เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 บทเรียน

บทที่ 21 บทเรียน

บทที่ 21 บทเรียน


บทที่ 21 บทเรียน

โบราณว่าไว้ ตบคนอย่าตบหน้า

แต่วาจาของเจี่ยอวี้เปรียบเสมือนการเหยียบย่ำใบหน้าของพวกเขาแล้วขยี้ซ้ำลงไปในดินโคลน ก็แค่การประลองฝีมือ หากพวกเขาถึงขั้นต้องระดมพลทหารหลายสิบหลายร้อยนายมารุมกินโต๊ะเจี่ยอวี้เพียงคนเดียวจริงๆ...

ต่อให้ผลจะออกมาแพ้หรือชนะ พวกเขาก็ต้องกลายเป็นตัวตลกให้ทหารทั้งค่ายหัวเราะเยาะ และคงไม่มีหน้าจะไปพบผู้ใดได้อีก

เซี่ยโหย่วหยวนเป็นคนแรกที่สติขาดผึง เขาคำรามลั่นแล้วกระโจนเข้าใส่เจี่ยอวี้ทันที

เขาโน้มตัวต่ำ เหวี่ยงหมัดขวาพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเจี่ยอวี้ ในขณะที่มือซ้ายซ่อนไว้อย่างมีเลศนัยที่ข้างลำตัว

ท่านี้คือท่าทุ่มข้ามไหล่ที่นิยมใช้กันในกองทัพ หากคู่ต่อสู้หลบไม่ทันหรือถอยหลัง เขาจะฉวยโอกาสประชิดตัว ใช้มือซ้ายล็อกท่อนแขนและข้อศอกของอีกฝ่ายไว้

จากนั้นอาศัยแรงส่ง พลิกตัวทุ่มคู่ต่อสู้ลงกับพื้น

ทันทีที่คู่ต่อสู้ล้มลง เขาจะใช้สองมือบีบคอหอยพร้อมกับใช้หัวเข่ากดกระแทกลงไปที่กระดูกสันหลังส่วนเอว การออกแรงสวนทางกันระหว่างแขนและเข่าจะทำให้กระดูกสันหลังของคู่ต่อสู้บิดหัก บาดเจ็บสาหัสได้ในพริบตา

เป็นกระบวนท่าที่โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก ไม่ถึงตายก็พิการ

ทว่าวิชาการต่อสู้ในกองทัพล้วนเป็นเช่นนี้ ในสนามรบมีเพียงความตายของเจ้าหรือการอยู่รอดของข้า หาได้มีความเมตตาปรานีไม่

แต่สิ่งที่ทำให้เซี่ยโหย่วหยวนต้องประหลาดใจคือ เจี่ยอวี้มิได้หลบหลีกหรือถอยหนี เขากลับก้าวสวนขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วปล่อยหมัดตรงเข้าใส่ใบหน้าของเซี่ยโหย่วหยวน

ความเร็วของหมัดนั้นทำให้ใบหน้าของเซี่ยโหย่วหยวนถอดสีทันที หมัดของเจี่ยอวี้นั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เร็วพอที่จะกระแทกหน้าเขาได้ก่อนที่หมัดของเขาจะทันได้แตะต้องตัวเจี่ยอวี้

สมองเพิ่งจะสั่งการให้หลบ แต่ร่างกายกลับตอบสนองไม่ทัน

ได้ยินเพียงเสียง ปึ้ก ดังทึบๆ เซี่ยโหย่วหยวนรู้สึกราวกับหัวไหล่ถูกม้าศึกที่กำลังห้อตะบึงพุ่งเข้าชนอย่างจัง ร่างทั้งร่างของเขาลอยกระเด็นไปด้านหลังหลายเมตรก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้น

เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างอันหนักอึ้งกว่าร้อยชั่งของเซี่ยโหย่วหยวนกระแทกพื้นดินจนฝุ่นตลบ

วินาทีที่ร่างสัมผัสพื้น เซี่ยโหย่วหยวนรู้สึกเหมือนกระดูกทั้งร่างจะแตกหัก ตาของเขาเหลือกขึ้นบนแล้วหมดสติไปทันที

หมัดเดียวจอดของเจี่ยอวี้ทำเอาเหล่าทหารมุงโดยรอบตะลึงงัน เสียงสูดหายใจด้วยความตกใจดังขึ้นระงม

แม้เซี่ยโหย่วหยวนจะเป็นคนมุทะลุ แต่พละกำลังและฝีมือของเขาก็เป็นที่เลื่องลือในกองทหารราบค่ายเสวียนเฟิง

แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นตอนนี้คืออะไร เจี่ยอวี้คว่ำเขาได้ด้วยหมัดเดียว ต้องใช้แรงมหาศาลขนาดไหนกัน

