- หน้าแรก
- เส้นทางเศรษฐีสายคุณธรรม เมื่อระบบบังคับให้ผมเป็นมาเฟียใจบุญ!
- บทที่ 22 ชายชาตรีกับเกลียวคลื่น
บทที่ 22 ชายชาตรีกับเกลียวคลื่น
บทที่ 22 ชายชาตรีกับเกลียวคลื่น
บทที่ 22 ชายชาตรีกับเกลียวคลื่น
ห้าวันต่อมา เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี
อิ่นเจ้าถังพาตั้นท่าและอาเล่อเดินทางมาที่โรงพิมพ์เหลียงโหย่วในเขตอุตสาหกรรมกวนต้ง เพื่อเข้าพบเถ้าแก่เซียนเหลียงโหย่วเจ้าของโรงพิมพ์ และส่งต้นฉบับนิตยสารที่เพิ่งเสร็จสดๆ ร้อนๆ ให้เขาดู
ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่ดังระงมในโรงงาน ทั้งสามคนต่างมีสีหน้าตื่นเต้น โดยเฉพาะอาเล่อที่พ่อของเขาเคยทำงานที่โรงพิมพ์แห่งนี้มาก่อน และเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของเถ้าแก่เซียน
ตอนนี้แม้จะเป็นเพียงการมาสั่งพิมพ์งาน แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจเหมือนได้ล้างอาย เขาหยิบบุหรี่มาร์ลโบโร่กล่องแดงส่งให้เถ้าแก่เซียนหนึ่งมวน แล้วพูดด้วยท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ว่า "เถ้าแก่เซียน ออเดอร์หมื่นเล่มนี่ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น เอางานมาให้เถ้าแก่ทำแบบนี้ ราคาก็ต้องยุติธรรมหน่อยนะครับ"
เถ้าแก่เซียนยิ้มพลางรับบุหรี่มาเหน็บไว้ที่หู เขาเชิญทั้งสามคนไปนั่งที่โซฟารับแขกในห้องทำงาน แล้วชงน้ำชามารับรอง
เขารักษามารยาทของนักธุรกิจไว้อย่างครบถ้วน ก่อนจะขยับมานั่งข้างๆ สวมแว่นตา แล้วเริ่มเปิดอ่านต้นฉบับอย่างละเอียด
"อาเล่อ แกก็บอกเองว่าเป็นคนกันเอง แล้วยังจะกลัวว่าอาอาวคนนี้จะโก่งราคาแกอีกเหรอ?"
"ช่วงไม่กี่ปีมานี้ธุรกิจโรงพิมพ์ซบเซามาก โรงพิมพ์เหลียงโหย่วของข้าอยู่รอดมาได้ก็เพราะความซื่อสัตย์ที่สะสมมานานหลายปี จึ๊ๆ ... คนหนุ่มสมัยนี้มีความคิดสร้างสรรค์ดีจริงๆ ท่าทางของพวกผู้หญิงนี่ดูแปลกใหม่ดีนะ แถมมุมกล้องยังถ่ายออกมาได้เฉียบคมมาก!"
