิ่นเจ้าถังเลยสักนิด นักเลงที่บุ่มบ่ามทุ่มหมดตัวแบบนั้น การจะล้มเขาให้คว่ำมันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากเสียอีก

ไม่ยักษ์กะว่าพวกสมองกล้ามเนี่ย ต่อให้ทำยังไงชาติหน้าก็ยังเป็นได้แค่นักเลงปลายแถววันยังค่ำ

ถนนกวางตุ้ง

อาคารเหอเฉิง

หางม้าคาบบุหรี่ในปาก ถือนิตยสารเล่มตัวอย่างไว้ในมือ เขาเดินกร่างขึ้นไปบนชั้นสามแล้วผลักประตูนิรภัยที่แปะโฆษณาเงินกู้ออก

ภายในห้องเต็มไปด้วยเปลือกเมล็ดทานตะวันที่ไม่ได้กวาดทิ้ง ควันบุหรี่ลอยคลุ้งไปทั่ว ลูกน้องหลายกลุ่มกำลังล้อมวงสูบบุหรี่เล่นไพ่กันอยู่ บนกำแพงมีแต่ใบปลิวของบริษัทเงินกู้ติดอยู่เต็มไปหมด มีข้อความอย่างเช่น งวดแรกไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีหลักประกัน ดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

งวดแรกน่ะมันคือการหักเงินต้น (ดอกเบี้ยหักลบหน้าสัญญา) พวกมันไม่ได้ให้เงินคุณจริงๆ หรอก เพราะงั้นเลยไม่คิดดอกเบี้ยไงล่ะ

ลูกน้องที่กำลังเล่นไพ่อยู่คนหนึ่งลุกขึ้นทักทาย "พี่หางม้าครับ"

"สวัสดีครับพี่หางม้า"

เสียงทักทายดังขึ้นประปราย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ

แสดงให้เห็นว่าหางม้าพอจะมีตำแหน่งในสมาคมอยู่บ้าง

แต่ก็แค่ "บ้าง" เท่านั้น

บริษัทนิตยสารเกลียวคลื่นที่เปลี่ยนมาจากบริษัทเงินกู้นอกระบบแห่งนี้ ความจริงนอกจากป้ายหน้าประตูที่เปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างข้างในก็ยังเหมือนกับบริษัทเงินกู้เดิมไม่มีผิดเพี้ยน

แต่หางม้าเชื่อว่าทันทีที่นิตยสารวางแผงในวันที่ 8 ทั่วทั้งยุทธภพจะต้องรู้จักชื่อของเขาแน่นอน!

ในตอนนั้น หางม้าเปิดประตูห้องการเงินเข้าไป พบว่าล่าเจียงลูกพี่ใหญ่กำลังสวมชุดสูท ใส่รองเท้าหนังวาววับ และที่ข้อมือมีนาฬิการอเล็กซ์สีทองส่องประกาย เขากำลังยืนแต่งเนคไทอยู่หน้ากระจก

ล่าเจียงที่ย้อมผมสีทอง เส้นผมแต่ละเส้นถูกเซ็ตให้ตั้งชันขึ้นจากหน้าผากไปถึงหลังศีรษะเหมือนหงอนไก่ขนาดใหญ่ ดูแล้วสะดุดตาเป็นอย่างมาก

เมื่อสวมทับด้วยชุดสูทสีเทาเชยๆ ดูแล้วเหมือนเศรษฐีใหม่จากบ้านนอกไม่มีผิด แต่ตอนนี้สิ่งที่ทั้งสองคนสนใจกลับเป็นนาฬิการอเล็กซ์สีทองอร่ามเรือนนั้น

"อาหางม้า ดูเหมือนของจริงไหม?"

"ลูกพี่ พี่ไปซื้อนาฬิกาทองมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?" ทั้งคู่พูดขึ้นพร้อมกันแล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมา

หางม้าโยนนิตยสาร "เกลียวคลื่น" ตัวอย่างเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะ เขาเพิ่งจะสูบบุหรี่หมดไปมวนหนึ่งก็รีบหยิบขึ้นมาจุดต่ออีกมวนเพราะความติดลม พลางพูดแหย่ลูกพี่ว่า "ลูกพี่ ไปซื้อของก็อปเกรดเอมาจากไหนล่ะครับเนี่ย ดูเหมือนจริงมากเลยนะ รอบหน้าผมจะไปซื้อมาใส่บ้าง!"