เจี่ยอวี้ไม่สนใจเซี่ยโหย่วหยวนที่นอนสลบเหมือด หันไปมองหวูอวิ๋นชุนที่ยืนตะลึงงันอยู่ฝั่งตรงข้าม

เขาแสยะยิ้มอำมหิต "ถึงตาเจ้าแล้ว จะล้มลงไปเอง หรือจะให้ข้าซ้อมจนเจ้าล้มลงไป"

มาถึงขั้นนี้แล้ว หวูอวิ๋นชุนจะทำอะไรได้ ยื่นคอก็โดน หดหัวก็โดน สู้ตายเสียดีกว่า

เขาตะโกนก้องเรียกขวัญแล้วพุ่งเข้าใส่เจี่ยอวี้ แต่เขายังพอมีสติอยู่บ้าง แทนที่จะพุ่งเข้าไปตรงๆ เขาฉากหลบไปทางซ้ายของเจี่ยอวี้ หมายจะโจมตีจากด้านข้าง

เจี่ยอวี้คร้านจะใส่ใจ เขาเพียงก้าวเท้าซ้ายออกไป เปลี่ยนหมัดซ้ายเป็นฝ่ามือแล้วแทงสวนขึ้นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

จังหวะที่หวูอวิ๋นชุนยื่นมือออกมาปัดป้อง เจี่ยอวี้ก็ยืดขาขวาออก ยกต้นขาขวาขึ้นจนได้ระดับ ปลายเท้าชี้ลงเกร็งแน่น แล้วดีดเท้าเตะสวนออกไปอย่างรุนแรง ปลายเท้ากระแทกเข้าที่แก้มซ้ายของหวูอวิ๋นชุนเต็มเปา

ลูกเตะเจาะเกราะทะลวงคอหอยตามตำราเป๊ะ

ได้ยินเสียง กระดูกลั่น ดังกร๊อบ หวูอวิ๋นชุนที่โดนเตะยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลายวินาที ร่างกายโซเซไปมา ก่อนจะล้มตึงลงไปกองกับพื้นอีกคน

เพียงสองกระบวนท่า คว่ำคนได้ถึงสองคน

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ เสียงเชียร์ที่เคยดังอื้ออึงเงียบกริบลงในพริบตา

แม้หวูอวิ๋นชุนจะอายุมากกว่าและเรี่ยวแรงอาจสู้เซี่ยโหย่วหยวนไม่ได้ แต่ประสบการณ์ของเขาโชกโชนกว่า กระบวนท่าย่อมต้องแพรวพราวและสุขุมกว่า

ตามหลักแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทนรับมือไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

ภาพที่เห็นราวกับผู้ใหญ่กำลังสั่งสอนเด็กดื้อ ตบสั่งสอนเบาๆ ก็ปลิวไปไกล

นี่ไม่ใช่การประลองฝีมือ แต่มันคือการข่มขวัญอย่างสมบูรณ์แบบ

"เยี่ยม!"

หลังจากความเงียบงันผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังระเบิดขึ้น

"นายกองเจี่ยช่างห้าวหาญนัก!"

"ใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่!"

"เจ้าลิง เจ้าแพ้แล้ว จ่ายมาเสียดีๆ!"

"บัดซบ... ข้านี่มันโง่จริงๆ... ให้ตายเถอะ... ข้าดันไม่ได้แทงข้างนายกองเจี่ย!"

ท่ามกลางเสียงเชียร์ มีเสียงบ่นแปลกๆ ปะปนมาบ้าง แต่เจี่ยอวี้ไม่มีเวลาไปใส่ใจ

เขาโบกมือเรียกทหารนายหนึ่ง

ทหารนายนั้นรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "นายท่าน เรียกข้าน้อยหรือขอรับ"

"เจ้าชื่ออะไร"

"ข้าน้อยชื่อโหวอี้จือ แต่ใครๆ ก็เรียกข้าน้อยว่าเจ้าลิงขอรับ"

"โหวอี้จือสินะ เอานี่ไป เดี๋ยวไปตามหมอมาดูอาการพวกเขาสักหน่อย แล้วก็ซื้ออะไรมาบำรุงให้พวกเขาด้วย"

พูดจบ เจี่ยอวี้ก็ยัดเงินห้าตำลึงใส่มือเขา

โหวอี้จือรับเงินมาแล้วตบหน้าอกรับคำ "นายท่านวางใจได้ ข้าน้อยรับรองว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยขอรับ"

เจี่ยอวี้ยิ้มบางๆ "เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าด้วย อีกอย่าง ไม่ต้องเรียกข้าว่านายท่านหรอก ข้าเป็นแค่นายกองขั้นเก้าตัวเล็กๆ ไม่สมควรกับคำเรียกขานนั้น"