"ราคาแผ่นละหนึ่งเหรียญ ทั้งหมด 23 หน้า ต้นทุนต่อเล่มคือ 2.3 เหรียญ ตกลงไหม?" เถ้าแก่เซียนวางต้นฉบับลง ใบหน้าของเขายังคงดูเหมือนติดใจในภาพเหล่านั้นไม่หาย
สัปดาห์ก่อนได้ยินอาเล่อบอกว่าจะสั่งพิมพ์หนึ่งหมื่นเล่ม และจ่ายเงินมัดจำมาแล้วสองพันเหรียญ
เขากับอิ่นเจ้าถังไม่ใช่เพิ่งจะร่วมงานกันครั้งแรก นิตยสารขนาดเล็กที่แจกฟรีก่อนหน้านี้ก็พิมพ์ที่นี่ แต่ตอนนั้นนิตยสารแจกฟรีมีแค่ 12 หน้า ใช้กระดาษคุณภาพต่ำ ขนาดเล็ก ต้นทุนจึงแค่ 50 เซนต์
แต่นิตยสารฉบับทางการต้องใช้หมึกพิมพ์คุณภาพดี กระดาษเกรดพรีเมียม และมีจำนวนหน้ามากขึ้น ต้นทุนจึงดีดสูงขึ้นทันที
อิ่นเจ้าถังจุดบุหรี่ นั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ด้วยท่าทางภูมิฐานแล้วกล่าวว่า "เถ้าแก่เซียน ธุรกิจของเรายังต้องทำกันไปอีกยาวนาน"
"ต้นทุนของโรงพิมพ์ผมก็พอจะศึกษามาบ้าง 2.3 เหรียญนี่ เถ้าแก่ฟันกำไรเล่มละ 50 เซนต์ มันดูจะมากไปหน่อยนะครับ"
เถ้าแก่เซียนเลิกคิ้ว มองเขาด้วยสายตาคมกริบ "อาถัง แกก็บอกเองว่าธุรกิจต้องทำกันไปยาวๆ แล้วลูกน้องในมือข้าอีกสิบกว่าคนจะไม่ต้องกินข้าวหรือไง?"
"ค่าเครื่องจักร ค่าไฟ ค่าแรง... ลองคำนวณดูสิ กำไร 50 เซนต์นี่แกยังว่าเยอะอีกเหรอ?"
"วันนี้ที่ข้าเรียกแก้าว่าคุณอิ่น ไม่ใช่เพราะอยากได้กำไร 50 เซนต์นั่นหรอกนะ แต่เป็นเพราะอาอาวคนนี้มองปราดเดียวก็รู้ว่านิตยสาร 91 ชายชาตรี จะต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน!"
"ในอนาคต แกจะกลายเป็นเถ้าแก่ใหญ่ที่หาเงินได้เป็นแสนเป็นล้าน แกคงไม่ปล่อยให้คนงานในโรงพิมพ์ต้องอดตายหรอกนะ?"
"ถ้าตอนนี้เราคุยเรื่องกำไรกันไม่ลงตัว ก็ไม่ต้องทำธุรกิจกันแล้ว ข้ายกโรงพิมพ์นี้ให้แกเลยดีไหม"
เถ้าแก่เซียนทำงานโรงพิมพ์มานานกว่ายี่สิบปี นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์แบบไหนเขาก็เคยเห็นมาหมดแล้ว ในอดีตโอเรียนทัลเดลีรุ่งเรืองขึ้นมาได้ด้วย "นิตยสารม้าแข่ง" วันนี้ไอ้หนุ่มแซ่อิ่นคนนี้ก็อาจจะรุ่งโรจน์ขึ้นมาได้ด้วย "นิตยสารม้าแข่ง" เช่นกัน
ถึงแม้อย่างหนึ่งจะเป็การพนันม้า และอีกอย่างจะเป็นการ "ขึ้นขี่ม้า" (พฤติกรรมทางเพศ) แต่ทั้งเรื่องกามราคะและการพนันล้วนเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้งามทั้งนั้น!
อาเล่อเริ่มลังเล เขาหันไปมองลูกพี่แล้วพูดว่า "พี่ถัง เถ้าแก่เซียนไม่เคยค้างค่าแรงคนงานเลยนะครับ"
"ฉันรู้ แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ?"
อิ่นเจ้าถังกล่าวต่อ "ค่าแรงก็คือสิ่งที่คนงานควรจะได้ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เถ้าแก่เซียนจะขับเบนซ์หรือนอนวิลล่าหรอก แต่มีอย่างหนึ่งที่เถ้าแก่พูดถูก คือนิตยสาร 91 ชายชาตรี จะต้องขายดีแน่นอน"
"ราคา 2.2 เหรียญต่อเล่มไม่มีปัญหา แต่โรงพิมพ์ต้องใช้กระดาษและหมึกพิมพ์ที่ดีที่สุดในตลาด ฉันต้องการให้ 91 ชายชาตรี วางขายเคียงคู่กับนิตยสารของพวกฝรั่งได้โดยไม่ดูด้อยกว่า เถ้าแก่เซียน โอเคไหมครับ?"