"ข้าไปยืมของจริงมาจากไอ้เจี๋ยช่างซ่อมนาฬิกาน่ะ ของก็อปเหรอ เหอะ! คืนนี้ข้ามีนัดกินข้าวกับกรรมการซุนจากสมาคมสายส่งสิ่งพิมพ์ เรื่องการกระจายสินค้านิตยสารต้องพึ่งเขาช่วยจัดการให้ ถ้าใส่ของก็อปไปกลัวจะถูกเขาดูถูกเอาน่ะสิ"

ล่าเจียงจัดระเบียบเนคไทสีแดงเลือดหมูให้เข้าที่ แล้วมัดปมง่ายๆ โดยไม่สนใจว่าจะเรียบร้อยหรือไม่

หางม้าพยักหน้าแต่พูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน "เหอะ สมาคมสายส่งสิ่งพิมพ์ ก็แค่กลุ่มคนแก่ที่ขายหนังสือพิมพ์เท่านั้นแหละ"

"ชื่อสมาคมฟังดูโก้หรูนึกว่าหอการค้าฮ่องกงเสียอีก! ลูกพี่ ผมคุยกับพวกแผงหนังสือบนถนนเซี่ยงไฮ้เรียบร้อยแล้ว วันที่ 8 พวกนั้นจะวางนิตยสารของเราบนแผงแน่นอน แถมจะวางไว้ในตำแหน่งที่เด่นที่สุดด้วยครับ"

ล่าเจียงมองดูตัวเองในกระจกด้วยความพอใจในชุดที่สวมใส่ เขาพยักหน้า "งั้นก็โอเค ต่อไปพวกเราจะเป็นพวกปัญญาชนแล้วนะ ในหนังสือพิมพ์เขาเรียกกันว่าสี่ยอดอัจฉริยะแห่งฮ่องกง"

"คนแรกชื่อจินยง คนที่สองชื่ออะไรนะ?"

"นีควง, หวงจ้าน แล้วก็ไช่หลานครับ!" หางม้าตอบ

"อ้อ!"

"ต่อไปต้องเปลี่ยนเป็น จินยง, ล่าเจียง แล้วก็นักเขียนที่เขียนเรื่องอุ้ยเสี่ยวป้อคนนั้นแหละ! ข้าน่ะชอบอ่านเรื่องอุ้ยเสี่ยวป้อที่สุดเลย ถ้าจินยงไม่ได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์หมิงเป้า เขาก็ไม่มีคุณสมบัติพอจะมาเทียบชั้นกับข้าหรอก!" ล่าเจียงฮึดฮัดพลางกำชับหางม้า "ตอนนี้เราไม่ใช่นักทวงหนี้แล้วนะ เราคือปัญญาชนที่ทำนิตยสาร อย่ามาเรียกคนขายหนังสือพิมพ์ว่าพวกขายกระดาษอีก ถ้าไม่มีสมาคมสายส่งช่วย แผงหนังสือกว่าสามหมื่นแห่งทั่วฮ่องกง เราจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะติดต่อได้ครบทุกร้าน?"

หางม้ารับคำ "ทราบครับลูกพี่ วันที่ 8 รับรองว่านิตยสารของเราจะวางเต็มแผงทั่วทุกซอกทุกมุมของฮ่องกงแน่นอน อ้อ สายของผมในกวนต้งบอกว่า ไอ้เจ้าอาถังแห่งจิ้งจงอี้มันก็ติดต่อโรงพิมพ์ไว้แล้วเหมือนกัน"

ล่าเจียงไม่ได้รู้สึกแปลกใจ "อาถังมันเป็นคนฉลาด แต่ในยุทธภพเนี่ย ความฉลาดอย่างเดียวมันใช้ไม่ได้ผลหรอก! แล้วได้ตัวอย่างหนังสือมาไหม?"