โหวอี้จือหัวเราะร่าจนเห็นฟันเหยินคู่หน้า "จะเป็นขุนนางขั้นไหนก็ไม่สำคัญหรอกขอรับ สำหรับข้าน้อยแล้ว ใครมีตำแหน่งก็คือนายท่านที่ต้องรับใช้ให้ดีที่สุดทั้งนั้นแหละขอรับ"

พูดจบ โหวอี้จือก็หันไปกวักมือเรียกพวกพ้องอีกสองสามคนให้มาช่วยกันแบกหวูอวิ๋นชุนและเซี่ยโหย่วหยวนอย่างทุลักทุเลเข้าไปในกระโจมใหญ่

ขณะที่เจี่ยอวี้กำลังจะกลับไปงีบต่อที่กระโจม องครักษ์คนสนิทของแม่ทัพเฝิงก็ตามมาพบ "นายกองเจี่ย ท่านแม่ทัพเรียกพบด่วนขอรับ!"

"เข้าใจแล้ว ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้!"

"ด้วยโองการแห่งสวรรค์ ฮ่องเต้ทรงมีพระราชดำรัส:

เราสืบทอดราชบัลลังก์ ปกครองแผ่นดิน ดูแลทุกข์สุขอาณาประชาราษฎร์ด้วยความอุตสาหะมิได้ว่างเว้น ช่วงหลายปีมานี้ เกิดภัยธรรมชาติทั้งอุทกภัยและภัยแล้งซ้ำซาก โจรผู้ร้ายชุกชุม เรามิอาจนิ่งดูดาย

บัดนี้ ในเขตพื้นที่สำคัญอย่างอำเภอฉางหลิง มีโจรป่าอาละวาดปล้นชิงชาวบ้าน เรามีความกังวลใจยิ่งนัก

จึงมีบัญชาพิเศษ ให้แม่ทัพเฝิงแห่งค่ายเสวียนเฟิง คัดเลือกขุนพลผู้มีความสามารถไปปราบปรามโจรผู้ร้ายให้สิ้นซาก เพื่อคืนความสงบสุขแก่ปวงประชา

ขอออกพระราชโองการนี้ ให้กองทัพเตรียมพร้อมออกเดินทางภายในสามวัน เหล่าทหารหาญจงปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ต่อสู้กับศัตรูอย่างกล้าหาญ ตราบใดที่โจรผู้ร้ายยังไม่สิ้นซาก ห้ามถอนทัพกลับโดยเด็ดขาด

ขอให้พระบรมเดชานุภาพแผ่ไพศาลไปทั่วทิศ ขจัดภัยพาลทั้งปวง เพื่อความมั่นคงสถาพรของแผ่นดินสืบไป

ศกฉางหลิง ปีที่สิบสอง

รับด้วยเกล้า"

หลังจากอ่านพระราชโองการจบ ไต้อวิ๋น ขันทีคนสนิท ก็ค่อยๆ ม้วนราชโองการเก็บแล้วส่งมอบให้กับแม่ทัพเฝิงที่คุกเข่าอยู่กับพื้น

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแหลมสูง "ท่านแม่ทัพเฝิง รับราชโองการแล้วหรือไม่"

"กระหม่อมน้อมรับพระราชโองการพะยะค่ะ!"

แม่ทัพเฝิงรับราชโองการไว้เหนือศีรษะ แล้วเอ่ยถามด้วยความฉงนใจ "ท่านกงกงไต้ ข้ารับราชโองการแล้ว แต่ข้าใคร่รู้พระประสงค์ของฝ่าบาท

ทรงมีรับสั่งให้ค่ายเสวียนเฟิงเคลื่อนพล แต่กลับไม่อนุญาตให้กระหม่อมนำทัพไปด้วยตนเอง เช่นนี้กระหม่อมจะวางแผนการรบและจัดทัพได้อย่างไร หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา กระหม่อมจะรับมือไหวหรือ"

ไต้อวิ๋นมิได้ตอบคำถามในทันที แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อน

แม่ทัพเฝิงเข้าใจความหมาย จึงโบกมือไล่ทุกคนในกระโจมออกไป และสั่งให้องครักษ์เฝ้าระวังรอบกระโจมอย่างเข้มงวด

เมื่ออยู่กันตามลำพัง ไต้อวิ๋นจึงก้าวเข้าไปใกล้และกระซิบแผ่วเบา อธิบายถึงความกังวลพระทัยของฮ่องเต้ฉางผิงให้แม่ทัพเฝิงได้รับทราบ

จบบทที่ บทที่ 21 บทเรียน

คัดลอกลิงก์แล้ว