พูดจบ อิ่นเจ้าถังก็อัดบุหรี่เข้าปอดลึกๆ เพื่อให้เวลาเถ้าแก่เซียนได้ตัดสินใจ
เถ้าแก่เซียนไม่ได้ลังเลนานนัก เขารีบเผยรอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวชมเชย "คุณอิ่นช่างมีวิสัยทัศน์จริงๆ ปากบอกว่าจะไปสู้กับพวกฝรั่ง แบบนี้โรงพิมพ์เหลียงโหย่วจะยอมน้อยหน้าได้ยังไง!"
"ขอเพียงแค่ในอนาคต ออเดอร์ของนิตยสารชายชาตรีจะส่งมาให้ข้าเป็นลำดับแรก ต่อให้ข้าจะได้กำไรน้อยหน่อยจะนับเป็นอะไรไป?"
"ใช้หมึกและกระดาษที่ดีที่สุด ถือว่าเป็นการมอบสวัสดิการให้กับชายชาตรีในฮ่องกงก็แล้วกัน"
ถึงแม้ปากจะพูดจาสวยหรู แต่สาเหตุที่แท้จริงคือ อุตสาหกรรมโรงพิมพ์ในฮ่องกงช่วงยุค 80 กำลังเข้าสู่ช่วงขาลง
อย่างแรกคือความนิยมของสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มลดลง ชาวเมืองหันไปรับข้อมูลข่าวสารจากโทรทัศน์และวิทยุมากขึ้น อย่างที่สองคือฮ่องกงมีกฎสั่งห้ามตัดไม้ ทำให้ต้องนำเข้าเยื่อกระดาษจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
มันไม่ใช่ยุคทองของสิ่งพิมพ์ที่รุ่งเรืองเหมือนยุค 50 อีกต่อไปแล้ว การทำมาหากินในแวดวงโรงพิมพ์ เมื่อถึงเวลาต้องก้มหัวให้ลูกค้าก็ต้องก้ม
นิตยสารแนวหวาบหวิวในยุค 80 อาจจะเป็นแหล่งเงินก้อนสุดท้ายของอุตสาหกรรมโรงพิมพ์ก็ได้
"งั้นตกลงตามนี้ ส่งของภายในหนึ่งสัปดาห์ วันนี้วันที่ 28 นิตยสารของฉันต้องวางแผงวันที่ 10 หลังจากนี้จะออกทุกๆ 10 วัน ดังนั้นวันที่ 10, 20 และ 30 ของทุกเดือน สินค้าต้องพร้อมส่งในวันก่อนหน้านั้น"
"ขอเพียงคุณอิ่นส่งต้นฉบับมาล่วงหน้าสามวัน ทุกฉบับจะส่งของได้ตรงเวลาแน่นอนครับ" เถ้าแก่เซียนกล่าวอย่างมั่นใจ
"นี่คือค่าวัสดุที่จ่ายล่วงหน้าครับ" อิ่นเจ้าถังจ่ายเงินครึ่งหนึ่งเป็นเช็คตามธรรมเนียมของวงการโรงพิมพ์
เถ้าแก่เซียนรับเช็คไป เมื่อเห็นว่าเป็นบัญชีของธนาคาร HSBC เขาก็ขยับแว่นสายตา ตรวจดูแถบป้องกันการปลอมแปลง ก่อนจะพับเช็คเก็บใส่กระเป๋าแล้วถามขึ้นว่า "คุณอิ่นครับ ทำไมชื่อนิตยสารต้องเติม 91 ลงไปข้างหน้าด้วยล่ะ?"
"มันดูไม่มีความหมายเลยนะ แต่ดูแล้วกลับจำง่ายและดูโดดเด่นมาก!"
อิ่นเจ้าถังยิ้มอย่างมีเลศนัย "มันคือความผูกพันส่วนตัวน่ะครับ ช่างมันเถอะ!"