"ไม่มีเลยครับ โรงพิมพ์นั่นเก็บความลับดีมาก จะให้ส่งลูกน้องไปขโมยมาสักเล่มก็ได้นะพี่ แต่สายที่กวนต้งบอกว่า ดูจากวัสดุที่ส่งเข้าโรงงานแล้ว อย่างมากพวกมันก็พิมพ์ได้แค่หมื่นถึงสองหมื่นเล่มเท่านั้นแหละ" หางม้ากล่าวจบ

ล่าเจียงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ช่างเถอะ จะไปขโมยนิตยสารมันทำไมวะ แม่งเอ้ย พวกมันจะมีรูปอะไรสวยสู้เราได้ หรือถ้ามีจริงๆ เราจะพิมพ์ใหม่ทันหรือไง!"

"แกจะออกเงินเหรอ?"

"แค่หมื่นเล่มจะไปทำอะไรได้ พอแสนเล่มของเราวางแผงทีเดียว ก็ทับพวกมันจนจมธรณีแล้ว!"

หางม้าหัวเราะอย่างลามก "ลูกพี่ แล้วดาราเหลียงเจินนีที่มาถ่ายปกนั่นน่ะ ให้ผมพาไปเล่นสักคืนสองคืนได้ไหมครับ?"

"ไปไกลๆ เลย นั่นมันดาราของพรรคซิงกี้นะเว้ย ออกงานครั้งหนึ่งต้องจ่ายตั้งห้าพันเหรียญ!"

"รอนิตยสารขายได้เงินมาก่อนค่อยว่ากัน"

เมื่ออิ่นเจ้าถังได้ยินความกังวลของอาเล่อ เขาก็ขมวดคิ้วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อว่า "แกคิดว่าการขายนิตยสารคือการระดมพลมาประจันหน้ากันเพื่อต่อยตีหรือไง ใครคนเยอะกว่าชนะ ใครพิมพ์เยอะกว่าขายดีกว่างั้นเหรอ?"

"คิดแบบนั้นมันคือไอ้โง่ชัดๆ นิตยสารน่ะมันต้อง 'สวยจริง' ถึงจะมีคนซื้อ! ถึงจะพิมพ์แค่หมื่นเล่ม แต่ถ้างานดีจริง ก็จัดการมันได้สบายๆ"

"เถ้าแก่เซียนรับปากผมแล้ว วันที่ 8 จะส่งของพร้อมกับนิตยสารเกลียวคลื่นนั่นเลย ถ้ากระแสดีเราก็สั่งพิมพ์เพิ่มได้ทันที!"

วันที่ 8 กันยายน ปี 1980

เฉินจื้อหมิงสวมชุดสูทดูดี ผมหวีเสยเรียบเป๊ะด้วยเยล มือหนีบกระเป๋าเอกสาร เขาเดินมาที่ชั้นล่างของตึกในย่านจิมซาจุ่ยตะวันออกตามปกติ เพื่อเข้าไปซื้ออาหารเช้าในร้านสะดวกซื้อ

ขณะที่เดินผ่านแผงหนังสือเหมือนอย่างเคย เขาหยิบหนังสือพิมพ์ "เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์" ขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่อกะว่าจะอ่านข่าวรอบโลก

ในจังหวะที่เขากำลังจะควักเศษเงินจ่ายค่าหนังสือ สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นนิตยสารเล่มใหม่ชื่อว่า "91 ชายชาตรี" วางอยู่ในตำแหน่งที่เด่นชัด ภาพถ่ายสวนดอกไม้ที่หนาทึบและอุดมสมบูรณ์บนหน้าปกใหญ่ยักษ์นั้น มันช่างดึงดูดสายตาจนเขาแทบจะละสายตาออกไปไม่ได้เลย

"เถ้าแก่ นี่มันอะไรกันเนี่ย?"

"ไม่กลัวคนมาแจ้งจับหรือไงครับคุณ!"

จบบทที่ บทที่ 24 วางแผง

คัดลอกลิงก์แล้ว