"ถุย แกนี่มันลึกซึ้งจริงๆ"
เถ้าแก่เซียนพูดติดตลกพลางจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบแล้วกล่าวต่อว่า "เมื่อสองวันก่อน โรงพิมพ์ของเพื่อนข้าถูกคนในยุทธภพมายึดไปในราคาแค่ห้าหมื่นเหรียญ ได้ยินเขาบอกว่าเอาไปพิมพ์นิตยสารหวาบหวิวเหมือนกัน"
"ชื่อหนังสือดูเหมือนจะชื่อว่า 'เกลียวคลื่น' มั้ง? ข้าไม่ค่อยแน่ใจ แต่ได้ยินมาว่าไปจ้างดาราดังอย่าง 'เหลียงเจินนี' มาขึ้นปกฉบับปฐมฤกษ์ด้วยนะ"
"ข้าเห็นนิตยสารชายชาตรีแล้วก็รู้เลยว่าคุณอิ่นวางแผนธุรกิจนี้มาตั้งแต่ตอนทำนิตยสารแจกฟรีแล้ว แต่ข้าไม่รู้ว่านิตยสารเกลียวคลื่นนั่นเป็นฝีมือของใคร ยังไงก็ระวังคนมาแย่งเค้กชิ้นนี้ไปกินด้วยนะ"
เถ้าแก่เซียนกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาต้องการให้อิ่นเจ้าถังขัดขวางนิตยสารคู่แข่งให้พ้นทาง
ในเมื่อทั้งคู่ตกลงร่วมมือกันในอนาคตแล้ว นิตยสารชายชาตรียิ่งขายได้มากเขาก็ยิ่งได้กำไรมาก เขาจึงยอมคายข้อมูลวงในนี้ให้อิ่นเจ้าถังทราบ
อาเล่อทนฟังไม่ไหวแม้แต่วินาทีเดียว เขาเหมือนคนถูกลบหลู่บรรพบุรุษ รีบลุกขึ้นยืนตะโกนด่าทันที "แม่งเอ้ย! ต้องเป็นฝีมือของไอ้จี๋เสียงแน่ๆ ที่แอบลอกเลียนแบบนิตยสารของพวกเรา!"
"อาเล่อ นั่งลง!" อิ่นเจ้าถังจ้องเขาเขม็งพร้อมดุด้วยเสียงเข้ม "จะพูดถึงคุณอาต้องให้ความเคารพหน่อย"
"พี่ถัง ไอ้แก่ขิงนั่นมันกำลังหาที่ตายชัดๆ"
อาเล่อกัดฟันกรอด ในใจเต็มไปด้วยความแค้น
อิ่นเจ้าถังกล่าวว่า "ก่อนจะรู้ความจริงอย่าพูดจามั่วซั่ว อีกอย่างเรากำลังคุยธุรกิจกับเถ้าแก่เซียนอยู่ ให้คุยเฉพาะเรื่องธุรกิจ เข้าใจไหม?"
เถ้าแก่เซียนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า "สิ่งที่ข้าชื่นชมในตัวคุณอิ่นมากที่สุด คือการที่อายุน้อยขนาดนี้แต่รู้จักกาลเทศะ สถานที่หนึ่งก็มีมารยาทแบบหนึ่ง วงการหนึ่งก็มีกฎเกณฑ์แบบหนึ่ง"
"นักเลงที่รู้จักคุยเรื่องธุรกิจจริงๆ มีไม่มากหรอก ส่วนใหญ่ก็รู้จักแต่ข่มขู่คุกคามหรือใช้กำลังเข้าว่า คนพวกนั้นไปได้ไม่ไกลนักหรอก"
"คนที่ไปยึดโรงพิมพ์เพื่อนข้าคือ 'ล่าเจียง' แห่งสมาคมตงอัน ใช้เงินแค่ห้าหมื่นยึดเครื่องจักรราคากว่าสองแสนไป ตอนนี้คนในวงการโรงพิมพ์ต่างพากันสาปแช่งอยากให้มันตายกันหมดแล้ว..."